ตู้เย็น
ภายนอกของตู้เย็นสมัยใหม่พร้อมช่องแช่แข็ง | |
| ประเภท | เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน |
|---|---|
| เริ่มต้นผลิต | 1913 |
| ผู้ผลิต | หลากหลาย |
| วางจำหน่าย | ทั่วโลก |

ตู้เย็น (อังกฤษ: refrigerator หรือมักเรียกย่อว่า fridge) เป็นเครื่องใช้ในเชิงพาณิชย์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ประกอบด้วยช่องที่มีฉนวนความร้อนและปั๊มความร้อน (แบบกลไก อิเล็กทรอนิกส์ หรือเคมี) ที่ถ่ายเทความร้อนจากภายในไปยังสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อให้ภายในเย็นลงจนมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิโดยรอบของห้อง[1] การทำให้เย็นเป็นเทคนิคการเก็บรักษาอาหารที่สำคัญทั่วโลก[2] อุณหภูมิที่ต่ำจะช่วยลดอัตราการแพร่พันธุ์ของแบคทีเรีย ดังนั้นตู้เย็นจึงช่วยลดอัตราการเน่าเสียของอาหาร ตู้เย็นจะรักษาอุณหภูมิให้สูงกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำเพียงไม่กี่องศา ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาอาหารที่เน่าเสียง่ายคือ 3 ถึง 5 องศาเซลเซียส (37 ถึง 41 องศาฟาเรนไฮต์)[3] ตู้แช่แข็ง (freezer) คือตู้เย็นประเภทพิเศษ หรือส่วนหนึ่งของตู้เย็นที่รักษาอุณหภูมิของสิ่งที่บรรจุไว้ให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำ[4] ตู้เย็นเข้ามาแทนที่ตู้ใส่น้ำแข็ง (icebox) ซึ่งเคยเป็นเครื่องใช้ในบ้านทั่วไปมาเกือบศตวรรษครึ่ง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) แนะนำว่าควรเก็บรักษาตู้เย็นไว้ที่อุณหภูมิเท่ากับหรือต่ำกว่า 4 °C (40 °F) และตู้แช่แข็งควรควบคุมไว้ที่ −18 °C (0 °F)[5]
ระบบทำความเย็นสำหรับอาหารในยุคแรกเกี่ยวข้องกับน้ำแข็ง[6] การทำความเย็นแบบประดิษฐ์เริ่มขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1750 และพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1800[7] ในปี 1834 ระบบการทำความเย็นแบบอัดไอที่ใช้งานได้จริงเครื่องแรก ซึ่งใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่พบในเครื่องปรับอากาศได้ถูกสร้างขึ้น[8] เครื่องทำน้ำแข็งเชิงพาณิชย์เครื่องแรกถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1854[9] ในปี 1913 ตู้เย็นสำหรับใช้งานในบ้านได้ถูกประดิษฐ์ขึ้น[10] ในปี 1923 Frigidaire ได้เปิดตัวหน่วยเบ็ดเสร็จในตัวเครื่องแรก การนำสารฟรีออนมาใช้ในช่วงทศวรรษ 1920 ได้ขยายตลาดตู้เย็นในช่วงทศวรรษ 1930 ตู้แช่แข็งในบ้านที่เป็นช่องแยกต่างหาก (ที่มีขนาดใหญ่กว่าความจำเป็นสำหรับก้อนน้ำแข็งเท่านั้น) ถูกนำมาใช้ในปี 1940 อาหารแช่แข็งซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยได้กลายเป็นเรื่องปกติ
