ระบบไหลเวียน
| ระบบไหลเวียน | |
|---|---|
ระบบไหลเวียนของมนุษย์ (แบบจำลองอย่างง่าย) สีแดงแสดงถึงเลือดที่มีออกซิเจนสูงที่ลำเลียงภายในหลอดเลือดแดง สีน้ำเงินแสดงถึงเลือดที่มีออกซิเจนต่ำที่ลำเลียงภายในหลอดเลือดดำ และมีหลอดเลือดฝอยเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ | |
| รายละเอียด | |
| ตัวระบุ | |
| ภาษาละติน | systema cardiovasculare |
| MeSH | D002319 |
| FMA | 7161 |
| อภิธานศัพท์กายวิภาคศาสตร์ | |
ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ระบบไหลเวียน (อังกฤษ: circulatory system) เป็นระบบอวัยวะที่ประกอบด้วยหัวใจ, หลอดเลือด และเลือด ซึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ระบบนี้รวมไปถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular system) หรือระบบหลอดเลือด (vascular system) ซึ่งประกอบด้วยหัวใจและหลอดเลือด (มาจากภาษากรีก kardia แปลว่า หัวใจ และภาษาละติน vascula แปลว่า หลอดเลือด) ระบบไหลเวียนสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ ระบบไหลเวียนทั่วกายหรือวงจรใหญ่ (systemic circulation) และระบบไหลเวียนผ่านปอดหรือวงจรเล็ก (pulmonary circulation) แหล่งข้อมูลบางแห่งอาจใช้คำว่า ระบบหัวใจและหลอดเลือด, ระบบหลอดเลือด หรือระบบไหลเวียนโลหิต
เครือข่ายของหลอดเลือดประกอบด้วยหลอดเลือดใหญ่ของหัวใจ ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่มีความยืดหยุ่นสูง และหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ รวมถึงหลอดเลือดแดงอื่น ๆ, หลอดเลือดแดงเล็ก, หลอดเลือดฝอยที่เชื่อมต่อกับหลอดเลือดดำเล็ก และหลอดเลือดดำอื่น ๆ ระบบไหลเวียนในสัตว์มีกระดูกสันหลังเป็นระบบไหลเวียนแบบปิด (closed circulatory system) ซึ่งหมายความว่าเลือดจะไม่ไหลออกนอกเครือข่ายของหลอดเลือดเลย ในขณะที่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายชนิด เช่น สัตว์ขาปล้องจะมีระบบไหลเวียนแบบเปิด (open circulatory system) โดยมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดของเหลวเนื้อเยื่อที่เรียกว่า ฮีโมลิมฟ์ (hemolymph) ให้ไหลเวียนผ่านช่องว่างของร่างกายแทนที่จะไหลผ่านหลอดเลือด ส่วนสัตว์ในกลุ่มเนื้อเยื่อสองชั้น (diploblast) เช่น ฟองน้ำ และหวีวุ้นจะไม่มีระบบไหลเวียน
เลือดเป็นของเหลวในร่างกายที่ประกอบด้วยน้ำเลือด, เซลล์เม็ดเลือดแดง, เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างกายเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ พร้อมทั้งเก็บรวบรวมและกำจัดของเสียจากการเผาผลาญ สารอาหารที่ถูกลำเลียงไปนั้นรวมถึงโปรตีนและแร่ธาตุ ตลอดจนส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น ฮีโมโกลบิน, ฮอร์โมน และแก๊สต่าง ๆ เช่น ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ สารเหล่านี้จะช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถต่อสู้กับโรค และช่วยรักษาดุลยภาพโดยการควบคุมอุณหภูมิร่างกายและความเป็นกรด-ด่าง ตามธรรมชาติของของเหลวในร่างกายให้คงที่
ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) จะทำหน้าที่เสริมการทำงานของระบบไหลเวียน โดยระบบน้ำเหลืองจะลำเลียงน้ำเลือดส่วนเกิน (ซึ่งกรองผ่านหลอดเลือดฝอยของระบบไหลเวียนออกไปเป็นน้ำเหลืองเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์) ให้ไหลออกจากเนื้อเยื่อของร่างกายผ่านเส้นทางเสริม เพื่อส่งของเหลวส่วนเกินนั้นกลับคืนสู่ระบบไหลเวียนในรูปแบบของน้ำเหลือง (lymph)[1] ระบบน้ำเหลืองจึงเป็นระบบย่อยที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบไหลเวียน หากไม่มีระบบนี้ ร่างกายจะเกิดภาวะขาดแคลนของเหลวในกระแสเลือด
นอกจากนี้ระบบน้ำเหลืองยังทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย ทั้งนี้การไหลเวียนของน้ำเหลืองจะใช้เวลานานกว่าการไหลเวียนของเลือดมาก[2] และระบบน้ำเหลืองนั้นเป็นระบบเปิด ซึ่งแตกต่างจากระบบไหลเวียนที่เป็นระบบปิด แหล่งข้อมูลบางแห่งจึงอธิบายว่าระบบน้ำเหลืองเป็น "ระบบไหลเวียนทุติยภูมิ" (secondary circulatory system)
ระบบไหลเวียนสามารถได้รับผลกระทบจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้หลายโรค โดยมีแพทย์หทัยวิทยาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านหัวใจ และศัลยแพทย์ทรวงอกที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดหัวใจและอวัยวะในบริเวณโดยรอบ ส่วนศัลยแพทย์หลอดเลือดจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดและท่อน้ำเหลือง
โครงสร้าง
[แก้]

ระบบไหลเวียนประกอบด้วยหัวใจ, หลอดเลือด และเลือด[3][4] ระบบหัวใจและหลอดเลือดในสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดประกอบด้วยหัวใจและหลอดเลือด แหล่งข้อมูลบางแห่งอาจใช้คำว่า ระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular system) และ ระบบหลอดเลือด (vascular system) หรือระบบไหลเวียนโลหิต[5]
ระบบไหลเวียนยังสามารถแบ่งออกเป็นสองวงจรหลัก ได้แก่ ระบบไหลเวียนผ่านปอดหรือวงจรเล็ก (pulmonary circulation) และระบบไหลเวียนทั่วกายหรือวงจรใหญ่ (systemic circulation)[6][4][3] ระบบไหลเวียนผ่านปอดเป็นวงจรที่เริ่มจากหัวใจห้องขวา (right heart) นำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน และไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องซ้าย (left heart) ส่วนระบบไหลเวียนทั่วกายเป็นวงจรที่ลำเลียงเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากหัวใจห้องซ้ายไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และนำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำกลับคืนสู่หัวใจห้องขวาผ่านหลอดเลือดใหญ่ (great vessels) ที่เรียกว่า เวนาคาวา (venae cavae) ระบบไหลเวียนทั่วกายยังสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ระบบไหลเวียนขนาดใหญ่ (macrocirculation) และระบบไหลเวียนขนาดเล็ก (microcirculation) ผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยมีปริมาณเลือดประมาณ 5 ถึง 6 ควอต (หรือประมาณ 4.7 ถึง 5.7 ลิตร) คิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของน้ำหนักตัวทั้งหมด[7] เลือดประกอบด้วยน้ำเลือด, เซลล์เม็ดเลือดแดง, เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด นอกจากนี้ระบบย่อยอาหารยังทำงานร่วมกับระบบไหลเวียนเพื่อจัดหาสารอาหารที่จำเป็นในการช่วยให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างต่อเนื่อง[8]
