ความสำส่อน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ความสำส่อน (อังกฤษ: promiscuity) คือการมีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งคราว บ่อยครั้งกับหลายคน โดยไม่เลือกคู่นอน[1] ส่วนใหญ่มีความหมายในแง่ลบ เรื่องศีลธรรมในสังคมที่เชื่อว่าการมีเพศสัมพันธ์คือความสัมพันธ์แบบคู่สมรส ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่แสดงถึงความสำส่อนได้แก่ การมีคู่นอนคืนเดียว นักวิจัยใช้ความถี่เป็นตัววัดความสำส่อน[2]

พฤติกรรมทางเพศใดที่ถือว่าเป็นสิ่งที่สำส่อนแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม เช่นเดียวกับความแพร่หลายของความสำส่อนทางเพศ มาตรฐานที่แตกต่างกันมักใช้กับเพศและสถานะทางแพ่งต่าง ๆ นักคตินิยมสิทธิสตรีโต้เถียงกันอย่างมีนัยสำคัญ ถึงความสองมาตรฐานที่มีอยู่ระหว่างวิธีการที่ชายและหญิงได้รับการตัดสินสำหรับความสำส่อนทางเพศ

ในอดีต สามัญทัศน์ของผู้หญิงสำส่อนมีแนวโน้มที่จะอยู่ในแง่ลบ เช่น "หญิงมั่วโลกีย์" หรือ "หญิงแพศยา" ในขณะที่ของผู้ชายมีความหลากหลายกว่า บางก็แสดงความเห็นชอบ เช่น "ผู้ชายที่เก่งในการผลิตลูก" หรือ "ผู้เล่น" ในขณะที่บางคำหมายถึง ความแตกต่างจากทางสังคม เช่น "คนเจ้าชู้" หรือ "คนหัวงู"[3] อย่างไรก็ตามการศึกษาในภายหลังแสดงหลักฐานถึงความมีสองมาตรฐานระหว่างชายและหญิง[4][5][6]

การศึกษาทั่วโลก[แก้]

ใน พ. ศ. 2551 งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศในแต่ละประเทศพบว่าคนฟินแลนด์มีคู่นอนเยอะที่สุดในโลกอุตสาหกรรม และชาวอังกฤษมีจำนวนคู่นอนมากที่สุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก โดยงานวิจัยได้วัดทัศนคติต่อเพศสัมพันธ์เป็นครั้งคราว คู่นอนคืนเดียว และจำนวนคู่นอนทั้งหมด[7][8][9]การสำรวจทั่วประเทศในสหราชอาณาจักรประจำปี พ.ศ. 2557 ระบุว่าลิเวอร์พูลเป็นเมืองที่สำส่อนมากที่สุดของประเทศ[10]

ตำแหน่งของสหราชอาณาจักรในดัชนีระหว่างประเทศ "อาจเชื่อมโยงกับการยอมรับทางสังคมที่เพิ่มขึ้นของความสำส่อนในหมู่ผู้หญิงและผู้ชาย" การจัดอันดับของสหราชอาณาจักรได้รับการกล่าวถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่นการลดลงของศีลธรรมทางศาสนาเกี่ยวกับเซ็กส์นอกการแต่งงาน การเติบโตของการจ่ายเงินเท่ากันและสิทธิอันเท่าเทียมกันสำหรับสตรีและบุรุษ และวัฒนธรรมป๊อปที่สงเสริมเสรีภาพทางเพศ

10 อันดับแรกในดัชนีความสำส่อน ของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน โดยเรียงลำดับจากน้อยไปมาก คือ สหราชอาณาจักร เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ตุรกี เม็กซิโก และแคนาดา

การสำรวจที่ดำเนินการใน พ.ศ. 2550 โดยผู้ผลิตถุงยางอนามัย Durex ได้ทำการวัดความสำส่อน โดนการนับจำนวนคู่นอนทั้งหมด ผลการสำรวจพบว่าชายออสเตรียมีจำนวนคู่นอนมากที่สุดในโลก โดยเฉลี่ยมี 29.3 คน สตรีนิวซีแลนด์มีจำนวนคู่นอนมากที่สุดสำหรับสตรีในโลกโดยเฉลี่ย 20.4 คน ในทุกประเทศที่ได้รับการสำรวจผู้ชายรายงานว่าเป็นคู่นอนมากกว่าผู้หญิงยกเว้นในประเทศนิวซีแลนด์[11]

การวิจัยพบว่าผู้คนจากประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วมีคู่นอนมากกว่าผู้ที่มาจากประเทศกำลังพัฒนา ทว่าอัตราการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศกำลังพัฒนากลับสูงกว่า

