กรดยูริก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กรดยูริก
Harnsäure Ketoform.svg
Uric acid3D.png
Fluorescent uric acid.JPG
ชื่อเรียกตามระบบ 7,9-Dihydro-1H-purine-2,6,8(3H) -trione
ชื่ออื่น 2,6,8-Trioxypurine;

2,6,8-Trihydroxypurine; 2,6,8-Trioxopurine; 1H-Purine-2,6,8-triol

เลขทะเบียน
เลขทะเบียน CAS [69-93-2][CAS]
PubChem 1175
EC number 200-720-7
DrugBank DB01696
KEGG C00366
MeSH Uric+Acid
ChEBI 27226
SMILES
InChI
Beilstein Reference 156158
ChemSpider ID 1142
3DMet B00094
คุณสมบัติ
สูตรโมเลกุล C5H4N4O3
มวลโมเลกุล 168.11 g mol−1
ลักษณะทางกายภาพ ผลึกสีขาว
จุดหลอมเหลว

300 °C, 573 K, 572 °F

ความสามารถละลายได้ ใน น้ำ 0.6 mg/100 mL (at 20 °C)
log P −1.107
pKa 5.6
Basicity (pKb) 8.4
-66.2·10−6 cm3/mol
อุณหเคมี
Std enthalpy of
formation
ΔfHo298
−619.69 - −617.93 kJ mol−1
−1921.2 - −1919.56 kJ mol−1
Standard molar
entropy
So298
173.2 J K−1 mol−1
ความจุความร้อนจำเพาะ 166.15 J K−1 mol−1 (at 24.0 °C)
 X mark.svg 14 (verify) (what is: Yes check.svg 10/X mark.svg 10?)
หากมิได้ระบุเป็นอื่น ข้อมูลข้างต้นนี้คือข้อมูลสาร ณ ภาวะมาตรฐานที่ 25 °C, 100 kPa
แหล่งอ้างอิงของกล่องข้อมูล

กรดยูริก (อังกฤษ: Uric acid) เป็นสารประกอบเฮเทอโรไซคลิก (heterocyclic) ที่มีคาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน และไฮโดรเจน โดยมีสูตรเคมีเป็น C5H4N4O3 มันมีรูปแบบทั้งเป็นไอออนและเกลือที่เรียกว่าเกลือยูเรต (urate) และเกลือกรดยูเรต (acid urate) เช่น ammonium acid urate กรดยูริกเป็นผลของกระบวนการสลายทางเมแทบอลิซึมของนิวคลีโอไทด์คือพิวรีน (purine) และเป็นองค์ประกอบปกติของปัสสาวะ การมีกรดยูริกในเลือดสูงอาจทำให้เกิดโรคเกาต์ และสัมพันธ์กับโรคอื่น ๆ รวมทั้งโรคเบาหวาน และนิ่วในไตที่เกิดจาก ammonium acid urate

สภาพทางเคมี[แก้]

กรดยูริกเป็นกรดไดพร็อกติก (diprotic acid)[A] ประเภทหนึ่ง โดยมี pKa1 = 5.4 และ pKa2 = 10.3[3] ดังนั้น ในภาวะที่เป็นด่างมากคือมีค่า pH สูง มันจะอยู่ในรูปแบบไอออนยูเรตเต็มตัวและมีประจุสองหน่วย แต่ที่ค่า pH ในระบบชีวภาพ หรือเมื่อมีไอออนไบคาร์บอเนตอยู่ด้วย มันก็อยู่ในรูปแบบไฮโดรเจนยูเรต (hydrogen urate) หรือไอออนกรดยูเรต ซึ่งมีประจุหน่วยเดียว เนื่องจากการแตกตัวเป็นไอออนโดยประจุที่สองเกิดได้ง่ายมาก เกลือยูเรตแบบเต็มตัวจึงแยกสลายด้วยน้ำเป็นไฮโดรเจนยูเรตที่ค่า pH ประมาณกลาง ๆ มันเป็นสารประกอบแอโรแมติกเพราะการมี pi bonding ในวงแหวนทั้งสอง

เพราะเป็นสารอนุพันธ์ของพิวรีน (purine) แบบเฮเทอโรไซคลิก (heterocyclic) และไบไซคลิก (bicyclic) กรดยูริกจะไม่ให้โปรตอนคือ H+ (protonation) จากออกซิเจน (คือจากด้าน −OH) เหมือนกับกรดคาร์บอกซิลิก งานศึกษาด้วยการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์กับไอออนของไฮโดรเจนยูเรตของผลึกแอมโมเนียมไฮโดรเจนยูเรต (ammonium hydrogen urate) ซึ่งเกิดในร่างกาย (in vivo) โดยเป็นตะกอนสะสมเนื่องจากโรคเกาต์ แสดงว่า ออกซิเจนแบบคีโทนในตำแหน่งที่ 2 ของโครงสร้างพิวรีน (บนคาร์บอนระหว่างไนโตรเจนสองอะตอมในวงแหวนที่มีสมาชิก 6 หน่วย) อยู่ในรูปแบบของ OH group ในขณะที่ออกซิเจนที่อยู่ข้าง ๆ ไนโตรเจนในตำแหน่งที่ 1 และ 3 มีประจุไอออนร่วมกันในวงแหวนแบบ pi-resonance-stabilized ที่มีสมาชิก 6 หน่วย