หน่วยแช่แข็งมีการใช้ในครัวเรือนเช่นเดียวกับในอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม หน่วยตู้เย็นและตู้แช่แข็งเชิงพาณิชย์มีการใช้งานมาเกือบ 40 ปีก่อนที่จะมีรุ่นสำหรับใช้ในบ้านทั่วไป รูปแบบตู้แช่แข็งด้านบนตู้เย็นเป็นรูปแบบพื้นฐานตั้งแต่ทศวรรษ 1940 จนกระทั่งตู้เย็นแบบ Side-by-Side สมัยใหม่ได้ทำลายกระแสนั้น วงจรการอัดไอถูกใช้ในตู้เย็นในครัวเรือน ส่วนใหญ่ทั้งแบบตู้เย็นรวมตู้แช่แข็งและตู้แช่แข็งเดี่ยว ตู้เย็นรุ่นใหม่อาจรวมถึงการละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ น้ำเย็น และน้ำแข็งจากตู้กดที่ประตู
ตู้เย็นและตู้แช่แข็งในบ้านสำหรับเก็บรักษาอาหารมีหลายขนาด ขนาดที่เล็กที่สุดคือตู้เย็นแบบ Peltier ที่ออกแบบมาเพื่อแช่เครื่องดื่ม ตู้เย็นในบ้านขนาดใหญ่มีความสูงเท่ากับคนและอาจกว้างประมาณ หนึ่ง เมตร (3 ฟุต 3 นิ้ว) โดยมีความจุ 0.6 m3 (21 cu ft) ตู้เย็นและตู้แช่แข็งอาจเป็นแบบตั้งพื้นหรือแบบบิลท์อินในห้องครัวก็ได้ ตู้เย็นช่วยให้ครัวเรือนสมัยใหม่เก็บรักษาอาหารให้สดใหม่ได้นานกว่าเดิม ตู้แช่แข็งช่วยให้ผู้คนสามารถซื้ออาหารที่เน่าเสียง่ายในปริมาณมากและรับประทานได้ตามอัธยาศัย รวมถึงการซื้อในปริมาณมากเพื่อการประหยัดจากขนาด
ประวัติ
[แก้]ก่อนการประดิษฐ์ตู้เย็นประเทศในเขตหนาวได้มีการตัดน้ำแข็งก้อนใหญ่จากทะเลสาบในฤดูหนาวมาเก็บในขี้เลื่อยไว้ใช้ตลอดปี ในประเทศไทยคนส่วนมากเก็บอาหารไว้ในตู้กับข้าวซึ่งป้องกันแมลงและหนูมารบกวนเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันการเน่าเสีย คนไทยมีวิธีอื่น ๆ อีกมากเพื่อถนอมอาหาร เช่น หมัก ดอง แช่อิ่ม ตากแห้ง รมควัน นอกจากนี้คนไทยยังเก็บน้ำฝนไว้ในโอ่งดินซึ่งทำให้น้ำเย็นตามธรรมชาติ
ในศตวรรษที่ 11 มุสลิมนักฟิสิกส์และเคมีชาวเปอร์เซีย, อวิเซ็นน่า หรือ อิบนูซีนา (Ibn Sina หรือ Avicenna) ประดิษฐ์เครื่องควบแน่น (refrigerated coil) เพื่อใช้ในการกลั่นน้ำมันหอม[11][12] นี่เป็นการพัฒนาการกลั่น โดยอวิเซ็นน่าเป็นคนแรกที่ใช้การกลั่นด้วยไอน้ำ ซึ่งต้องใช้เครื่องควบแน่นในการทำให้ไอกลั่นตัวเป็นหยดน้ำในระยะทางสั้นเพื่อผลิตน้ำมันหอม[13] กระบวนการกลั่นนี้ได้ใช้มาถึงปัจจุบัน โดยในประเทศไทยได้ใช้ในการผลิตน้ำมันหอมระเหย
วิลเลียม คัลเลน (William Cullen) ประดิษฐ์ตู้เย็นเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว (University of Glasgow) ในปี 1748 หลังจากนั้นในปี 1805 เมื่อโอลิเวอร์ อีวาน (Oliver Evans) ได้ประดิษฐ์ตู้เย็นที่ใช้ไอทำความเย็น ต่อมาในปี 1902 วิลลิส ฮาวิแลนด์ คาริเออร์ (Willis Haviland Carrier) ได้ประดิษฐ์เครื่องปรับอากาศ ในปี 1850 ถึง ปี 1851, ดร. จอห์น โกรี (John Gorrie) ประดิษฐ์เครื่องทำน้ำแข็ง ในปี 1857 เจมส์ แฮริสัน (James Harrison) วิศวกรชาวออสเตรเลียได้ประดิษฐ์ตู้เย็นที่ทำความเย็นด้วยการอัดไอเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเนื้อแช่แข็ง ต่อมาเฟอร์ดินานด์ คารี่ (Ferdinand Carré) ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาระบบให้ซับซ้อนในปี 1859 โดยใช้แก๊สแอมโมเนียซี่งระเหยเร็วเป็นตัวระบายความร้อนแทนอากาศ