ตามการสำรวจเพศทั่วโลกประจำ พ.ศ. 2548 โดย Durex คนโดยเฉลี่ยมี 9 คู่นอน มากที่สุดในตุรกี (14.5) และออสเตรเลีย (13.3) และอย่างน้อยที่สุดในอินเดีย (3) และจีน (3.1)[12]

ความสำส่อนในชาย[แก้]

รูปเหมือนของจาโกโม กาซาโนวา

การศึกษาในสหรัฐในค.ศ.1994 ซึ่งสำรวจจำนวนคู่นอนพบว่า 20% ของชายรักต่างเพศมีคู่นอนคนเดียว 55% มีระหว่าง 2 - 20 คน และ 25%มีคู่นอนมากกว่า 20 คน [13] การศึกษาในค.ศ. 2012 ก็ให้ผลใกล้เคียงกัน[14]

การศึกษาในสหรัฐในค.ศ.1989 พบ การมีคู่นอนมากกว่า 100 คน แต่ไม่เยอะนัก[15] ข้อมูลการสำรวจทางสังคมโดยทั่วไปแสดงให้เห็นว่าจำนวนคู่นอนของผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงมีความคล้ายคลึงกัน แต่ความแตกต่างดังกล่าวมีสัดส่วนของผู้ที่มีจำนวนคู่รักมาก จะมากกว่าในเกย์ แต่เป็นชนกลุ่มน้อยสำหรับทั้งสองกลุ่ม[16] ในปี 2014 เว็บไซต์ OkCupid ได้เผยแพร่ข้อมูลว่าผู้ใช้เกย์มีค่ามัธยฐานคู่นอนตลอดชีพ 4 คน ซึ่งน้อยกว่าชายรักต่างเพศที่ 6 คน[17] การศึกษาในปี 2007 พบว่าชายเกย์ส่วนใหญ่มีเซ็กส์กับคู่นอนโดยไม่ป้องกันจำนวนไม่ต่างจากชายรักต่างเพศ[18][19]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Promiscuous - definition of promiscuous by the Free Online Dictionary". The Free Dictionary. สืบค้นเมื่อ 21 September 2013. 
  2. "UK’s most promiscuous city in ‘one night stand’ poll revealed". Metro.co.uk. Associated Newspapers Limited. 
  3. Marks, Michael; Fraley, R. (2005). "The Sexual Double Standard: Fact or Fiction?". Sex Roles 52 (3-4): 175–186. doi:10.1007/s11199-005-1293-5. 
  4. Erin A. Vogel (2012). "Attachment Theory and the Sexual Double Standard". Illinois Wesleyan University Honors Project.
  5. ""Would You Go To Bed With Me Tonight?": Stigma and the Sexual Double Standard - - - Science of Relationships". scienceofrelationships.com. 
  6. "Motives for the Sexual Double Standard: A Test of Female Control Theory". SPSP. 
  7. Waite, Roger (2008-11-30). "Britain on top in casual sex league". The Times (London). สืบค้นเมื่อ 2010-05-22. 
  8. Beckford, Martin; Jamieson, Alastair (2008-11-30). "Britain is among casual sex capitals of the Western world, research claims". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ 2010-05-22. 
  9. "British top promiscuity study". UPI. 
  10. "Liverpool named UK’s most promiscuous city". themetro.co.uk. Mark Molloy. 
  11. New Zealand women most promiscuous The Sydney Morning Herald
  12. http://www.data360.org/pdf/20070416064139.Global%20Sex%20Survey.pdf, page 6
  13. Seidman, S. N.; Rieder, R. O. (1994). "A review of sexual behavior in the United States". Am J Psychiatry 151: 330–341. doi:10.1176/ajp.151.3.330. 
  14. Lehmiller, J. J. (2012). "What’s Your Number?". The Psychology of Human Sexuality. 
  15. Friedman, Richard C.; Downey, Jennifer I. (October 6, 1994). "Homosexuality". New England Journal of Medicine (Massachusetts Medical Society) 331 (14): 923–930. PMID 8078554. doi:10.1056/NEJM199410063311407. 
  16. Tim Fisher (November 1, 2006). A Response to David Glesne, Regarding Promiscuity Statisticsin the context of his book, Understanding Homosexuality (รายงาน). http://timrfisher.tripod.com/dgstats.htm. 
  17. Christian Rudder (2014). Dataclysm: Who We Are (When We Think No One's Looking). Crown. p. 180. ISBN 978-0385347372. "The number of reported lifetime sex partners among all four groups is essentially the same. The median for gay men and straight women is four; for lesbians and straight men, it's five, but just barely..." 
  18. "Sexual Behavior Does Not Explain Varying HIV Rates Among Gay And Straight Men". Medical News Today. 
  19. "Biological and demographic causes of high HIV and sexually transmitted disease prevalence in men who have sex with men". Sex Transm Infect 83 (6): 458–62. October 2007. PMC 2598698. PMID 17855487. doi:10.1136/sti.2007.025627.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)