การทำชู้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การทำชู้ คือ การมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มิใช่คู่สมรส ซึ่งถือกันว่า เป็นเรื่องน่าประณามตามเหตุผลทางสังคม ศาสนา ศีลธรรม หรือกฎหมาย แม้กิจกรรมทางเพศที่ถือเป็นการทำชู้ รวมถึงผลที่ตามมาในทางสังคม ศาสนา และกฎหมายนั้น จะแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม แต่แนวคิดเกี่ยวกับการทำชู้มีอยู่ในหลายวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นไปในทำนองเดียวกันในศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนายิว[1] โดยทั่วไปการร่วมประเวณีแม้ครั้งเดียวก็ถือกันว่า เพียงพอแล้วที่จะนับเป็นการทำชู้

ในภาษาไทยปัจจุบัน คำว่า ชู้ หมายถึง ชายที่มีความสัมพันธ์กับหญิงที่มิใช่คู่สมรส ดังนั้น ชายทำชู้ เรียกว่า เป็นชู้ หญิงทำชู้ เรียกว่า มีชู้[2] เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. 2550 บัญญัติว่า "เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้ (1) สามีหรือภริยา...เป็นชู้หรือมีชู้"[3]

ในทางประวัติศาสตร์ หลาย ๆ วัฒนธรรมมองว่า การทำชู้เป็นอาชญากรรมร้ายแรงอย่างยิ่ง บางวัฒนธรรมก็กำหนดให้มีโทษทัณฑ์ร้ายแรง โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง และบางทีก็สำหรับผู้ชายด้วย โทษที่ลงนั้นก็เป็นต้นว่า ประหารชีวิต ตัดอวัยวะ หรือทรมาน[4] การลงโทษดังกล่าวค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก ส่วนในบางประเทศที่การทำชู้ยังเป็นความผิดอาญาอยู่ โทษที่ลงก็มีปรับเงินไปจนถึงเฆี่ยนตี[5] แม้กระทั่งประหารชีวิตก็มี นอกจากนี้ นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา กฎหมายอาญาที่ให้ลงโทษการทำชู้นั้นกลายเป็นที่ถกเถียง ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่เลิกประกาศให้การทำชู้เป็นความผิดอาญา และองค์การระหว่างประเทศหลายองค์การก็เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่ประกาศให้การทำชู้เป็นความผิดอาญา โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ลงโทษผู้ทำชู้ด้วยการปาหินให้ตายในหลาย ๆ ประเทศ[6] อย่างไรก็ดี แม้ในท้องที่ที่เลิกประกาศให้การทำชู้เป็นความผิดอาญาแล้ว การทำชู้ก็ยังมีผลบางประการในทางกฎหมาย โดยเฉพาะในท้องที่ที่ใช้กฎหมายว่าด้วยการหย่าที่อ้างอิงความประพฤติผิดของคู่สมรส ที่ซึ่งการทำชู้มักเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ และอาจเป็นปัจจัยในการตกลงแบ่งทรัพย์สิน ตกลงเรื่องใช้อำนาจปกครองบุตร หรือปฏิเสธให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วย

ปัจจุบัน ท้องที่ที่ประกาศให้การทำชู้เป็นความผิดอาญานั้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ประชาชนโดยมากถือศาสนาอิสลาม อีกจำนวนหนึ่งเป็นประเทศแถบกึ่งซาฮาราแอฟริกาซึ่งประชาชนโดยมากถือศาสนาคริสต์ ที่เหลือ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และรัฐบางรัฐของสหรัฐ สำหรับประเทศมุสลิมที่ใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น ผู้ทำชู้อาจถูกลงโทษด้วยการปาหินให้ตาย[7] มีประเทศ 15 ประเทศที่ให้การปาหินเป็นการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมาย[8] แต่ในบรรดาประเทศเหล่านั้น มีเพียงอิหร่านกับโซมาเลียที่ยังปาหินกันอยู่[9]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Encyclopædia Britannica Online, "Adultery"". Britannica.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2010.
  2. เพ็ญศรี สมุทรรัตน์ (2557). "อุทาหรณ์ก่อนทำผิด ชู้กับวินัย" (pdf). สำนักงาน ก.พ. กรุงเทพฯ: สำนักงาน ก.พ. สืบค้นเมื่อ 2562-12-10. Check date values in: |accessdate=, |year= (help)
  3. "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" (html). ห้องสมุดกฎหมาย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. 2560-04-07. สืบค้นเมื่อ 2562-12-10. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  4. The doctrine and law of marriage, adultery, and divorce ที่ Google Books
  5. "Aceh woman, gang-raped by vigilantes for alleged adultery, now to be flogged". The Age. 6 May 2014.
  6. "IPS – Adultery Laws Unfairly Target Women, U.N. Says | Inter Press Service". Ipsnews.net. 24 October 2012. สืบค้นเมื่อ 28 September 2013.
  7. "Punishment for adultery in Islam". Religioustolerance.org. สืบค้นเมื่อ 26 February 2015.
  8. Thomson Reuters Foundation. "INFOGRAPHIC: Stoning - where is it legal?". Trust.org. สืบค้นเมื่อ 26 February 2015.
  9. Mic (16 October 2013). "Women Around the World Are Being Stoned to Death. Do You Know the Facts?". Mic. สืบค้นเมื่อ 26 February 2015.