การคุมกำเนิด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตัวอย่างยาเม็ดใช้รับประทานเพื่อการคุมกำเนิด

การคุมกำเนิด คือเทคนิคและวิธีการที่ใช้ในการป้องกันการปฏิสนธิหรือขัดขวางการตั้งครรภ์ เทคนิคและวิธีการเหล่านี้ เช่น contraception (การป้องกันการตั้งครรภ์หรือการปฏิสนธิ), contragestion (การป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนฝังที่ผนังมดลูก) และการทำแท้ง (การนำตัวอ่อนออกจากมดลูก) เทคนิกและวิธีการเหล่านี้มีความเหลื่อมล้ำกันพอสมควร

การคุมกำเนิดเป็นการวางแผนครอบครัววิธีหนึ่งโดยมีเป้าหมายคือจำกัดจำนวนของการมีบุตร ซึ่งการคุมกำเนิดนั้นสามารถทำได้หลายวิธี และทำได้ทั้งชายและหญิง

เนื้อหา

การคุมกำเนิด[แก้]

การตั้งครรภ์เกิดจากการที่เชื่ออสุจิของผู้ชายเข้าไปผสมกับไข่ของผู้หญิงในท่อนำไข่ เมื่อไข่ถูกผสมพันธุ์จะเจริญเติบโตเป็นทารกในโพรงมดลูก วิธีการคุมกำเนิดส่วนใหญ่ คือ การป้องกันไม่ให้เชื้ออสุจิผสมกับไข่หรือป้องกันไม่ให้มีไข่สุกเพื่อไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดมีหลายวิธี อาจแบ่งได้เป็น วิธีคุมกำเนิดแบบถาวรและแบบชั่วคราว

การคุมกำเนิดแบบถาวร[แก้]

วิธีการคุมกำเนิดแบบถาวร เป็นการคุมกำเนิดเพื่อหยุดการมีลูกอย่างถาวร เหมาะสำหรับผู้ที่มีลูกเพียงพอต่อความต้องการหรือสภาพร่างกายไม่พร้อมต่อการมีลูก เช่น คนที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงบางชนิด ทั้งนี้ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำให้ แบ่งได้เป็น การทำหมันชายและการทำหมันหญิง

การทำหมันชาย[แก้]

ไม่ใช่การตอนแต่อย่างใด แต่คือการทำให้ท่อน้ำเชื้ออสุจิทั้ง 2 ข้างตีบตัน โดยแพทย์จะผูก ตัด หนีบ หรือจี้ด้วยไฟฟ้า ทำให้ทางเดินอสุจิขาด อสุจิจึงไม่สามารถเดินทางผ่านเข้ามาในมดลูกได้ การทำหมันชายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีข้อดีมากกว่าการทำหมันหญิง คือ

  1. เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่า ทำเสร็จภายในเวลา 15 นาที
  2. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูง
  3. พบอาการแทรกซ้อนน้อยมาก
  4. ค่าใช้จ่ายน้อย
  5. มีวิธีการทำหมันชายที่ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ต้องเย็บแผล

ข้อห้ามในการทำหมันชาย[แก้]

  1. เป็นโรคติดเชื้อหรือโรคผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ
  2. มีความผิดปกติบริเวณลูกอัณฑะ ไส้เลื่อน เป็นต้น
  3. แพ้ยาชาเฉพาะที่
  4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเลือด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูงที่มีอาการรุนแรง

การปฏิบัติตัวหลังทำหมันชาย[แก้]

  1. ควรพักผ่อนอย่างน้อย 2 วันหลังทำหมัน
  2. ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนอาจร่วมเพศได้ตามปกติหลังทำหมันชาย 1 สัปดาห์ แต่ต้องคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ ด้วย เนื่องจากยังมีตัวอสุจิคั่งค้างอยู่อีกประมาณ 3 เดือน เมื่อได้ตรวจน้ำอสุจิแล้วไม่พบตัวอสุจิจึงจะเลิกคุมกำเนิดได้
  3. อาการผิดปกติที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ คือ มีเลือดออก มีอาการอักเสบ หรือมีก้อนบริเวณที่ทำหมัน

การทำหมันหญิง[แก้]

การทำหมันหญิงเป็นการทำให้ท่อรังไข่ตีบ อุดตัน หรือขาดออกจากกัน โดยแพทย์จะผูก จี้ด้วยไฟฟ้าหรือการใช้วงแหวนรัด ทำให้ไข่เดินทางมาผสมกับอสุจิไม่ได้ ซึ่งการทำหมันหญิงสามารถทำได้ 2 ระยะ คือ หลังคลอดลูกใหม่ๆ เรียกว่า หมันเปียก และระยะเวลาปกติเรียกว่า หมันแห้ง ซึ่งการทำหมันเปียกและหมันแห้งได้ผลดีเหมือนกัน

หมันเปียกหรือหมันสด[แก้]

ทำในระยะหลังคลอด 24-48 ชั่วโมง จะเป็นระยะที่ทำผ่าตัดได้ง่ายเพราะหลังคลอดลูกใหม่ๆ มดลูกยังมีขนาดใหญ่และลอดตัวสูง แพทย์จะผ่าหน้าท้องบริเวณใต้สะดือและทำการผูกหรือตัดท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ผู้ทำหมันต้องนอนพักในโรงพยาบาล 2-3 วันเท่ากับระยะเวลาพักฟื้นหลังคลอด

หมันแห้ง[แก้]

การทำหมันแห้งสามารถทำเมื่อใดก็ได้ มดลูกอยู่ในขนาดปกติ ซึ่งการทำหมันแห้งอาจทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดหน้าท้อง การเจาะท้องทำหมันโดยใช้กล้องส่อง ทำได้สะดวก รวดเร็ว หลังจากการทำเพียง 2-3 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ ไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล

อาการแทรกซ้อน[แก้]

อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อ เกิดการอักเสบ เป็นหนองที่บริเวณแผลผ่าตัด ซึ่งไม่ได้เป็นอาการรุนแรงหรืออันตรายแต่อย่างใด เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะรักษาเพียง 2-3 วันแผลก็จะหาย ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วอาการแทรกซ้อนมักเกิดขึ้นน้อยมาก

การปฏิบัติตัวหลังทำหมัน[แก้]

กรณีผ่าตัดทำหมันหลังคลอด การปฏิบัติตัวจะไม่แตกต่างไปจากคนไข้หลังคลอดทั่วไป คือ ควรระวังอย่าให้แผลถูกน้ำและอย่าทำงานหรือยกของหนักๆ ส่วนคนที่ทำหมันแห้งนั้นจะรู้สึกเป็นปกติในวันรุ่งขึ้นและส่วนใหญ่จะสามารถทำงานเบาๆ ได้ตามปกติ ยกเว้นคนที่ทำงานหนัก เช่น แบกหาม ยกของหนักๆ อาจต้องหยุดพักงานประมาณ 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ต้องระวังอย่าให้แผลถูกน้ำประมาณ 7 วันหรือจนกว่าจะตัดไหมแล้ว

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว[แก้]

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เป็นวิธีที่มีผลป้องกันการตั้งครรภ์ขณะที่ใช้วิธีนี้อยู่เท่านั้น เมื่อเลิกใช้แล้วจะมีโอกาสกลับมาตั้งครรภ์ได้ปกติ ซึ่งการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวมีหลายวิธี คือ

  1. การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด
  2. การใช้ถุงยางอนามัย
  3. การใช้ยาคุมกำเนิด

การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine device - IUD)[แก้]

ห่วงอนามัยเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ใส่ในโพรงมดลูก เพื่อขวางกั้นไม่ให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้ มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก ใช้ได้นาน อาการข้างเคียงน้อย ไม่มีผลต่อการหลั่งน้ำนม วิธีนี้เมื่อเอาห่วงออกก็ยังสามารถมีลูกได้

