แอปเปิล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ ดูที่ แอปเปิล (บริษัท)
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ แอปเปิล (แก้ความกำกวม)
ผลแอปเปิล
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: พืช
ไม่ถูกจัดอันดับ: พืชดอก
ไม่ถูกจัดอันดับ: พืชใบเลี้ยงคู่แท้
ไม่ถูกจัดอันดับ: โรสิด
อันดับ: อันดับกุหลาบ
วงศ์: วงศ์กุหลาบ
สกุล: Malus
สปีชีส์: M. domestica
ชื่อทวินาม
Malus domestica
Borkh., 1803
ชื่อพ้อง

Malus communis Desf.
Malus pumila auct.[1]
Pyrus malus L.[2]

ต้นแอปเปิล (อังกฤษ: apple; ชื่อวิทยาศาสตร์: Malus domestica) เป็นต้นไม้ผลัดใบในวงศ์กุหลาบ มีผลรสหวานเรียกว่า ผลแอปเปิล แอปเปิลมีปลูกอยู่ทั่วโลกในลักษณะของไม้ผล และสายพันธุ์ที่ถูกปลูกมากที่สุดคือสกุล Malus ต้นแอปเปิลมีต้นกำเนิดในเอเชียกลาง ซึ่งบรรพบุรุษคือ Malus sieversii ยังคงพบได้ในปัจจุบัน แอปเปิลมีปลูกเป็นเวลาหลายพันปีในเอเชียและยุโรป และกลุ่มอาณานิคมชาวยุโรปนำมาปลูกที่อเมริกาเหนือ แอปเปิลมีความสำคัญทางศาสนาและเทพปกรณัมในหลายวัฒนธรรม รวมถึงนอร์ส กรีก และประเพณีต่าง ๆ ของคริสต์ศาสนิกชนของชาวยุโรป

ต้นแอปเปิลจะมีขนาดใหญ่หากเติบโตจากเมล็ด แต่จะมีขนาดเล็กถ้าถูกตัดต่อเนื้อเยื่อเข้ากับราก ปัจจุบันมีแอปเปิลที่พันธุ์ปลูกมากกว่า 7,500 ชนิด ทำให้แอปเปิลมีลักษณะพิเศษหลากหลาย พันธุ์ปลูกแต่ละพันธุ์จะมีรสชาติแตกต่างกัน และการนำไปใช้ต่างกันด้วย เช่น นำไปประกอบอาหาร กินดิบ ๆ หรือนำไปผลิตไซเดอร์ ปกติแอปเปิลจะแพร่พันธุ์ด้วยการตัดต่อเนื้อเยื่อ แต่แอปเปิลป่าจะเติบโตได้เองจากเมล็ด ต้นแอปเปิลและผลแอปเปิลอาจประสบปัญหาจากจากเห็ดรา แบคทีเรีย และศัตรูพืชต่าง ๆ ซึ่งอาจควบคุมได้ด้วยวิธีการทางเกษตรอินทรีย์และอนินทรีย์หลายวิธี ใน ค.ศ. 2010 มีการถอดรหัสจีโนมของแอปเปิล เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยควบคุมโรคและการคัดเลือกผสมพันธุ์ในการผลิตแอปเปิล

ใน ค.ศ. 2013 มีการปลูกแอปเปิลประมาณ 80 ล้านตันขึ้นทั่วโลก ประเทศจีนผลิตได้จำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว[3] สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตแอปเปิลมากที่เป็นอันดับที่สอง ด้วยการผลิตมากกว่า 6% ประเทศตุรกีเป็นที่สาม ตามด้วยประเทศอิตาลี อินเดีย และโปแลนด์ แอปเปิลมักนิยมกินดิบ แต่สามารถพบได้ในอาหารที่เตรียมขึ้น (โดยเฉพาะของหวาน) และเครื่องดื่ม มีความคิดว่าแอปเปิลส่งผลดีต่อสุขภาพมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม โปรตีนในแอปเปิลอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

อนุกรมวิธาน[แก้]

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์[แก้]

ดอก ผล และใบของต้นแอปเปิล (Malus domestica)

แอปเปิลเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 3 - 12 เมตร เรือนยอดกว้าง กิ่งหนาแน่น ใบรูปไข่เรียงสลับ ยาว 5 - 12 ซม. กว้าง 3 - 6 ซม. ก้านใบยาว 2 - 5 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใต้ใบปกคลุมด้วยขนนุ่มเล็กน้อย ดอกเกิดขึ้นพร้อมการแตกใบใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกมีสีขาวแต้มสีชมพู และเข้มขึ้นเมื่อดอกใกล้โรย มีกลีบดอกห้ากลีบ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 - 3.5 ซม. ผลสุกในฤดูใบไม้ร่วง โดยทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 - 9 ซม. กลางผลมีคาร์เพล (carpel) ห้าโพรงเรียงตัวในรูปดาวห้าแฉก แต่ละโพรงบรรจุไปด้วยเมล็ดหนึ่งถึงสามเมล็ด

