ประเทศเยอรมนีตะวันออก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี
Deutsche Demokratische Republik
รัฐบริวารของสหภาพโซเวียต

พ.ศ. 24922533
ธงชาติ (1959-1990) ตราแผ่นดิน
เพลงชาติ
เอาแฟร์สทันเดน เอาส์ รูอีเนน
"Auferstanden aus Ruinen"
แผนที่ตั้งของเยอรมนีตะวันออก
เมืองหลวง เบอร์ลินตะวันออก
ภาษา ภาษาเยอรมัน
รัฐบาล รัฐบาลพรรคเดียวแบบ
มาร์กซิสต์-เลนินนิสต์
ยุคประวัติศาสตร์ สงครามเย็น
 -  เปลี่ยนระบอบการปกครอง 7 ตุลาคม พ.ศ. 2492
 -  ล่มสลายแล้วรวมเป็นประเทศเดียว 3 ตุลาคม 2533
พื้นที่
 -  1990 108,333 ตร.กม. (41,828 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  1970 ประมาณการ 17,068,000 
 -  1990 ประมาณการ 16,111,000 
     ความหนาแน่น 148.7 คน/ตร.กม.  (385.2 คน/ตารางไมล์)
สกุลเงิน มาร์ค
รหัสโดเมนระดับบนสุด .ddc
รหัสโทรศัพท์ +37
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ  เยอรมนี

เยอรมนีตะวันออก (อังกฤษ: East Germany) เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (เยอรมัน: Deutsche Demokratische Republik - DDR; อังกฤษ: German Democratic Republic - GDR) เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ดำรงอยู่ในช่วงปี 1949 ถึงปี 1990 โดยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเยอรมันที่ถูกปกครองโดยอดีตสหภาพโซเวียต หลังจากการยึดครองเยอรมนีของกองทัพโซเวียตสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีตะวันออกเป็นประเทศหนึ่งที่เข้าร่วมสนธิสัญญาวอร์ซอ ในช่วงสงครามเย็น โดยเยอรมนีตะวันออกได้นิยามตัวเองว่าเป็นรัฐสังคมนิยม "ของคนงานและชาวนา"[1] และเขตที่ถูกยึดครอง ได้รับการปกครองโดยกองกำลังโซเวียตในตอนท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง เขตยึดครองโซเวียตตามข้อตกลงพ็อทซ์ดัมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับแนว Oder-Neisse เขตยึดครองโซเวียตล้อมรอบเบอร์ลินตะวันตก แต่ไม่รวมถึง เป็นผลให้เบอร์ลินตะวันตกยังคงอยู่นอกเขตอำนาจของเยอรมนีตะวันออก

สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนีก่อตั้งขึ้นในเขตโซเวียต ขณะที่สหพันธรัฐจัดตั้งขึ้นในสามเขตตะวันตก เยอรมนีตะวันออกเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต[2] เจ้าหน้าที่ยึดครองโซเวียตได้เริ่มถ่ายโอนความรับผิดชอบในการบริหารให้กับผู้นำคอมมิวนิสต์เยอรมันในปี 1948 และเริ่มมีบทบาทเป็นรัฐเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1949 อย่างไรก็ตามกองทัพโซเวียตยังคงกำลังอยู่ในประเทศตลอดช่วงสงครามเย็น จนถึง 1989 เยอรมนีตะวันออกถูกปกครองโดยพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี แม้ว่าพรรคอื่น ๆ ในนามขององค์กรพันธมิตร National Front of Democratic Germany[3] พรรคเอกภาพสังคมนิยมยังได้บังคับให้ทุกโรงเรียนต้องสอนแนวคิดลัทธิมากซ์ - เลนิน และภาษารัสเซีย[4]

เศรษฐกิจมีการวางแผนจากส่วนกลางและเป็นของรัฐมากขึ้น[5] ราคาที่อยู่อาศัยสินค้าพื้นฐานและบริการถูกกำหนดโดยนักวางแผนของรัฐบาลกลางมากกว่าการเพิ่มขึ้นและลดลงตามอุปสงค์และอุปทาน และได้รับเงินอุดหนุนอย่างมาก แม้ว่าเยอรมนีตะวันออกจะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามอย่างมหาศาลให้กับสหภาพโซเวียต แต่ก็กลายเป็นเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในกลุ่มตะวันออก การอพยพไปทางเยอรมนีตะวันตกเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากผู้อพยพหลายคนเป็นเยาวชนที่มีการศึกษาดีทำให้เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอลง รัฐบาลเสริมสร้างพรมแดนด้านเยอรมนีตะวันตกและในปี 1961 รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกได้สร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมา หลายคนที่พยายามหลบหนีจะถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ชายแดน หรือโดนกับดักหลุมพรางเช่นทุ่นระเบิดเป็นต้น[6]