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางการไหลเวียนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary circulation) ที่ไปเลี้ยงหัวใจโดยตรง, การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงสมอง (cerebral circulation) ที่ไปเลี้ยงสมอง, การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงไต (renal circulation) ที่ไปเลี้ยงไต และการไหลเวียนของเลือดเลี้ยงหลอดลม (bronchial circulation) ที่ไปเลี้ยงหลอดลมในปอด ระบบไหลเวียนของมนุษย์เป็นระบบไหลเวียนแบบปิด (closed circulatory system) ซึ่งหมายความว่าเลือดจะไหลอยู่ภายในเครือข่ายของหลอดเลือดเท่านั้น[9] สารอาหารจะเดินทางผ่านหลอดเลือดขนาดเล็กในระบบไหลเวียนขนาดเล็กเพื่อไปยังอวัยวะต่าง ๆ[9] ระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) เป็นระบบย่อยที่สำคัญของระบบไหลเวียน ประกอบด้วยเครือข่ายของท่อน้ำเหลือง, ต่อมน้ำเหลือง, อวัยวะน้ำเหลือง, เนื้อเยื่อน้ำเหลือง และน้ำเหลืองที่ไหลเวียน โดยระบบย่อยนี้เป็นระบบไหลเวียนแบบเปิด (open circulatory system)[10] หน้าที่หลักประการหนึ่งคือการลำเลียงน้ำเหลือง โดยทำการระบายและนำของเหลวระหว่างเซลล์ (interstitial fluid) เข้าสู่ท่อน้ำเหลืองใหญ่ (lymphatic duct) เพื่อส่งกลับไปยังหัวใจและคืนสู่ระบบไหลเวียนต่อไป อีกหน้าที่หลักหนึ่งคือการทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค[11][3]
หัวใจ
[แก้]
หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังทุกส่วนของร่างกาย ในหัวใจของมนุษย์จะมีหัวใจห้องบน (atrium) หนึ่งห้อง และหัวใจห้องล่าง (ventricle) หนึ่งห้องสำหรับแต่ละวงจรการไหลเวียน และเมื่อรวมทั้งระบบไหลเวียนทั่วกายและระบบไหลเวียนผ่านปอดแล้ว หัวใจจึงมีทั้งหมดสี่ห้อง ได้แก่ หัวใจห้องบนซ้าย (left atrium), หัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricle), หัวใจห้องบนขวา (right atrium) และหัวใจห้องล่างขวา (right ventricle)
ระบบไหลเวียนผ่านปอด
[แก้]
เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจากหลอดเลือดดำซูพีเรียเวนาคาวา (superior vena cava) และอินฟีเรียเวนาคาวา (inferior vena cava) จะไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา และไหลผ่านลิ้นไตรคัสปิด (ลิ้นหัวใจเอตริโอเวนตริคูลาร์ขวา) เข้าสู่หัวใจห้องล่างขวา จากนั้นจะถูกสูบฉีดผ่านลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) เข้าสู่หลอดเลือดแดงพัลโมนารีเพื่อไปยังปอด การแลกเปลี่ยนแก๊สจะเกิดขึ้นที่ปอด โดย CO2 จะถูกปล่อยออกจากเลือด และออกซิเจนจะถูกดูดซึมเข้ามาแทน หลอดเลือดดำพัลโมนารี (pulmonary vein) จะนำเลือดที่มีออกซิเจนสูงกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย[8]
นอกจากนี้ยังมีระบบไหลเวียนหลอดลม (bronchial circulation) ซึ่งเป็นวงจรที่แยกต่างหากจากระบบไหลเวียนทั่วกาย ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อของทางเดินหายใจขนาดใหญ่ในปอด
ระบบไหลเวียนทั่วกาย
[แก้]

ระบบไหลเวียนทั่วกายเป็นวงจรที่ลำเลียงเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากหัวใจห้องซ้ายไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจะถูกส่งกลับในระบบไหลเวียนทั่วกายมายังหัวใจห้องขวาผ่านหลอดเลือดดำใหญ่สองเส้น คือ อินฟีเรียเวนาคาวา (inferior vena cava) และซูพีเรียเวนาคาวา (superior vena cava) จากนั้นจะถูกสูบฉีดออกจากหัวใจห้องบนขวาเข้าสู่ระบบไหลเวียนผ่านปอดเพื่อรับออกซิเจนต่อไป ระบบไหลเวียนทั่วกายยังสามารถนิยามได้ว่าประกอบด้วยสองส่วน คือ ระบบไหลเวียนขนาดใหญ่ (macrocirculation) และระบบไหลเวียนขนาดเล็ก (microcirculation)[8]
หลอดเลือด
[แก้]หลอดเลือดในระบบไหลเวียนประกอบด้วยหลอดเลือดแดง (artery), หลอดเลือดดำ (vein) และหลอดเลือดฝอย (capillary) หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ที่นำเลือดเข้าและออกจากหัวใจจะเรียกว่า หลอดเลือดใหญ่ของหัวใจ (great vessels)[12]
หลอดเลือดแดง
[แก้]
เลือดที่มีออกซิเจนสูงจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนทั่วกายเมื่อเคลื่อนออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายผ่านลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์ (aortic semilunar valve)[13] ส่วนแรกของระบบไหลเวียนทั่วกายคือหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่และมีผนังหนา หลอดเลือดแดงใหญ่จะทอดตัวเป็นส่วนโค้ง (aortic arch) และแยกแขนงเพื่อไปเลี้ยงร่างกายส่วนบน จากนั้นจะทอดผ่านช่องเปิดเอออร์ติกของกะบังลมที่ระดับกระดูกสันหลังส่วนอกข้อที่ 10 เข้าสู่ช่องท้อง[14] หลังจากนั้นจะทอดตัวลงด้านล่างและแยกแขนงไปเลี้ยงช่องท้อง, อุ้งเชิงกราน, ฝีเย็บ และรยางค์ล่าง (ขา)[15]
ผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่มีความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่นนี้ช่วยรักษาความดันเลือดไปทั่วร่างกาย[16] เมื่อหลอดเลือดแดงใหญ่รับเลือดเกือบ 5 ลิตรจากหัวใจ มันจะหดตัวกลับ (recoil) และทำให้เกิดแรงดันเลือดที่เป็นชีพจรพัลส์ เมื่อหลอดเลือดแดงใหญ่แยกแขนงออกเป็นหลอดเลือดแดงที่เล็กลง ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดจะค่อย ๆ ลดลง ในขณะที่ความสามารถในการขยายตัว (compliance) จะเพิ่มขึ้น[16]
หลอดเลือดฝอย
[แก้]หลอดเลือดแดงจะแยกแขนงออกเป็นทางเดินขนาดเล็กที่เรียกว่าหลอดเลือดแดงเล็ก (arteriole) และแตกแขนงต่อเข้าสู่หลอดเลือดฝอย (capillary)[17] จากนั้นหลอดเลือดฝอยจะรวมตัวกันเพื่อนำเลือดเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำ[18] ความยาวรวมของหลอดเลือดฝอยในกล้ามเนื้อของมนุษย์ที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม คาดว่ามีความยาวอยู่ระหว่าง 9,000 ถึง 19,000 กิโลเมตร[19]
หลอดเลือดดำ
[แก้]หลอดเลือดฝอยจะรวมตัวกันเป็นหลอดเลือดดำเล็ก (venule) ซึ่งจะรวมตัวกันต่อเป็นหลอดเลือดดำ (vein)[20] ระบบหลอดเลือดดำจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดดำใหญ่สองเส้นหลัก ได้แก่ ซูพีเรียเวนาคาวา (superior vena cava) ซึ่งทำหน้าที่รับเลือดจากเนื้อเยื่อส่วนที่อยู่เหนือหัวใจเป็นหลัก และอินฟีเรียเวนาคาวา (inferior vena cava) ซึ่งทำหน้าที่รับเลือดจากเนื้อเยื่อส่วนที่อยู่ใต้หัวใจเป็นหลัก หลอดเลือดดำใหญ่ทั้งสองเส้นนี้จะไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา[21]
หลอดเลือดดำพอร์ทัล
[แก้]ตามหลักทั่วไป หลอดเลือดแดงจากหัวใจจะแตกแขนงออกเป็นหลอดเลือดฝอย แล้วจึงรวมตัวกันเป็นหลอดเลือดดำเพื่อนำเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ แต่หลอดเลือดดำพอร์ทัล (portal vein) เป็นข้อยกเว้นเล็กน้อยสำหรับหลักเกณฑ์นี้ ในมนุษย์ ตัวอย่างที่สำคัญเพียงหนึ่งเดียวคือหลอดเลือดดำพอร์ทัลตับ (hepatic portal vein) ซึ่งรวบรวมเลือดจากหลอดเลือดฝอยรอบ ๆ ระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract) โดยเป็นจุดที่เลือดจะดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ จากการย่อย แทนที่จะไหลตรงกลับเข้าสู่หัวใจทันที หลอดเลือดดำพอร์ทัลตับกลับแตกแขนงออกเป็นระบบหลอดเลือดฝอยระบบที่สองภายในตับ
การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงหัวใจ
[แก้]ตัวหัวใจเองจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารผ่าน "วงจรเล็ก" ของระบบไหลเวียนทั่วกาย และได้รับสารอาหารน้อยมากจากเลือดที่อยู่ภายในห้องหัวใจทั้งสี่ห้องโดยตรง ระบบการไหลเวียนของเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary circulation) ทำหน้าที่จัดส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardium) โดยตรง การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงหัวใจเริ่มขึ้นบริเวณใกล้กับจุดเริ่มต้นของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา โดยแยกออกเป็นหลอดเลือดแดงโคโรนารีสองเส้น ได้แก่ หลอดเลือดแดงโคโรนารีขวา (right coronary artery) และหลอดเลือดแดงโคโรนารีซ้าย (left coronary artery) หลังจากไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว เลือดจะไหลกลับผ่านหลอดเลือดดำโคโรนารีเข้าสู่โคโรนารีไซนัส (coronary sinus) และไหลจากจุดนั้นเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาต่อไป การไหลย้อนกลับของเลือดผ่านช่องเปิดดังกล่าวในระหว่างช่วงหัวใจห้องบนบีบตัว (atrial systole) จะถูกป้องกันโดยลิ้นทีบีเซียน (Thebesian valve) ส่วนหลอดเลือดดำหัวใจขนาดเล็กที่สุด (smallest cardiac veins) จะระบายเลือดเข้าสู่ห้องหัวใจโดยตรง[8]
การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงสมอง
[แก้]สมองมีแหล่งจ่ายเลือดสองทางหลัก ได้แก่ ระบบไหลเวียนส่วนหน้า (anterior circulation) และระบบไหลเวียนส่วนหลัง (posterior circulation) จากหลอดเลือดแดงทางด้านหน้าและด้านหลังของสมอง ระบบไหลเวียนส่วนหน้ามีต้นกำเนิดมาจากหลอดเลือดแดงอินเทอร์นัลคารอทิด (internal carotid arteries) เพื่อไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ระบบไหลเวียนส่วนหลังมีต้นกำเนิดมาจากหลอดเลือดแดงเวอร์ทีบราล (vertebral arteries) เพื่อไปเลี้ยงสมองส่วนหลังและก้านสมอง (brainstem) การไหลเวียนจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะแขนงหลอดเลือดเชื่อมต่อ|เชื่อมต่อเชื่อมโยงกัน]]บริเวณเซอร์เคิลออฟวิลลิส (circle of Willis) หน่วยโครงสร้างร่วมของระบบประสาทและหลอดเลือด (neurovascular unit) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์และช่องทางหลอดเลือดต่าง ๆ ภายในสมอง จะทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดไปยังเซลล์ประสาทที่กำลังทำงาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพลังงานที่สูงของเซลล์เหล่านั้น[22]
การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงไต
[แก้]การไหลเวียนของเลือดเลี้ยงไต (renal circulation) คือการจัดส่งกระแสเลือดไปเลี้ยงไต ซึ่งประกอบด้วยหลอดเลือดที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะทางจำนวนมาก และได้รับปริมาณเลือดคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจต่อนาที (cardiac output) ระบบนี้แยกแขนงออกมาจากหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง (abdominal aorta) และนำเลือดกลับเข้าสู่หลอดเลือดดำอินฟีเรียเวนาคาวา (inferior vena cava) ส่วนทอดขึ้น
พัฒนาการ
[แก้]การพัฒนาของระบบไหลเวียนเริ่มต้นด้วยการสร้างหลอดเลือด (vasculogenesis) ในตัวอ่อน (embryo) ระบบหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำของมนุษย์เจริญเติบโตมาจากบริเวณที่แตกต่างกันในตัวอ่อน โดยระบบหลอดเลือดแดงส่วนใหญ่เจริญมาจากส่วนโค้งเอออร์ตา (aortic arches) ซึ่งเป็นส่วนโค้งหกคู่ที่เจริญอยู่บริเวณส่วนบนของตัวอ่อน ส่วนระบบหลอดเลือดดำเกิดจากหลอดเลือดดำสองข้างสามคู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 8 ของกระบวนการเกิดเอ็มบริโอของมนุษย์ (embryogenesis) สำหรับการไหลเวียนของทารกในครรภ์ (fetal circulation) จะเริ่มขึ้นภายในสัปดาห์ที่ 8 ของการเจริญพัฒนา การไหลเวียนของทารกในครรภ์จะไม่ผ่านปอด โดยเลือดจะไหลลัดผ่านทรัสคัสอาร์เทอริโอซัส (truncus arteriosus) และก่อนคลอดทารกในครรภ์ (fetus) จะได้รับออกซิเจน (และสารอาหาร) จากมารดาผ่านทางรก (placenta) และสายสะดือ (umbilical cord)[23]
หลอดเลือดแดง
[แก้]
ระบบหลอดเลือดแดงของมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากส่วนโค้งเอออร์ตาในตัวอ่อน (aortic arches) และจากหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาด้านหลัง (dorsal aortae) โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 ของชีวิตในครรภ์ ส่วนโค้งเอออร์ตาคู่ที่หนึ่งและสองจะฝ่อลง (regress) และเจริญไปเป็นเพียงหลอดเลือดแดงแมกซิลลารี (maxillary arteries) และหลอดเลือดแดงสเตปีเดียล (stapedial arteries) ตามลำดับ ส่วนตัวระบบหลอดเลือดแดงหลักจะเจริญมาจากส่วนโค้งเอออร์ตาคู่ที่ 3, 4 และ 6 (ส่วนส่วนโค้งเอออร์ตาคู่ที่ 5 จะฝ่อหายไปโดยสมบูรณ์)
หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาด้านหลัง (dorsal aortae) ซึ่งอยู่ทางด้านหลัง (dorsal) ของตัวอ่อน ในช่วงแรกจะปรากฏอยู่ทั้งสองข้างจากนั้นจะรวมเข้าด้วยกันเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาเอง มีหลอดเลือดแดงขนาดเล็กประมาณสามสิบเส้นแยกแขนงออกไปทางด้านหลังและด้านข้าง แขนงเหล่านี้จะเจริญไปเป็นหลอดเลือดแดงระหว่างซี่โครง (intercostal arteries), หลอดเลือดแดงของแขนและขา, หลอดเลือดแดงเอว (lumbar arteries) และหลอดเลือดแดงกระเบนเหน็บด้านข้าง (lateral sacral arteries) ส่วนแขนงที่แยกออกไปทางด้านข้างของเอออร์ตาจะเจริญไปเป็นหลอดเลือดแดงไต (renal artery), หลอดเลือดแดงต่อมหมวกไต (suprarenal artery) และหลอดเลือดแดงต่อมเพศ (gonadal artery) ที่สมบูรณ์ ในท้ายที่สุด แขนงทางด้านหน้าของเอออร์ตาจะประกอบด้วยหลอดเลือดแดงวิเทลลีน (vitelline arteries) และหลอดเลือดแดงสะดือ (umbilical arteries) โดยหลอดเลือดแดงวิเทลลีนจะเจริญไปเป็นหลอดเลือดแดงซีลิอัก (celiac artery), หลอดเลือดแดงมีเซนเทอริกส่วนบน (superior mesenteric artery) และหลอดเลือดแดงมีเซนเทอริกส่วนล่าง (inferior mesenteric artery) ของระบบทางเดินอาหาร และหลังคลอด หลอดเลือดแดงสะดือจะเจริญไปเป็นหลอดเลือดแดงอินเทอร์นัลอิลิแอก (internal iliac arteries)
หลอดเลือดดำ
[แก้]ระบบหลอดเลือดดำของมนุษย์ส่วนใหญ่เจริญเติบโตมาจากหลอดเลือดดำวิเทลลีน (vitelline veins), หลอดเลือดดำสะดือ (umbilical veins) และหลอดเลือดดำคาร์ดินัล (cardinal veins) ซึ่งทั้งหมดนี้จะไหลเข้าสู่ไซนัสวีโนซัส (sinus venosus)
หน้าที่
[แก้]ในมนุษย์ที่มีสุขภาพแข็งแรงและหายใจในระดับความดันน้ำทะเล ออกซิเจนในตัวอย่างเลือดแดงประมาณร้อยละ 98.5 จะเข้าทำปฏิกิริยาเคมีเพื่อรวมตัวกับโมเลกุลของฮีโมโกลบิน ขณะที่อีกประมาณร้อยละ 1.5 จะละลายอยู่ตามกลไกทางกายภาพในของเหลวอื่น ๆ ของเลือดโดยไม่ได้จับกับฮีโมโกลบิน ทั้งนี้ โมเลกุลของฮีโมโกลบินถือเป็นตัวขนส่งออกซิเจนหลักในสัตว์มีกระดูกสันหลัง