การออกแบบ
[แก้]ตู้เย็นทำความเย็นโดยปั๊มความร้อนในการทำความเย็น โดยในแต่ละรอบของการทำความเย็น สารทำความเย็นเช่น R134a เข้าไปในเครื่องอัดความดันหรือที่เรียกกันว่าคอมเพรสเซอร์ (compressor) ที่มีความดันต่ำอุณหภูมิที่จุดเดือด แล้วอัดไอนั้น พออัดจนมีความดันสูงไอก็จะร้อน (สังเกตจากเวลาสูบลมจักรยาน) ไอร้อนความดันสูงเข้าไปในเครื่องควบแน่น (condenser) แล้วออกมาเป็นของเหลวความดันสูงที่จุดเดือด หลังจากนั้นก็ไปที่แผงระบายความร้อน สารทำความเย็นที่เป็นของเหลวอุณหภูมิเย็นลงแล้วไหลไปที่ใกล้กับส่วนที่ต้องการให้เย็น ความดันลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแก๊สอุณหภูมิต่ำ (เหมือนเวลาปล่อยลมออกจากล้อจักรยาน แล้วก็ไหลไปเป็นวงจรเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีในการทำความเย็น
คุณภาพของตู้เย็น
[แก้]ตู้เย็นรุ่นใหม่ราคาแพงส่วนมากมักมีคุณสมบัติต่อไปนี้
- ไม่มีน้ำแข็งเกาะตามตู้ในช่องแช่แข็ง
- เตือนเมื่อไฟตกหรือไฟดับ
- มีที่กดน้ำและน้ำแข็งจากหน้าตู้โดยไม่ต้องเปิดประตู
- มีไฟบอกเมื่อต้องเปลี่ยนที่กรองน้ำ
- มีถาดทำน้ำแข็งอยู่ภายใน
ตู้เย็นรุ่นแรก ๆ จะมีน้ำแข็งเกาะตามตู้ของช่องแช่แข็ง เกิดจากความชื้นตอนเปิดประตูตู้ โดยน้ำแข็งจะหนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ใช้ต้องละลายน้ำแข็งเอง เช่น ถอดปลั๊กออกจนกว่าน้ำแข็งข้าง ๆ ตู้จะละลายหมด ต่อมา จึงพัฒนาเป็นแบบกดปุ่มละลายน้ำแข็ง และละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ ผู้ใช้ควรหมั่นละลายน้ำแข็งเพื่อประหยัดไฟ[14]
ในปัจจุบันประชาชนหันมาสนใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น แก๊สฟรีออน (freon) โดยมีส่วนของซีเอฟซี (chlorofluorocarbons, CFCs) ที่ทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ ตู้เย็นรุ่นเก่าส่วนใหญ่ใช้แก๊สฟรีออนซึ่งมักรั่วออกสู่บรรยากาศ (สังเกตง่าย ๆ ได้จากการที่ต้องเติมน้ำยาทำความเย็นของตู้เย็น หรือน้ำยาแอร์ในเครื่องปรับอากาศ) ตู้เย็นรุ่นใหม่มักใช้สารทำความเย็นที่ไม่มีส่วนของซีเอฟซี เช่น HFC-134a (1, 2, 2, 2-tetrafluoroethane) ซึ่งไม่ทำลายชั้นโอโซน
ประสิทธิภาพของตู้เย็น
[แก้]ตู้เย็นที่กินไฟมากสุดคือแบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ เพราะต้องมีตัวเป่าความชื้นออกจากใบของพัดลมในตู้เย็น และยังต้องมีการเพิ่มอุณหภูมิเป็นพัก ๆ แบบที่รองลงมาได้แก่แบบไม่มีระบบละลายน้ำแข็งเลย แต่ว่าน้ำแข็งที่เกาะในตู้เย็นก็ทำให้กินไฟมากขึ้น ผู้ใช้ควรหมั่นละลายน้ำแข็ง และแบบที่มีปุ่มกดละลายน้ำแข็งกินไฟที่สุด แต่ผู้ใช้มักไม่ซื้อตู้เย็นประหยัดไฟเนื่องจากมีราคาแพง[15]
ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่กินไฟมาก (เกือบจะมากที่สุด รองจากเครื่องปรับอากาศ) ในช่วงยี่สิบปีมานี้มีการแข่งขันของผู้ผลิตในการพัฒนาตู้เย็นประหยัดไฟมากขึ้น ตู้เย็นที่มีคุณภาพดีในปัจจุบันกินไฟประมาณ 1 ยูนิต (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ต่อวัน เก็บถาวร 2007-01-18 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน สำหรับตู้เย็นหรือเครื่องทำน้ำแข็งขนาดใหญ่อาจกินไฟถึง 4 ยูนิตต่อวัน
ตู้เย็นที่มีช่องแช่แข็งอยู่ด้านบนจะกินไฟน้อยกว่าแบบที่มีช่องแช่แข็งอยู่ด้านล่างในความจุที่เท่ากัน ส่วนแบบที่มีช่องแช่แข็งอยู่ด้านข้าง จะกินไฟมากที่สุด [16] นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ได้ผลิตตู้เย็นตามแบบของไอสไตน์ ที่ประดิษฐ์ครั้งแรกในปี 1930 โดยตู้เย็นนี้ไม่ใช้ไฟฟ้า และไม่มีส่วนของก๊าซที่ทำลายชั้นบรรยากาศ[17]
ตู้เย็นที่มีประสิทธิภาพมากสุดตามทฤษฎีคือตู้เย็นคาร์โนต์ซึ่งไม่สามารถผลิตได้จริง
ผลต่อชีวิตประจำวัน
[แก้]ตู้เย็นสามารถถนอมอาหารให้สดใหม่ได้นาน ทำให้ครอบครัวส่วนใหญ่สามารถซื้ออาหารมาเก็บไว้ได้ทีละมาก ๆ นอกจากนี้ยังนำไปสู่การสร้างห้างสรรพสินค้าซึ่งมีอาหารหลากหลายชนิด ส่งผลให้โภชนาการของประชาชนทั่วไปดีขึ้น การขาดสารอาหารลดลง ผลิตภัณท์นม เนื้อสัตว์ ปลา เป็ดไก่ ผัก และอาหารทะเลสามารถเก็บในตู้เย็นที่อยู่ในห้องครัวได้ (ควรเก็บเนื้อดิบ ๆ แยกต่างหากเพื่อความสะอาด)
ผู้คนสามารถรับประทานอาหารที่หลากหลายในมื้อเดียว เช่น สลัดผัก นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มาจากหลายที่ เช่น ภาคอีสานสามารถรับประทานอาหารทะเลเพื่อป้องกันโรคคอพอก การส่งออกอาหารแช่แข็งก็เป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้มากมาย
ระบบช่องเก็บอาหารตู้เย็น
[แก้]ตู้เย็นส่วนใหญ่แบ่งเป็นหลายส่วนเพื่อเก็บอาหารดังนี้
- -18 °C (0 °F) (ช่องแช่แข็ง)
- 0 °C (32 °F) (เนื้อ)
- 5 °C (40 °F) (ช่องธรรมดา)
- 10 °C (50 °F) (ผัก ผลไม้)
ปุ่มปรับความเย็นของตู้เย็นมักเป็นตัวเลข (เช่น 1 ถึง 9 จากเย็นน้อยไปเย็นสุด) โดยต่างกันไปแล้วแต่ผู้ผลิต แต่มักอยู่ในช่วง 2 ถึง 8 °C (36 ถึง 46 °F) และอุณหภูมิประมาณ -18 °C (0 °F) ในช่องแช่แข็ง
ผู้ใช้ควรวางตู้เย็นไว้ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทเพื่อให้ตู้เย็นทำงานสะดวกและลดการกินไฟ
- ไม่ควรวางตู้เย็นใกล้ผนังเกินไป เพราะทำให้ระบายความร้อนได้ไม่ดี
- ไม่ควรวางตู้เย็นหรือเครื่องทำน้ำเย็นไว้ในห้องปรับอากาศ เพราะทำให้เสียค่าไฟสองต่อ โดยตู้เย็นดูดความร้อนเป่าออกมาหลังเครื่องทำให้ห้องร้อนขึ้น]]
ขนาด
[แก้]ขนาดของตู้เย็นวัดเป็นลิตรหรือคิว (คำว่าคิวมาจาก cubic foot/feet หมายถึงลูกบาศก์ฟุต) เช่น 100 ลิตร (3.53 คิว) เป็นช่องแช่แข็งกับ 140 ลิตร (4.94 คิว) สำหรับช่องธรรมดา
ตู้เย็นมีหลายขนาด แบ่งตามการใช้งาน เช่น ขนาดเป็นห้องใหญ่ ๆ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม จนถึง 2-3 คิวที่ใช้ในบ้านเรือน
