การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง หรือ อัตกาม[1][2] คือการกระตุ้นอวัยวะเพศของตนเองเพื่อกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศหรือความพอใจอื่น ๆ ปกติจะทำจนถึงความเสียวสุดยอดทางเพศ[3] การกระตุ้นอาจใช้มือ นิ้วมือ วัตถุในชีวิตประจำวัน เซ็กซ์ทอย หรือรวมกัน[3][4] การสำเร็จความใคร่ร่วมกัน (กระตุ้นทางเพศด้วยตนเองร่วมกับเพื่อน) สามารถแทนการสอดใส่ได้ จากการศึกษาพบว่าการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองพบมากในมนุษย์ทุกเพศ และทุกวัย กิจกรรมการสำเร็จความใคร่นับว่ามีประโยชน์ทางการแพทย์และจิตวิทยา ยังไม่มีความสัมพันธ์เหตุภาพระหว่างการสำเร็จความใคร่กับความผิดปกติทางจิตหรือทางร่างกายใด ๆ[5]

มีการพรรณนาถึงการสำเร็จความใคร่ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีการพูดถึงและอภิปรายถึงในงานเขียนยุคแรก ๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 นักเทววิทยาและหมอชาวยุโรปมองว่า "น่าเกลียด" "น่าตำหนิ" และ "น่ากลัว" แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ข้อห้ามดังกล่าวเริ่มลดความสำคัญลง มีการอภิปรายและพรรณนาถึงการสำเร็จความใคร่ในงานศิลปะ ดนตรีสมัยนิยม โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และวรรณกรรม ในปัจจุบัน ศาสนาต่าง ๆ มีมุมมองต่อการสำเร็จความใคร่ที่แตกต่างกัน บางศาสนามองว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นภัยต่อจิตใจ บางศาสนามองว่าไม่เป็นภัยดังกล่าว และบางศาสนามองต่างกันตามสถานการณ์ การสำเร็จความใคร่ในทางกฎหมายมีความแตกต่างตามช่วงประวัติศาสตร์ และการสำเร็จความใคร่ในที่สาธารณะในหลายประเทศมองว่าผิดกฎหมาย[6]

วิธีสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง[แก้]

วิธีสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของหญิงและชาย จะเกี่ยวข้องกับการลูบไล้หรือคลึงบริเวณอวัยวะเพศ ด้วยนิ้วหรือวัตถุต่างๆเช่น หมอน, สอดนิ้วหรือวัตถุเข้าไปในช่องคลอดหรือรูทวาร, กระตุ้นองคชาตหรือปุ่มกระสันด้วยไวเบรเตอร์ ฯลฯ ขณะที่กำลังสำเร็จความใคร่ ทั้งชายและหญิงอาจจะมีความสุขกับการสัมผัส ถู คลึงที่หัวนม หรือบริเวณที่ไวต่อความรู้สึก ทั้งชายและหญิงอาจใช้สารหล่อลื่นเพื่อช่วยเพิ่มความรู้สึกได้

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองมักกระทำร่วมกับการดูหนังโป๊หรือการอ่านหนังสือโป๊ นอกจากนี้บางคนยังอาจสวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกพิเศษในขณะสำเร็จความใคร่ เช่น การสวมเสื้อผ้าที่รัดรูป, รัดอวัยวะเพศ หรือการแต่งกายด้วยเสื้อผ้า และ/หรือ ชุดชั้นในของเพศตรงข้าม

ผู้หญิง[แก้]

ภาพ Woman seated with thighs apart ของกุสตาฟ คลิมต์ (1916) แสดงการสำเร็จความใคร่ของผู้หญิง

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของผู้หญิงนั้นมีหลายวิธีและหลากหลายกว่าผู้ชาย แตกต่างกันไปตามปัจจัยและรสนิยมส่วนตัวของแต่ละคน วิธีสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองทำได้โดยการลูบหรือคลึงที่แคมโดยเฉพาะที่ปุ่มกระสัน ด้วยนิ้วกลางหรือนิ้วชี้ ที่เรียกกันว่า ตกเบ็ด หรืออาจใช้หลายๆนิ้วสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดและลูบบริเวณผนังด้านหน้าซ้ำๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของจุดจีสปอต (จากงานวิจัยของ มาสเตอรส์ และ จอห์นสัน พบว่า 10% ของผู้หญิงเท่านั้นที่ถึงจุดสุดยอดได้โดยการกระตุ้นที่ช่องคลอดเพียงอย่างเดียว) หรืออาจใช้ไวเบรเตอร์, ดิลโด้ หรือวัตถุอื่นช่วยกระตุ้นช่องคลอดและปุ่มกระสัน ผู้หญิงบางคนจะใช้มือข้างที่ว่างลูบเต้านมหรือหัวนมของตนไปด้วย การกระตุ้นทางรูทวารก็ทำให้มีความสุขได้เช่นกันเพราะมีปลายประสาทอยู่บริเวณนั้นหลายพันเส้น