ความสำคัญทางคลินิก
[แก้]มีโรคหลายชนิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียน ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดจำนวนมากที่ส่งผลต่อหัวใจและหลอดเลือด, โรคระบบโลหิตวิทยาที่ส่งผลต่อเลือด เช่น ภาวะเลือดจาง และโรคระบบน้ำเหลืองที่ส่งผลต่อระบบน้ำเหลือง โดยมีอายุรแพทย์โรคหัวใจเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านหัวใจ และศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดหัวใจและอวัยวะโดยรอบ ส่วนศัลยแพทย์หลอดเลือดจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาหลอดเลือดเป็นหลัก
โรคหัวใจและหลอดเลือด
[แก้]โรคที่ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดเรียกว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคเหล่านี้จำนวนมากถูกเรียกว่า "โรคจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต" (lifestyle diseases) เนื่องจากเป็นโรคที่สะสมและพัฒนาขึ้นตามกาลเวลา โดยมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการออกกำลังกาย อาหารการกิน การสูบบุหรี่ และทางเลือกในการดำเนินชีวิตอื่น ๆ ของบุคคลนั้น ภาวะหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) เป็นจุดเริ่มต้นของโรคเหล่านี้หลายโรค โดยเกิดจากการสะสมของคราบไขมันขนาดเล็ก (atheromatous plaques) ภายในผนังของหลอดเลือดแดงขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งในที่สุดอาจขยายใหญ่ขึ้นหรือเกิดการแตกออกจนอุดตันหลอดเลือด นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกลุ่มอาการโคโรนารีเฉียบพลัน (acute coronary syndromes) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีลักษณะเฉพาะคือเนื้อเยื่อหัวใจขาดเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงอย่างกะทันหัน ภาวะหลอดเลือดแข็งยังเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่น ๆ เช่น การเกิดหลอดเลือดโป่งพอง (aneurysm) หรือการปริแยกของผนังหลอดเลือดแดง ("dissection")
โรคหัวใจและหลอดเลือดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเกิดลิ่มเลือดที่เรียกว่า "ธรอมบัส" (thrombus) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (deep venous thrombosis) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ขา เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำที่ขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นนั่งหรือนอนนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน ลิ่มเลือดเหล่านี้อาจเกิดการหลุดลอยอุดตัน (embolise) ซึ่งหมายถึงการเดินทางไปยังตำแหน่งอื่นในร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary embolus), สมองขาดเลือดชั่วคราว (transient ischaemic attacks) หรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke)
โรคหัวใจและหลอดเลือดอาจเป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด (congenital) เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือภาวะคงอยู่ของการไหลเวียนแบบทารกในครรภ์ (persistent fetal circulation) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบไหลเวียนไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามที่ควรจะเป็นหลังคลอด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนแต่กำเนิดไม่ได้สัมพันธ์กับการเกิดโรคเสมอไป เนื่องจากจำนวนมากเป็นเพียงความแปรผันทางกายวิภาค (anatomical variations) เท่านั้น
การตรวจวินิจฉัย
[แก้]
การทำงานและความสมบูรณ์ของระบบไหลเวียนและส่วนประกอบต่าง ๆ สามารถวัดได้หลากหลายวิธี ทั้งแบบตรวจด้วยตนเองและแบบอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงวิธีง่าย ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น การจับชีพจรเพื่อดูอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องวัดความดันเลือด (sphygmomanometer) หรือการใช้หูฟังแพทย์ (stethoscope) เพื่อฟังเสียงฟู่ของหัวใจ (cardiac murmurs) ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ นอกจากนี้ยังสามารถใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) เพื่อประเมินทิศทางการนำไฟฟ้าผ่านหัวใจได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจแบบรุกล้ำร่างกาย (invasive) อื่น ๆ เช่น การใส่แคนนูลา (cannula) หรือสายสวน (catheter) เข้าไปในหลอดเลือดแดงเพื่อวัดความดันชีพจร (pulse pressure) หรือความดันลิ่มในหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary wedge pressures) การฉีดสีตรวจหลอดเลือด (angiography) ซึ่งเป็นการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในหลอดเลือดแดงเพื่อสร้างภาพระบบแขนงหลอดเลือด สามารถทำได้ทั้งที่หัวใจ (การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ) หรือที่สมอง ในระหว่างการสร้างภาพหลอดเลือดนี้ หากพบการอุดตันหรือการตีบตันก็อาจได้รับการแก้ไขด้วยการใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) และภาวะเลือดออกรุนแรงก็สามารถจัดการได้ด้วยการใส่ขดลวดอุดหลอดเลือด (coils) นอกจากนี้ยังอาจใช้การตรวจเพื่อสร้างภาพหลอดเลือดปอดที่เรียกว่า การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดปอด (CT pulmonary angiogram) ส่วนการตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือด (vascular ultrasonography) สามารถใช้เพื่อตรวจหาโรคหลอดเลือดที่ส่งผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดดำและระบบหลอดเลือดแดง รวมถึงการวินิจฉัยหลอดเลือดตีบ (stenosis), ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (thrombosis) หรือภาวะหลอดเลือดดำบกพร่อง (venous insufficiency) และการใช้การตรวจอัลตราซาวนด์ภายในหลอดเลือด (intravascular ultrasound) ผ่านสายสวนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเช่นกัน
ศัลยกรรม
[แก้]การรักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตด้วยวิธีทางศัลยกรรมอาจดำเนินการโดยศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคของหัวใจและอวัยวะในช่องอก หรือศัลยแพทย์หลอดเลือดผู้เชี่ยวชาญด้านความผิดปกติของหลอดเลือด หัตถการหลายอย่างที่ทำกับหัวใจหรือหลอดเลือดใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (cardiopulmonary bypass) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยเติมออกซิเจนและหมุนเวียนเลือดของผู้ป่วย ทำให้ศัลยแพทย์สามารถทำการผ่าตัดหัวใจและ/หรือหลอดเลือดของผู้ป่วยได้[24] หัตถการทางศัลยกรรมของระบบไหลเวียนรวมถึง:
- การขยายหลอดเลือดด้วยบัลลูน (angioplasty) ซึ่งสามารถเปิดหลอดเลือดที่ตีบแคบได้
- การผ่าตัดทำทางเลี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery bypass surgery) หรือการใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ เพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