ดังนั้น ในขณะที่กรดอินทรีย์โดยมากจะให้โปรตอน (deprotonated) เนื่องกับการแตกตัวเป็นไอออนของพันธะเคมีไฮโดรเจน-ออกซิเจนที่มีขั้ว ปกติพร้อมกับการเกิด resonance stabilization โดยมีผลเป็นไอออนคาร์บอกซิเลต กรดยูริกจะให้โปรตอนจากอะตอมไนโตรเจน และจะใช้หมู่ keto/hydroxy ที่เป็นเทาโทเมอร์[B] สำหรับถอนอิเล็กตรอนเพื่อเพิ่มค่า pK1 วงแหวนที่มี 5 หน่วยยังมีหมู่ keto (ในตำแหน่งที่ 8) ล้อมรอบด้วยหมู่อะมิโนทุติยภูมิสองหน่วย (ในตำแหน่ง 7 และ 9) และการเสียโปรตอนของหน่วยเหล่านี้ที่ค่า pH สูงก็จะสามารถอธิบายค่า pK2 และปฏิกิริยาโดยเป็นกรดไดพร็อกติก[A] การจัดระเบียบใหม่เป็นเทาโทเมอร์[B] และ pi-resonance stabilization ในรูปแบบที่คล้ายกัน ก็จะทำให้ไอออนนี้เสถียรโดยระดับหนึ่ง

การคำนวณดูจะบ่งว่า ในสารละลาย (และในเฟสที่เป็นแก๊ส) รูปแบบที่มีประจุเดียวจะไม่มีไฮโดรเจนบนออกซิเจน และจะไม่มีไฮโดรเจนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นบนไนโตรเจนตำแหน่ง 9 หรือบนไนโตรเจนตำแหน่ง 3 เทียบกับกรดยูริกที่ไม่ได้แตกประจุซึ่งจะมีไฮโดรเจนอยู่ที่ไนโตรเจนหมดทั้งสี่ตำแหน่ง[7] (ในโครงสร้างที่แสดงด้านบนขวา NH ที่บนขวาบนวงแหวนที่มี 6 หน่วยคือ "1" ถ้านับตามเข็มนาฬิกาไปรอบ ๆ วงแหวน "6" ก็คือคาร์บอนแบบคีโทนที่ยอดของวงแหวน ส่วน NH บนยอดของวงแหวนมี 5 หน่วยนับเป็น "7" เมื่อนับย้อนเข็มนาฬิกาตามวงแหวน NH ด้านล่างก็จะเป็น "9")

กรดยูริกแยกออกจากนิ่วไตเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1776 โดยนักเคมีชาวสวีเดน (Carl Wilhelm Scheele)[8] ต่อมาในปี 1882 นักเคมีชาวยูเครน (Ivan Horbaczewski) จึงเป็นคนแรกที่สังเคราะห์กรดยูเรตโดยหลอมละลายยูเรียกับไกลซีน[9]

สภาพละลายได้[แก้]

โดยทั่วไปแล้ว การละลายได้ของกรดยูริกและเกลือของมันที่เป็นโลหะแอลคาไลและโลหะแอลคาไลน์เอิร์ท จะค่อนข้างต่ำ เกลือทั้งหมดเหล่านี้ละลายในน้ำร้อนได้ดีกว่าน้ำเย็น ทำให้สามารถตกผลึกใหม่ได้ง่าย การละลายได้ไม่ดีเป็นสมุฏฐานสำคัญอย่างหนึ่งของโรคเกาต์ การละลายได้ของกรดและเกลือต่าง ๆ ของมันในเอทานอลจะต่ำมากหรือไม่สำคัญ เมื่ออยู่ในเอทานอลหรือในน้ำ เอทานอลและน้ำแทบจะมีค่าเป็นสารบริสุทธิ์

สภาพละลายได้ของเกลือยูเรต
(กรัมของน้ำ/กรัมของสาร)
สารประกอบ น้ำเย็น น้ำเดือด
กรดยูริก 15,000 2,000
Ammonium hydrogen urate 1,600
Lithium hydrogen urate 370 39
Sodium hydrogen urate 1,175 124
Potassium hydrogen urate 790 75
Magnesium dihydrogen diurate 3,750 160
Calcium dihydrogen diurate 603 276
Disodium urate 77
Dipotassium urate 44 35
Calcium urate 1,500 1,440
Strontium urate 4,300 1,790
Barium urate 7,900 2,700

ตัวเลขในตารางบ่งมวลน้ำที่จำเป็นเพื่อละลายมวลสารดังที่กำหนด ตัวเลขยิ่งต่ำเท่าไร ก็แสดงว่ายิ่งละลายได้มากขึ้นเท่านั้น[10][11][12]

ชีววิทยา[แก้]