บรรพบุรุษ[แก้]

ดูบทความหลักที่: Malus sieversii

บรรพบุรุษดั้งเดิมของแอปเปิล (Malus domestica) คือ Malus sieversii ซึ่งพบเจริญเติบโตตามธรรมชาติในแถบภูเขาของเอเชียกลางในตอนใต้ของประเทศคาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน, และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน[4][5] การเพาะปลูกพืชชนิดนี้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในป่าแถบไหล่เขาของเทือกเขาเทียนชาน วิวัฒนาการมาเป็นเวลานาน และเกิดกระบวนการอินโทรเกรสชัน (introgression คือการที่ชิ้นส่วนของโครโมโซมจากพืชชนิดหนึ่งถูกถ่ายทอดไปอยู่ในพืชอีกชนิดหนึ่ง โดยการผสมพันธุ์ข้ามชนิดหรือผสมข้ามสกุล) ของยีนจากพืชชนิดอื่นในเมล็ดพันธุ์จากการผสมเปิด เช่น การแลกเปลี่ยนกับแคร็บแอปเปิล (Malus sylvestris) ส่งผลให้ประชากรของแอปเปิลในปัจจุบันมีความเกี่ยวข้องกับแคร็บแอปเปิลมากกว่าต้นตระกูล Malus sieversii. ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน ในบรรดาสายพันธุ์ที่ไม่ได้มาจากการผสมสายพันธุ์ สายพันธุ์ Malus sieversii เป็นที่นิยมมากกว่า[6][7][8]

ประวัติศาสตร์[แก้]

ศูนย์กลางการแพร่หลายของสกุล Malus อยู่ที่ประเทศตุรกีภาคตะวันออก ต้นแอปเปิลอาจเป็นต้นไม้ชนิดแรกที่สุดที่ถูกปลูกขึ้น[9] และผลแอปเปิลได้รับการปรับปรุงผ่านการคัดเลือกเป็นเวลาหลายพันปี อเล็กซานเดอร์มหาราชได้ชื่อว่าค้นพบแอปเปิลแครในประเทศคาซัคสถานเมื่อ 328 ปีก่อนคริสต์ศักราช[4] ผลแอปเปิลแคระที่เขานำกลับไปที่มาซิโดเนียอาจเป็นต้นตระกูลของรากแอปเปิลพันธุ์แคระก็ได้ แอปเปิลในฤดูหนาวที่ถูกเก็บในปลายฤดูใบไม้ร่วงและป้องกันความเย็นไว้ เป็นอาหารที่สำคัญในเอเชียและยุโรปมาเป็นเวลาพันปีแล้ว[9]

กลุ่มอาณานิคมนำแอปเปิลเข้ามาในอเมริกาเหนือในคริสต์ศตวรรษที่ 17[4] และสวนแอปเปิลแห่งแรกเกิดขึ้นในบอสตันโดยบาทหลวงวิลเลียม แบร็กซ์ตัน เมื่อ ค.ศ. 1625[10] แอปเปิลเพียงชนิดเดียวที่ต้นกำเนิดมาจากอเมริกาเหนือคือ แคร็บแอปเปิล (crab apple) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกว่า "common apple"[11] แอปเปิลหลากหลายสายพันธุ์นำเข้าจากยุโรปเป็นเมล็ดแพร่หลายตามเส้นทางการค้าของชาวอเมริกันดั้งเดิม และถูกนำไปปลูกที่สวนของกลุ่มอาณานิคม รายการแอปเปิลที่ดูแลอย่างดีที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1845 ขายสายพันธุ์ที่ "ดีที่สุด" ได้ 350 สายพันธุ์ แสดงให้เห็นการเพิ่มจำนวนของแอปเปิลสายพันธุ์จากอเมริกาเหนืออย่างรวดเร็วภายในคริสต์ศตวรรษที่ 19[11] ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โครงการชลประทานหลายโครงการในวอชิงตันตะวันออกเริ่มขึ้นและมีการพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้ระดับหลายพันล้าน โดยมีแอปเปิลเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นนำ[4]

จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวไร่เก็บแอปเปิลไว้ในห้องเก็บป้องกันความเย็นตลอดฤดูหนาวสำหรับใช้และสำหรับขาย ต่อมาการคมนาคมขนส่งแอปเปิลที่พัฒนาขึ้นได้เข้ามาแทนที่ ทำให้การเก็บรักษาไม่จำเป็นอีกต่อไป[12][13] ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 การเก็บรักษาแอปเปิลในระยะยาวกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เนื่องจากสาธารณูปโภคที่ "ควบคุมบรรยากาศได้" ถูกนำมาใช้เก็บแอปเปิลได้นานถึงปี สาธารณูปโภคที่ควบคุมบรรยากาศได้ใช้ความชื้นสูง ออกซิเจนต่ำ และควบคุมระดับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อรักษาความสดของแอปเปิล[14][15]