ประเภทของตู้เย็นโดยแบ่งตามลักษณะทางกายภาพ แบ่งใน 4 แบบ คือ
1.แบบ traditional : เป็นแบบที่นิยมกันมากที่สุด ช่องแช่แข็งอยู่ด้านบน ส่วนแช่เย็นปกติอยู่ด้านล่าง มีทั้งแบบที่2ประตูที่ช่อแช่แข็งแยกไว้ชัดเจน และแบบประตูเดียวที่มีช่องแช่แข็งอยู่ภายในอีกที ซึ่งขนาดช่องแช่แข็งจะค่อนข้างเล็กกว่าแบบ2ประตู
2.แบบ side-by-side : ประตูเปิดได้2บานแบบแบ่งซ้าน-ขวา เหมือนตู้เสื้อผ้า โดยส่วนช่องแช่แข็งจะอยู่ในประตูบานซ้ายซึ่งมีขนาดเล็กกว่าประตูบานขวาซึ่งเป็นส่วนแช่เย็นปกติ บริษัทแรกที่แนะนำตู้เย็นแบบนี้สู่สาธารณชนคือบริษัทของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ชื่อ อมานา (Amana) ในปี ค.ศ.1949 แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมจนกระทั่งปีค.ศ.1965
3.แบบส่วนแช่เย็นอยู่ด้านบน ช่องแช่แข็งอยู่ด้านล่าง : ตู้เย็นแบบนี้ถูกวางขายครั้งแรกในช่วงกลางยุคคริสต์ทศวรรษ 1950 โดยแนวความคิดของการออกแบบตู้เย็นลักษณะนี้น่าจะมาจากเหตุผลที่ว่า คนเราเปิดใช้ส่วนแช่เย็นบ่อยกว่าช่องแช่แข็ง จึงย้ายช่องแช่แข็งไปไว้ล่างสุด เพื่อที่เวลาเปิดหาของในช่องแช่เย็น จะได้ไม่ต้องก้มตัวให้มากนัก
4.ตู้เย็นแบบประตูฝรั่งเศส (French-door style) : ถูกวางขายครั้งแรกในช่วงปลายยุคคริสต์ทศวรรษ 1990 โดยช่องแช่แข็งอยู่ด้านล่าง ส่วนแช่เย็นปกติในด้านบนจะเป็นประตูเปิดได้แบบ 2 ทางแบบ side-by-size แต่ขนาดประตูจะเท่ากัน
หลักการทำความเย็น
[แก้]การทำความเย็นเป็นการถ่ายเทความร้อนภายในตู้เย็นออกไป ซึ่งเกิดจากเครื่องอัดไอ (compressor) ทำหน้าที่อัดแก๊สของสารทำความเย็น (Refrigerant substant) ให้เป็นของเหลวในคอยล์ร้อนหรือเครื่องควบแน่น (Conderser) จากนั้นส่งผ่านไปยังหลอดรูเล็ก (Capillary tube) และไปยังคอยล์ร้อนหรือเครื่องระเหย (evaporator) ทำให้ความดันของของเหลวลดลงจนเปลี่ยนสถานะจากแก็สกลายเป็นไอ ซึ่งของเหลวได้รับความร้อนแฝงจากวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เครื่องระเหย โดยวิธี การนำความร้อน การพาความร้อน หรือการแผ่รังสี เพื่อทำให้อุณหภูมภายในตู้เย็นเย็นลง จากนั้นแก๊สความดันต่ำของสารทำความเย็นจะถูกดูดโดยเครื่องอัดไอและอัดออกไปยังเครื่องควบแน่น เพื่อถ่ายเทความร้อนออกไปจากระบบ ทำให้สารทำความเย็นจะเข้าไปรับความร้อนที่เครื่องระเหยใหม่อีกครั้ง อีกทั้งความเย็นจากสารทำความเย็นที่ดูดกลับมาบางส่วนสามารถนำมาช่วยในการระบายความร้อนให้กับเครื่องอัดไอ (compressor) การทำงานของระบบทำความเย็นนี้จะวนซ้ำไปเรื่อยเสมอ[18]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Peavitt, Helen (2017-11-15). +colloquially+fridge&pg=PA8 Refrigerator: The Story of Cool in the Kitchen (ภาษาอังกฤษ). Reaktion Books. p. 8. ISBN 978-1-78023-797-8.