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์[แก้]

ห่วงอนามัยไม่มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าและไม่มีผลต่อรังไข่หรือการควบคุมประจำเดือน กลไลฃกการป้องกันการตั้งครรภ์อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่างรวมกัน คือ

  1. ห่วงอนามัย อาจทำให้ไข่ที่ผสมแล้วไม่สามารถฝังตัวได้ เพราะทำให้เกิดสภาพที่ไม่เหมาะสมขึ้นที่เยื่อบุมดลูกหรือผนังมดลูก
  2. ทำให้ไข่เดินทางผ่านท่อรังไข่เร็วกว่าปกติ และไข่ที่ผสมแล้วยังไม่พร้อมที่จะฝังตัวเมื่อผ่านไปถึงโพรงมดลูก
  3. การเปลี่ยนแปลงในโพรงมดลูก ทำให้ขีดความสามารถของตัวอสุจิลดลง เป็นผลให้อสุจิไม่สามารถผ่านไปผสมกับไข่ได้

อาการข้างเคียง[แก้]

  1. มีเลือดออกผิดปกติ อาจมีเลือดออก 2-3 วันหลังจากใส่ห่วงอนามัย ทั้งนี้เลือดจะหยุดไปเอง แต่บางคนอาจพบว่าระยะ 2-3 เดือนแรกจะมีเลือดออกกระปริดกระปรอย (spotting) ในช่วงนอกเวลาประจำเดือนหรือมีประจำเดือนออกมามากกว่าปกติได้
  2. อาจมีอาการปวดท้องน้อย ซึ่งอาจจะรู้สึกปวดทันทีหลังจากใส่ห่วงอนามัยเนื่องจากการบีบรัดตัวของมดลูก แต่บางคนก็พบว่า มีอาการปวดท้องน้อยหรือปวดประจำเดือนเพิ่มขึ้นในระยะ 2-3 เดือนแรกหลังใส่ห่วง
  3. อาการตกขาว หลังใส่ห่วงอนามัยอาจมีตกขาวออกมากขึ้นและจะค่อยๆ กลับเป็นปกติหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่ห่วงอนามัย[แก้]

  1. ผู้ที่มีประจำเดือนตามปกติควรไปพบแพทย์ภายใน 7 วันแรกของรอบเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ในขณะที่ใส่ห่วงอยู่ หรือถ้าไม่สามารถพบแพทย์ได้ก็ควรงดการร่วมเพศสัมพันธ์ หรือคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นก่อนจนกว่าจะไปพบแพทย์ได้
  2. ภายหลังการคลอดหรือแท้งบุตรแล้วเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ ควรใส่ห่วงคุมกำเนิด เพราะมดลูกคืนสู่สภาวะปกติแล้ว

ข้อห้ามของการใส่ห่วงอนามัย[แก้]

  1. การอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เนื่องจากการใส่ห่วงอนามัยจะทำให้การอักเสบมีอาการรุนแรง
  2. เคยมีประวัติการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งแสดงว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
  3. ตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์
  4. เลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก หรือมีเลือดประจำเดือนออกมากและนาน ต้องหาสาเหตุและรักษาให้หายก่อน
  5. เป็นมะเร็งของระบบสืบพันธุ์

คำแนะนำสำหรับผู้ใส่ห่วงอนามัย[แก้]

  1. ผู้ใส่ห่วงอนามัยควรทราบข้อมูลชนิดของห่วงอนามัยและระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยนห่วงใหม่
  2. อาการข้างเคียงที่พบได้บ้างในระยะ 2-3 เดือนแรก เช่น ปวดท้องน้อย มีตกขาว เลือดออกผิดปกติเป็นต้น
  3. ควรตรวจสายห่วงอนามัยหลังประจำเดือนและหลังการร่วมเพศเป็นครั้งคราวว่าห่วงอนามัยอยู่ปกติหรือไม่ ถ้าคลำไม่พบสายห่วงอนามัย ควรรีบพบแพทย์
  4. อาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์ ได้แก่ มีอาการแสดงการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน มีอาการปวดท้องอาจน้อยหรือมากขณะร่วมเพศ มีไข้หนาวสั่น หาสาเหตุไม่ได้ ประจำเดือนขาด หรือมีเลือดออกกระปริดกระปรอยนานๆ หรือมีเลือดออกมาก
  5. ถ้าไม่เกิดอาการผิดปกติใดๆ ควรให้แพทย์ตรวจเช็คหลังใส่ห่วง 1,2,6,12 เดือนและต่อไปปีละครั้ง

การใช้ถุงยางอนามัย (Condom)[แก้]

ใช้ถุงยางอนามัยคุมกำเนิดโดยสวมคลุมองคชาตขณะแข็งตัวเต็มที่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อขวางกั้นอสุจิไม่ให้เดินทางเข้าไปในมดลูกตั้งแต่แรก ซึ่งมีทั้งถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายและถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง แต่ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายได้รับความนิยมมากกว่า ถุงยางอนามัยที่นิยมใช้กันส่วนมากทำจากยางลาเทกซ์ซึ่งมีคุณภาพค่อนข้างดี คือ บาง แต่มีความเหนียว ยืดได้มาก ไม่ขาดง่าย ใช้ได้ครั้งเดียว ถุงยางอนามัยมี 2 ลักษณะ คือ

  1. ก้นถุงปลายมนธรรมดา
  2. ก้นถุงยื่นออกเป็นกระเปาะเล็กๆ

นอกจากนี้มีชนิดที่มีสารหล่อลื่นและไม่หล่อลื่น ปากเปิดของถุงยางอนามัยเป็นวงแหวนพอเหมาะสำหรับที่จะสวมใส่ได้สะดวก

วิธีใช้[แก้]

  1. การใส่ถุงยางอนามัยจำเป็นต้องใส่ขณะที่องคชาตกำลังแข็งตัวเต็มที่ ก่อนที่จะสอดใส่อวัยวะเข้าช่องคลอด โดยเอาถุงยางอนามัยที่ม้วนไว้ครอบกับปลายองคชาตและรูดเข้ามาจนถึงโคนองคชาต
  2. ถ้าเป็นถุงยางอนามัยแบบปลายมน เวลาสวมถุงยางอนามัยต้องเหลือที่ตรงปลายว่างไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร ห่างจากปลายองคชาตเพื่อไว้เป้นที่รองรับน้ำอสุจิ
  3. เมื่อมีการหลั่งน้ำอสุจิแล้ว ฝ่ายชายต้องรีบถอนอวัยวะเพศออกพร้อมกับถุงยางอนามัยโดยใช้มือจับที่โคนถุงยางและระวังไม่ให้น้ำอสุจิเปรอะเปื้อนปากช่องคลอด

อาการข้างเคียง[แก้]

พบอาการข้างเคียงน้อยมาก บางรายอาจรู้สึกคันแสบจากการแพ้สารเคมีที่อาบเคลือบถุงยางอนามัย

ข้อดีของถุงยางอนามัย[แก้]

การคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัย ถ้าใช้อย่างถูกต้องจะมีประสิทธิภาพดีมาก

  1. หาซื้อง่าย ใช้สะดวก และไม่มีอันตรายหรืออาการข้างเคียงใดๆ
  2. นอกจากจะมีผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้แล้ว ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น กามโรค โรคตับอักเสบ โรคเอดส์ ฯลฯ
  3. ในผู้ชายที่หลั่งน้ำอสุจิเร็วผิดปกติ การใช้ถุงยางอนามัยจะสามารถช่วยควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิได้ดีขึ้น เพราะความรู้สึกจากการเสียดสีลดลง

การใช้ยาคุมกำเนิด[แก้]

มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  1. ยาเม็ดคุมกำเนิด
  2. ยาฉีดคุมกำเนิด
  3. ยาฝังคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือผูกท่อนำไข่[แก้]

ทำให้ไข่เดินทางมาผสมกับอสุจิไม่ได้เช่นเดียวกันมาในมดลูกได้ เป็นวิธีคุมกำเนิดชั่วคราวที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนปริมาณและชนิดของฮอร์โมนสังเคราะห์ทำให้อาการข้างเคียงลดน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพในการตั้งครรภ์ได้สูง ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นฮอร์โมนเพศหญิง มีหลายชนิด ทั้งที่มีฮอร์โมนตัวเดียว กับที่เป็นฮอร์โมน 2 ตัว หรือที่เรียกกันว่า ยาคุมกำเนิดชนิดรวม รูปแบบต่างๆ ของยาเม็ดคุมกำเนิด

  1. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด
  2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนชนิดเดียว
  3. ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด (Combined Pill)[แก้]

ประกอบด้วยฮอร์โมนเพศหญิง 2 ประเภท ได้แก่ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้ปกติจะมีอยู่แล้วภายในร่างกาย มีหน้าที่ทำให้กระบวนการต่างๆในรอบเดือนเป็นไปอย่างปกติ การรับประทานฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิดเพิ่มเข้าไป จะไปรบกวนกระบวนการต่างๆ ในร่างกายที่เอื้อต่อการสืบพันธุ์ โดยจะทำให้ร่างกายไม่มีการตกไข่ ผนังมดลูกเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสม มูกปากมดลูกเหนียวข้นเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของอสุจิ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของมดลูกและท่อนำไข่ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะรบกวนการเดินทางของไข่และอสุจิ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้จึงมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่นิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด ในหนึ่งรอบเดือนจะได้รับยาฮอร์โมนเป็นเวลา 21 วัน และเว้นช่วงการได้ยาไปอีก 7 วัน จึงจะรับประทานยากันต่อไป การเว้นช่วงการรับฮอร์โมนนี้จะทำให้ร่างกายมีประจำเดือนมาได้ตามปกติ คือ เมื่อหยุดยาคุมประมาณ 3 ถึง 4 ประจำเดือนก็จะมาตามปกติ ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด สามารถแบ่งเป็นประเภทต่างๆ คือ

  1. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด (Monophasic Pill) รูปแบบของยาบรรจุอยู่ในแผง มีทั้งแบบปริมาณ 21 เม็ด และ 28 เม็ด แต่เม็ดที่มีฮอร์โมนอยู่จริงจะมีเพียง 21 เม็ดเท่านั้น ส่วน 7 เม็ดที่เพิ่มเข้ามาจะไม่มีตัวยา ทั้งนี้เพื่อให้บางคนง่ายต่อการจดจำ คือ สามารถรับประทานยาได้ทุกวัน วันละเม็ด เมื่อหมดแผงก็เริ่มแผงใหม่ ไม่ต้องรอ 7 วัน
  2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนไม่เท่ากันในแต่ละเม็ด ทำขึ้นเพื่อเลียนแบบปริมาณฮอร์โมนในร่างกายที่หลั่งออกมามาเท่ากันในแต่ละช่วง ทำให้ผนังมดลูกในแต่ละรอบเดือนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก มีทั้งแบบฮอร์โมน 2 ระดับ (Biphasic Pill) (ไม่นิยมใช้) และฮอร์โมน 3 ระดับ (Triphasic Pill)

การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด[แก้]

โดยทั่วไปการรับประทานยาในแผงแรก จะยังไม่สามารถคุมกำเนิดได้ในช่วง 15 วันแรก หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ ควรใช้วิธีการอื่นๆในการคุมกำเนิดควบคู่ไปด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น และควรรับประทานยาในช่วงเวลาเดียวกันทุกวัน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์

การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด[แก้]

เริ่มรับประทานยาเม็ดแรกที่หัวลูกศรของแผง(เป็นยาเม็ดที่มีฮอร์โมน)ในวันแรกของการมีประจำเดือน(นับว่าวันนั้นเป็นวันแรกของรอบเดือน) แล้วรับประทานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกวัน วันละเม็ดจนหมดแผง หากเป็นแผงที่มี 21 เม็ด ก็เว้น 7 วันแล้วค่อยเริ่มแผงใหม่ ถ้าเป็นแผงที่มี 28 เม็ด ก็ไม่ต้องเว้น สามารถกินยาแผงต่อไปได้เลย ทั้งนี้ การรับประทานยาคุมกำเนิดในแผงต่อๆไป เราไม่ต้องสนใจว่าวันแรกที่ได้รับยาเม็ดที่มีฮอร์โมนจะเป็นวันแรกที่มีประจำเดือนมาหรือไม่หรือประจำเดือนหมดหรือยัง เพียงแต่รับประทานยาตามวันที่กำหนดไว้แล้วก็พอ กล่าวคือ กล่าวคือ เมื่อได้ยาฮอร์โมน 21 วัน และเว้น 7 วัน แล้วก็สามารถทานยาแผงต่อไปได้เลย

การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนไม่เท่ากันในแต่ละเม็ด[แก้]

ยาเม็ดคุมกำเนิด 2 ระดับ (Oilezz)รับประทานยาเม็ดแรกในวันแรกของการมีประจำเดือน รับประทานยาวันละเม็ด ในหนึ่งแผง จะมียา 22 เม็ด เริ่มรับประทานจากเม็ดสีฟ้า ซึ่งมีทั้งหมด 7 เม็ด จากนั้นก็รับประทานในส่วนของเม็ดสีขาวอีก 15 เม็ด เว้นช่วงรับประทานยา 6 วันแล้วจึงเริ่มยาแผงใหม่ ยาเม็ดคุมกำเนิด 3 ระดับ มี 2 ตัว

  1. ไตรควิล่าร์ (Triquilar) รับประทานยาเม็ดแรกในวันแรกของการมีประจำเดือนให้ตรงวันใน ส่วนของแถบสีแดง แล้วรับประทานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกวัน วันละเม็ด จนหมดแผง แล้วเริ่มแผงใหม่เลย โดยเริ่มแผงในเม็ดเดิมที่เคยเริ่มแผงที่แล้ว
  2. ไตรไซเลสต์ (Tricilest) รับประทานยาวันแรกของการมีประจำเดือน โดยเริ่มจากเม็ดสีขาว รับประทานยาทุกวัน วันละเม็ด ตามลูกศรจนหมดแผง (เม็ดสีเขียวซึ่งเป็นยาเม็ดสุดท้ายจะไม่มีฮอร์โมน) เมื่อหมดแผงแล้วสามารถเริ่มแผงใหม่ได้เลยในวันต่อไป

การรับประทานยาคุมกำเนิดในช่วงต่างๆ[แก้]

ประจำเดือนปกติ เริ่มรับประทานยาในวันแรกของการมีประจำเดือนหรือภายใน 5 วันหลังจากมีประจำเดือนวันแรกหลังคลอดบุตร เริ่มรับประทานยาในสัปดาห์ที่ 4 หลังคลอด ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง ควรใช้ยาคุมกำเนิดแบบมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเดี่ยวๆ เพราะหากใช้ยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจนด้วยจะทำให้น้ำนมแห้ง หลังแท้งเริ่มรับประทานยาในวันรุ่งขึ้นหลังจากขูดมดลูกหรือภายใน 1 สัปดาห์หลังทำแท้ง หลังผ่าตัดใหญ่ หรือสภาวะที่ร่างกายลุกเดินไม่ได้ ควรเริ่มรับประทานยาหลังจากลุกเดินไม่ได้แล้ว 2 สัปดาห์ (เพื่อกันการอุดตันของเส้นเลือด)

อาการข้างเคียงช่วงแรกๆ[แก้]

