องคชาตของมนุษย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
องคชาตของมนุษย์
รายละเอียด
คัพภกรรมปุ่มอวัยวะสืบพันธุ์, ส่วนทบอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะ
หลอดเลือดแดงหลอดเลือดแดงด้านบนขององคชาต, หลอดเลือดแดงลึกขององคชาต, หลอดเลือดแดงของกระเปาะองคชาต
หลอดเลือดดำหลอดเลือดดำด้านบนขององคชาต
ประสาทเส้นประสาทด้านบนขององคชาต
น้ำเหลืองต่อมน้ำเหลืองผิวขาหนีบ
ตัวระบุ
ภาษาละตินpenis, penes
MeSHD010413
TAA09.4.01.001
FMA9707
อภิธานศัพท์กายวิภาคศาสตร์

องคชาตของมนุษย์เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายภายนอก และยังทำหน้าที่เป็นท่อปัสสาวะ มีส่วนหลักคือ ส่วนราก (Root / Radix) ส่วนลำตัว (Corpus) และส่วนเนื้อเยื่อบุผิวขององคชาต รวมถึงหนังบริเวณก้าน และหนังหุ้มปลายซึ่งห่อหุ้มส่วนหัวขององคชาต (Glans) ด้วย ส่วนลำตัวขององคชาตเกิดจากเนื้อเยื่อสามต้น ประกอบด้วยกล้ามเนื้อคอร์ปัส คาเวอร์โนซัม (Corpus cavernosum) สองมัดที่ด้านบน และกล้ามเนื้อคอร์ปัส สปอนจิโอซัม (Corpus spongiosum) ซึ่งอยู่ระหว่างกลางของกล้ามเนื้อส่วนแรก ท่อปัสสาวะของมนุษย์เพศชายจะผ่านกลางต่อมลูกหมาก ที่ซึ่งเชื่อมกับท่อฉีดอสุจิ และจากนั้นจะผ่านไปที่องคชาต โดยท่อปัสสาวะจะทอดตัวข้ามกล้ามเนื้อคอร์ปัส สปอนจิโอซัม และออกสู่รูเปิดบริเวณรูปัสสาวะ (Meatus) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปลายของส่วนหัวองคชาต โดยทำหน้าที่เป็นทางผ่านของทั้งปัสสาวะและการหลั่งของน้ำอสุจิ

การพัฒนาขององคชาตโดยส่วนใหญ่จะมาจากเนื้อเยื่อเดียวกันในตัวอ่อน เช่นเดียวกับคริตอริสของเพศหญิง ผิวหนังโดยรอบขององคชาตและท่อปัสสาวะ ก็มาจากเนื้อเยื่อตัวอ่อนเดียวกันกับที่จะพัฒนาไปเป็นแคมเล็กของเพศหญิง[1][2] การแข็งตัวคือการแข็งและสูงขึ้นขององคชาต ซึ่งจะเกิดขึ้นในขณะมีอารมณ์ทางเพศ แต่ก็ยังสามารถเกิดขึ้นในขณะที่ไม่มีอารมณ์ทางเพศได้เช่นกัน รูปแบบการเปลี่ยนแปลงส่วนหัวองคชาตที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ โดยเป็นการนำส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของหนังหุ้มปลายออกไปด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม ศาสนา และไม่บ่อยนักด้วยเหตุผลทางการแพทย์ ซึ่งยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของการขลิบหนังหุ้มปลายโดยรอบ

ขณะที่ผลจากการศึกษาที่แตกต่างกัน ความคิดเห็นส่วนใหญ่ระบุว่าขนาดขณะแข็งตัวขององคชาตโดยความยาวอยู่ที่ประมาณ 12.9–15 ซม. (5.1–5.9 นิ้ว) โดย 95% ของผู้ใหญ่เพศชาย ซึ่งอยู่ในช่วง 10.7–19.1 ซม. (4.2–7.5 นิ้ว) ซึ่งทั้งอายุและขนาดขณะภาวะอ่อนตัวขององคชาตสามารถคาดการณ์ความยาวของอวัยวะเพศได้อย่างแม่นยำ

กายวิภาคศาสตร์[แก้]

ภาพตัดขวางแสดงส่วนต่าง ๆ ขององคชาต

ส่วนต่าง ๆ[แก้]

  • รากขององคชาต (Radix): เป็นส่วนที่ยึด ประกอบด้วยกระเปาะองคชาตในส่วนตรงกลาง และขาขององคชาตซึ่งอยู่คนละด้านกับกระเปาะ อยู่ภายในบริเวณตื้น ๆ ใต้ฝีเย็บ
  • ส่วนตัวขององคชาต (Corpus): มีสองพื้นผิว คือ ส่วนบน (โพสเตอร์โรซูพีเรียร์ในส่วนยุบพองขององคชาต) และส่วนท้องหรือส่วนท่อปัสสาวะ (คว่ำลงและอยู่แนวหลังในภาวะองคชาตอ่อนตัว) พื้นผิวส่วนท้องจะทำให้เกิดร่องในแนวด้านข้าง
  • เนื้อเยื่อบุผิวขององคชาต ประกอบด้วย หนังบริเวณก้าน หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย และเยื่อบุพรีพิวเทียลซึ่งอยู่ภายในหนังหุ้มปลายและปกคลุมส่วนหัวขององคชาต เนื้อเยื่อบุผิวนี้มิได้ยึดติดกับตัวก้าน จึงเป็นอิสระในการเคลื่อนไปมา[3]

โครงสร้าง[แก้]

องคชาตของมนุษย์เกิดจากเนื้อเยื่อสามต้น ประกอบด้วยกล้ามเนื้อคอร์ปัส คาเวอร์โนซัม (Corpus cavernosum) สองมัดที่ด้านบน และกล้ามเนื้อคอร์ปัส สปอนจิโอซัม (Corpus spongiosum) ซึ่งอยู่ระหว่างกลางของกล้ามเนื้อส่วนแรก