ในปี 1989 ปัญหาทางสังคม, เศรษฐกิจ และการเมืองที่มากขึ่นในเยอรมนีตะวันออกและต่างประเทศได้นำไปสู่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและการจัดตั้งรัฐบาลที่มุ่งมั่นในการเปิดเสรี ส่งผลให้เกิดการจัดการเลือกตั้งเสรีขึ้นเป็นครั้งแรกในเยอรมนีตะวันออกเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1990[7] นำไปสู่การเจรจาระหว่างเยอรมนีทั้งสองประเทศ และ ชาติมหาอำนาจอีกสี่ชาติที่เคยยึดครองเยอรมนีในอดีต จึงก่อให้เกิดการลงนามในข้อตกลงของ สนธิสัญญาสองบวกสี่ (สนธิสัญญาว่าด้วยการตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับดินแดนเยอรมนี) ณ กรุงมอสโก สหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1990 โดยให้อำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์แก่ประเทศเยอรมนีที่รวมกันใหม่ และเยอรมนีได้รวมตัวกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1990 และกลายเป็นรัฐอธิปไตยอย่างเต็มที่อีกครั้ง ผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์คนสุดท้ายของเยอรมนีตะวันออกคือ Egon Krenz ได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมในช่วงสงครามเย็นหลังเยอรมนีรวมประเทศ

ด้านภูมิศาสตร์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนีติดกับทะเลบอลติกไปทางทิศเหนือ สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ไปทางทิศตะวันออก, เชโกสโลวาเกียไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และเยอรมนีตะวันตกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และตะวันตก ภายในเยอรมนีตะวันออกยังมีล้อมนอกรอบเขตโซเวียตของเบอร์ลินภายใต้การยึดครองของสัมพันธมิตร เรียกว่า เบอร์ลินตะวันออก ซึ่งได้กลายเป็นเมืองหลวงในทางพฤตินัย นอกจากนี้ยังมีล้อมรอบสามเขตที่ยึดครองโดยสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสถูกเรียกว่า เบอร์ลินตะวันตก ทั้งสามเขตถูกครอบครองโดยประเทศตะวันตกถูกปิดผนึกออกจากส่วนที่เหลือของเยอรมนีตะวันออกโดยกำแพงเบอร์ลินจากการก่อสร้างในปี 1961 จนกระทั่งถูกทุบลงในปี 1989

เนื้อหา

ประวัติศาสตร์[แก้]

ภาพตำรวจเยอรมนีตะวันออกยืนคุมสถานการณ์บริเวณประตูบรานเดนบวร์กก่อนการเปิดประตูในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.1989 (พ.ศ. 2532)

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จบลง นาซีเยอรมันได้พ่ายแพ้และล่มสลาย ประเทศเยอรมนีได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยเยอรมนีตะวันตกและเบอร์ลินตะวันตกถูกปกครองโดย ฝรั่งเศส อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา ส่วนเยอรมนีตะวันออกและเบอร์ลินตะวันออก ถูกครองโดย สหภาพโซเวียต ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ สงครามเย็น เพราะสหภาพโซเวียตได้ให้ส่วนตะวันออกปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ทำให้เกิดการแยกประเทศ และก่อตั้งกำแพงเบอร์ลินเพื่อไม่ให้ประชาชนชาวเยอรมันตะวันออกหลบหนีไปยังฝั่งตะวันตก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1989 ตรงกับยุคที่ นายมีฮาอิล กอร์บาชอฟ เป็นประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต ได้มีการทดลองการปฏิรูปการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยทำให้นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา ในเยอรมนีตะวันออก ได้มีการชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างสงบขึ้นโดยเฉพาะในเมือง โพสต์ดัม ไลพ์ซิจ และเดรสเดน เริ่มต้นในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1989 และดำเนินเรื่อยมา เป็นเหตุให้รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกได้รับความกดดันเป็นอย่างมาก จนกระทั่งได้มีการประกาศจากรัฐบาลตะวันออกว่า จะเปิดพรมแดนให้ชาวเยอรมันสามารถเดินทางผ่านแดนได้อย่างอิสระ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 ในวันดังกล่าวชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากได้มารวมตัวกัน ณ กำแพงเบอร์ลิน เพื่อข้ามผ่านแดนไปยังเบอร์ลินตะวันตกครั้งแรกในรอบ 28 ปี จึงถือเอาวันดังกล่าว เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

ต่อมาในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1990 ชาวเยอรมันจำนวน 1.5 แสน ได้เดินขบวนที่เมืองไลพ์ซิกเพื่อเรียกร้องให้มีการรวมเยอรมนีทั้ง 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน จากนั้นเยอรมนีตะวันออกก็มีการเลือกตั้งเสรีเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี เมื่อได้นายกรัฐมนตรีใหม่แล้ว รัฐบาลเยอรมันทั้ง 2 ฝ่าย ก็ได้กำหนดตารางเวลาสำหรับการรวมประเทศด้านการเงิน เศรษฐกิจและสังคม หลังจากนั้นรัฐสภาของเยอรมนีตะวันออกได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนการรวมประเทศ และในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1990 ผู้แทนของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาการรวมประเทศโดยเยอรมนีตะวันออกยอมให้เยอรมนีตะวันตกเป็นผู้บริหารทั้งประเทศ ทำให้ประเทศเยอรมนีกลับมาเป็นประเทศอธิปไตยหนึ่งเดียวอีกครั้ง