เอนไซม์ xanthine oxidase จะเร่งปฏิกิริยาการสร้างกรดยูริกจาก xanthine และ hypoxanthine ซึ่งก็เป็นผลผลิตจากพิวรีนประเภทอื่น ๆ xanthine oxidase เป็นเอนไซม์โมเลกุลใหญ่ที่มีตำแหน่งกัมมันต์ซึ่งประกอบด้วยโลหะโมลิบดีนัมยึดอยู่กับกำมะถันและออกซิเจน[13] ภายในเซลล์ xanthine oxidase อาจอยู่ในรูปแบบ xanthine dehydrogenase และ xanthine oxireductase ซึ่งสามารถกลั่นได้จากนมและม้ามของวัวและควาย[14] ร่างกายจะหลั่งกรดยูริกออกเมื่อขาดออกซิเจน[15]

ในมนุษย์และไพรเมตระดับสูง กรดยูริก ปกติในรูปแบบไอออนไฮโดรเจนยูเรต จะเป็นผลผลิตขั้นสุดท้ายจากเมแทบอลิซึมของพิวรีน และขับออกทางปัสสาวะ ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ โดยมาก จะมีเอนไซม์ uricase ที่ช่วยเติมออกซิเจนและเปลี่ยนกรดให้กลายเป็น allantoin[16] การเสีย uricase ในไพรเมตระดับสูงคล้ายกับการเสียสมรรถภาพการผลิตวิตามินซี จึงเกิดสมมติฐานว่า ยูเรตอาจแทนวิตามินซีได้เป็นบางส่วนในสปีชีส์เหล่านี้[17] ทั้งกรดยูริกและวิตามินซีเป็นตัวลดออกซิเจน (reducing agent) ที่มีกำลังโดยเป็นตัวให้อิเล็กตรอน และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ในมนุษย์ สมรรถภาพต้านอนุมูลอิสระครึ่งหนึ่งภายในน้ำเลือดจะมาจากไอออนไฮโดรเจนยูเรต[18]

ระดับความเข้มข้นของกรดยูริก (หรือไอออนไฮโดรเจนยูเรต) ในเลือดมนุษย์อยู่ที่ 25-80 มิลลิกรัม/ลิตร (mg/L) ในชาย และ 15-60 mg/L ในหญิง[19] (แต่ให้ดูต่อ ๆ ไปในเรื่องการมีค่าที่ต่างกว่าบ้าง) บุคคลหนึ่ง ๆ สามารถมีค่ากรดยูริกสูงถึง 96 mg/L โดยไม่มีโรคเกาต์[20] ในมนุษย์ ไตเป็นตัวกำจัดกรดยูริก 70% ในแต่ละวัน และในมนุษย์ 5-25% ภาวะไตเสื่อมจะทำให้เกิดภาวะกรดยูริกเกินในเลือด[21] การถ่ายกรดยูริกออกในปัสสาวะอยู่ระหว่าง 250-750 mg ต่อวัน เป็นความเข้มข้น 250-750 มิลลิกรัม/ลิตร (mg/L) ถ้าผลิตปัสสาวะ 1 ลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นการละลายที่สูงกว่าการละลายได้ของกรดก็เพราะมันอยู่ในรูปแบบของ acid urate ละลาย

สุนัขพันธุ์แดลเมเชียนมีความบกพร่องทางพันธุกรรมในการดูดซึมกรดยูริกเข้าในตับและไต ทำให้เปลี่ยนกรดเป็น allantoin ลดลง ดังนั้น พันธุ์นี้จึงถ่ายกรดยูริกในปัสสาวะ ไม่ใช่ allantoin[22]

ในนกและสัตว์เลื้อยคลาน และในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเลทรายเป็นบางชนิด (เช่นสัตว์ฟันแทะในสกุล Dipodomys) กรดยูริกก็เป็นผลผลิตขั้นสุดท้ายจากเมทาบอลิซึมของพิวรีนด้วย แต่จะถ่ายออกในอุจจาระโดยเป็นของแห้ง ซึ่งจะต้องผ่านวิถีเมแทบอลิซึมที่ซับซ้อนและใช้พลังงานมากเทียบกับการแปรรูปของเสียที่เป็นไนโตรเจนอื่น ๆ เช่น ยูเรีย (จากวงจรยูเรีย) หรือแอมโมเนีย แต่ก็มีประโยชน์ลดการเสียน้ำและป้องกันภาวะขาดน้ำ[23]

ส่วนหนอนน้ำชั้นโพลีคีทาคือ Platynereis dumerilii กรดยูริกเป็นฟีโรโมนทางเพศที่ปล่อยออกในน้ำโดยตัวเมียเมื่อกำลังผสมพันธุ์ ซึ่งกระตุ้นให้ตัวผู้ปล่อยตัวอสุจิ[24]

พันธุศาสตร์[แก้]

คนส่วนหนึ่งจะมีการกลายพันธุ์ของโปรตีนที่มีหน้าที่ขับกรดยูริกออกผ่านไต ยีนที่มีส่วนร่วมกับการกลายพันธุ์นี้รวมทั้ง SLC2A9, ABCG2, SLC17A1, SLC22A11, SLC22A12, SLC16A9, GCKR, LRRC16A, และ PDZK1[25][26][27] โดย SLC2A9 พบว่า ขนส่งทั้งกรดยูริกและฟรักโทส[21][28]