การขยายตัวและก้านกระเปาะส่วนท้ายของคอร์ปัส สปอนจิโอซัมรูปแบบส่วนหัวขององคชาต ซึ่งรองรับหนังหุ้มปลาย ซึ่งหากผิวหนังมีการพับอย่างหลวม ในวัยผู้ใหญ่จะสามารถเปิดออกเพื่อแสดงให้เห็นส่วนหัวขององคชาตได้ พื้นที่ที่อยู่ด้านใต้องคชาตเป็นส่วนที่หนังหุ้มปลายองคชาตถูกยึดติดไว้ในบริเวณที่เรียกว่า เส้นสองสลึง ส่วนฐานลักษณะโค้งมนของหัวองคชาตจะเรียกว่า โคโรนา ส่วน perineal raphe แสดงให้เห็นได้เป็นเส้น ด้านล่างขององคชาต

แผนภาพกายวิภาคขององคชาตมนุษย์

ท่อปัสสาวะ เป็นส่วนสุดท้ายของระบบขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งเคลื่อนผ่านคอร์ปัส สปอนจิโอซัม และเปิดออกบริเวณส่วนที่เรียกว่า ช่องปัสสาวะ บริเวณปลายสุดของหัวองคชาต ซึ่งเป็นทางผ่านของทั้งปัสสาวะและการหลั่งของน้ำอสุจิ ตัวอสุจิถูกสร้างขึ้นในอัณฑะ และเก็บไว้ภายในถุงเก็บตัวอสุจิ (Epididymis) ในระหว่างการหลั่งน้ำอสุจิ ตัวอสุจิจะถูกส่งขึ้นไปยังหลอดนำอสุจิ (Vas deferens) สองหลอดผ่านทางด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะ ของเหลวจะถูกเพิ่มลงไปในท่อฉีดอสุจิ (Ejaculation ducts) ซึ่งจะเชื่อมกับท่อปัสสาวะภายในต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากและต่อมคาวเปอร์จะเติมสารคัดหลั่ง และน้ำอสุจิจะถูกขับออกมาทางองคชาต

Perineal raphe คือส่วนที่มองเห็นเป็นแนวระหว่างร่องทั้งสองข้างขององคชาต ซึ่งพบบริเวณด้านล่างส่วนท้องขององคชาต จากช่องปัสสาวะ (ส่วนเปิดของท่อปัสสาวะ) ผ่านถุงอัณฑะไปถึง Perineum (พื้นที่ระหว่างถุงอัณฑะและทวารหนัก)

องคชาตของมนุษย์ต่างจากองคชาตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ตรงที่ไม่มี Baculum หรือกระดูกอวัยวะเพศ และจะแทนที่การกักเลือดให้คั่งอยู่ในภาวะแข็งตัว และไม่สามารถหดกลับลงไปในบริเวณขาหนีบ และมันมีขนาดใหญ่กว่าโดยเฉลี่ยในอาณาจักรสัตว์ตามสัดส่วนน้ำหนักตัวของมนุษย์

ขนาด[แก้]

ดูบทความหลักที่: ขนาดองคชาตมนุษย์

ขณะที่ผลจากการศึกษาที่แตกต่างกัน ความคิดเห็นส่วนใหญ่ระบุว่าขนาดขณะแข็งตัวขององคชาติโดยความยาวอยู่ที่ประมาณ 12.9–15 ซม. (5.1–5.9 นิ้ว) โดย 95% ของผู้ใหญ่เพศชาย ซึ่งอยู่ในช่วง 10.7–19.1 ซม. (4.2–7.5 นิ้ว) ซึ่งทั้งอายุและขนาดขณะภาวะอ่อนตัวขององคชาตสามารถคาดการณ์ความยาวของอวัยวะเพศได้อย่างแม่นยำ ความยาวของ Stretched มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความยาวขณะแข็งตัว[4][5][6] ขนาดองคชาตโดยเฉลี่ยใหญ่กว่าขนาดมัธยฐานเล็กน้อย (นั่นคือ องคชาตส่วนใหญ่ต่ำกว่าขนาดเฉลี่ย)

ความยาวขณะองคชาตอ่อนตัว ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความยาวขององคชาตขณะแข็งตัว นั่นคือ บางองคชาตอาจเล็กมากในขณะอ่อนตัว อาจยาวขึ้นมากในขณะแข็งตัว ขณะที่บางองคชาตอาจใหญ่มากขณะอ่อนตัว แต่อาจขยายตัวได้น้อยกว่าเมื่อแข็งตัว[7] ท่ามกลางบรรดาอันดับวานร องคชาตของมนุษย์นั่นใหญ่ที่สุดโดยการวัด แต่เทียบกับชิมแปนซีและสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ในความยาว[8]

โครงการศึกษาค้นคว้า ได้สรุปกรณีศึกษาที่ดีตามการแพทย์ของความแตกต่างทางเชื้อชาติ 12 ชิ้น แสดงให้เห็นว่าโดยรอบโลก ขนาดโดยเฉลี่ยของขนาดองคชาตอยู่ที่ระหว่าง 9.6 และ 16 ซม. (3.8 และ 6.3 นิ้ว) ซึ่งมีการแนะนำว่าความแตกต่างนี้เกิดขึ้นไม่เพียงจากทางพันธุกรรม แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น ความสมบูรณ์ของยา[9] วัฒนธรรม การคุมอาหาร และการสัมผัสกับเคมีภัณฑ์และมลพิษ[10][11][12] Endocrine disruption เป็นผลมาจากการสัมผัสเคมีภัณฑ์ซึ่งมีผลเชื่อมโยงกับการผิดรูปของอวัยวะสืบพันธุ์ในทั้งสองเพศ (ในจำนวนปัญหาอื่น ๆ มากมาย)