บางครั้งก็มีการใช้สารหล่อลื่น โดยเฉพาะในส่วนที่ทะลุผ่านเข้าไป แต่ก็ไม่ได้ทำกันทุกคน เพราะผู้หญิงหลายคนก็มีสารหล่อลื่นที่หลั่งมาเองเพียงพออยู่แล้ว บางคนจะหลั่งสารหล่อลื่นออกมาได้มากเมื่ออยู่กับผู้อื่น ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลทางด้านสภาพจิตใจ

ผู้หญิงหลายคนสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองในอ่างอาบน้ำ หรือบ่อน้ำร้อน บางครั้งก็ใช้น้ำอุ่นกระตุ้นปุ่มกระสัน ท่าที่ใช้กันส่วนใหญ่คือท่านอนหงาย นอนคว่ำ นั่ง นั่งยองๆ และยืนแหกขา บางคนอาจนอนคว่ำแล้วคร่อมกับหมอน หรือขอบเตียง หรือม้วนเสื้อผ้าแล้วใช้เนินแคมหรือปุ่มกระสันถูกับมัน บางคนก็ยืนถูกับมุมของเฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่เครื่องซักผ้าก็ใช้กระตุ้นปุ่มกระสันผ่านแคมและเสื้อผ้าได้

บางคนถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการนั่งไขว่ห้างและเกร็งขา ซึ่งช่วยสร้างแรงกดที่อวัยวะเพศได้ วิธีนี้ใช้ได้ผลในที่สาธารณะที่ไม่มีใครจ้องมอง บางคนอาจใช้การกดเพียงอย่างเดียวที่ปุ่มกระสันโดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรง เช่นการกดที่กางเกงในหรือเสื้อผ้า หรือการดึง รัดกางเกงชั้นในให้รัดบริเวณร่องอวัยวะเพศ

การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดเสียงร้องครวญคราง เสียงโอดโอยเมื่อถึงจุดสุดยอดและเมื่อได้ยินเสียงครางก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศอีกด้วยซึ่งบางคนจะทำการกระทำดังกล่าวไปพร้อมๆกับการดูสื่อโป๊หรือหนังที่หญิงสาวชายหนุ่มเปลือยร่างและกระทำกันรุนแรงทางเพศ

ผู้ชาย[แก้]

ภาพเซเทอร์บนแจกันของกรีก (560-550 BC) แสดงการสำเร็จความใคร่ของผู้ชาย

วิธีสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของผู้ชายขึ้นอยู่กับปัจจัยและรสนิยมส่วนตัวของแต่ละคน วิธีการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของผู้ชายที่ขริบแล้ว กับผู้ชายที่ไม่ได้ขริบอาจจะต่างกัน วิธีหนึ่งอาจใช้ได้ดีกับคนหนึ่ง แต่อาจสร้างความเจ็บปวดให้กับอีกคน

วิธีที่ใช้กันมากที่สุด เรียกว่า การชักว่าว วิธีคือ ใช้มือข้างที่ถนัดกำรอบองคชาตที่แข็งตัว แล้วรูดขึ้นรูดลง จากโคนสู่ปลาย จากปลายย้อนกลับลงมาที่โคน สลับกันไปมาเรื่อย ๆ จะรู้สึกเสียว จนกระทั่งถึงจุดสุดยอด ถ้าไม่ได้ขริบ มือที่รูดจะไม่ได้สัมผัสกับหัวองคชาตโดยตรง แต่จะสัมผัสกับหนังหุ้มซึ่งลดแรงเสียดทาน แต่ถ้าขริบแล้ว มืออาจจะสัมผัสกับหัวองคชาตโดยตรง

การชักว่าว ถือเป็นวิธีสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและเป็นที่นิยมกระทำมากที่สุดของผู้ชายทั่วโลก ไม่ว่าชนชาติไหนก็จะใช้วิธีการเดียวกันนี้ และมีมาช้านานตั้งแต่โบราณกาล