การแพทย์และงานวิจัย[แก้]

ในน้ำเลือดมนุษย์ พิสัยอ้างอิงของกรดยูริกปกติจะอยู่ระหว่าง 3.4-7.2 mg/dL (200-430 µmol/L) สำหรับชาย และ 4-6.1 mg/dL (140-360 µmol/L) สำหรับหญิง[29] โดย 1 mg/dL จะเท่ากับ 59.48 µmol/L ความเข้มข้นกรดยูริกในเลือดที่สูงหรือต่ำกว่าพิสัยปกติเป็นอาการที่เรียกว่า ภาวะกรดยูริกเกินในเลือด (hyperuricemia) และภาวะกรดยูริกต่ำในเลือด (hypouricemia) โดยนัยเดียวกัน กรดยูริกที่สูงหรือต่ำกว่าปกติในปัสสาวะเรียกว่า ภาวะกรดยูริกเกินในปัสสาวะ (hyperuricosuria) และภาวะกรดยูริกต่ำในปัสสาวะ (hypouricosuria) ระดับกรดยูริกในน้ำลายอาจสัมพันธ์กับระดับกรดในเลือด[30]

กรดยูริกสูง[แก้]

ภาวะกรดยูริกเกินในเลือด (hyperuricemia) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดโรคเกาต์ อาจมีแหล่งกำเนิดหลายเหตุ

โรคเกาต์[แก้]

การมีกรดยูริกเกินในเลือดสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคเกาต์[36] ซึ่งเป็นโรคสร้างความเจ็บปวดโดยมีผลเป็นกรดยูริกตกผลึกเป็นรูปเข็มที่ข้อต่อ หลอดเลือดฝอย ผิวหนัง และเนื้อเยื่ออื่น ๆ[37] โรคเกาต์สามารถเกิดเมื่ระดับกรดยูริกในเลือดอาจถึงค่าเพียงแค่ 6 mg/dL (~357 µmol/L) แต่บุคคลหนึ่ง ๆ ก็อาจมีค่าถึง 9.6 mg/dL (~565 µmol/L) และก็ยังไม่เกิดโรค[20]

ในมนุษย์ พิวรีนจะผ่านเมแทบอลิซึมกลายเป็นกรดยูริกแล้วก็จะขับออกทางปัสสาวะ การบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูงบางประเภท โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และอาหารทะเล จะเพิ่มโอกาสเสี่ยง[38]

การจำกัดอาหารอาจช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือด แม้จะไม่ใช่วิธีรักษาให้หาย แต่ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะแย่ลงจนถึงกับเจ็บ และช่วยชลอความเสียหายต่อข้อต่อที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาหารบางอย่างควรหลีกเลี่ยงแต่ก็ไม่ใช่อาหารที่มีพิวรีนทั้งหมด เป้าหมายของโปรแกรมอาหารก็เพื่อลดความเสี่ยง ช่วยรักษาโรค มีน้ำหนักที่พอดี และทานอาหารถูกสุขภาพ อาหารที่ควรเลี่ยงรวมทั้งเครื่องในสัตว์รวมทั้ง ตับ ไต ต่อมไทมัส ตับอ่อน และอาหารทะเลบางชนิดรวมทั้งปลาแอนโชวี่ ปลาเฮร์ริง ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ หอยเชลล์ ปลาเทราท์ ปลาแฮดด็อก ปลาแมกเคอเรล และปลาทูน่า[39] การทานผักที่มีพิวรีนสูงโดยทั่วไป[39] หรือโดยพอประมาณ[38] ไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคที่สูงขึ้น

การรักษาโรคอย่างหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็คือการให้ทานเกลือลิเทียม[40] เพราะ lithium urate จะละลายน้ำได้ดีกว่า ทุกวันนี้ ความบวมในช่วงที่เจ็บมักจะรักษาด้วยยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAID) โคลชิซีน หรือ corticosteroid และจะบริหารระดับยูเรตด้วย allopurinol[41] ซึ่งมีฤทธิ์ระงับ xanthine oxidase อย่างอ่อน ๆ และมีฤทธิ์คล้าย ๆ (คือเป็น analog) ของ hypoxanthine โดย xanthine oxidoreductase จะเป็นตัวเพิ่มหมู่ไฮดรอกซิลผ่านกระบวนการ hydroxylation ที่ตำแหน่งที่สองทำให้กลายเป็น oxipurinol[42]

กลุ่มอาการเนื้องอกสลาย (Tumor lysis syndrome)[แก้]

กลุ่มอาการเนื้องอกสลาย (Tumor lysis syndrome) เป็นอาการฉุกเฉินที่เป็นผลมาจากมะเร็งเม็ดเลือด ที่ก่อให้เกิดกรดยูริกระดับสูงในเลือด โดยเซลล์เนื้องอกปล่อยสารในเซลล์ออกในเลือด ไม่ว่าจะเกิดเองหรือหลังจากได้เคมีบำบัด[43] อาการอาจทำให้ไตเสียหายอย่างเฉียบพลันเมื่อกรดยูริกตกผลึกที่ไต[43] การรักษารวมทั้งการให้น้ำ (hyperhydration) เพื่อทำให้กรดยูริกเจือจางแล้วขับออกทางปัสสาวะ ให้ยา rasburicase เพื่อลดระดับกรดยูริกที่ไม่ละลายในเลือด หรือให้ allopurinol เพื่อห้ามกระบวนการแคแทบอลิซึมของพิวรีนเพื่อไม่ให้เพิ่มระดับกรดยูริก[43]