- การซ่อมลิ้นหัวใจหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เพื่อรักษาลิ้นหัวใจที่เสียหาย
- การผ่าตัดดึงหลอดเลือดดำ (phlebectomy หรือ vein stripping) ซึ่งเป็นการนำหลอดเลือดดำขอดออก
หัตถการทางระบบหัวใจและหลอดเลือดมีแนวโน้มที่จะทำในฐานะผู้ป่วยในมากกว่าในสถานพยาบาลผู้ป่วยนอก (ambulatory care) โดยในสหรัฐอเมริกา มีการผ่าตัดระบบหัวใจและหลอดเลือดเพียง 28% เท่านั้นที่ทำในสถานพยาบาลผู้ป่วยนอก[25]
สัตว์อื่น ๆ
[แก้]
ในขณะที่มนุษย์และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ มีระบบไหลเวียนแบบปิด (หมายถึงเลือดจะไม่ไหลออกนอกเครือข่ายของหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอย) แต่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางกลุ่มกลับมีระบบไหลเวียนแบบเปิด ซึ่งมีหัวใจแต่มีหลอดเลือดจำกัด ส่วนไฟลัมของสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดและมีเนื้อเยื่อสองชั้น (diploblastic) จะไม่มีระบบไหลเวียนเลย
ระบบลำเลียงเพิ่มเติมอีกระบบหนึ่งคือ ระบบน้ำเหลือง ซึ่งพบเฉพาะในสัตว์ที่มีระบบไหลเวียนแบบปิดเท่านั้น โดยเป็นระบบเปิดที่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเสริมในการนำของเหลวระหว่างเซลล์ (interstitial fluid) ส่วนเกินกลับเข้าสู่กระแสเลือด[1]
ระบบหลอดเลือดยังอาจปรากฏขึ้นครั้งแรกในบรรพบุรุษของสัตว์ที่มีเนื้อเยื่อสามชั้น (triploblasts) เมื่อกว่า 600 ล้านปีก่อน ซึ่งช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเวลาและระยะทางของการแพร่สาร ในขณะที่เนื้อเยื่อบุโพรงหลอดเลือด (endothelium) วิวัฒนาการขึ้นในบรรพบุรุษของสัตว์มีกระดูกสันหลังเมื่อประมาณ 540–510 ล้านปีก่อน[26]
ระบบไหลเวียนแบบเปิด
[แก้]ในกลุ่มอาร์โทรพอด (arthropod) หรือสัตว์มีขาปล้อง ระบบไหลเวียนแบบเปิดเป็นระบบที่ของเหลวในช่องลำตัวที่เรียกว่า ฮีโมซีล (hemocoel หรือ haemocoel) จะไหลผ่านและหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ โดยตรงเพื่อส่งออกซิเจนและสารอาหาร โดยไม่มีการแยกความแตกต่างระหว่างเลือดกับของเหลวระหว่างเซลล์ ของเหลวที่ผสมกันนี้เรียกว่า ฮีโมลิมฟ์ (hemolymph หรือ haemolymph)[27] การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อสัตว์ระหว่างการเคลื่อนที่สามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของฮีโมลิมฟ์ได้ แต่การเปลี่ยนทิศทางการไหลจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งนั้นทำได้จำกัด เมื่อหัวใจคลายตัว ฮีโมลิมฟ์จะถูกดึงกลับเข้าสู่หัวใจผ่านทางรูเปิด (ostia)
ฮีโมลิมฟ์จะเติมเต็มช่องฮีโมซีลภายในร่างกายทั้งหมดและล้อมรอบเซลล์ทุกเซลล์ ฮีโมลิมฟ์ประกอบด้วยน้ำ, สารอนินทรีย์ประเภทเกลือ (ส่วนใหญ่เป็นโซเดียม, คลอไรด์, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม และแคลเซียม) และสารประกอบอินทรีย์ (ส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และลิพิด) โดยมีโมเลกุลลำเลียงออกซิเจนหลักคือฮีโมไซยานิน (hemocyanin)
นอกจากนี้ยังมีเซลล์ที่ลอยอยู่อย่างอิสระภายในฮีโมลิมฟ์ เรียกว่า ฮีโมไซต์ (hemocyte) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ขาปล้อง

ระบบไหลเวียนแบบปิด
[แก้]
ระบบไหลเวียนของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมด รวมถึงกลุ่มแอนเนลิด (annelid เช่น ไส้เดือนดิน) และเซฟาโลพอด (cephalopod เช่น หมึก ยักษ์ และสายพันธุ์ใกล้เคียง) จะกักเก็บเลือดที่ไหลเวียนไว้ภายในห้องหัวใจหรือหลอดเลือดเสมอ และจัดเป็นระบบแบบ "ปิด" เช่นเดียวกับในมนุษย์ ถึงกระนั้น ระบบของปลา, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก, สัตว์เลื้อยคลาน และนก ต่างก็แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนต่าง ๆ ของวิวัฒนาการของระบบไหลเวียน[28] ระบบแบบปิดนี้ช่วยให้สามารถส่งเลือดไปยังอวัยวะที่ต้องการใช้งานได้โดยตรง
ในปลา ระบบจะมีวงจรเดียว โดยเลือดจะถูกสูบฉีดผ่านหลอดเลือดฝอยของเหงือกแล้วไหลต่อไปยังหลอดเลือดฝอยของเนื้อเยื่อร่างกาย เรียกว่า "ระบบไหลเวียนรอบเดียว" (single cycle circulation) ดังนั้น หัวใจของปลาจึงทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องสูบฉีดเดียว (ประกอบด้วยสองห้อง)[29]
ในสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสัตว์เลื้อยคลานส่วนใหญ่ จะใช้ระบบไหลเวียนแบบสองรอบ (double circulatory system) แต่หัวใจไม่ได้แยกออกเป็นสองระบบปั๊มอย่างสมบูรณ์เสมอไป โดยสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจะมีหัวใจสามห้อง[29]
ในสัตว์เลื้อยคลาน ผนังกั้นห้องล่าง (ventricular septum) ของหัวใจยังกั้นไม่สมบูรณ์ และหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary artery) จะมีกล้ามเนื้อหูรูด (sphincter) คอยควบคุม ซึ่งทำให้เกิดเส้นทางการไหลของเลือดทางเลือกที่สอง แทนที่เลือดจะไหลผ่านหลอดเลือดแดงปอดไปยังปอด หูรูดอาจหดตัวเพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของเลือดนี้ให้ผ่านผนังกั้นห้องล่างที่ไม่สมบูรณ์เข้าสู่หัวใจห้องล่างซ้ายและสูบฉีดออกทางหลอดเลือดเอออร์ตา (aorta) ซึ่งหมายความว่าเลือดจะไหลจากหลอดเลือดฝอยไปยังหัวใจและกลับสู่หลอดเลือดฝอยแทนที่จะไปที่ปอด กระบวนการนี้มีประโยชน์ต่อสัตว์กลุ่มสัตว์เลือดเย็น (ectothermic) ในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม นก และสัตว์ตระกูลจระเข้แสดงให้เห็นถึงการแยกหัวใจออกเป็นสองปั๊มอย่างสมบูรณ์ รวมเป็นหัวใจทั้งหมดสี่ห้อง โดยเชื่อกันว่าหัวใจสี่ห้องของนกและสัตว์ตระกูลจระเข้นั้นมีวิวัฒนาการแยกกันเป็นอิสระจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม[30] ระบบไหลเวียนแบบสองรอบช่วยให้เลือดสามารถเพิ่มความดันได้อีกครั้งหลังจากกลับมาจากปอด ส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวดเร็วยิ่งขึ้น
ไม่มีระบบไหลเวียน
[แก้]สัตว์บางชนิดไม่มีระบบไหลเวียน รวมถึงหนอนตัวแบน ซึ่งช่องลำตัวของพวกมันไม่มีเยื่อบุหรือของเหลวปิดกั้น แต่จะมีคอหอย (pharynx) ที่เป็นกล้ามเนื้อทอดตัวยาวไปสู่ระบบทางเดินอาหารที่มีแขนงแตกกิ่งก้านสาขาอย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยให้สารอาหารสามารถแพร่ไปยังเซลล์ทั้งหมดได้โดยตรง นอกจากนี้ รูปทรงลำตัวที่แบนจากบนลงล่าง (dorso-ventrally flattened) ของหนอนตัวแบนยังช่วยจำกัดระยะห่างของเซลล์ทุกเซลล์ไม่ให้ห่างจากระบบย่อยอาหารหรือภายนอกร่างกายมากเกินไป ออกซิเจนสามารถแพร่จากน้ำรอบตัวเข้าสู่เซลล์ และคาร์บอนไดออกไซด์ก็สามารถแพร่ออกนอกร่างกายได้ ส่งผลให้ทุกเซลล์สามารถรับสารอาหาร น้ำ และออกซิเจนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบลำเลียง
สัตว์บางชนิด เช่น แมงกะพรุน มีการแตกแขนงที่กว้างขวางยิ่งขึ้นจากช่องกาสโตรวาสคิวลาร์ (gastrovascular cavity ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในการย่อยอาหารและการไหลเวียน) การแตกแขนงนี้ช่วยให้ของเหลวในร่างกายเข้าถึงเนื้อเยื่อชั้นนอกได้ เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารเริ่มต้นขึ้นจากเนื้อเยื่อชั้นใน
ประวัติศาสตร์
[แก้]งานเขียนที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเกี่ยวกับระบบไหลเวียนถูกพบในบันทึกปาปิรุสเอเบอร์ส (Ebers Papyrus) (ราว 16 ศตวรรษก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นบันทึกทางการแพทย์ของอียิปต์โบราณที่รวบรวมตำรับยาและการรักษาไว้มากกว่า 700 รายการ ทั้งในทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ ในบันทึกปาปิรุสนี้มีการยอมรับถึงความเชื่อมโยงระหว่างหัวใจกับหลอดเลือดแดง ชาวอียิปต์เชื่อว่าอากาศเข้าสู่ร่างกายทางปากแล้วส่งต่อไปยังปอดและหัวใจ จากนั้นอากาศจากหัวใจจะเดินทางไปยังอวัยวะทุกส่วนผ่านทางหลอดเลือดแดง แม้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับระบบไหลเวียนนี้จะถูกต้องเพียงบางส่วน แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานยุคแรกเริ่มสุดของความคิดเชิงวิทยาศาสตร์[ต้องการอ้างอิง]
ในทำนองเดียวกันในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล สุศรุตะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรเวทในอินเดียโบราณ ก็มีความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการไหลเวียนของของเหลวในร่างกายอยู่แล้ว[31] นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีความรู้เกี่ยวกับหลอดเลือดแดง โดยดวิเวดีและดวิเวดี (Dwivedi & Dwivedi, 2007) ระบุว่าสุศรุตะได้อธิบายถึงหลอดเลือดแดงในลักษณะของ 'ช่องลำเลียง' (channels)[31] สำหรับการวิจัยหลักครั้งแรกเกี่ยวกับระบบไหลเวียนในกรีกโบราณทำขึ้นโดยเพลโตในผลงานชื่อ ทิเมอัส (Timaeus) ซึ่งเขาแย้งว่าเลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายตามกฎทั่วไปที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวหัวใจมากนัก[32] ส่วนลิ้นหัวใจถูกค้นพบโดยแพทย์ในสำนักของฮิปโปกราแตส (Hippocrates) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล[33] อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นยังไม่มีความเข้าใจในหน้าที่ของลิ้นหัวใจอย่างถูกต้อง และเนื่องจากเลือดมักจะไปตกค้างอยู่ในหลอดเลือดดำหลังจากเสียชีวิต ทำให้หลอดเลือดแดงดูว่างเปล่า นักกายวิภาคศาสตร์ในยุคโบราณจึงสันนิษฐานว่าหลอดเลือดแดงเต็มไปด้วยอากาศและมีไว้เพื่อการลำเลียงอากาศ[ต้องการอ้างอิง]
เฮโรฟิลัส แพทย์ชาวกรีก ได้แยกแยะความแตกต่างระหว่างหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง แต่เขาคิดว่าชีพจรเป็นคุณสมบัติเฉพาะของหลอดเลือดแดงเอง ด้านเอราซิสตราตุส นักกายวิภาคศาสตร์ชาวกรีก สังเกตเห็นว่าหลอดเลือดแดงที่ถูกตัดในขณะที่สิ่งมีชีวิตยังมีชีวิตอยู่จะมีเลือดไหลออกมา เขาอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเกิดจากการที่อากาศหนีออกจากหลอดเลือดแดง แล้วถูกแทนที่ด้วยเลือดที่ไหลเข้ามาจากหลอดเลือดดำผ่านทางหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กมาก ด้วยเหตุนี้ เขาจึงดูเหมือนจะเป็นผู้สันนิษฐานถึงการมีอยู่ของหลอดเลือดฝอย (capillaries) ทว่าเป็นการไหลของเลือดในทิศทางย้อนกลับ[ต้องการอ้างอิง]
ในโรมช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 แพทย์ชาวกรีกนามว่า เกเลน (Galen) ทราบว่าหลอดเลือดทำหน้าที่ลำเลียงเลือด และได้แยกแยะระหว่างเลือดดำ (สีแดงเข้ม) และเลือดแดง (สีสว่างกว่าและใสกว่า) โดยแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เขากล่าวว่าการเจริญเติบโตและพลังงานนั้นได้มาจากเลือดดำที่สร้างขึ้นในตับจากไคล์ (chyle) ในขณะที่เลือดแดงช่วยให้ร่างกายมีชีวิตชีวาเนื่องจากมี "นิวมา" (pneuma หรืออากาศ) และมีต้นกำเนิดมาจากหัวใจ เลือดจะไหลจากอวัยวะผู้สร้างทั้งสองไปยังทุกส่วนของร่างกายเพื่อถูกใช้งาน โดยไม่มีการไหลกลับของเลือดสู่หัวใจหรือตับ หัวใจไม่ได้ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปรอบ ๆ ทว่าการเคลื่อนไหวของหัวใจจะดูดเลือดเข้ามาในช่วงหัวใจคลายตัว (diastole) และเลือดเคลื่อนที่ได้ด้วยการเต้นของหลอดเลือดแดงเอง[ต้องการอ้างอิง] เกเลนเชื่อว่าเลือดแดงถูกสร้างขึ้นจากการที่เลือดดำไหลจากหัวใจห้องล่างซ้ายไปยังห้องล่างขวาผ่านทาง 'รูเปิด' ในผนังกั้นห้องล่าง อากาศจะเดินทางจากปอดผ่านทางหลอดเลือดแดงปอดไปยังหัวใจฝั่งซ้าย และในระหว่างที่เลือดแดงถูกสร้างขึ้น จะเกิดไอ "เขม่า" (sooty vapors) ส่งกลับไปยังปอดผ่านทางหลอดเลือดแดงปอดเพื่อหายใจออก[ต้องการอ้างอิง]
ใน ค.ศ. 1025 ตำรา The Canon of Medicine โดย อาวิเซนนา แพทย์ชาวเปอร์เซีย ได้ "ยอมรับแนวคิดที่ผิดพลาดของกรีกเกี่ยวกับเรื่องการมีอยู่ของรูในผนังกั้นห้องล่าง ซึ่งเชื่อว่าเป็นเส้นทางที่เลือดใช้เดินทางระหว่างหัวใจห้องล่าง" ถึงกระนั้น อาวิเซนนาได้ "เขียนอธิบายเกี่ยวกับวงจรหัวใจ (cardiac cycle) และหน้าที่ของลิ้นหัวใจได้อย่างถูกต้อง" และ "มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต" ปรากฏอยู่ในงานเขียนของเขาเรื่อง Treatise on Pulse[34] นอกจากนี้ เขายังได้ปรับปรุงทฤษฎีชีพจรที่ผิดพลาดของเกเลน โดยอาวิเซนนาเป็นผู้ให้คำอธิบายที่ถูกต้องเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการเต้นของชีพจรว่า: "ทุก ๆ จังหวะของชีพจรประกอบด้วยสองการเคลื่อนไหวและสองการหยุดพัก นั่นคือ การขยายตัว : การหยุดพัก : การหดตัว : การหยุดพัก [...] ชีพจรคือการเคลื่อนไหวในหัวใจและหลอดเลือดแดง... ซึ่งอยู่ในรูปแบบของการขยายตัวสลับกับการหดตัว"[35]
ใน ค.ศ. 1242 อิบนุ อัล-นาฟิส แพทย์ชาวอาหรับ ได้อธิบายกระบวนการระบบไหลเวียนโลหิตผ่านปอด (pulmonary circulation) ไว้ในรายละเอียดที่มากกว่าและแม่นยำกว่าผู้มีชื่อเสียงในอดีตคนใด ๆ แม้ว่าเขาจะยังคงเชื่อในเรื่องของจิตวิญญาณแห่งชีวิต (นิวมา) เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ โดยเขาเชื่อว่าสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นในหัวใจห้องล่างซ้าย อิบนุ อัล-นาฟิส ได้ระบุไว้ในผลงานชื่อ Commentary on Anatomy in Avicenna's Canon ของเขาว่า:[36]
...เลือดจากหัวใจห้องขวาจะต้องเดินทางไปถึงหัวใจห้องซ้าย แต่ไม่มีเส้นทางเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างห้องทั้งสอง ผนังกั้นหัวใจที่หนานั้นไม่ได้มีรูทะลุ และไม่มีรูเปิดที่มองเห็นได้ดังที่บางคนคิด หรือรูเปิดที่มองไม่เห็นดังที่เกเลนคิด เลือดจากหัวใจห้องขวาจะต้องไหลผ่านหลอดเลือด vena arteriosa (หลอดเลือดแดงปอด) ไปยังปอด กระจายตัวไปตามเนื้อเยื่อ ผสมผสานกับอากาศที่นั่น แล้วไหลผ่านหลอดเลือด arteria venosa (หลอดเลือดดำปอด) เพื่อไปถึงหัวใจห้องซ้าย และสร้างจิตวิญญาณแห่งชีวิตขึ้นที่นั่น...