อีกวิธีหนึ่ง คือ การใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งจับที่กึ่งกลางองคชาต แล้วรูดหนังหุ้มเข้าออก หรืออาจใช้นิ้วจับองคชาตในลักษณะเดียวกับจับขลุ่ย แล้วรูดเข้าออก

วิธีที่มีคนใช้น้อย คือ การนอนคว่ำลงบนที่นุ่ม ๆ เช่นที่นอนหรือหมอน แล้วถูองคชาต หรือกดองคชาตเข้า ๆ ออก ๆ กับที่นอนหรือหมอนนั้น คล้ายการร่วมเพศ จนกว่าจะถึงจุดสุดยอด หรือการนอนคว่ำหน้ากับพื้นแล้วถูไถบดคลึงองคชาตที่อ่อนตัวกับพื้นห้องก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้ถึงจุดสุดยอดได้ซึ่งวิธีนี้พบว่าเป็นวิธีที่เด็กชายหลายคนเคยชอบทำมาก่อนเมื่อตอนเด็ก ๆ โดยที่พวกเขามักไม่รู้ว่านี่คือการสำเร็จความใคร่ด้วยเองรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้แม้ร่างกายจะยังไม่มีการสร้างน้ำอสุจิ แต่ก็สามารถรู้สึกเสียวและถึงจุดสุดยอดได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่เช่นกัน

บางคนอาจใช้ช่องคลอดเทียมหรือวัตถุที่ทำให้มีลักษณะคล้ายช่องคลอด เช่น แตงโมเจาะรู หมอนที่มีรู เนื้อสัตว์ ปลาหมึก ฯลฯ ในการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง โดยอาจสอดองคชาตเข้าไปในรูหรือช่อง ให้เหมือนกับการมีเพศสัมพันธ์ วิธีเหล่านี้อาจทำให้เจ็บหรือถลอกได้ หากถูแรงเกินไป บางคนอาจลูบอัณฑะ หัวนม ก้น หรือส่วนอื่นของร่างกายขณะที่สำเร็จความใคร่ไปด้วย บางคนอาจใช้ไวเบรเตอร์หรืออุปกรณ์ทางเพศอื่น ๆ ที่นิยมใช้ในผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีผู้ชายบางคนที่สามารถการใช้ปากกับอวัยวะเพศชายของตัวเองอมหรือเลียอวัยวะเพศชายของตัวเองได้

ผู้ชายบางคนอาจมีการสวมกางเกงที่รัดรูป เช่น กางเกงชั้นใน บ็อกเซอร์ กางเกงฟุตบอลหรือกางเกงกีฬาอืนที่กดรัดอวัยวะเพศไว้ ขณะทำการสำเร็จความใคร่ก็ได้ โดยอาจใช้มือลูบคลำภายนอกกางเกง หรือใช้วิธีนอนคว่ำหน้าก็ได้ซึ่งจะทำให้องคชาตอยู่ในรูปร่างท่าทางที่ถูไถกับที่นอนหรือหมอนได้สะดวกยิ่งขึ้น มีข้อดีคือทำให้สามารถถึงจุดสุดยอดได้ทันทีตามที่ด้องการ เนื่องจากมีกางเกงช่วยซึมซับน้ำอสุจิไม่ให้เลอะเทอะออกมาภายนอก หรือสามารถช่วยตัวเองได้ในสถานที่ที่ไม่เป็นส่วนตัวนัก เช่น นักเรียนในหอพักอาจทำใต้ผ้าห่ม

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่สร้างน้ำเมือกไปผสมกับน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมากไวต่อการสัมผัส ซึ่งกระตุ้นได้โดยตรงด้วยการใช้นิ้วหรือดิลโด้ที่ทาสารหล่อลื่นสอดไปทางรูทวาร จนถึงลำไส้ใหญ่ การกระตุ้นต่อมลูกหมากจากภายนอกด้วยการกดบริเวณฝีเย็บจะให้ความสุขได้

ความถี่ อายุ เพศ[แก้]

ความถี่ของการสำเร็จความใคร่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความสามารถในการยังยั้งอารมณ์ทางเพศ ระดับฮอร์โมนเพศ (Physiology & Behavior, 2005 Oct 15; Vol. 86 (3), pp. 356-68) และทัศนคติต่อการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอันเป็นผลจากวัฒนธรรม [7] "นักศึกษาหญิงจำนวน 48 คน ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับทัศนคติต่อความถี่ในการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง นักศึกษาจำนวน 24 คนจากกลุ่มนี้ถูกแยกไปดูหนังเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของผู้หญิง อีก 1 เดือนต่อมา มีการถามคำถามด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ไปดูหนังมีการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองบ่อยครั้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ดู อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ไปดูหนังกล่าวว่าการดูหนังไม่มีผลต่อทัศนคติในการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของพวกเธอ"