{{cite book}}: ตรวจสอบค่า|url=(help) - ↑ Aung, Myo Min; Chang, Yoon Seok (2022-10-11). Cold Chain Management (ภาษาอังกฤษ). Springer Nature. p. 46. ISBN 978-3-031-09567-2.
- ↑ "Keep your fridge-freezer clean and ice-free". BBC. 30 April 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 February 2009. สืบค้นเมื่อ 21 December 2025.
- ↑ Rajesh Kumar, R (2020-08-01). Basics of Mechanical Engineering (ภาษาอังกฤษ). Jyothis Publishers. p. 117. ISBN 978-93-5254-883-5.
- ↑ Check%20temperatures%20periodically "Are You Storing Food Safely?". FDA. 9 February 2021. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากCheck%20temperatures%20periodically แหล่งเดิมเมื่อ 5 March 2022. สืบค้นเมื่อ 21 December 2025.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่า|archive-url=(help); ตรวจสอบค่า|url=(help) - ↑ Accorsi, Riccardo; Manzini, Riccardo (2019-06-12). Sustainable Food Supply Chains: Planning, Design, and Control through Interdisciplinary Methodologies (ภาษาอังกฤษ). Academic Press. p. 189. ISBN 978-0-12-813412-2.
- ↑ Traitler, Helmut; Dubois, Michel J. F.; Heikes, Keith; Petiard, Vincent; Zilberman, David (2018-02-05). +and+developed+in+the+early+1800s&pg=PA120 Megatrends in Food and Agriculture: Technology, Water Use and Nutrition (ภาษาอังกฤษ). John Wiley & Sons. p. 120. ISBN 978-1-119-39114-2.
{{cite book}}: ตรวจสอบค่า|url=(help) - ↑ Yahia, Elhadi M. (2019-07-16). +the+first+working+vapor-compression+refrigeration, +using+the+same+technology+seen+in+air+conditioners, +system+was+built&pg=PA212 Postharvest Technology of Perishable Horticultural Commodities (ภาษาอังกฤษ). Woodhead Publishing. p. 212. ISBN 978-0-12-813277-7.
{{cite book}}: ตรวจสอบค่า|url=(help) - ↑ Zhang, Ce; Yang, Jianming (2020-01-03). A History of Mechanical Engineering (ภาษาอังกฤษ). Springer Nature. p. 117. ISBN 978-981-15-0833-2.
- ↑ O'Reilly, Catherine (2008-11-17). +refrigerators+for+home+use+were+invented&pg=PT108 Did Thomas Crapper Really Invent the Toilet?: The Inventions That Changed Our Homes and Our Lives (ภาษาอังกฤษ). Skyhorse Publishing, Inc. ISBN 978-1-62873-278-8.
{{cite book}}: ตรวจสอบค่า|url=(help) - ↑ Pitman, Vicki (2004), Aromatherapy: A Practical Approach, Nelson Thornes, p. xi, ISBN 0748773460
- ↑ Myers, Richard (2003), The Basics of Chemistry, Greenwood Publishing Group, p. 14, ISBN 0313316643
- ↑ Marlene Ericksen (2000) , Healing with Aromatherapy, p. 9, McGraw-Hill, ISBN 0-658-00382-8
- ↑ "การใช้ตู้เย็นให้ประหยัดไฟ". การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.).[ลิงก์เสีย]
- ↑ "ตู้เย็นประหยัดไฟ". สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค.[ลิงก์เสีย]
- ↑ "What's more energy efficient, a refrigerator with a top-mounted freezers, bottom-mounted freezer, or a side-by-side?". Energy Star.[ลิงก์เสีย]
- ↑ "Albert Einstein Refrigerator"
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2016-05-27. สืบค้นเมื่อ 2014-11-22.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Rees, Jonathan. Refrigeration Nation: A History of Ice, Appliances, and Enterprise in America (Johns Hopkins University Press; 2013) 256 pages
- Refrigerators and food preservation in foreign countries. United States Bureau of Statistics, Department of State. 1890.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- U.S. Patent 1,126,605 Refrigerating apparatus
- U.S. Patent 1,222,170 Refrigerating apparatus
- The History of the Refrigerator and Freezers เก็บถาวร 31 พฤษภาคม 2020 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- Refrigerators, Canada Science and Technology Museum
- "Walking fridge, comes when you call it". Engadget (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). September 2017. สืบค้นเมื่อ 2022-03-08.