เอกสารทางการระบุว่าองคชาตมนุษย์ที่ยาวที่สุดถูกพบโดยนายแพทย์โรเบิร์ต แลทู ดิกคินสัน โดยมีความยาว 34.3 ซม. (13.5 นิ้ว) และมีเส้นรอบวง 15.9 ซม. (6.26 นิ้ว)

รูปแบบปกติ[แก้]

ภาวะ Pearly penile papules เป็นลักษณะกายวิภาคโดยทั่วไป อาจจะเป็นร่องรอยที่เหลือของหนามองคชาต
  • Pearly penile papules เป็นการเกิดติ่งเนื้อเล็ก ๆ ขึ้นรอบฐาน (ร่อง) ของหัวองคชาตโดยปกติจะพัฒนาขึ้นในผู้ชายอายุ 20 ถึง 40 ปี ในปี ค.ศ. 1999 การศึกษาพบว่าภาวะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นในผู้ชายทุกคน 8 ถึง 48 เปอร์เซ็นต์[13] บางครั้งอาจเข้าในผิดว่าเป็นหูด แต่ไม่มีอันตรายหรือติดเชื้อและไม่จำเป็นต้องรักษา[14]
  • จุดฟอร์ไดร์ซ เป็นจุดเล็ก ๆ นูนกว่าบริเวณโดยรอบ มีสีขาวเหลือง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1–2 มม. บางครั้งอาจปรากฏบนองคชาต ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่มีการติดเชื้อ
  • Sebaceous prominences เป็นจุดที่นูนขึ้นกว่าบริเวณโดยรอบคล้ายกับจุดฟอร์ไดร์ซบนก้านองคชาต เป็นที่ตั้งของต่อมไขมันและเป็นเรื่องปกติ
  • หนังหุ้มปลายองคชาตตีบ (Phimosis) เป็นอาการที่ไม่สามารถดึงหนังหุ้มปลายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่เป็นอันตรายในวัยเด็กถึงวัยเด็กโต เกิดขึ้นประมาณ 8% ของเด็กผู้ชายอายุ 10 ปี ตามที่สมาคมแพทย์อังกฤษ ระบุว่าการรักษา (ด้วยครีมสเตียรอยด์เฉพาะที่ และ/หรือ การยืดด้วยมือ) จะไม่ถูกใช้จนกว่าจะอายุ 19 ปี
  • การโค้ง: องคชาตจะไม่ตรงอย่างสมบูรณ์ ด้วยความโค้งที่พบได้บ่อยในทุกทิศทาง (ขึ้น, ลง, ซ้าย หรือ ขวา) บางครั้งที่ความโค้งอาจโดดเด่นมาก แต่ไม่ได้ยับยั้งการร่วมเพศ ส่วนโค้งที่มากกว่า 30 องศา ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นเรื่องปกติและไม่ค่อยต้องรักษา เว้นแต่มีมุมเกิน 45 องศา การเปลี่ยนแปลงความโค้งขององคชาตอาจเกิดจากโรคเพโรนีย์

การพัฒนา[แก้]

ระยะในการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์เพศชายในลักษณะภายนอก

ความแตกต่างระหว่างอวัยวะเพศของเพศหญิงและเพศชาย[แก้]

ในการพัฒนาของทารกในครรภ์ ปุ่มอวัยวะสืบพันธุ์พัฒนาขึ้นเป็นส่วนหัวขององคชาตในเพศชาย และเป็นคริตอริสในเพศหญิง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดเดียวกัน ส่วนทบอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะพัฒนาขึ้นเป็นผิวหนังโดยรอบก้านขององคชาตและท่อปัสสาวะในเพศชาย และพัฒนาไปเป็นแคมเล็กในเพศหญิง[1] โดย Corpora cavernosa เป็นต้นกำเนิดเดียวกันของตัวคริตอริส ส่วนคอร์ปัส สปอนจิโอซัมเป็นต้นกำเนิดเดียวกันของ Vestibular bulbs ซึ่งอยู่ใต้แคมเล็ก ถุงอัณฑะ ต้นกำเนิดเดียวกันกับแคมใหญ่ และหนังหุ้มปลาย ต้นกำเนิดเดียวกันกับส่วนหุ้มคริตอริส[1][15] ส่วน Raphe ไม่พบในเพศหญิงเพาะทั้งสองส่วนไม่ได้เชื่อมกัน

การเจริญของอวัยวะเพศชายและวัยเริ่มเจริญพันธุ์[แก้]

เมื่อเข้าสู่วัยเริ่มเจริญพันธุ์ องคชาต ถุงอัณฑะ และอัณฑะจะมีขนาดใหญ่ขึ้นต่อจนครบอายุ ในกระบวนการนั้น ขนหัวหน่าวจะขึ้นบริเวณเหนือและรอบ ๆ องคชาต จากการศึกษาขนาดอวัยวะเพศชายจำนวนมากในผู้ชายอายุ 17 ถึง 19 ปี กว่าพันคน ไม่พบความแตกต่างระหว่างขนาดเฉลี่ยขององคชาตระหว่างอายุ 17 ถึง 19 ปี จากนี่ มันสามารถสรุปได้ว่าการเจริญของอวัยวะเพศชายจะสมบูรณ์ไม่เกินอายุ 17 ปี หรือก่อนหน้านั้น[16]

หน้าที่ทางสรีรวิทยา[แก้]

การถ่ายปัสสาวะ[แก้]