ในการรับประทานยาแผงแรกๆ อาจมีการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะได้บ้าง หากทนได้ควรทนไปก่อนและรับประทานยาต่อไป ประมาณ 2 ถึง 3 เดือนก็จะดีขึ้น เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการปรับตัวระยะหนึ่งแต่หากมีอาการมาก ทนไม่ไหว ก็ควนไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อขอคำแนะนำในการเปลี่ยนยาคุมกำเนิดหรือหาวิธีแก้ไขอื่นๆต่อไป

ความแตกต่างของยาคุมกำเนิดแต่ละประเภท[แก้]

สามารถแบ่งได้ ดังนี้

  1. ความแตกต่างในปริมาณของเอสโตรเจน
  2. ความแตกต่างในชนิดของโปรเจสเตอโรน

ความแตกต่างในปริมาณของเอสโตรเจน[แก้]

ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีในยาคุมกำเนิด มีชื่อว่า เอทินิลเอสตราไดออล (Ethinylrstradiol) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันหมดทุกยี่ห้อ ต่างกันในปริมาณฮอร์โมนที่มี โดยจะมีปริมาณ 0.050, 0.035, 0.030, 0.020 กรัม (หรือ 50, 35, 30, 20 ไมโครกรัม) โดยปริมาณเอสโตรเจนที่ใช้เคยมีปริมาณสูงกว่านี้มาก แต่ต่อมามีการค้นพบว่าปริมาณที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็สามารถยับยังการตกไข่ของผู้หญิงได้ ปริมาณเอสโตรเจนที่น้อยลงจะทำให้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะลดลงได้ คนที่ทานยาคุมกำเนิดแล้วรู้สึกว่ามีอาการเหล่านี้มาก สามารถเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดที่มีเอสฌตรเจนต่ำที่สุด คือ 0.020 กรัม อย่างไรก็ตามในบางคนปริมาณเอสโตรเจนที่น้อยเกินไปอาจทำให้มีเลือดคล้ายประจำเดือน ในช่วงแรกของการมีรอบเดือนหรือประจำเดือนขาดหายไปก็ได้ ถ้าเกิดอาการนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเปลี่ยนยาคุมกำเนิดให้มีปริมาณเอสโตรเจนที่สูงขึ้นได้เช่นกัน สำหรับคนที่มีรูปร่างผอมและต้องการให้ตัวเองดูมีเนื้อมีหนังมากขึ้น ควรเลือกทานยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนสูงขึ้น คือ 0.035 กรัม แต่คนที่ไม่ต้องการให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ควรเลือกใช้ฮอร์โมนในปริมาณที่น้อยลงมาตามลำดับ เพราะเอสโตรเจนทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือ รวมทั้งมีไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มพูนขึ้น เอสโตรเจนส่งผลดีต่อคนที่มีปัญหาสิว เพราะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลง การใช้ฮอร์โมนนี้ในปริมาณที่สูงขึ้นอาจลดการเกิดสิวได้

ผู้ที่มีอาการต่อไปนี้ควรเลือกการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น นิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะผู้หญิงอ้วน โรคลมชัก ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มมีสีเข้มขึ้น หรือเป็นฝ้า มีปัญหาทางตับ

อาการผิดปกติจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด[แก้]

  1. คลื่นไส้ อาเจียน
  2. อาการผิดปกติของเต้านม โดยอาจมีการขยายใหญ่ แข็งขึ้น เจ็บ
  3. ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูงขึ้น
  4. ปวดขาและเป็นตะคริวที่ขา
  5. เส้นเลือดดำขอด (ฯลฯ)

หากมีอาการเหล่านี้ควรลดปริมาณเอสโตรเจนลง หากยังไม่หายอาจทานเป็นยาคุมกำเนิดที่มีโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นแทน สำหรับผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรและต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง ควรใช้ยาคุมกำเนิดที่มีโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว เพราะหากใช้ยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจนจะมีผลทำให้น้ำนมแห้ง ทั้งนี้สามารถรับประทานยาคุมกำเนิดได้ในสัปดาห์ที่ 4 หลังคลอด

ความแตกต่างในชนิดของโปรเจสเตอโรน[แก้]

ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีหลายรุ่นด้วยกัน พบว่าในรุ่นหลังๆ มีความปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า เพราะไม่ส่งผลเสียในเรื่องความผิดปกติของไขมันในเส้นเลือด โปรเจสเตอโรนในรุ่นแรกๆ สามารถออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชายได้ทำให้เกิดสิว หน้ามัน ขนดก เป็นผื่นคันตามผิวหนัง ศีรษะล้านแบบผู้ชาย อารมณ์ทางเพศมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาฮอร์โมนรุ่นหลังๆ จึงพยายามลดฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชายลง เพื่อลดผลข้างเคียงดังกล่าว

ข้อห้ามการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวม[แก้]

  1. เป็นโรคของระบบเส้นเลือดและภาวะอุดตันของเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง (ยกเว้นเส้นเลือดดำขอด)
  2. เคยเป็นโรคหัวใจวาย
  3. เป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ
  4. ความดันโลหิตสูงที่ยังไม่ได้รับการรักษา (ยกเว้นคนที่เป็นความดันโลหิตสูงจากครรภ์เป็นพิษ)
  5. เบาหวานที่มีโรคของระบบเส้นเลือดร่วมด้วย
  6. เนื้องอกของต่อมใต้สมอง
  7. เนื้องอกที่ขึ้นกับฮอร์โมนเพศหญิง เช่น ที่เต้านม เป็นต้น
  8. มะเร็งเต้านมและอวัยวะสืบพันธุ์
  9. มีเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  10. ตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์
  11. เป็นโรคที่เกี่ยวกับตับ (ยกเว้นโรคตับที่รักษาจนหน้าที่ของตับกลับสู่ปกติแล้ว)
  12. นิ่วในถุงน้ำดี
  13. อายุเกิน 35 ปีและสูบบุหรี่
  14. ภาวะลำไส้ดูดซึมอาหารไม่ดี
  15. กำลังรับประทานยาบางชนิดที่อาจมีผลรบกวนการออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิด

โรคหรือภาวะที่ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวม[แก้]

  1. สูบบุหรี่มาก
  2. โรคเบาหวาน
  3. มีไขมันในเลือดสูง
  4. เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน
  5. มีรอบเดือนผิดปกติและการไม่มีประจำเดือนที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน
  6. มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง
  7. โรคลมชัก
  8. โรคไตที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
  9. โรคหรือสภาวะบางอย่างที่ทำให้ต้องอยู่ในสภาวะนิ่งหรือลุกเดินไม่ได้เป็นเวลานาน
  10. มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม

เมื่อลืมทานยาคุมกำเนิด[แก้]

การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดให้ต่อเนื่องกันทุกวันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฮอร์โมนในยาจะไปยับยั้งการตกไข่ ดังนั้น หากลืมกินยาบ่อยๆ ก็อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 7 เม็ดแรกของแผงจะมีความสำคัญมาก ไม่ควรลืมในช่วงนี้

หากลืม 1 เม็ด[แก้]

ให้รับประทานยาเม็ดนั้นทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้านึกได้ในวันรุ่งขึ้นก็ให้รับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เม็ด ในเวลาเดิมที่เคยรับประทาน หากรับประทานยาเลย 12 ชั่วโมงจากการรับประทานปกติ ควรใช้ถุงยางอนามัยหรือวิธีอื่นๆ ร่วมด้วย อย่างน้อย 7 วัน

หากลืม 2 เม็ดติดต่อกัน[แก้]