Lesch-Nyhan syndrome[แก้]

Lesch-Nyhan syndrome เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีน้อย และสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกในเลือดสูง[44] และมีอาการอื่น ๆ รวมทั้งภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง การเคลื่อนไหวนอกอำนาจใจ ปัญญาอ่อน (cognitive retardation) และอาการต่าง ๆ ของโรคเกาต์[45]

โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ[แก้]

ภาวะกรดยูริกเกินในเลือดอาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ[46]

โรคเบาหวานแบบ 2[แก้]

ภาวะกรดยูริกเกินในเลือดอาจเป็นผลของการดื้ออินซูลินเพราะโรคเบาหวาน โดยไม่ใช่อาการตั้งต้นของโรค[47] งานศึกษาหนึ่งแสดงว่า ระดับกรดยูริกในเลือดสูงจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเบาหวานแบบ 2 ที่สูงกว่า ต่างหากจากโรคอ้วน สัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) และความดันโลหิตสูง[48] ภาวะกรดยูริกเกินในเลือดยังสัมพันธ์กับองค์ประกอบต่าง ๆ ของกลุ่มอาการทางเมแทบอลิซึม (metabolic syndrome) รวมทั้งในเด็ก[49][50]

การเกิดนิ่วกรดยูริก[แก้]

นิ่วไตสามารถเกิดโดยการสะสมจุลผลึกของโซเดียมยูเรต[51][52]

ความอิ่มตัวของกรดยูริกในเลือดอาจมีผลเป็นรูปแบบหนึ่งของนิ่วในไตเมื่อยูเรตตกผลึกในไต นิ่วกรดยูริกเหล่านี้โปร่งรังสี ดังนั้น จึงไม่ปรากฏในภาพเอกซ์เรย์ท้องธรรมดา ๆ[53] ผลึกกรดยูริกยังส่งเสริมให้เกิดนิ่วแบบแคลเซียมออกซาเลต โดยเป็นเหมือนกับผลึกล่อ/เริ่มต้น[54]

กรดยูริกต่ำ[แก้]

ภาวะกรดยูริกต่ำในเลือด (hypouricemia) มีเหตุหลายอย่าง การได้สังกะสีจากอาหารน้อยจะทำให้กรดยูริกต่ำ ผลเช่นนี้อาจชัดขึ้นในหญิงที่ทานยาคุมกำเนิด[55] ยาที่ใช้ป้องกันภาวะฟอสเฟตเกินในเลือด (hyperphosphataemia) ที่บ่งใช้ในคนไข้โรคไตเรื้อรัง ก็สามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดอย่างสำคัญ[56]

โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง[แก้]

งานวิเคราะห์อภิมานในงานศึกษาที่มีกลุ่มควบคุม 10 งานแสดงว่า ระดับกรดยูริกในเลือดของคนไข้โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งจะต่ำกว่ากลุ่มควบคุมปกติอย่างสำคัญ ซึ่งอาจชี้ว่า นี่เป็นอาการส่อทางชีวภาพของโรคนี้[57]

การทำระดับกรดยูริกต่ำให้ปกติ[แก้]

การแก้ปัญหาสังกะสีต่ำหรือได้ไม่พอ อาจช่วยเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือด[58]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 ในสาขาเคมี กรดไดพร็อกติก (diprotic acid) เป็นกรด Arrhenius ชั้นหนึ่งที่สามารถให้โปรตอนหรือแคตไอออนไฮโดรเจนสองหน่วยต่อโมเลกุลเมื่อละลายในสารละลาย[1][2] ลักษณะทางเคมีที่สำคัญที่สุดของโมเลกุลกรดไดพร็อกติกหนึ่ง ๆ ก็คือสมรรถภาพในการให้โปรตอน (deprotonation) สองหน่วยเป็นลำดับต่อ ๆ กันสองต่อเมื่อละลาย นอกจากเป็นกรดสามัญที่ใช้ทุกวันในกิจต่าง ๆ ก็ยังมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ เช่นในร่างกายมนุษย์
  2. 2.0 2.1 เทาโทเมอร์ (tautomer) เป็นไอโซเมอร์โดยโครงสร้าง (structural isomer) ต่าง ๆ ของสารประกอบอินทรีย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกันและกันได้ง่าย ๆ[4][5][6] ปฏิกิริยาเช่นนี้มักจะมีผลเปลี่ยนตำแหน่งโปรตอนหนึ่ง ๆ แม้จะเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ tautomerism ก็สำคัญต่อปฏิกิริยาของกรดอะมิโนและกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานในสิ่งมีชีวิต
  3. Nucleobases เป็นสารประกอบชีวภาพที่สร้าง nucleosides ซึ่งก็เป็นองค์ประกอบของ nucleotides ทั้งหมดเป็นมอนอเมอร์ (monomer) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของกรดนิวคลีอิก บ่อยครั้งจะเรียกเฉย ๆ ว่า เบส เช่นในสาขาพันธุศาสตร์ สมรรถภาพของ nucleobases เพื่อสร้าง base pair และในการนำมาต่อ ๆ กัน นำไปสู่โครงสร้างฮีลิกซ์รูปเกลียวเป็นโซ่ยาว เช่นที่พบในอาร์เอ็นเอและดีเอ็นเอ