นอกจากนี้ อิบนุ อัล-นาฟิส ยังมีแนวคิดเชิงลึกซึ่งต่อมาได้กลายเป็นทฤษฎีที่ใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตส่วนหลอดเลือดฝอย (capillary) โดยเขาระบุว่า "จะต้องมีทางเชื่อมต่อขนาดเล็กหรือรูเปิด (ภาษาอาหรับเรียกว่า manafidh) ระหว่างหลอดเลือดแดงปอดและหลอดเลือดดำปอด" ซึ่งเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าก่อนจะมีการค้นพบระบบหลอดเลือดฝอยจริง ๆ เป็นเวลามากกว่า 400 ปี ทฤษฎีของอิบนุ อัล-นาฟิส นั้นจำกัดอยู่เพียงการลำเลียงเลือดในปอดเท่านั้น และไม่ได้ขยายครอบคลุมไปถึงร่างกายทั้งหมด[36]
มีแกล แซร์แว (Michael Servetus) เป็นชาวยุโรปคนแรกที่อธิบายหน้าที่ของระบบไหลเวียนโลหิตผ่านปอด แม้ว่าความสำเร็จของเขาจะไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในขณะนั้นเนื่องจากเหตุผลบางประการ ประการแรกเขาได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ใน "Manuscript of Paris"[37][38] (ราว ค.ศ. 1546) แต่งานเขียนชิ้นนี้ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ และต่อมาเขาได้ตีพิมพ์คำอธิบายนี้ในบทความเชิงเทววิทยาชื่อ Christianismi Restitutio ไม่ใช่ในหนังสือทางการแพทย์ มีหนังสือเพียง 3 เล่มเท่านั้นที่รอดพ้นมาได้ทว่าถูกซ่อนไว้นานหลายทศวรรษ ส่วนที่เหลือถูกเผาทำลายไปไม่นานหลังจากตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1553 เนื่องจากการกดขี่ข่มเหงแซร์แวโดยผู้นำทางศาสนา[ต้องการอ้างอิง]
การค้นพบระบบไหลเวียนโลหิตผ่านปอดที่เป็นที่รู้จักกันมากกว่าเป็นผลงานของ เรอัลโด โคลอมโบ (Realdo Colombo) ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากวีซาลิอุสที่มหาวิทยาลัยปาโดวา (Padua) ใน ค.ศ. 1559[ต้องการอ้างอิง]

ในท้ายที่สุด วิลเลียม ฮาร์วีย์ (William Harvey) แพทย์ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นศิษย์ของฮิเอโรนิมุส ฟาบริซิอุส (Hieronymus Fabricius ผู้ซึ่งเคยอธิบายเรื่องลิ้นในหลอดเลือดดำไว้ก่อนหน้านี้แต่ยังไม่เข้าใจหน้าที่ของมัน) ได้ทำการทดลองอย่างเป็นระบบหลายครั้งและได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Exercitatio Anatomica de Motu Cordis et Sanguinis in Animalibus ใน ค.ศ. 1628 ซึ่งได้ "แสดงให้เห็นว่าต้องมีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างระบบหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่เพียงที่ปอดเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด เขาแย้งว่าการเต้นของหัวใจทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดอย่างต่อเนื่องผ่านทางจุดเชื่อมต่อขนาดเล็กที่อยู่ตามปลายสุดของร่างกาย นี่ถือเป็นก้าวกระโดดทางแนวคิดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการปรับปรุงโครงสร้างกายวิภาคศาสตร์และการไหลของเลือดในหัวใจและปอดของอิบนุ อัล-นาฟิส"[39] ผลงานชิ้นนี้พร้อมกับการอธิบายที่ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ค่อย ๆ โน้มน้าวใจโลกการแพทย์ให้ยอมรับ อย่างไรก็ตาม ฮาร์วีย์ยังไม่ได้ระบุถึงระบบหลอดเลือดฝอยที่เชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ซึ่งระบบนี้ถูกค้นพบในภายหลังโดย มาร์เชลโล มัลปีจี (Marcello Malpighi) ใน ค.ศ. 1661[ต้องการอ้างอิง]
ดูเพิ่ม
[แก้]- หทัยวิทยา — สาขาวิชาแพทยศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด
- การเปลี่ยนค่าของระบบหัวใจและหลอดเลือด — ปรากฏการณ์ที่การทำงานของระบบหัวใจเปลี่ยนแปลงไประหว่างการออกกำลังกายเป็นเวลานาน
- วงรอบการทำงานของหัวใจ — ลำดับเหตุการณ์การทำงานของหัวใจที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เริ่มต้นการเต้นของหัวใจครั้งหนึ่งจนถึงการเต้นครั้งถัดไป
- ความร้อนแห่งชีวิต — แนวคิดในปรัชญาโบราณและแพทย์แผนโบราณที่เชื่อว่าเป็นความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเพื่อค้ำจุนชีวิต
- กล้ามเนื้อหัวใจ — กล้ามเนื้อลายประเภทหนึ่งที่พบได้เฉพาะบริเวณผนังของหัวใจ
- ระบบอวัยวะหลักของร่างกายมนุษย์ — โครงสร้างการทำงานของระบบอวัยวะต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของมนุษย์
- อามาตู ลูซีตานู — แพทย์ชาวโปรตุเกสในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ค้นพบระบบการไหลเวียนของเลือดคนแรก ๆ
- ความต้านทานของหลอดเลือด — ความต้านทานที่ระบบหลอดเลือดมีต่อกระแสการไหลของเลือดภายในร่างกาย
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Sherwood, Lauralee (2011). Human Physiology: From Cells to Systems. Cengage Learning. น. 401–. ISBN 978-1-133-10893-1. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-07-29. สืบค้นเมื่อ 2015-06-27.
- ↑ "The lymphatic system and cancer | Cancer Research UK". 29 ตุลาคม 2014. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 มกราคม 2022. สืบค้นเมื่อ มกราคม 30, 2022.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 Saladin, Kenneth S. (2011). Human anatomy (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). New York: McGraw-Hill. น. 540. ISBN 9780071222075.
- 1 2 Hall, John E. (2011). Guyton and Hall textbook of medical physiology (พิมพ์ครั้งที่ Twelfth). Philadelphia, Pennsylvania. น. 4. ISBN 9781416045748.
{{cite book}}: CS1 maint: location missing publisher (ลิงก์) - ↑ How does the blood circulatory system work? – InformedHealth.org – NCBI Bookshelf. Institute for Quality and Efficiency in Health Care. 31 มกราคม 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 มกราคม 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Cardiovascular System ในหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน สำหรับหัวข้อเนื้อหาทางการแพทย์ (MeSH)
- ↑ Pratt, Rebecca. "Cardiovascular System: Blood". AnatomyOne. Amirsys, Inc. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-02-24.
- 1 2 3 4 Guyton, Arthur; Hall, John (2000). Guyton Textbook of Medical Physiology (พิมพ์ครั้งที่ 10). Saunders. ISBN 978-0-7216-8677-6.
- 1 2 Lawton, Cassie M. (2019). The Human Circulatory System. Cavendish Square Publishing. น. 6. ISBN 978-1-50-265720-6. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-01-28. สืบค้นเมื่อ 2022-01-28.
- ↑ Gartner, Leslie P.; Hiatt, James L. (2010). Concise Histology E-Book. Elsevier Health Sciences. น. 166. ISBN 978-1-43-773579-6. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-01-28. สืบค้นเมื่อ 2022-01-28.