ดูบทความหลักที่: การถ่ายปัสสาวะ

ในเพศชาย การขับปัสสาวะออกจากร่างกายจะเสร็จสิ้นผ่านทางองคชาต โดยท่อปัสสาวะระบายน้ำออกจากกระเพาะปัสสาวะ ผ่านต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมต่อกับท่อฉีดอสุจิ และต่อลงไปยังองคชาตต่อไป ที่รากขององคชาต (ใกล้กับจุดสิ้นสุดของคอร์ปัส สปอนจิโอซัม) ที่อยู่ตรงกล้ามเนื้อหูรูดภายนอก นี่คือหูรูดของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อลายและในผู้ชายสุขภาพดีภายใต้การควบคุมโดยสมัครใจ การผ่อนคลายหูรูดท่อปัสสาวะช่วยให้ปัสสาวะในท่อปัสสาวะตอนบน ไหลเข้าสู่องคชาตอย่างถูกต้องและทำให้กระเพาะปัสสาวะว่าง

ทางสรีรวิทยา การถ่ายปัสสาวะเกี่ยวพันกับการประสานงานกันระหว่างระบบประสาทส่วนกลาง อัตโนวัติ และโซมาติก ในทารก หรือผู้สูงอายุบางคน ที่มีอาการบาดเจ็บของระบบประสาท การถ่ายปัสสาวะอาจเกิดขึ้นในฐานะรีเฟล็กซ์โดยไม่สมัครใจ ศูนย์สมองที่ควบคุมการปัสสาวะ ได้แก่ ศูนย์ถ่ายปัสสาวะพอนทีน (Pontine micturition center), เนื้อเทาพีเรียคืวดักทัล (Periaqueductal gray) และเปลือกสมอง[17] ในระหว่างการแข็งตัว ศูนย์เหล่านี้จะยับยั้งการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อหูรูด เพื่อทำหน้าที่แยกทางสรีรวิทยาระหว่างการขับถ่ายและการสืบพันธุ์ขององคชาต และป้องกันปัสสาวะเข้าไปอยู่ในท่อปัสสาวะระหว่างการหลั่งน้ำอสุจิ[18]

ตำแหน่งถ่ายทิ้ง[แก้]

ส่วนปลายของท่อปัสสาวะช่วยให้มนุษย์เพศชายปัสสาวะได้โดยตรงโดยผ่านองคชาต ความยืดหยุ่นช่วยให้เพศชายสามารถจัดท่าทางในการปัสสาวะได้ ในวัฒนธรรมที่มากกว่าขั้นต่ำในการสวมใส่เสื้อผ้า องคชาตช่วยให้เพศชายสามารถปัสสาวะในขณะยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องถอดเสื้อผ้า ธรรมเนียมสำหรับผู้ชายบางคนอาจปัสสาวะในท่านั่งหรือหมอบ ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวอาจได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรม[19] งานวิจัยทางการแพทย์นอกเหนือจากท่าทางที่มีอยู่ แต่ยังมีข้อมูลความเป็นแบบเดียวกัน การวิเคราะห์อภิมาน[20]สรุปหลักฐานที่พบว่าไม่มีท่าทางที่นอกเหนือในวัยหนุ่ม ผู้ชายที่มีสุขภาพดี สำหรับชายสูงอายุที่มีกลุ่มอาการระบบทางเดินปัสสาวะต่ำ (Lower urinary tract symptoms) อย่างไรก็ตามในท่านั่งเมื่อเปรียบเทียบกับท่ายืน:

  • ปริมาณที่เหลือภายหลังการถ่ายทิ้ง (Post void residual; PVR, มิลลิลิตร) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • การไหลของปัสสาวะสูงสุด (Qmax, มิลลิลิตรต่อวินาที) เพิ่มขึ้น
  • เวลาการถ่ายทิ้ง (Void time; VT, วินาที) ลดลง

ข้อมูลปัสสาวะพลวัตนี้สัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

การแข็งตัว[แก้]

การพัฒนาของอวัยวะเพศชายในขณะแข็งตัว แสดงให้เห็นถึงหนังหุ้มปลายองคชาต (Foreskin) ที่ค่อย ๆ ถอนออกจนปรากฏให้เห็นหัวองคชาต (Glans)
ดูเพิ่มเติม: ภาพในคอมมอนส์
ภาพมุมมองด้านท้องขององคชาตขณะอ่อนตัว (ภาพซ้าย) และภาพขณะแข็งตัว (ภาพกลาง) และภาพมุมมองด้านบนขององคชาตขณะแข็งตัว (ภาพขวา)
ดูบทความหลักที่: การแข็งตัวขององคชาต

การแข็งตัวคือการแข็งและขยายขึ้นขององคชาต ซึ่งจะเกิดขึ้นในขณะมีอารมณ์ทางเพศ แต่ก็ยังสามารถเกิดขึ้นในขณะที่ไม่มีอารมณ์ทางเพศได้เช่นกัน กลไกทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวขององคชาตเป็นการกว้างขึ้นอัตโนวัติของหลอดเลือดแดงหล่อเลี้ยงไปยังองคชาต ซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลไปมากขึ้นเพื่อเต็มเติมเนื้อเยื้อฟองน้ำของอวัยวะภายในองคชาต ซึ่งทำให้มันยาวขึ้นและแข็ง เนื้อเยื่อของอวัยวะเพศในตอนนี้ขยายขี้นไปกดหลอดเลือดดำที่จะนำเลือดออกจากองคชาต เลือดที่มากขึ้นเมื่อเข้ามาแล้วจะคงอยู่ในองคชาตเมื่อสภาวะสมดุลถึงที่ปริมาตรที่เท่ากันของเลือดไหลเข้าสู่หลอดเลือดแดงที่ขยายตัวและออกไปทางเส้นเลือดดำที่ตืบ ขนาดการแข็งตัวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาเป็นความสำเร็จของดุลยภาพนี้

การแข็งตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการร่วมเพศ แม้ว่าจะไม่จำเป็นสำหรับกิจกรรมทางเพศอื่น ๆ อีกมากมาย

องศาการแข็งตัว[แก้]