อ้างอิง[แก้]

  1. "Diprotic Acid Definition". http://chemistry.about.com/od/chemistryglossary/g/Diprotic-Acid-Definition.htm. 
  2. "What is a Diprotic Acid?". http://www.wisegeek.com/what-is-a-diprotic-acid.htm. 
  3. McCrudden, Francis H. (2008). Uric Acid. BiblioBazaar. ISBN 978-0554619910. 
  4. Antonov, L (2011). Tautomerism: Methods and Theories (1st ed.). Weinheim: Wiley-VCH. ISBN 978-3-527-33294-6. 
  5. Smith, MB; March, J (2001). Advanced Organic Chemistry (5th ed.). New York: Wiley Interscience. pp. 1218–1211. ISBN 0-471-58589-0. 
  6. Katritzky, AR; Elguero, J (1971). The Tautomerism of heterocycles. New York: Academic Press. ISBN 0-12-020651-X. 
  7. Jiménez, Verónica; Alderete, Joel B (2005-11-30). "Theoretical calculations on the tautomerism of uric acid in gas phase and aqueous solution". Journal of Molecular Structure: THEOCHEM 755: 209–214. doi:10.1016/j.theochem.2005.08.001. 
  8. Scheele, C. W. (1776). "Examen Chemicum Calculi Urinari" [A chemical examiniation of kidney stones]. Opuscula 2: 73. 
  9. Horbaczewski, Johann (1882). "Synthese der Harnsäure" [Synthesis of uric acid]. Monatshefte für Chemie und verwandte Teile anderer Wissenschaften 3: 796–797. 
  10. CRC Handbook of Chemistry and Physics (62nd ed.). 
  11. Merck Index (9th ed.). 
  12. McCrudden, Francis H. Uric acid. p. 58. 
  13. Hille, R. (2005). "Molybdenum-containing hydroxylases". Archives of Biochemistry and Biophysics 433 (1): 107–116. PMID 15581570. doi:10.1016/j.abb.2004.08.012. 
  14. Hori, N.; Uehara, K.; Mikami, Y. (1992). "Enzymatic Synthesis of 5-Methyluridine from Adenosine and Thymine with High Efficiency". Biosci. Biotechnol. Biochem. 56 (4): 580–582. doi:10.1271/bbb.56.580. 
  15. Baillie, J. K.; Bates, M. G.; Thompson, A. A.; Waring, W. S.; Partridge, R. W.; Schnopp, M. F.; Simpson, A.; Gulliver-Sloan, F.; Maxwell, S. R.; Webb, D. J. (2007-05). "Endogenous urate production augments plasma antioxidant capacity in healthy lowland subjects exposed to high altitude". Chest 131 (5): 1473–1478. PMID 17494796. doi:10.1378/chest.06-2235. 
  16. Angstadt, Carol N. (1997-12-04). "Purine and Pyrimidine Metabolism: Purine Catabolism". http://library.med.utah.edu/NetBiochem/pupyr/pp.htm#Pu%20Catab. 
  17. Proctor, P. (1970-11). "Similar functions of uric acid and ascorbate in man?". Nature 228 (5274): 868. Bibcode:1970Natur.228..868P. PMID 5477017. doi:10.1038/228868a0. 
  18. Maxwell, S. R. J.; Thomason, H.; Sandler, D.; Leguen, C.; Baxter, M. A.; Thorpe, G. H. G.; Jones, A. F.; Barnett, A. H. (1997). "Antioxidant status in patients with uncomplicated insulin-dependent and non-insulin-dependent diabetes mellitus". European Journal of Clinical Investigation 27 (6): 484–490. PMID 9229228. doi:10.1046/j.1365-2362.1997.1390687.x. 
  19. Harrison's Principles of Internal Medicine (11th ed.). 1987. p. A-3. 
  20. 20.0 20.1 Tausche, A. K.; Unger, S.; Richter, K. (2006-05). "Hyperurikämie und Gicht" [Hyperuricemia and gout: diagnosis and therapy]. Der Internist (ใน German) 47 (5): 509–521. PMID 16586130. doi:10.1007/s00108-006-1578-y. 
  21. 21.0 21.1 Vitart, V.; Rudan, I.; Hayward, C. (2008-04). "SLC2A9 is a newly identified urate transporter influencing serum urate concentration, urate excretion and gout". Nature Genetics 40 (4): 437–442. PMID 18327257. doi:10.1038/ng.106. 
  22. Friedman, Meyer & Byers, Sanford O. (1948-09-01). "Observations concerning the causes of the excess excretion of uric acid in the Dalmatian dog". The Journal of Biological Chemistry 175 (2): 727–735. PMID 18880769. 
  23. Hazard, Lisa C. (2004). "Sodium and Potassium Secretion by Iguana Salt Glands". Iguanas: Biology and Conservation (University of California Press). pp. 84–85. ISBN 978-0-520-23854-1. 
  24. Zeeck, Erich; Harder, Tilman; Beckmann, Manfred (1998). "Uric acid: the sperm-release pheromone of the marine polychaete Platynereis dumerilii". Journal of Chemical Ecology 24 (1): 13–22. doi:10.1023/A:1022328610423. 