- ↑ Alberts, B.; Johnson, A.; Lewis, J.; Raff, M.; Roberts, K.; Walters, P. (2002). Molecular Biology of the Cell (พิมพ์ครั้งที่ 4th). New York and London: Garland Science. ISBN 978-0-8153-3218-3. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2006-08-17. สืบค้นเมื่อ 2017-08-30.
- ↑ Standring, Susan (2016). Gray's anatomy : the anatomical basis of clinical practice (พิมพ์ครั้งที่ Forty-first). [Philadelphia]: Elsevier Limited. น. 1024. ISBN 9780702052309.
- ↑ Iaizzo, Paul A (2015). Handbook of Cardiac Anatomy, Physiology, and Devices. Springer. น. 93. ISBN 978-3-31919464-6. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-10-11. สืบค้นเมื่อ 2022-01-28.
- ↑ Iaizzo, Paul A (2015). Handbook of Cardiac Anatomy, Physiology, and Devices. Springer. น. 5, 77. ISBN 978-3-31919464-6. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-10-11. สืบค้นเมื่อ 2022-01-28.
- ↑ Iaizzo, Paul A (2015). Handbook of Cardiac Anatomy, Physiology, and Devices. Springer. น. 5, 41–43. ISBN 978-3-31919464-6. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-10-11. สืบค้นเมื่อ 2022-01-28.
- 1 2 Vaz, Mario; Raj, Toni; Anura, Kurpad (2016). Guyton & Hall Textbook of Medical Physiology – E-Book: A South Asian Edition. Elsevier Health Sciences. น. 255. ISBN 978-8-13-124665-8. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-01-28. สืบค้นเมื่อ 2022-01-28.
- ↑ National Institutes of Health. "What Are the Lungs?". nih.gov. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2014-10-04.
- ↑ State University of New York (กุมภาพันธ์ 3, 2014). "The Circulatory System". suny.edu.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ Poole, David C.; Kano, Yutaka; Koga, Shunsaku; Musch, Timothy I. (มีนาคม 2021). "August Krogh: Muscle capillary function and oxygen delivery". Comparative Biochemistry and Physiology Part A: Molecular & Integrative Physiology (ภาษาอังกฤษ). 253 (110852) 110852. doi:10.1016/j.cbpa.2020.110852. PMC 7867635. PMID 33242636.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Mcconnell, Thomas H.; Hull, Kerry L. (2020). Human Form, Human Function: Essentials of Anatomy & Physiology, Enhanced Edition. Jones & Bartlett Learning. น. 432. ISBN 978-1-28-421805-3. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-01-28. สืบค้นเมื่อ 2022-01-28.
- ↑ Parkinson, Clayton Floyd; Huether, Sue E.; McCance, Kathryn L. (2000). Understanding Pathophysiology. Mosby. น. 161. ISBN 978-0-32-300792-4.
- ↑ Iadecola, Costantino (2017-09-27). "The Neurovascular Unit Coming of Age: A Journey through Neurovascular Coupling in Health and Disease". Neuron. 96 (1): 17–42. doi:10.1016/j.neuron.2017.07.030. ISSN 1097-4199. PMC 5657612. PMID 28957666.
- ↑ Whitaker, Kent (2001). "Fetal Circulation". Comprehensive Perinatal and Pediatric Respiratory Care. Delmar Thomson Learning. น. 18–20. ISBN 978-0-7668-1373-1.[ลิงก์เสียถาวร]
- ↑ Garden, O. James; Parks, Rowan W.; Wigmore, Stephen J. (2023). Principles and Practice of Surgery (พิมพ์ครั้งที่ 8th). Elsevier. ISBN 978-0-7020-8251-1.
- ↑ Wier LM, Steiner CA, Owens PL (เมษายน 17, 2015). "Surgeries in Hospital-Owned Outpatient Facilities, 2012". HCUP Statistical Brief (188). Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ มีนาคม 12, 2015.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Monahan-Earley, R.; Dvorak, A. M.; Aird, W. C. (2013). "Evolutionary origins of the blood vascular system and endothelium". Journal of Thrombosis and Haemostasis. 11 (Suppl 1): 46–66. doi:10.1111/jth.12253. PMC 5378490. PMID 23809110.
- ↑ Bailey, Regina. "Circulatory System". biology.about.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-11-29. สืบค้นเมื่อ 2022-02-23.
- ↑ Simões-Costa, Marcos S.; Vasconcelos, Michelle; Sampaio, Allysson C.; Cravo, Roberta M.; Linhares, Vania L.; Hochgreb, Tatiana; Yan, Chao Y.I.; Davidson, Brad; Xavier-Neto, José (2005). "The evolutionary origin of cardiac chambers". Developmental Biology. 277 (1): 1–15. doi:10.1016/j.ydbio.2004.09.026. PMID 15572135.
- 1 2 Jurd, Richard David (มกราคม 2004). Instant Notes Animal Biology. Garland Science. น. 134. ISBN 978-1-85996-325-8. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-12-06. สืบค้นเมื่อ 2016-03-13.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Crocodilian Hearts". National Center for Science Education. ตุลาคม 24, 2008. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ กันยายน 26, 2015. สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 3, 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Dwivedi, Girish & Dwivedi, Shridhar (2007). "History of Medicine: Sushruta – the Clinician – Teacher par Excellence" เก็บถาวร ตุลาคม 10, 2008 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Indian J Chest Dis Allied Sci Vol. 49 pp. 243–244, National Informatics Centre (Government of India).
- ↑ ดู Timaeus 77a–81e สำหรับการอภิปรายเชิงวิชาการ ดู Douglas R. Campbell, "Irrigating Blood: Plato on the Circulatory System, the Cosmos, and Elemental Motion," Journal of the History of Philosophy 62 (4): 519–541. 2024. ดูเพิ่มเติมที่ Francis Cornford, Plato's Cosmology: The Timaeus of Plato, Indianapolis: Hackett, 1997.
- ↑ ข้อความหลักในที่นี้มาจากบันทึกของฮิปโปกราแตสเรื่อง On The Heart ซึ่งเอลิซาเบธ เครก (Elizabeth Craik) แย้งว่าเขียนขึ้นระหว่าง 300 ถึง 250 ปีก่อนคริสตกาล ดู Craik, Elizabeth. 2015. The ‘Hippocratic’ Corpus: Content and Context. New York: Routledge.
- ↑ Shoja, M.M.; Tubbs, R.S.; Loukas, M.; Khalili, M.; Alakbarli, F.; Cohen-Gadol, A.A. (2009). "Vasovagal syncope in the Canon of Avicenna: The first mention of carotid artery hypersensitivity". International Journal of Cardiology. 134 (3): 297–301. doi:10.1016/j.ijcard.2009.02.035. PMID 19332359.
- ↑ Chamsi-Pasha, MA; Chamsi-Pasha, H (มกราคม 2014). "Avicenna's contribution to cardiology". Avicenna Journal of Medicine. 4 (1): 9–12. doi:10.4103/2231-0770.127415. PMC 3952394. PMID 24678465.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 West, J.B. (2008). "Ibn al-Nafis, the pulmonary circulation, and the Islamic Golden Age". Journal of Applied Physiology. 105 (6): 1877–1880. doi:10.1152/japplphysiol.91171.2008. PMC 2612469. PMID 18845773.
- ↑ Gonzalez Etxeberria, Patxi (2011) Amor a la verdad, el – vida y obra de Miguel servet [The love for truth. Life and work of Michael Servetus]. Navarro y Navarro, Zaragoza, collaboration with the Government of Navarra, Department of Institutional Relations and Education of the Government of Navarra. ISBN 84-235-3266-6 pp. 215–228 & 62nd illustration (XLVII)
- ↑ Michael Servetus Research เก็บถาวร 2012-11-13 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Study with graphical proof on the Manuscript of Paris and many other manuscripts and new works by Servetus
- ↑ Pormann, Peter E. and Smith, E. Savage (2007) Medieval Islamic medicine Georgetown University, Washington, D.C., p. 48, ISBN 1-58901-161-9.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Circulatory Pathways in Anatomy and Physiology by OpenStax
- The Circulatory System
- Michael Servetus Research Study on the Manuscript of Paris by Servetus (1546 description of the Pulmonary Circulation)