เชื่อกันว่าคนส่วนใหญ่เริ่มสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จากการสำรวจของนิตยสาร NOW เมื่อปี 2004 โดยการสุ่มถามคนจำนวนหลายพันคน [8] พบว่าผู้ชาย 81% เริ่มสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเมื่ออายุ 10 - 15 ปี ขณะที่ในผู้หญิง มีเพียง 55% ที่เริ่มสำเร็จความใคร่ในวัยเดียวกัน

ในเพศชายหลังเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่ม(puberty)แล้วเป็นที่ยอมรับกันว่าแทบทุกคนล้วนต้องเคยผ่านประสบการณ์การสำเร็จความใคร่ เป็นการเรียนรู้ขั้นตอนการหาความสุขทางเพศที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องจากในช่วงดังกล่าวจะมีแรงกระตุ้นทางเพศไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เพศหรือการแข็งตัวขององคชาติ การเริ่มสำรวจร่างกายตนเองและทดลองสัมผัสกับอวัยวะเพศทำให้เกิดความพึงพอใจและมีการพัฒนารูปแบบขึ้นจนกลายเป็นวิธีการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองในที่สุด เด็กผู้ชายแต่ละคนอาจค้นพบกิจกรรมดังกล่าวแตกต่างกัน บางคนค้นพบด้วยตนเองเมื่อมีการกระตุ้นอวัยวะเพศขณะแข็งตัวโดยไม่ตั้งใจ เช่น ขณะนอนคว่ำ กอดหมอนข้าง หรือสวมใส่กางเกงชั้นใน บางคนอาจได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนเพศเดียวกันหรือพี่ชาย เนื่องจากการพูดคุยเรื่องกิจกรรมการชักว่าวและเรื่องเพศอื่นๆเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นชาย ส่วนที่เหลืออาจเรียนรู้จากสื่อ เช่น อินเทอร์เน็ตหรือหนังสือเพศศึกษา เป็นต้น

ผลสำรวจจากนิตยสาร NOW ระบุว่า ความถี่ของการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจะค่อยๆลดลงหลังอายุ 17 ปีขึ้นไป ผู้ชายส่วนใหญ่ยังสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองวันละครั้งหรือมากกว่าไปจนถึงอายุ 30 ปี และอาจมากกว่านั้น โดยเฉพาะในผู้หญิง ความถี่จะลดลงอย่างมาก และค่อยๆลดลงช้ากว่าผู้ชาย ผู้หญิงอายุ 13 - 17 ปี สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองโดยเฉลี่ยเกือบ 1 ครั้งต่อวัน ผู้หญิงที่โตเต็มที่สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองประมาณ 8 - 9 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับผู้ชายอายุ 18 - 22 ปี

ความสามารถในการสำเร็จความใคร่จะลดลงตามอายุ มีรายงานว่าวัยรุ่นบางคนสามารถสำเร็จความใคร่ได้ถึงวันละ 6 ครั้งหรือมากกว่า ขณะที่ชายวัยกลางคนแม้เพียงครั้งเดียวต่อวันก็ยากแล้ว การสำรวจนี้ไม่ได้กล่าวถึงการความเจ็บป่วยและประวัติของผู้ตอบ และเป็นข้อมูลที่ได้จากสำรวจผู้ที่อ่านนิตยสารเล่มนี้เท่านั้น ดังนั้นข้อมูลจึงไม่สามารถนำไปเป็นข้อมูลทั่วไปได้

ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ[แก้]

การสำเร็จความใคร่ช่วยลดความซึมเศร้าและผ่อนคลายได้และยังช่วยสร้างความพึงพอใจในตนเอง (Hurlbert & Whittaker, 1991) การสำเร็จความใคร่ยังมีส่วนในการรักษาสัมพันธภาพ กล่าวคือ ถ้าความต้องการทางเพศของสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกัน การสำเร็จความใคร่จึงเป็นทางออกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ของทั้งสอง

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ทีมวิจัยจากออสเตรเลียนำโดย Graham Giles ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องความถี่ในการสำเร็จความใคร่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก[9] และการหลั่งน้ำอสุจิจากการสำเร็จความใคร่ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าหลั่งจากการร่วมเพศ เพราะการร่วมเพศอาจทำให้ได้รับโรคติดต่อซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