แม้ว่าองคชาตโดยมากจะแข็งตัวขึ้นไปด้านบน (ดังภาพตัวอย่างประกอบ) มันเป็นเรื่องธรรมดาและปกติที่เมื่อองคชาตแข็งตัวจะขี้ไปในลักษณะแนวเกือบตั้งขึ้นหรือเกือบตั้งลงในแนวนอนหรือแม้ในแนวตรง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความตึงของเส้นเอ็นพยุงที่เก็บไว้ในตำแหน่ง

ตารางต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงมุมต่าง ๆ สำหรับมุมในขณะที่ผู้ชายยืนอยู่ ตัวอย่างจากผู้ชาย 1,564 คน อายุระหว่าง20 ถึว 69 ปี ในตารางนี้ ค่าศูนย์องศาจะชี้ตรงกับช่องท้อง, 90 องศาในแนวนอนและชี้ตรงไปด้านหน้า, ขณะที่ 180 องศาจะชี้ตรงลงไปที่เท้า โดยส่วนมากแล้วมักเป็นมุมชี้ขึ้น[21]

การเกิดของมุมขณะแข็งตัว
มุม (°)
จากแนวตั้งขึ้น
เปอร์เซ็นต์
ของเพศชาย
0-30 4.9
30-60 29.6
60-85 30.9
85-95 9.9
95-120 19.8
120-180 4.9

การหลั่งน้ำอสุจิ[แก้]

ดูบทความหลักที่: การหลั่งน้ำอสุจิ

การหลั่งน้ำอสุจิคือการขับดันของน้ำอสุจิจากองคชาต ซึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกับความเสียวสุดยอดทางเพศ การหดตัวเป็นชุดของกล้ามเนื้อช่วยส่งน้ำอสุจิ ซึ่งบรรทุกเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย ที่รู้จักกันว่า เซลล์อสุจิ หรือสเปิร์มาโตซูน (Spermatozoon) จากองคชาต มักเป็นผลมาจากการการกระตุ้นทางเพศ ซึ่งอาจรวมถึงการกระตุ้นต่อมลูกหมาก และที่หาได้ยากจากอาการโรคต่อมลูกหมากโต การหลั่งน้ำอสุจิอาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติในระหว่างการนอน (รู้จักกันว่าฝันเปียก) ส่วน Anejaculation เป็นภาวะเงื่อนไขของการที่ไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้

การหลั่งน้ำอสุจิมีสองขั้นตอน คือ การปล่อยออกมา และ การหลั่งน้ำอสุจิอย่างสมบูรณ์ ขั้นตอนการปล่อยออกมาของรีเฟล็กซ์การหลั่งน้ำอสุจิอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ขณะที่ขั้นตอนการหลั่งน้ำอสุจิอยู่ภายใต้การควบคุมของรีเฟล็กซ์เอ็นลึกที่ระดับของประสาทไขสันหลัง S2–4 ผ่านประสาทอวัยวะเพศ ระยะดื้อจากความสำเร็จในการหลั่งน้ำอสุจิและการกระตุ้นทางเพศที่มีมาก่อน[22]

การดัดแปลงการวิวัฒน์[แก้]

องคชาตของมนุษย์ได้รับการถกเถียงกันว่ามีการปรับตัวในหลายการวิวัฒนาการ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการะปรับตัวเหล่านี้คือเพื่อเพิ่มความสำเร็จในการสืบพันธุ์และลดการแข่งขันของอสุจิ การแข่งขันของอสุจิคือ เมื่อตัวอสุจิของผู้ชายสองคนพร้อมกันที่อยู่ภายในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และพวกมันจะแข่งกันเพื่อไปปฏิสนธิกับไข่[23] ถ้าผลการแข่งขันของอสุจิคือ อสุจิของเพศชายคู่แข่งได้เข้าไปปฏิสนธิกับไข่ อาจจะเกิดการมีชู้ของภรรยาขึ้น นี่เป็นกระบวนการที่เพศชายลงทุนของพวกเขาโดยไม่เจตนาในลูกหลานของชายอื่นและ การพูดถึงวิวัฒนาการเพื่อหลีกเลี่งต้นทุนทั้งหมด[24]

งานวิจัยส่วนใหญ่พบการดัดแปลงขององคชาตมนุษย์และขนาดอัณฑะ การปรับเปลี่ยนการหลั่งน้ำอสุจิ และการเคลื่อนของน้ำอสุจิ[25]

ลูกอัณฑะและขนาดองคชาต[แก้]

การวิวัฒนาการได้ก่อให้เกิดการคัดเลือกทางเพศ การดัดแปลงเกิดขึ้นในขนาดองคชาตและขนาดอัณฑะในลำดับสูงสุดของความสำเร็จในการสืบพันธุ์และน้อยที่สุดในการแข่งขันของอสุจิ[26][27]

การแข่งขันของอสุจิเป็นสาเหตุให้เกิดการวิวัฒน์ในความยาวและขนาดขององคชาตมนุษย์สำหรับการเก็บรักษาอสุจิและการเคลื่อนย้าย[27] เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ องคชาตจะต้องมีความยาวเพียงพอที่จะเข้าถึงตัวอสุจิคู่แข่งใด ๆ และมากที่สุดในการเติมเต็มช่องคลอด[27] ในลำดับเพื่อให้มั่นใจว่าเพศหญิงคนนั้นจะยังคงมีอสุจิของเพศชายเหลืออยู่ การปรับตัวในด้านความยาวขององคชาตมนุษย์จึงเกิดขึ้นให้การหลั่งน้ำอสุจิเกิดขึ้นใกล้กับปากมดลูก[28] นี่คือความสำเร็จเมื่อมีการล่วงล้ำอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นและองคชาตจะผลักดันขัดกับปากมดลูก[29] การปรับตัวนี้ได้เกิดขึ้นเพื่อให้การปล่อยและคงไว้ซึ่งอสุจิไปยังจุดสูงสุดของระบบทางเดินช่องคลอด เป็นผลให้การปรับตัวนี้ยังฝากอสุจิของเพศชายมีความเสี่ยงน้อยลงต่อการเคลื่อนที่และการสูญเสียน้ำอสุจิ เหตุผลในการปรับตัวนี้เป็นผลมาจากลักษณะของท่าทางของมนุษย์ ซึ่งแรงโน้มถ่วงจะสร้างความเปราะบางต่อการสูญเสียน้ำอสุจิ ดังนั้นองคชาตที่ยาวซึ่งจะเข้าไปเกิดการหลั่งน้ำอสุจิภายในระบบทางเดินช่องคลอดที่ลึก สามารถลดการสูญเสียน้ำอสุจิได้[30]