ให้รับประทานยาเพิ่ม เป็นวันละ 2 เม็ด ใน 2 วันถัดไป เช่น ถ้าลืมรับประทานยาในวันจันทร์กับอังคาร ในวันพุธก็รับประทาน 2 เม็ด และวันพฤหัสบดีก็รับประทาน 2 เม็ด จากนั้นก็รับประทานยาวันละเม็ดไปเรื่อยๆจนหมดแผง ควรใช้ถุงยางอนามัยหรือยาคุมกำเนิดวิธีอื่นๆร่วมด้วย อย่างน้อยช่วง 7 วันหลังลืมรับประทานเพื่อป้องกันการตังครรภ์

หากลืมมมากว่า 2 เม็ดติดต่อกัน[แก้]

ให้หยุดยาคุมกำเนิดแผงที่รับประทานอยู่ หากมีเพศสัมพันธ์ช่วงนี้ต้องใช้ถุงยางอนามัย รอจนกว่าเลือดประจำเดือนจะมา แล้วรับประทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ในวันแรกที่ประจำเดือนมา กรณีนี้ ช่วง 15 วันแรกของยาแผงใหม่ นับว่าไม่ปลอดภัย ต้องใช้ถุงยางอนามัยหรือวิธีอื่นๆร่วมด้วย ลืมยาเม็ดที่ไม่มีฮอร์โมน (ยา 7 เม็ดสุดท้ายของยาคุมแบบ 28 เม็ด) ให้ทิ้งยาเม็ดที่ลืมนั้นไป แล้วก็รับประทานยาเม็ดในส่วนที่เหลือวันละ 1 เม็ดต่อไปจนหมดแผง แล้วเริ่มรับประทานยาแผงต่อไปได้ตามปกติไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆร่วมด้วย หากทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วไม่มีประจำเดือนมา ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน หากไม่มีการตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนชนิดเดียว (Micro dose)[แก้]

ยาคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ตัวเดียวในปริมาณน้อยๆ เท่ากันทุกเม็ด และมีฮอร์โมนทั้งหมด 28 เม็ด รับประทานวันละเม็ดติดต่อกันไม่หยุด ข้อดีของยาคุมกำเนิดประเภทนี้คือ จะไม่มีผลข้างเคียงต่างๆ ที่เกิดจากเอสโตรเจนและไม่ส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรต ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยาคุมประเภทนี้จะด้อยกว่ายาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด ป้องกันได้ต่ำมาก เพราะร่างกายของหญิงยังมีการตกไข่ได้อยู่ แต่ฤทธิ์การคุมกำเนิดเกิดจากยาที่ไปเปลี่ยนแปลงสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกทำให้ไม่เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้มูกปากมดลูกเหนียวข้นขึ้น อสุจิจึงผ่านไปได้น้อย การรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดนี้ เพื่อให้ผลดีที่สุดนอกจากจะทานในเวลาเดียวกันทุกวันแล้ว ยังควรกะเวลาให้เป็นช่วงก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 4 ชั่วโมง เพราะยาจะออกฤทธิ์ดีที่สุดในช่วงนี้ โดยมากจึงมักแนะนำให้ทานในช่วงหลังอาหารเย็นของทุกวัน

ข้อจำกัดของการใช้ยา[แก้]

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของยาคุมชนิดนี้คือ อาจทำให้เกิดการแปรปรวนของประจำเดือน เช่น รอบประจำเดือนอาจจะมาช้าหรือเร็วกว่าปกติ มีเลือดออกผิดปกติในระหว่างรอบเดือนอาจมีประจำเดือนขาดหายไป หากมีประจำเดือนขาดหายไประหว่างใช้ยาควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อนเสมอ เพราะอาจเกิดจากการรับประทานยาคุมกำเนิดหรือเกิดจากการตั้งครรภ์ก็ได้

ยาคุมชนิดนี้เหมาะสำหรับ[แก้]

  1. คนที่ทนฤทธิ์เอสโตรเจนไม่ได้ เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะมาก หรือคนที่มีข้อห้ามใช้เอสโตรเจน เช่น มีประวัติการเป็นโรคเส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น
  2. สตรีที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเอง เพราะไม่ทำให้น้ำนมแห้ง
  3. คนที่อายุมากกว่า 35 ปี และสูบบุหรี่ เพราะถ้าใช้ยาคุมกำเนิดแบบที่มีเอสโตรเจนจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอกเลือดหัวใจมากกว่า
  4. เป็นเบาหวานและต้องการคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
  5. ระหว่างใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคบางอย่าง เพราะประสิทธิภาพของยาประเภทนี้ไม่ถูกรบกวนด้วยยาปฏิชีวนะ

ข้อห้ามใช้[แก้]

ไม่มีข้อห้ามใช้ยาอย่างเด็ดขาด เพราะส่งผลต่อระบบในร่างกายน้อย

สภาวะที่ไม่ควรใช้ยา[แก้]

  1. มีประวัติการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  2. เลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
  3. มีประวัติเป็นดีซ่านขณะตั้งครรภ์
  4. ใช้ยาบางอย่าง หรืออยู่ในระหว่างการรักษาโรคบางชนิด

หากลืมรับประทานยา[แก้]

หากลืม 1 เม็ด[แก้]

ให้รับประทานยาเม็ดนั้นทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้านึกได้ในวันรุ่งขึ้นก็ให้รับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เม็ด ในเวลาเดิมที่เคยรับประทาน หากรับประทานยาเลย 12 ชั่วโมงจากการรับประทานปกติ ควรใช้ถุงยางอนามัยหรือวิธีอื่นๆร่วมด้วย อย่างน้อย 7 วัน

หากลืม 2 เม็ดติดต่อกัน[แก้]

ให้รับประทานยาเพิ่ม เป็นวันละ 2 เม็ด ใน 2 วันถัดไป เช่น ถ้าลืมรับประทานยาในวันจันทร์กับอังคาร ในวันพุธก็รับประทาน 2 เม็ด และวันพฤหัสบดีก็รับประทาน 2 เม็ด จากนั้นก็รับประทานยาวันละเม็ดไปเรื่อยๆจนหมดแผง ควรใช้ถุงยางอนามัยหรือยาคุมกำเนิดวิธีอื่นๆร่วมด้วย อย่างน้อยช่วง 7 วันหลังลืมรับประทานเพื่อป้องกันการตังครรภ์

หากลืมมากว่า 2 เม็ดติดต่อกัน[แก้]

ให้หยุดยาคุมกำเนิดแผงที่รับประทานอยู่ หากมีเพศสัมพันธ์ช่วงนี้ต้องใช้ถุงยางอนามัย รอจนกว่าเลือดประจำเดือนจะมา แล้วรับประทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ในวันแรกที่ประจำเดือนมา กรณีนี้ ช่วง 15 วันแรกของยาแผงใหม่ นับว่าไม่ปลอดภัย ต้องใช้ถุงยางอนามัยหรือวิธีอื่นๆร่วมด้วย

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน[แก้]

เป็นการรับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว วิธีนี้มีความเสี่ยงสูง ไม่แนะนำให้ใช้ประจำ ควรใช้เมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น

ข้อบ่งใช้[แก้]

  1. มีเพศสัมพันธ์อย่างกะทันหันโดยไม่ได้ใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นอยู่ก่อน
  2. ถูกข่มขืน
  3. ถุงยางอนามัยขาดขณะมีเพศสัมพันธ์
  4. ลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดบ่อยครั้ง

การออกฤทธิ์[แก้]

ตัวยาออกฤทธิ์โดยไปรบกวนการปฏิสนธิทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน รบกวนการเดินทางของไข่และอสุจิ

การใช้ยา[แก้]

ต้องให้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังจากมีเพศสัมพันธ์ อย่างช้าที่สุดไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง การทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ต้องทานเม็ดแรกภายใน 24 ถึง 72 ชั่วโมง (ยิ่งเร็วยิ่งดี) แล้วเว้นระยะ 12 ชั่วโมงจึงทานอีกหนึ่งเม็ด