  25. Aringer, M; Graessler, J. (2008-12). "Understanding deficient elimination of uric acid". Lancet 372 (9654): 1929–1930. PMID 18834627. doi:10.1016/S0140-6736(08)61344-6. 
  26. Kolz, M.; Johnson, T. (2009-06). "Meta-analysis of 28,141 individuals identifies common variants within five new loci that influence uric acid concentrations". In Allison, David B. PLoS Genet. 5 (6): e1000504. PMC 2683940. PMID 19503597. doi:10.1371/journal.pgen.1000504. 
  27. Köttgen, A. (2013-02). "Genome-wide association analyses identify 18 new loci associated with serum urate concentrations". Nature Genetics 45 (2): 145–154. PMC 3663712. PMID 23263486. doi:10.1038/ng.2500. 
  28. Döring, A.; Gieger, C.; Mehta, D. (2008-04). "SLC2A9 influences uric acid concentrations with pronounced sex-specific effects". Nature Genetics 40 (4): 430–436. PMID 18327256. doi:10.1038/ng.107. 
  29. "Harmonisation of Reference Intervals". Pathology Harmony (UK). Archived from the original on 2013-08-02. https://web.archive.org/web/20130802082027/http://www.acb.org.uk/docs/Pathology%20Harmony%20for%20web.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 2013-08-13. 
  30. Zhao, J; Huang, Y (2015). "Salivary uric acid as a noninvasive biomarker for monitoring the efficacy of urate-lowering therapy in a patient with chronic gouty arthropathy". Clinica Chimica Acta 450: 115–20. PMID 26276048. doi:10.1016/j.cca.2015.08.005. 
  31. Cirillo, P.; Sato, W.; Reungjui, S. (2006-12). "Uric acid, the metabolic syndrome, and renal disease". J. Am. Soc. Nephrol. 17 (12 Suppl. 3): S165–S168. PMID 17130256. doi:10.1681/ASN.2006080909. 
  32. Angelopoulos, Theodore J.; Lowndes, Joshua; Zukley, Linda; Melanson, Kathleen J.; Nguyen, Von; Huffman, Anik; Rippe, James M. (2009-06). "The Effect of High-Fructose Corn Syrup Consumption on Triglycerides and Uric Acid". J. Nutr. 139 (6): 1242S–1245S. PMID 19403709. doi:10.3945/jn.108.098194. 
  33. Mayo Clinic staff (2010-09-11). "High uric acid level". http://www.mayoclinic.com/health/high-uric-acid-level/MY00160. เรียกข้อมูลเมื่อ 2011-04-24. 
  34. "Diuretic-Related Side Effects: Development and Treatment". Medscape. http://www.medscape.com/viewarticle/489521_7. เรียกข้อมูลเมื่อ 2013-05-17. 
  35. Howard, Scott C.; Jones, Deborah P.; Pui, Ching-Hon (2011-05-12). "The Tumor Lysis Syndrome". The New England Journal of Medicine 364 (19): 1844–1854. ISSN 0028-4793. PMC 3437249. PMID 21561350. doi:10.1056/NEJMra0904569. 
  36. Heinig, M.; Johnson, R. J. (2006-12). "Role of uric acid in hypertension, renal disease, and metabolic syndrome". Cleveland Clinic Journal of Medicine 73 (12): 1059–1064. PMID 17190309. doi:10.3949/ccjm.73.12.1059. 
  37. Richette, P.; Bardin, T. (2010-01). "Gout". Lancet 375 (9711): 318–328. PMID 19692116. doi:10.1016/S0140-6736(09)60883-7. 
  38. 38.0 38.1 Choi, H. K.; Atkinson, K.; Karlson, E. W.; Willett, W.; Curhan, G. (2004-03). "Purine-rich foods, dairy and protein intake, and the risk of gout in men". The New England Journal of Medicine 350 (11): 1093–1103. PMID 15014182. doi:10.1056/NEJMoa035700. 
  39. 39.0 39.1 "Gout diet: What's allowed, what's not". Mayo Clinic. http://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/nutrition-and-healthy-eating/in-depth/gout-diet/art-20048524. 
  40. Schrauzer, Gerhard N. (2002). "Lithium: Occurrence, Dietary Intakes, Nutritional Essentiality". Journal of the American College of Nutrition 21 (1): 14–21. PMID 11838882. doi:10.1080/07315724.2002.10719188. 
  41. "NHS Clinical Knowledge Summaries". UK National Health Service. Archived from the original on 2012-03-04. https://web.archive.org/web/20120304060453/http://www.cks.nhs.uk/gout/background_information/causes_and_risk_factors. 
  42. Pacher, P; Nivorozhkin, A; Szabó, C (2006). "Therapeutic effects of xanthine oxidase inhibitors: Renaissance half a century after the discovery of allopurinol". Pharmacological Reviews 58 (1): 87–114. PMC 2233605. PMID 16507884. doi:10.1124/pr.58.1.6. 