อีกทฤษฎีการวิวัฒนาการของขนาดองคชาต คือ การที่เพศหญิงเลือกคู่และการเป็นสมาคมที่มีการตัดสินทางสังคมในสังคมสมัยใหม่[27][31] การศึกษาแสดงให้เห็นถึงทางเลือกคู่ของเพศหญิงซึ่งมีอิทธิพลต่อขนาดองคชาตในการนำเสนอกับเพศหญิงด้วยขนาดชีวิต การหมุน การสร้างเพศชายจากคอมพิวเตอร์ เหล่านี้แตกต่างกันไปในระดับความสูง รูปร่าง และขนาดองคชาตขณะอ่อนตัว ด้วยประเด็นเหล่านี้เป็นตัวอย่างของความเป็นชาย[27] การจัดอันดับความน่าดึงดูดใจของเพศหญิงสำหรับเพศชายแต่ละคนเผยให้เห็นว่าขนาดองคชาตที่ใหญ่เกี่ยวข้องกับอันดับที่สูงขึ้นในความน่าดึงดูดใจ[27] ความสัมพันธ์ระหว่างองคชาตและความน่าสนใจจึงได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดองคชาตและความเป็นชายพบได้บ่อยในสื่อที่เป็นที่นิยม[31] นี่ได้นำไปสู่อคติทางสังคมที่ว่าขนาดองคชาตที่ใหญ่จะเป็นที่ต้องการและมีสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น นี่เป็นภาพสะท้อนในเรื่องการเชื่อมโยงกันระหว่างความกล้าหาญและขนาดองคชาตของเพศชาย และการตัดสินทางสังคมว่าขนาดองคชาตมีความสัมพันธ์กับ "ความเป็นลูกผู้ชาย"[31]

เช่นกันกับองคชาต การแข่งขันของอสุจินั้นทำให้อัณฑะเกิดการวิวัฒนาการด้านขนาดด้วยวิธีการคัดเลือกทางเพศ[26] นี่หมายความว่าการที่อัณฑะมีขนาดใหญ่เป็นตัวอย่างของการปรับตัวในการคัดเลือกทางเพศ อัณฑะของมนุษย์มีขนาดปานกลางเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์อื่น เช่น กอริลลาและชิมแปนซี ซึ่งอยู่ตรงสักทีหนึ่งในตรงกลาง[32] อัณฑะที่มีขนาดใหญ่นั้นเป็นประโยชน์ในการแข่งขันของอสุจิ เนื่องจากความสามารถในการผลิตการหลั่งอสุจิที่มากกว่า[33] การวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์กันเชิงบวกอยู่ ระหว่างจำนวนของตัวอสุจิที่ถูกหลั่งและขนาดของอัณฑะ[33] อัณฑะที่มีขนาดใหญ่กว่ายังแสดงให้เห็นถึงมีการพยากรณ์คุณภาพอสุจิที่ดีขึ้น ประกอบด้วย จำนวนของตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ที่มากกว่า[26]

การวิจัยยังอธิบายให้เห็นอีกว่าการปรับตัวของขนาดอัณฑะนั้นจะขึ้นอยู่กับระบบการผสมพันธุ์ (Breeding system) ในแต่ละถิ่นที่อยู่ของสปีชีส์[34] ระบบการผสมพันธุ์ตัวผู้ตัวเดียว (Single-male breeding systems) หรือ สังคมการมีคู่สมรสคนเดียว มีแนวโน้มที่จะมีขนาดอัณฑะเล็กกว่าในระบบการผสมพันธุ์แบบตัวผู้หลายตัว (Multi-male breeding systems) มนุษย์นั้นอยู่ในสังคมที่เป็นสังคมการมีคู่สมรสคนเดียวเหมือนกับกอริลลา ดังนั้น ขนาดของอัณฑะจึงมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอันดับวานรที่มีระบบการผสมพันธุ์แบบตัวผู้หลายตัว อย่างเช่น ชิมแปนซี เหตุที่ทำให้เกิดความแตกต่างในขนาดอัณฑะนั้น คือเพื่อการประสบความสำเร็จในการสืบพันธุ์ในระบบการผสมพันธุ์แบบตัวผู้หลายตัว ตัวผู้จึงต้องมีความสามารถในการสร้างการหลั่งอสุจิอย่างเต็มที่ต่อเนื่อง[26] อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่กรณีของสังคมการมีคู่สมรสคนเดียว ซึ่งการลดลงในการหลั่งเพื่อผสมพันธุ์นั้นไม่มีมีผลกระทบกับความสำเร็จในการสืบพันธุ์[26] สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นในมนุษย์ ที่จำนวนการหลั่งของอสุจิจะลดลงถ้าหากเกิดขึ้นมากกว่า 3 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์[35]

นัยสำคัญทางคลินิก[แก้]

ความผิดปกติ[แก้]