การเมืองการปกครอง[แก้]

กองทัพบก[แก้]

ดูบทความหลักที่: รัฐบาลเยอรมนีตะวันออก

นิติบัญญัติ[แก้]

ตุลาการ[แก้]


เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง[แก้]

นโยบายต่างประเทศ[แก้]

ความสัมพันธ์กับมิตรประเทศในสนธิสัญญาวอร์ซอ[แก้]

ดูบทความหลักที่: สนธิสัญญาวอร์ซอ

ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก[แก้]

สหภาพยุโรป[แก้]

สหรัฐอเมริกา[แก้]

No

กองทัพ[แก้]

ตราราชการของกองทัพประชาชนแห่งชาติที่ถูกนำมาใช้ในระหว่างปี 1956-1990

เยอรมนีตะวันออกมีกองทัพเป็นของตนเองคือ กองทัพประชาชนแห่งชาติ(National People's Army-Nationale Volksarmee-NVA)ถูกจัดตั้งโดยสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1956 ประกอบ ด้วยกองทัพบก(Landstreitkräfte der Nationalen Volksarmee - LaSK)กองทัพเรือ(Volksmarine - VM) กองทัพอากาศ(Luftstreitkräfte der Nationalen Volksarmee - LSK) และกองกำลังป้องกันชายแดน(Grenztruppen der DDR) อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพประชาชนแห่งชาติส่วนใหญ่ล้วนมาจากกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตทั้งสิ้น ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.1990 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและเยอรมนีตะวันออกได้รวมตัวกับเยอรมนีตะวันตก กองทัพประชาชนแห่งชาติได้ถูกยุบและรวมตัวกับกองทัพบุนเดซเวร์ กองทัพของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

กองกำลังกึ่งทหาร[แก้]

ตราราชการของตำรวจเยอรมนีตะวันออกที่ถูกนำมาใช้ในระหว่างปี 1949-1990 (พ.ศ. 2492-2533)

เศรษฐกิจ[แก้]

เกษตรกรรม[แก้]

อุตสาหกรรม[แก้]

การท่องเที่ยว[แก้]

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การคมนาคม และ โทรคมนาคม[แก้]

คมนาคม[แก้]

โทรคมนาคม[แก้]

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี[แก้]

การศึกษา[แก้]

สาธารณสุข[แก้]

ประชากร[แก้]

เชื้อชาติ[แก้]

ภาษา[แก้]

ศาสนา[แก้]

เยอรมนีตะวันออกซึ่งเป็นประเทศรัฐระบอบคอมมิวนิสต์ซึ่งอยู่ภายใต้ของสหภาพโซเวียต สหภาพโซเวียตนั้นไม่มีการนับถือศาสนาอะไรเลย เนื่องจากศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์ได้ ดังนั้นเยอรมนีตะวันออกจึงไม่มีศาสนาประจำชาติแต่อย่างใด และประกาศห้ามไม่ให้ประชาชนในเยอรมนีตะวันออกนับถือศาสนา หากพบเห็นจะต้องได้รับโทษต่างๆเช่น ถูกขัง ถูกส่งไปใช้แรงงานในค่ายกักกัน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการปลูกฝังให้ชาวเยอรมนีตะวันออกไม่ให้นับศาสนาอีกด้วย แต่ภายหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายและเยอรมนีตะวันออกรวมกับเยอรมนีตะวันตก นโยบายที่ห้ามนับถือศาสนาของเยอรมนีตะวันออกได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด

กีฬา[แก้]

วัฒนธรรม[แก้]

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมเยอรมัน

วรรณกรรม[แก้]

สถาปัตยกรรม[แก้]

อาหาร[แก้]

ดนตรี[แก้]

ภาพยนตร์[แก้]

สื่อสารมวลชน[แก้]

วันหยุด[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Patrick Major, Jonathan Osmond, The Workers' and Peasants' State: Communism and Society in East Germany Under Ulbricht 1945–71, Manchester University Press, 2002, ISBN 9780719062896
  2. Karl Dietrich Erdmann, Jürgen Kocka, Wolfgang J. Mommsen, Agnes Blänsdorf. Towards a Global Community of Historians: the International Historical Congresses and the International Committee of Historical Sciences 1898–2000. Berghahn Books, 2005, pp. 314. ("However the collapse of the Soviet empire, associated with the disintegration of the Soviet satellite regimes in East-Central Europe, including the German Democratic Republic, brought about a dramatic change of agenda.")
  3. Eugene Register-Guard 29 October 1989. p. 5A.
  4. Grix, Jonathan; Cooke, Paul (2003). East German Distinctiveness in a Unified Germany. p. 17. ISBN 1902459172. 
  5. Peter E. Quint. The Imperfect Union: Constitutional Structures of German Unification Princeton University Press 2012, pp. 125-126.
  6. "More Than 1,100 Berlin Wall Victims". Deutsche Welle. 9 August 2005. สืบค้นเมื่อ 8 August 2009. 
  7. Geoffrey Pridham, Tatu Vanhanen. Democratization in Eastern Europe Routledge, 1994. ISBN 0-415-11063-7 pp. 135

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]