อาการข้างเคียง[แก้]

การทานฮอร์โมนในปริมาณที่สูงมากขนาดนี้จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก และบ่อยครั้งจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน คืออาจมาเร็วหรือช้าลงได้ แม้จะรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดนี้ไปแล้ว ก็อาจยังมีการตั้งครรภ์ขึ้นได้ ซึ่งฮอร์โมนที่รับประทานนี้อาจส่งผลทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้ เช่น ทำให้เกิดความผิดปกติของหัวใจ หลอดลม กระดูกสันหลัง หลอดอาหาร ไต แขนขวา ทวารหนัก หรือหากเป็นทารกเพศหญิง จะทำให้เกิดความผิดปกติบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ด้วย

ข้อห้ามใช้[แก้]

ห้ามใช้กับคนที่เป็นโรคตับหรือนิ่วในถุงน้ำดี ไม่ควรใช้ในมารดาให้นมบุตร ผู้หญิงตั้งครรภ์

ข้อดีและประโยชน์อื่นๆ[แก้]

ของการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด

  1. ใช้ลดอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ
  2. รักษากลุ่มอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน
  3. ใช้ในคนที่มีประจำเดือนมาผิดปกติหรือมีประจำเดือนออกมากเกินไป
  4. ใช้ในภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติ
  5. ใช้ในคนที่มีภาวะเต้านมคัด หลังคลอดบุตร
  6. รักษาสิวควบคู่กับการคุมกำเนิด
  7. เลื่อนประจำเดือน
  8. รักษาอาการขนขึ้นมากตามร่างกายที่ไม่ทราบสาเหตุเป็นบางราย
  9. บรรเทาภาวะถุงน้ำของรังไข่ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก
  10. รักษาอาการผู้หญิงในช่วงวัยก่อนหมดประจำเดือนไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน เพื่อควบคุมประจำเดือนที่มาผิดปกติ และยังป้องกันภาวะกระดูกพรุน โดยคุมกำเนิดไปด้วยในตัว (ควรใช้ประเภทที่มีฮอร์โมนต่ำ) โดยต้องไม่สูบบุหรี่และไม่มีปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

ยาฉีดคุมกำเนิด[แก้]

เป็นการนำฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนอย่างเดียวมาใช้เป็นยาฉีดคุมกำเนิดทุกๆ 3 เดือนเพื่อความสะดวกในการใช้ เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูง อาการข้างเคียงน้อย ออกฤทธิ์ได้นาน ทั้งนี้จำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้กระทำให้

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์[แก้]

ยาฉีดคุมกำเนิดออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ได้คล้ายกับฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิด คือ

  1. ระงับการสุกของไข่
  2. เปลี่ยนแปลงเยื่อบุมดลูก ทำให้ไม่เหมาะที่ไข่จะฝังตัว
  3. ทำให้มูกปากมดลูกมีน้อยและเหนียวกว่าปกติจนตัวอสุจิไม่สามารถผ่านไปได้

อาการข้างเคียง[แก้]

  1. ระยะแรกที่ใช้ยานี้ผู้ใช้มักมีเลือดออกกระปริดกระปรอย และหลังจากใช้ยานี้ได้ประมาณ 1 ปี ประจำเดือนมักจะขาดหายไป อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้
  2. อาการข้างเคียงอื่นๆ พบได้น้อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ
  3. อาจมีฝ้าขึ้นที่หน้า
  4. มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  5. ยานี้ไม่มีผลต่อการหลั่งน้ำนมของมารดาที่กำลังให้นมบุตร

ข้อห้ามในการใช้ยาฉีดคุมกำเนิด[แก้]

เนื่องจากยานี้เป็นยาพวกโปรเจสโตรเจนจึงมีข้อห้ามคล้ายกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ทั้งนี้ยานี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรเพียงพอแล้วหรือต้องการจะคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานๆ แต่ไม่เหมาะกับผู้หญิงที่ยังมีลูกน้อยและต้องการคุมกำเนิดเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเมื่อเลิกใช้ยานี้แล้วอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะตั้งครรภ์ได้อีก

ยาฝังคุมกำเนิด[แก้]

เป็นวิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนที่มีประสิทธิภาพสูงมีฤทธิ์คุมกำเนิดได้นานถึง 5 ปี ลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ 6 หลอด ใช้ฝังใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนท่อนบน ซึ่งภาวะการเจริญพันธุ์หลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิดเป็นไปตามปกติ เนื่องจากขณะใช้ยามีฮอร์โมนกระจายออกไปในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสม ระหว่างที่ฝังยานั้นไม่จำเป็นต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษต่อหลอดฮอร์โมนที่ฝังไว้ ทั้งนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้กระทำให้ ซึ่งแพทย์จะตรวจร่างกายให้ก่อนเสมอ เมื่อต้องการมีบุตรหรือครบกำหนดอายุการใช้งานแล้วแพทย์ก็จะถอดยาฝังออกให้

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์[แก้]

  1. ระงับการตกไข่
  2. ทำให้มูกปากมดลูกขุ่นข้น ตัวอสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก
  3. ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบาง ไม่เหมาะที่ไข่ที่ถูกผสมแล้วมาฝังตัว

ผู้ที่เหมาะกับการใช้ยาฝังคุมกำเนิด[แก้]

  1. ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดระยะยาว
  2. ผู้ที่กลัวการผ่าตัดทำหมัน หรือยังไม่พร้อมที่จะทำหมัน
  3. ผู้ที่ไม่เหมาะกับการคุมกำเนิดแบบใส่ห่วง ใช้ยาเม็ดหรือยาฉีดคุมกำเนิด
  4. ผู้ที่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน

อาการข้างเคียง[แก้]

อาการข้างเคียงจากเอสโตรเจน เช่น คลื่นไส้ น้ำหนักตัวเพิ่มหรือหน้าเป็นฝ้านั้นพบน้อยมาก ที่พบมากได้แก่ การมีประจำเดือนผิดปกติคล้ายกับการฉีดยาคุมฉุกเฉิน

ข้อห้ามในการใช้ยาฝังคุมกำเนิด[แก้]

ข้อห้ามใช้เหมือนกับยาฉีดคุมกำเนิดและยาเม็ดคุมกำเนิด เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรเพียงพอแล้วหรือต้องการจะคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานๆ แต่ไม่เหมาะกับผู้หญิงที่ยังมีลูกน้อยและต้องการคุมกำเนิดเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเมื่อเลิกใช้ยานี้แล้วอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะตั้งครรภ์ได้อีก

ยาคุมกำเนิดรูปแบบอื่น[แก้]

ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะ เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้มากขึ้น เหมาะกับผู้ที่ขี้ลืม หรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ แผ่นแปะคุมกำเนิดภายในบรรจุตัวยาฮอร์โมนไว้คล้ายกับในยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไปแต่เมื่อแปะแผ่นยาไว้ตัวยาจะค่อยๆ ปล่อยตัวฮอร์โมนออกมาผ่านผิวหนัง แล้วเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อไปออกฤทธิ์คุมกำเนิด

การปลดปล่อยตัวยาในรูปแบบนี้จะทำให้มีระดับยาในเลือดที่สม่ำเสมอกว่าการรับประทานยา นอกจากนี้ยังสามารถลดอาการข้างเคียงในเรื่องคลื่นไส้อาเจียนลงได้ ยาในรูปแบบนี้บรรจุฮอร์โมนทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนไว้ ข้อห้ามใช้และผลข้างเคียงอื่นๆ จึงยังคงมีเหมือนในยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด

วิธีใช้[แก้]