  • หนังหุ้มปลายองคชาตบวม (Paraphimosis) เป็นอาการที่ไม่สามารถย้ายหนังหุ้มปลายกลับลงไปคลุมส่วนหัวได้ อาจเกิดจากของเหลวซึ่งติดค้างอยู่ภายในหนังหุ้มปลายนั้น บางครั้งอาจเป็นไปตามขั้นตอนทางการแพทย์ หรืออาจเป็นการสะสมของของเหลวในหนังหุ้มปลาย อันเกิดจากแรงเสียดทานจากกิจกรรมทางเพศที่รุนแรง
  • องคชาตโค้งงอ (Peyronie's disease) เป็นอาการที่มีแผลเป็นที่ผิดปกติเกิดขึ้นในเนื้อเยื่ออ่อนขององคชาต ทำให้เกิดความโค้งขึ้น หากเป็นกรณีที่รุนแรงสามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด
  • ภาวะการเกิดลิ่มเลือด (Thrombosis) สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมทางเพศบ่อยครั้งและยืดเยื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเฟอเลชิโอ โดยปกติจะไม่อันตรายและสามารถหายได้ด้วยตนเองภายในไม่กี่สัปดาห์
  • การติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes) สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การพฒนาของแผลพุพองจากเริม
  • การกดทับเส้นประสาทหว่างขา เป็นภาวะที่มีอาการปวดเกิดขึ้นเมื่อนั่ง และสูญเสียความรู้สึกที่องคชาตและการถึงจุดสุดยอดทางเพศ บางครั้งอาจเกิดการสูญเสียความรู้สึกทั้งหมด เส้นประสาทหว่างขาสามารถได้รับบาดเจ็บจากความแคบ, จากการนั่งเบาะจักรยานที่แข็ง และอุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นกับคลิตอริสของเพศหญิงได้ด้วย
  • องคชาตหัก (Penile fracture) สามารถเกิดขึ้นได้ หากองคชาตที่แข็งตัวนั้นเกิดการโค้งงอมากจนเกินไป โดยปกติเสียงป็อกหรือเสียงของหักและความเจ็บปวดนั้นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ควรได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินด้านการแพทย์โดยเร็วที่สุด การได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์อย่างทันเวลา ช่วยลดความโค้งมนที่จะเกิดขึ้นกับองคชาตถาวรได้
  • ปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน สามารถทำให้เกิดอาการเหน็บชาในผิวองคชาต และความรู้สึกอาจลดลงหรือหายไปอย่างสมบูรณ์
  • ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ การไม่สามารถพัฒนาและรักษาการแข็งตัวขององคชาตให้เพียงพอต่อความพึงพอใจทางเพศได้ สาเหตุสำคัญอาจเกิดจากเบาหวาน หรือเกิดขึ้นตามวัย การบำบัดนั้นมีหลากวิธี ที่โดดเด่นที่สุด คือ การใช้ยาสารยับยั้งพีดีอี5 (เช่น ซิลเดนาฟิล ซิเตรต หรือ ไวอากา) ซึ่งทำหน้าที่เป็นยาขยายหลอดเลือด
  • ภาวะองคชาตแข็งค้าง เป็นภาวะทางการแพทย์ที่มีความเจ็บปวดและอาจมีอันตราย เนื่องจากองคชาตที่แข็งตัวไม่กลับไปสู่ภาวะอ่อนตัว ภาวะแข็งค้างที่เกิดขึ้นนานกว่าสี่ชั่วโมงเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ กลไกที่เป็นสาเหตุนั้นยังไม่กระจ่างนัก แต่มันเกี่ยวข้องกับปัจจัยของระบบประสาทและหลอดเลือดที่มีความซับซ้อน ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น คือ การขาดเลือดเฉพาะที่, ภาวะการเกิดลิ่มเลือด และภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ในกรณีที่มีความร้ายแรงอาจส่งผลให้เกิดเนื้อตายเน่า ซึ่งอาจเป็นผลให้มีการการตัดอวัยวะออก อย่างไรก็ตาม โดยปกติมักจะเป็นกรณีที่ถ้าอวัยวะเกิดการชำรุดและเกิดอาการเจ็บเพราะมัน ปัจจัยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความหลากหลายของยาที่ใช้ รวมถึง โพรสตาแกลนดินด้วย ซึ่งขัดกับความรู้สึกทั่วไปที่ ซิลเดนาฟิล (ไวอากา) นั้นจะไม่ก่อให้เกิดอาการนี้[36]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Keith L. Moore, T. V. N. Persaud, Mark G. Torchia, The Developing Human: Clinically Oriented Embryology 10th Ed. Elsevier Health Sciences, 2015 ISBN 9780323313483, pp 267-69
  2. Richard E. Jones; Kristin H. Lopez (28 September 2013). Human Reproductive Biology. Academic Press. p. 352. ISBN 978-0-12-382185-0.
  3. Video of gliding action
  4. Wessells H, Lue TF, McAninch JW (September 1996). "Penile length in the flaccid and erect states: guidelines for penile augmentation". The Journal of Urology. 156 (3): 995–7. doi:10.1016/S0022-5347(01)65682-9. PMID 8709382.
  5. Chen J, Gefen A, Greenstein A, Matzkin H, Elad D (December 2000). "Predicting penile size during erection". International Journal of Impotence Research. 12 (6): 328–33. doi:10.1038/sj.ijir.3900627. PMID 11416836.
  6. "ANSELL RESEARCH – The Penis Size Survey". March 2001. สืบค้นเมื่อ 2006-07-13.
  7. "Penis Size FAQ & Bibliography". Kinsey Institute. 2009. สืบค้นเมื่อ 2013-11-07.
  8. Dixson, A. F. (2009). Sexual selection and the origins of human mating systems. Oxford University Press. pp. 61–65.
  9. Center of Disease Control. "DES Update: Consumers". สืบค้นเมื่อ 2013-11-07.
  10. Swan SH, Main KM, Liu F, และคณะ (August 2005). "Decrease in anogenital distance among male infants with prenatal phthalate exposure". Environmental Health Perspectives. 113 (8): 1056–61. doi:10.1289/ehp.8100. PMC 1280349. PMID 16079079.
  11. Montague, Peter. "PCBs Diminish Penis Size". Rachel's Hazardous Waste News. 372. Archived from the original on 2012-03-03.
  12. "Hormone Hell". DISCOVER. สืบค้นเมื่อ 2008-04-05.
  13. Brown, Clarence William (February 13, 2014). "Pearly Penile Papules: Epidemiology". Medscape. สืบค้นเมื่อ 2014-03-08.