  43. 43.0 43.1 43.2 Howard, Scott C.; Jones, Deborah P.; Pui, Ching-Hon (2011-05-12). "The Tumor Lysis Syndrome". The New England Journal of Medicine 364 (19): 1844–1854. ISSN 0028-4793. PMC 3437249. PMID 21561350. doi:10.1056/NEJMra0904569. 
  44. Luo, Y. C.; Do, J. S.; Liu, C. C. (2006-10). "An amperometric uric acid biosensor based on modified Ir-C electrode". Biosensors & Bioelectronics 22 (4): 482–488. PMID 16908130. doi:10.1016/j.bios.2006.07.013. 
  45. Nyhan, W. L. (2005-03). "Lesch-Nyhan Disease". Journal of the History of the Neurosciences 14 (1): 1–10. PMID 15804753. doi:10.1080/096470490512490. 
  46. Borghi, C.; Verardi, F. M.; Pareo, I.; Bentivenga, C.; Cicero, A. F. (2014). "Hyperuricemia and cardiovascular disease risk". Expert. Rev. Cardiovasc. Ther. 12 (10): 1219–1225. PMID 25192804. doi:10.1586/14779072.2014.957675. 
  47. Cappuccio, F. P.; Strazzullo, P.; Farinaro, E.; Trevisan, M. (1993-07). "Uric acid metabolism and tubular sodium handling. Results from a population-based study". J. Am. Med. Assoc. 270 (3): 354–359. PMID 8315780. doi:10.1001/jama.270.3.354. 
  48. Dehghan, A.; van Hoek, M.; Sijbrands E. J., Hofman A.; Witteman, J. C. (2008-02). "High serum uric acid as a novel risk factor for type 2 diabetes". Diabetes Care 31 (2): 361–362. PMID 17977935. doi:10.2337/dc07-1276. 
  49. De Oliveira, E. P., et al (2012). "High plasma uric acid concentration: Causes and consequences". Diabetology and Metabolic Syndrome 4;4: 12. PMC 3359272. PMID 22475652. doi:10.1186/1758-5996-4-12. 
  50. Wang, J. Y., et al (2012). "Predictive value of serum uric acid levels for the diagnosis of metabolic syndrome in adolescents". The Journal of Pediatrics 161 (4): 753–6.e2. PMID 22575243. doi:10.1016/j.jpeds.2012.03.036. 
  51. Banach, K.; Bojarska, E.; Kazimierczuk, Z.; Magnowska, L.; Bzowska, A. (2005). "Kinetic Model of Oxidation Catalyzed by Xanthine Oxidase—The Final Enzyme in Degradation of Purine Nucleosides and Nucleotides". Nucleic Acids 24 (5-7): 465–469. doi:10.1081/ncn-200060006. 
  52. "What is Gout: What Causes Gout?". MedicalBug. 2012-01-06. http://www.medicalbug.com/what-is-gout-what-causes-gout/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-05-06. 
  53. Smith, RC; Levine, JA; Rosenfeld, AT (1999). "Helical CT of urinary tract stones. Epidemiology, origin, pathophysiology, diagnosis, and management". Radiologic Clinics of North America 37 (5): 911–52, v. PMID 10494278. doi:10.1016/S0033-8389(05)70138-X. 
  54. Pak, C. Y. (2008-09). "Medical stone management: 35 years of advances". The Journal of Urology 180 (3): 813–819. PMID 18635234. doi:10.1016/j.juro.2008.05.048. 
  55. Hess, F. M.; King, J. C.; Margen, S. (1977-12-01). "Effect of low zinc intake and oral contraceptive agents on nitrogen utilization and clinical findings in young women". The Journal of Nutrition 107 (12): 2219–2227. PMID 925768. doi:10.1093/jn/107.12.2219. 
  56. Garg, J. P.; Chasan-Taber, S.; Blair, A. (2005-01). "Effects of sevelamer and calcium-based phosphate binders on uric acid concentrations in patients undergoing hemodialysis: a randomized clinical trial". Arthritis and Rheumatism 52 (1): 290–295. PMID 15641045. doi:10.1002/art.20781. 
  57. Wang, L.; Hu, W.; Wang,, J.; Qian,, W.; Xiao,, H. (2016). "Low serum uric acid levels in patients with multiple sclerosis and neuromyelitis optica: An updated meta-analysis". Multiple Sclerosis and Related Disorders 9: 17–22. PMID 27645338. doi:10.1016/j.msard.2016.05.008. 
  58. Umeki, S; Ohga, R.; Konishi, Y.; Yasuda, T.; Morimoto, K.; Terao, A. (1986-11). "Oral zinc therapy normalizes serum uric acid level in Wilson's disease patients". The American Journal of the Medical Sciences 292 (5): 289–292. PMID 3777013. doi:10.1097/00000441-198611000-00007. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]