แผ่นแรกให้แปะในวันแรกของการมีประจำเดือนมา อาจแปะบริเวณหน้าท้อง ต้นแขนด้านนอก ก้น สะโพก หรือแผ่นหลังช่วงบน (ไม่แปะบริเวณหน้าอก) แผ่นแปะ 1 แผ่นมีฤทธิ์ได้ 1 สัปดาห์ เมื่อถึงวันที่ 8 และ 15 ของรอบเดือนก็ต้องดึงแผ่นเก่าออก แล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ (แปะสัปดาห์ละแผ่น) พอครบ 3 สัปดาห์ (3 แผ่น) ก็ให้เว้นช่วง ไม่ต้องแปะแผ่นคุมกำเนิดเป็นเวลา 7 วัน ในระหว่างนี้ประจำเดือนจะมา และเมื่อครบ 7 วันแล้ว ก็แปะแผ่นต่อไปได้เลย ไม่ว่าประจำเดือนจะหมดหรือไม่ก็ตามและเช่นเดียวกันกับการรับประทานยาคุมกำเนิด

หากไม่เคยคุมกำเนิดมาก่อน ในช่วงเวลา 15 วันแรกของการใช้ยา ยาจะยังไม่ออกฤทธิ์ในการคุมกำเนิด แต่จากนั้นจะคุมกำเนิดได้ตลอด การแปะแผ่นคุมกำเนิดอาจเปลี่ยนบริเวณที่แปะได้ เพื่อลดการระคายเคืองของผิวหนัง (อาจจะแปะในที่ใกล้เคียงกันก็ได้แต่ไม่ควรซ้ำรอยเดิม) ก่อนแปะไม่ควรทาโลชั่นหรือแป้ง เพราะอาจไปรบกวนการดูดซึมของตัวยาผ่านผิวหนัง และไม่ควรใช้ยาในรูปแบบนี้หากมีการระคายเคืองหรือแพ้มากๆ

นอกจากนี้ ควรระมัดระวังเวลาอาบน้ำ ไม่ควรไปถูแรงๆ เพราะอาจทำให้แผ่นยาหลุด หากแผ่นยาหลุดสามารถอ่านวิธีแก้ไขเพิ่มเติมได้ที่กล่องของยาประเภทนี้ และควรศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้เข้าใจก่อนใช้

ข้อควรระวัง[แก้]

หลังจากเปลี่ยนแผ่นคุมกำเนิดเป็นแผ่นใหม่แล้ว ควรทิ้งยาแผ่นเก่าให้เรียนร้อย อย่าให้เด็กหรือบุคคลอื่นนำยาแผ่นเก่าไปแปะเล่น เพราะยังมีตัวยาฮอร์โมนตกค้างอยู่ที่แผ่น อาจทำให้เกิดอันตรายได้

วิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีอัตราเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์สูง[แก้]

การใช้สารฆ่าเชื้ออสุจิ (Spermicides)[แก้]

มีกลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์ คือ ฆ่าเชื้ออสุจิหรือทำให้อสุจิอ่อนแรงไม่สามารถมีอยู่ 4 รูปแบบ คือ

  1. เจลลี่หรือครีม บรรจุอยู่ในหลอดคล้ายยาสีฟันและต้องใช้ร่วมกับหลอดบรรจุ
  2. ฟองครีม บรรจุอยู่ในภาชนะรูปกระป๋องหรือขวดพร้อมด้วยก๊าซ
  3. ยาเม็ดฟูฟอง ลักษณะเป็นเม็ดกลมตรงกลางมีช่องว่างคล้ายลูกกวาด เมื่อสัมผัสความชื้น จะละลายตัวเป็นฟองเหนียวขึ้น
  4. ยาเหน็บช่องคลอด บรรจุอยู่ในแถบกระดาษตะกั่วหรืออะลูมิเนียม เมื่อถูกความร้อนของ ร่างกายจะละลายได้ง่าย

ประสิทธิภาพ[แก้]

ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและการความถูกต้องในการใช้ยา

ข้อเสียของการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ[แก้]

อาจทำให้เกิดอาการแสบคันในคนที่แพ้ยา และตัวยามักไหลออกมาเปรอะเปื้อนภายนอกได้ง่าย

การนับช่วงระยะปลอดภัยของผู้หญิง[แก้]

การนับระยะปลอดภัยจากการตั้งครรภ์ของผู้หญิงหรือที่เรียกว่าระยะ “หน้าเจ็ด หลังเจ็ด” โดยนับวันที่มีประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของการเริ่มต้น ช่วงปลอดภัยคือ ก่อนประจำเดือนมาวันแรก 7 วันและตั้งแต่ประจำเดือนมาวันแรกอีก 7 วัน

การใช้วิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตรงจากปกติและมีโอกาสเสี่ยงเกิดความผิดพลาดได้สูง

การหลั่งน้ำอสุจินอกช่องคลอด (การหลั่งนอก)[แก้]

วิธีนี้มีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้สูง เพราะมีโอกาสที่น้ำอสุจิจะหลุดเข้าไปในช่องคลอดได้ จึงควรใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย รับประทานยาคุมกำเนิด

ยาฉีดคุมกำเนิด[แก้]

เป็นการนำฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนอย่างเดียวมาใช้เป็นยาฉีดคุมกำเนิดทุกๆ 3 เดือนเพื่อความสะดวกในการใช้ เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูง อาการข้างเคียงน้อย ออกฤทธิ์ได้นาน ทั้งนี้จำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้กระทำให้

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์[แก้]

ยาฉีดคุมกำเนิดออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ได้คล้ายกับฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิด คือ

  1. ระงับการสุกของไข่
  2. เปลี่ยนแปลงเยื่อบุมดลูก ทำให้ไม่เหมาะที่ไข่จะฝังตัว
  3. ทำให้มูกปากมดลูกมีน้อยและเหนียวกว่าปกติจนตัวอสุจิไม่สามารถผ่านไปได้

อาการข้างเคียง[แก้]

  1. ระยะแรกที่ใช้ยานี้ผู้ใช้มักมีเลือดออกกระปริดกระปรอย และหลังจากใช้ยานี้ได้ประมาณ 1 ปี ประจำเดือนมักจะขาดหายไป อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้
  2. อาการข้างเคียงอื่นๆ พบได้น้อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ
  3. อาจมีฝ้าขึ้นที่หน้า
  4. มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  5. ยานี้ไม่มีผลต่อการหลั่งน้ำนมของมารดาที่กำลังให้นมบุตร

ข้อห้ามในการใช้ยาฉีดคุมกำเนิด[แก้]

เนื่องจากยานี้เป็นยาพวกโปรเจสโตรเจนจึงมีข้อห้ามคล้ายกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ทั้งนี้ยานี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรเพียงพอแล้วหรือต้องการจะคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานๆ แต่ไม่เหมาะกับผู้หญิงที่ยังมีลูกน้อยและต้องการคุมกำเนิดเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเมื่อเลิกใช้ยานี้แล้วอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะตั้งครรภ์ได้อีก

ยาฝังคุมกำเนิด[แก้]

เป็นวิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนที่มีประสิทธิภาพสูงมีฤทธิ์คุมกำเนิดได้นานถึง 5 ปี ลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ 6 หลอด ใช้ฝังใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนท่อนบน ซึ่งภาวะการเจริญพันธุ์หลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิดเป็นไปตามปกติ เนื่องจากขณะใช้ยามีฮอร์โมนกระจายออกไปในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสม ระหว่างที่ฝังยานั้นไม่จำเป็นต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษต่อหลอดฮอร์โมนที่ฝังไว้ ทั้งนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้กระทำให้ ซึ่งแพทย์จะตรวจร่างกายให้ก่อนเสมอ เมื่อต้องการมีบุตรหรือครบกำหนดอายุการใช้งานแล้วแพทย์ก็จะถอดยาฝังออกให้