  14. Spots on the penis
  15. Richard E. Jones; Kristin H. Lopez (28 September 2013). Human Reproductive Biology. Academic Press. ISBN 978-0-12-382185-0.
  16. Ponchietti R, Mondaini N, Bonafè M, Di Loro F, Biscioni S, Masieri L (February 2001). "Penile length and circumference: a study on 3,300 young Italian males". European Urology. 39 (2): 183–6. doi:10.1159/000052434. PMID 11223678.
  17. Sie JA, Blok BF, de Weerd H, Holstege G (2001). "Ultrastructural evidence for direct projections from the pontine micturition center to glycine-immunoreactive neurons in the sacral dorsal gray commissure in the cat". J. Comp. Neurol. 429 (4): 631–7. doi:10.1002/1096-9861(20010122)429:4<631::AID-CNE9>3.0.CO;2-M. PMID 11135240.
  18. Schirren, C.; Rehacek, M.; Cooman, S. de; Widmann, H.-U. (24 April 2009). "Die retrograde Ejakulation". Andrologia. 5 (1): 7–14. doi:10.1111/j.1439-0272.1973.tb00878.x.
  19. Y. de Jong; R.M. ten Brinck; J.H.F.M. Pinckaers; A.A.B. Lycklama à Nijeholt. "Influence of voiding posture on urodynamic parameters in men: a literature review" (PDF). Nederlands Tijdschrift voor urologie). สืบค้นเมื่อ 2014-07-02.
  20. de Jong, Y; Pinckaers, JH; Ten Brinck, RM; Lycklama À Nijeholt, AA; Dekkers, OM (2014). "Urinating Standing versus Sitting: Position Is of Influence in Men with Prostate Enlargement. A Systematic Review and Meta-Analysis". PLOS ONE. 9 (7): e101320. doi:10.1371/journal.pone.0101320. PMC 4106761. PMID 25051345.
  21. Sparling J (1997). "Penile erections: shape, angle, and length". Journal of Sex & Marital Therapy. 23 (3): 195–207. doi:10.1080/00926239708403924. PMID 9292834.
  22. Carlson, Neil. (2013). Physiology of Behavior. Upper Saddle River, New Jersey: Pearson Education, Inc.
  23. Bleske-Rechek, A. L.; Euler, H. A.; LeBlanc, G. J.; Shackelford, T. K.; Weekes-Shackelford, V. A. (2002). "Psychological adaptation to human sperm competition" (PDF). Evolution and Human Behavior.
  24. Ehrke, A. D.; Pham, M. N.; Shackelford, T. K.; Welling, L. L. M. (2013). "Oral sex, semen displacement, and sexual arousal: testing the ejaculate adjustment hypothesis". Evolutionary Psychology.
  25. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :0
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 26.4 Moller, A. P. (1988). "Ejaculate quality, testes size and sperm competition in primates". Journal of Human Evolution. 17: 479–488. doi:10.1016/0047-2484(88)90037-1.
  27. 27.0 27.1 27.2 27.3 27.4 27.5 Mautz, B. S.; Wong, B. B. M.; Peters, R. A.; Jennions, M. D. (April 23, 2013). "Penis size interacts with body shape and height to influence male attractiveness". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America. 110 (17): 6925–30. Bibcode:2013PNAS..110.6925M. doi:10.1073/pnas.1219361110. JSTOR 42590540. PMC 3637716. PMID 23569234.
  28. Masters, W. H.; Johnson, V. E. (1966). Human Sexual Response. Boston: Little, Brown and Company.
  29. Schultz, W. W.; van Andel, P.; Sabelis, I.; Mooyaart, E. (December 18, 1999). "Magnetic resonance imaging of male and female genitals during coitus and female sexual arousal" (PDF). BMJ. 319: 1596. doi:10.1136/bmj.319.7225.1596.
  30. Gallup, G. G.; Burch, R. L. (January 1, 2004). "Semen displacement as a sperm competition strategy in humans". Evolutionary Psychology. doi:10.1177/147470490400200105.
  31. 31.0 31.1 31.2 Lever, J.; Frederick, D. A.; Peplau, L. A. (2006). "Does size matter? Men's and women's views on penis size across the lifespan". Psychology of Men and Masculinity. 7: 129–143. doi:10.1037/1524-9220.7.3.129.
  32. Harcourt, A. H.; Purvis, A.; Liles, L. (1995). "Sperm competition: Mating system, not breeding season, affects testes size of primates". Functional Ecology. 9 (3): 469–476. doi:10.2307/2390011. JSTOR 2390011.
  33. 33.0 33.1 Simmons, Leigh W.; Firman, Renée C.; Rhodes, Gillian; Peters, Marianne (2003). "Human sperm competition: testis size, sperm production and rates of extra pair copulations". Animal Behaviour. 68: 297–302. doi:10.1016/j.anbehav.2003.11.013.
  34. Harcourt, A. H.; Harvey, P. H.; Larson, S. G.; Short, R. V. (1981). "Testis weight, body weight and breeding system in primates". Nature. 293 (5827): 55–57. Bibcode:1981Natur.293...55H. doi:10.1038/293055a0. PMID 7266658.
  35. Freund, M. (1962). "Interrelationships among the characteristics of human semen and facts affecting semen specimen quality". Journal of Reproduction and Fertility. 4: 143–159. doi:10.1530/jrf.0.0040143. PMID 13959612.
  36. Goldenberg MM (1998). "Safety and efficacy of sildenafil citrate in the treatment of male erectile dysfunction". Clinical Therapeutics. 20 (6): 1033–48. doi:10.1016/S0149-2918(98)80103-3. PMID 9916601.