จากงานวิจัยของ Stuart Brody พบว่า ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด คนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์จะมีความดันเลือดต่ำกว่าคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์และสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองมาก่อน 1 วันหรือมากกว่า (Brody, 2006)

การสำเร็จความใคร่ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายอาจก่อให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ถ้าน้ำกามสัมผัสกับแคม (อวัยวะเพศ) การสำเร็จความใคร่อาจเป็นการกระจายโรคติดต่อหากมีการสัมผัสของเหลวจากร่างกาย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสของเหลวจากอีกฝ่ายหากยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหรือไม่ วัตถุที่ใส่ไปในช่องคลอดหรือรูทวารต้องสะอาดและไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ ไม่ควรนำวัตถุใดๆใส่เข้าไปในรูทวารหรือช่องคลอดทั้งอัน หรือวัตถุที่ร้อนหรือเป็นครีบ มิฉะนั้นแล้ว อาจจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อนำวัตถุนั้นออกมา ดิลโด้สมัยใหม่จึงมักถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น เช่น ไม่สามารถสอดเข้าไปทั้งอันได้โดยง่าย เป็นต้น

ความเย้ายวนให้สำเร็จความใคร่อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการติดใจในเพศรส ซึ่งมีผลทำให้บุคคลที่มีอาการดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีความต้องการทางเพศสูงกว่า และ/หรือ บ่อยครั้งกว่าบุคคลปกติทั่วไป

นอกจากนี้ มีการค้นพบว่า โดยพบความผิดปกติทุกกรณี 1ต่อ100คน ทั้งนี้ส่วนใหญ่สาเหตุที่ทำให้อวัยวะเพศโค้งงอนั้น มาจากการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากมีเพศสัมพันธ์ หรือการช่วยตัวเองอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดการฉีกขาดตรงบริเวณปอกของเนื้อ เยื่อที่ทำให้อวัยวะเพศขยายตัว แต่ไม่ถึงกับหัก มีเพียงรอยแผล และเกิดเป็นแผลเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด นอกจากนั้นมีจำนวนเล็กน้อยที่เกิดจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยาลดความดัน [10]

จากการวิจัยพบว่า การช่วยตัวเองในผู้ชายสามารถลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้[11]

อ้างอิง[แก้]

  1. Volubilis Dictionary 1.0
  2. กนกวรรณ ทองตะโก, เราะมะฎอน (Ramaḍān), ราชบัณฑิตยสถาน.
  3. 3.0 3.1 "Masturbation – Is Masturbation Normal or Harmful? Who Masturbates? Why Do People Masturbate?". WebMD. 4 March 2010. สืบค้นเมื่อ 17 August 2011. 
  4. Based on "masturbation" in Merriam-Webster's Collegiate Dictionary, Eleventh Edition, Merriam-Webster, Inc., 2003
  5. Coleman, Eli (2012) [2002]. "Masturbation as a Means of Achieving Sexual Health". In Bockting, Walter O.; Coleman, Eli. Masturbation as a Means of Achieving Sexual Health. New York: Routledge, Taylor & Francis Group. p. 7. ISBN 0-7890-2047-5. OCLC 50913590. "Despite the scientific evidence indicating that masturbation is generally a normal variant of sexual expression and that it does not seem to have a causal relationship with sexual pathology, negative attitudes about masturbation persist and it remains stigmatized." 
  6. Hallikeri, Vinay R.; Gouda, Hareesh S.; Aramani, Sunil C.; Vijaykumar, A.G.; Ajaykumar, T.S. (July–December 2010). "MASTURBATION—AN OVERVIEW". Journal of Forensic Medicine and Toxicology (New Delhi: Medicolegal Society) 27 (2): 46–49. ISSN 0971-1929. "Today, masturbatory act is considered as a healthy practice when done in private and an offence if done in the public in most of the countries." 
  7. E. Heiby and J. Becker
  8. http://www.nowtoronto.com/minisites/loveandsex/2004/s_survey_results.php
  9. http://www.blackwell-synergy.com/links/doi/10.1046/j.1464-410X.2003.04319.x/abs/
  10. "พบชายไทย 1 ใน 100 เจ้าโลกโค้งผิดรูป ชี้โค้งเกิน 45 เปอร์เซ็นต์เซ็กซ์มีปัญหาต้องผ่าตัด". ผู้จัดการ. 2008-08-06. 
  11. Masturbation 'cuts cancer risk'

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]