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์[แก้]

  1. ระงับการตกไข่
  2. ทำให้มูกปากมดลูกขุ่นข้น ตัวอสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก
  3. ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบาง ไม่เหมาะที่ไข่ที่ถูกผสมแล้วมาฝังตัว

ผู้ที่เหมาะกับการใช้ยาฝังคุมกำเนิด[แก้]

  1. ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดระยะยาว
  2. ผู้ที่กลัวการผ่าตัดทำหมัน หรือยังไม่พร้อมที่จะทำหมัน
  3. ผู้ที่ไม่เหมาะกับการคุมกำเนิดแบบใส่ห่วง ใช้ยาเม็ดหรือยาฉีดคุมกำเนิด
  4. ผู้ที่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน

อาการข้างเคียง[แก้]

อาการข้างเคียงจากเอสโตรเจน เช่น คลื่นไส้ น้ำหนักตัวเพิ่มหรือหน้าเป็นฝ้านั้นพบน้อยมาก ที่พบมากได้แก่ การมีประจำเดือนผิดปกติคล้ายกับการฉีดยาคุมฉุกเฉิน

ข้อห้ามในการใช้ยาฝังคุมกำเนิด[แก้]

ข้อห้ามใช้เหมือนกับยาฉีดคุมกำเนิดและยาเม็ดคุมกำเนิด เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรเพียงพอแล้วหรือต้องการจะคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานๆ แต่ไม่เหมาะกับผู้หญิงที่ยังมีลูกน้อยและต้องการคุมกำเนิดเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเมื่อเลิกใช้ยานี้แล้วอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะตั้งครรภ์ได้อีก

ยาคุมกำเนิดรูปแบบอื่น[แก้]

ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะ เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้มากขึ้น เหมาะกับผู้ที่ขี้ลืม หรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ แผ่นแปะคุมกำเนิดภายในบรรจุตัวยาฮอร์โมนไว้คล้ายกับในยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไปแต่เมื่อแปะแผ่นยาไว้ตัวยาจะค่อยๆ ปล่อยตัวฮอร์โมนออกมาผ่านผิวหนัง แล้วเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อไปออกฤทธิ์คุมกำเนิด

การปลดปล่อยตัวยาในรูปแบบนี้จะทำให้มีระดับยาในเลือดที่สม่ำเสมอกว่าการรับประทานยา นอกจากนี้ยังสามารถลดอาการข้างเคียงในเรื่องคลื่นไส้อาเจียนลงได้ ยาในรูปแบบนี้บรรจุฮอร์โมนทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนไว้ ข้อห้ามใช้และผลข้างเคียงอื่นๆ จึงยังคงมีเหมือนในยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด

วิธีใช้[แก้]

แผ่นแรกให้แปะในวันแรกของการมีประจำเดือนมา อาจแปะบริเวณหน้าท้อง ต้นแขนด้านนอก ก้น สะโพก หรือแผ่นหลังช่วงบน (ไม่แปะบริเวณหน้าอก) แผ่นแปะ 1 แผ่นมีฤทธิ์ได้ 1 สัปดาห์ เมื่อถึงวันที่ 8 และ 15 ของรอบเดือนก็ต้องดึงแผ่นเก่าออก แล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ (แปะสัปดาห์ละแผ่น) พอครบ 3 สัปดาห์ (3 แผ่น) ก็ให้เว้นช่วง ไม่ต้องแปะแผ่นคุมกำเนิดเป็นเวลา 7 วัน ในระหว่างนี้ประจำเดือนจะมา และเมื่อครบ 7 วันแล้ว ก็แปะแผ่นต่อไปได้เลย ไม่ว่าประจำเดือนจะหมดหรือไม่ก็ตามและเช่นเดียวกันกับการรับประทานยาคุมกำเนิด หากไม่เคยคุมกำเนิดมาก่อน ในช่วงเวลา 15 วันแรกของการใช้ยา ยาจะยังไม่ออกฤทธิ์ในการคุมกำเนิด แต่จากนั้นจะคุมกำเนิดได้ตลอด การแปะแผ่นคุมกำเนิดอาจเปลี่ยนบริเวณที่แปะได้ เพื่อลดการระคายเคืองของผิวหนัง (อาจจะแปะในที่ใกล้เคียงกันก็ได้แต่ไม่ควรซ้ำรอยเดิม) ก่อนแปะไม่ควรทาโลชั่นหรือแป้ง เพราะอาจไปรบกวนการดูดซึมของตัวยาผ่านผิวหนัง และไม่ควรใช้ยาในรูปแบบนี้หากมีการระคายเคืองหรือแพ้มากๆ

นอกจากนี้ ควรระมัดระวังเวลาอาบน้ำ ไม่ควรไปถูแรงๆ เพราะอาจทำให้แผ่นยาหลุด หากแผ่นยาหลุดสามารถอ่านวิธีแก้ไขเพิ่มเติมได้ที่กล่องของยาประเภทนี้ และควรศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้เข้าใจก่อนใช้

ข้อควรระวัง[แก้]

หลังจากเปลี่ยนแผ่นคุมกำเนิดเป็นแผ่นใหม่แล้ว ควรทิ้งยาแผ่นเก่าให้เรียนร้อย อย่าให้เด็กหรือบุคคลอื่นนำยาแผ่นเก่าไปแปะเล่น เพราะยังมีตัวยาฮอร์โมนตกค้างอยู่ที่แผ่น อาจทำให้เกิดอันตรายได้

วิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีอัตราเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์สูง[แก้]

การใช้สารฆ่าเชื้ออสุจิ (Spermicides)[แก้]

มีกลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์ คือ ฆ่าเชื้ออสุจิหรือทำให้อสุจิอ่อนแรงไม่สามารถมีอยู่ 4 รูปแบบ คือ

  1. เจลลี่หรือครีม บรรจุอยู่ในหลอดคล้ายยาสีฟันและต้องใช้ร่วมกับหลอดบรรจุ
  2. ฟองครีม บรรจุอยู่ในภาชนะรูปกระป๋องหรือขวดพร้อมด้วยก๊าซ
  3. ยาเม็ดฟูฟอง ลักษณะเป็นเม็ดกลมตรงกลางมีช่องว่างคล้ายลูกกวาด เมื่อสัมผัสความชื้น จะละลายตัวเป็นฟองเหนียวขึ้น
  4. ยาเหน็บช่องคลอด บรรจุอยู่ในแถบกระดาษตะกั่วหรืออะลูมิเนียม เมื่อถูกความร้อนของ ร่างกายจะละลายได้ง่าย

ประสิทธิภาพ[แก้]

ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและการความถูกต้องในการใช้ยา

ข้อเสียของการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ[แก้]

อาจทำให้เกิดอาการแสบคันในคนที่แพ้ยา และตัวยามักไหลออกมาเปรอะเปื้อนภายนอกได้ง่าย

การนับช่วงระยะปลอดภัยของผู้หญิง[แก้]

การนับระยะปลอดภัยจากการตั้งครรภ์ของผู้หญิงหรือที่เรียกว่าระยะ “หน้าเจ็ด หลังเจ็ด” โดยนับวันที่มีประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของการเริ่มต้น ช่วงปลอดภัยคือ ก่อนประจำเดือนมาวันแรก 7 วันและตั้งแต่ประจำเดือนมาวันแรกอีก 7 วัน การใช้วิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตรงจากปกติและมีโอกาสเสี่ยงเกิดความผิดพลาดได้สูง

การหลั่งน้ำอสุจินอกช่องคลอด (การหลั่งนอก)[แก้]

วิธีนี้มีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้สูง เพราะมีโอกาสที่น้ำอสุจิจะหลุดเข้าไปในช่องคลอดได้ จึงควรใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย รับประทานยาคุมกำเนิด