การใช้ประโยชน์และความเชื่อ[แก้]

อาดัมกับอีฟและผลแอปเปิล โดย Albrecht Dürer ค.ศ. 1507
แอปเปิล
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 218 kJ (52 kcal)
13.81 g
น้ำตาล 10.39 g
ใยอาหาร 2.4 g
0.17 g
0.26 g
วิตามิน
วิตามินเอ
(0%)
3 μg
ไทอามีน (บี1)
(1%)
0.017 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(2%)
0.026 mg
ไนอาซิน (บี3)
(1%)
0.091 mg
(1%)
0.061 mg
วิตามินบี6
(3%)
0.041 mg
โฟเลต (บี9)
(1%)
3 μg
วิตามินซี
(6%)
4.6 mg
โลหะรอง
แคลเซียม
(1%)
6 mg
เหล็ก
(1%)
0.12 mg
แมกนีเซียม
(1%)
5 mg
ฟอสฟอรัส
(2%)
11 mg
โพแทสเซียม
(2%)
107 mg
สังกะสี
(0%)
0.04 mg
องค์ประกอบอื่น
น้ำ 85.56 g
ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database

แอปเปิลใช้รับประทานเป็นผลไม้สด และใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น สลัด ซอสแอปเปิล แยม พาย หรืออบแห้ง ในไทยใช้ผลแอปเปิลเปรี้ยวมาทำอาหาร เช่น ใส่ในยำ น้ำพริก ทางยามีสรรพคุณลดกรดในกระเพาะอาหาร ละลายเสมหะ ลดความดันโลหิต ช่วยขับเกลือโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย มีฤทธิ์เป็นยาระบาย

ชาวกรีกและโรมันเชื่อว่าแอปเปิลเป็นผลไม้แห่งความรักและความสวยงาม ในไบเบิลกล่าวถึงแอปเปิลว่าเป็นผลไม้ต้องห้ามในสวนอีเดนเป็นตัวแทนของบาป ในตำนานกรีก แอปเปิลเป็นผลไม้ต้องห้ามของ Hesperides [16][17][18]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Malus pumila auct.". Germplasm Resources Information Network (GRIN) online database. สืบค้นเมื่อ 4 January 2012. 
  2. "Pyrus malus L.". Germplasm Resources Information Network (GRIN) online database. สืบค้นเมื่อ 29 January 2012. 
  3. "FAO production data". FAO. สืบค้นเมื่อ 2 July 2015. 
  4. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ app
  5. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Architecture_and_size_relations:_an_essay_on_the_apple_.28Malus_x_domestica.2C_Rosaceae.29_tree
  6. Amandine Cornille และคณะ (2012). "New Insight into the History of Domesticated Apple: Secondary Contribution of the European Wild Apple to the Genome of Cultivated Varieties". In Mauricio, Rodney. PLOS Genetics 8 (5): e1002703. doi:10.1371/journal.pgen.1002703. PMC 3349737. PMID 22589740. 
  7. Sam Kean (17 May 2012). "ScienceShot: The Secret History of the Domesticated Apple". 
  8. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Coart
  9. 9.0 9.1 "An apple a day keeps the doctor away". vegparadise.com. Archived from the original on 11 February 2008. สืบค้นเมื่อ 27 January 2008. 
  10. Smith, Archibald William (1997). A Gardener's Handbook of Plant Names: Their Meanings and Origins. Dover Publications. p. 39. ISBN 0-486-29715-2. 
  11. 11.0 11.1 Lawrence, James (1980). The Harrowsmith Reader, Volume II. Camden House Publishing Ltd. p. 122. ISBN 0-920656-10-2. 
  12. James M. Van Valen (2010). History of Bergen county, New Jersey. Nabu Press. p. 744. ISBN 1-177-72589-4. 
  13. Brox, Jane (2000). Five Thousand Days Like This One: An American Family History. Beacon Press. ISBN 978-0-8070-2107-1. 
  14. "Controlled Atmosphere Storage". Washington Apple Commission. สืบค้นเมื่อ 3 April 2012. 
  15. http://postharvest.tfrec.wsu.edu/EMK2001D.pdf
  16. Wasson, R. Gordon (1968). Soma: Divine Mushroom of Immortality. Harcourt Brace Jovanovich. p. 128. ISBN 0-15-683800-1. 
  17. Ruck, Carl; Blaise Daniel Staples, Clark Heinrich (2001). The Apples of Apollo, Pagan and Christian Mysteries of the Eucharist. Durham: Carolina Academic Press. pp. 64–70. ISBN 0-89089-924-X. 
  18. Heinrich, Clark (2002). Magic Mushrooms in Religion and Alchemy. Rochester: Park Street Press. pp. 64–70. ISBN 0-89281-997-9. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]