สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์

Polska Rzeczpospolita Ludowa
1944–1989
ตำแหน่งของสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
ตำแหน่งของสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
สถานะรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต
เมืองหลวงวอร์ซอ
ภาษาทั่วไปภาษาโปแลนด์
การปกครองรัฐเดี่ยว ลัทธิมากซ์–เลนิน รัฐพรรคการเมืองเดียว โดยพฤตินัย สาธารณรัฐสังคมนิยม (1947–89)
ภายใต้คณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง (1981–83)
เลขาธิการ 
• 1944-1948
(คนแรก)
ววาดึสวัฟ กอมูว์กา
• 1981-1990
(คนสุดท้าย)
วอยแชค ยารูแซลสกี
ประมุขแห่งรัฐ 
• 1944-1952
(คนแรก)
บอแลสวัฟ บีแยรุต
• 1985-1990
(คนสุดท้าย)
วอยแชค ยารูแซลสกี
ยุคประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง, สงครามเย็น
• รัฐบาลเฉพาะกาล
1944
16-21 ธันวาคม 1948
22 กรกฎาคม 1952
• ฟื้นฟูประชาธิปไตย
30 ธันวาคม 1989
พื้นที่
1990312,685 ตารางกิโลเมตร (120,728 ตารางไมล์)
ประชากร
• 1946
23930000
• 1990
37970155
สกุลเงินOld Polish złoty
ก่อนหน้า
ถัดไป
รัฐบาลชั่วคราวแห่งชาติเอกภาพ
ประเทศโปแลนด์

สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ (โปแลนด์: Polska Rzeczpospolita Ludowa อังกฤษ: People's Republic of Poland (PRP) เป็นประเทศในยุโรปกลางที่ดำรงอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 ถึง ค.ศ. 1989 และเป็นบรรพบุรุษของสาธารณรัฐโปแลนด์สมัยใหม่ มีประชากรจำนวนราวประมาณ 37.9 ล้านคน เมื่อใกล้จะสิ้นสุดของการดำรงอยู่ เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองและประเทศกลุ่มตะวันออกในยุโรป[1] การมีรัฐบาลที่ยึดถือลัทธิมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์เพียงหนึ่งเดียวซึ่งถูกกำหนดเอาไว้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยังเป็นหนึ่งในผู้ลงนามหลักของพันธมิตรกติกาสัญญาวอร์ซอ เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเมืองหลวงอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 คือ กรุงวอร์ซอ ตามมาด้วยเมืองอุตสาหกรรมคือ วูช และเมืองวัฒนธรรมคือ กรากุฟ ประเทศถูกล้อมรอบด้วยทะเลบอลติกทางตอนเหนือ สหภาพโซเวียตทางตะวันออก เชโกสโลวาเกียทางใต้ และเยอรมนีตะวันออกทางตะวันตก

ระหว่างปี ค.ศ. 1952 และ 1989 โปแลนด์ถูกปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ที่ถูกจัดตั้งขึ้น ภายหลังจากกองทัพแดงได้เข้ายึดครองดินแดนจากการยึดครองของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐคือ "สาธารณรัฐโปแลนด์" (Rzeczpospolita Polska) ระหว่างปี ค.ศ. 1947 และ 1952 ตามรัฐธรรมนูญฉบับย่อแบบชั่วคราวของปี ค.ศ. 1947[2] ชื่อว่า "สาธารณรัฐประชาชน" ได้ถูกนำมาใช้และกำหนดโดยรัฐธรรมนูญของปี ค.ศ. 1952 เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มตะวันออก (เยอรมนีตะวันออก เชโกสโลวาเกีย ฮังการี โรมาเนีย บัลแกเรีย และอัลแบเนีย)[a] โปแลนด์ถือว่าเป็นรัฐบริวารในบริเวณพื้นที่ที่น่าสนใจของสหภาพโซเวียต แต่ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตเลย[3][4][5]

สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์เป็นรัฐแบบพรรคกลางเมืองเดียวซึ่งมีลักษณะด้วยการต่อสู้ภายในอย่างหนักแน่นเพื่อประชาธิปไตย สหพรรคแรงงานโปแลนด์กลายเป็นกลุ่มทางการเมืองที่มีอำนาจเหนือกว่า ทำให้โปแลนด์กลายเป็นประเทศสังคมนิยมอย่างเป็นทางการ แต่มีนโยบายที่เสรีนิยมมากกว่ารัฐอื่น ๆ ในกลุ่มตะวันออก ตลอดระยะเวลาที่ดำรงอยู่ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และความไม่สงบทางสังคมกลายเป็นเรื่องปกติในเกือบทุกทศวรรษ ประเทศได้ถูกแบ่งแยกระหว่างผู้ที่สนับสนุนพรรค ผู้ที่ต่อต้านพรรค และผู้ที่ปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในกิจกกรมทางเมือง แม้ว่าเรื่องนี้ ความสำเร็จที่ก้าวล้ำบางอย่างจะเกิดขึ้นในช่วงสาธารณรัฐประชาชน เช่น สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว นคราภิวัตน์ และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษาแบบฟรีสามารถทำได้ อัตราการเกิดที่สูงขึ้นและจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นเกือบสองเท่า ระหว่างปี ค.ศ. 1947 และ ค.ศ. 1989 อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบความสำเร็จมากที่สุดของพรรคคือ การบูรณะกรุงวอร์ซอที่กลายเป็นซากปรักหักพังขึ้นมาใหม่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองและการขจัดความไม่รู้หนังสือโดยสิ้นเชิง[6][7]

กองทัพประชาชนโปแลนด์เป็นสาขาหลักของกองทัพ แม้ว่าหน่วยทหารของกองทัพโซเวียตจะประจำการอยู่ในโปแลนด์เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดในกติกาสัญญาวอร์ซอ[8] หน่วยยูบี(กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ) ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น หน่วยเอ็สบี(หน่วยความมั่นคง) เป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ทำหน้าที่เป็นตำรวจลับ คล้ายกับหน่วยชตาซีของเยอรมนีตะวันออกและหน่วยเคจีบีของสหภาพโซเวียต องค์กรตำรวจอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบและปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรง ซึ่งได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกองทหารอาสาสมัครพลเรือน(Citizens' Militia - MO) กองกำลังหมู่ โซโม (ZOMO) กองกำลังทหารอาสาสมัครระดับชั้นนำได้ก่ออาชญากรรมอย่างร้ายแรงเพื่อรักษาอำนาจคอมมิวนิสต์เอาไว้ รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้ประท้วงอย่างรุนแรง การจับกุมแกนนำฝ่ายค้าน และในกรณีที่รุนแรงด้วยการฆาตกรรม[9] มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22,000 คนโดยระบอบการปกครองในช่วงการปกครอง[10] เป็นผลทำให้โปแลนด์มีอัตราการถูกจำคุกที่สูง แต่มีอัตราการก่ออาชญากรรมที่ต่ำที่สุดในโลก[11]

อ้างอิง[แก้]

  1. "What Was the Eastern Bloc?". สืบค้นเมื่อ 9 July 2018.
  2. Internetowy System Aktow Prawnych (2013). "Small Constitution of 1947" [Mała Konstytucja z 1947]. Original text at the Sejm website. Kancelaria Sejmu RP. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF direct download) เมื่อ 3 June 2015. สืบค้นเมื่อ 21 February 2015.
  3. Internetowy System Aktow Prawnych (2013). "Small Constitution of 1947" [Mała Konstytucja z 1947]. Original text at the Sejm website. Kancelaria Sejmu RP. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF direct download) เมื่อ 3 June 2015. สืบค้นเมื่อ 21 February 2015.
  4. Rao, B. V. (2006), History of Modern Europe Ad 1789-2002: A.D. 1789-2002, Sterling Publishers Pvt. Ltd.
  5. Marek, Krystyna (1954). Identity and Continuity of States in Public International Law. Librairie Droz. p. 475. ISBN 9782600040440.
  6. "30 procent analfabetów... - Retropress". retropress.pl. สืบค้นเมื่อ 9 July 2018.
  7. "analfabetyzm - Encyklopedia PWN - źródło wiarygodnej i rzetelnej wiedzy". encyklopedia.pwn.pl.
  8. Rao, B. V. (2006), History of Modern Europe Ad 1789-2002: A.D. 1789-2002, Sterling Publishers Pvt. Ltd.
  9. "Urząd Bezpieczeństwa Publicznego - Virtual Shtetl". sztetl.org.pl. สืบค้นเมื่อ 9 July 2018.
  10. Rummel, R. J. (1997). Statistics of democide: genocide and mass murder since 1900. Charlottesville, Virginia: Transaction Publishers.
  11. Daems, Tom; Smit, Dirk van Zyl; Snacken, Sonja (17 May 2013). European Penology?. Bloomsbury Publishing. ISBN 9781782251309. สืบค้นเมื่อ 9 July 2018 – โดยทาง Google Books.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Ekiert, Grzegorz (March 1997). "Rebellious Poles: Political Crises and Popular Protest Under State Socialism, 1945-89". East European Politics and Societies. American Council of Learned Societies. 11 (2): 299–338. doi:10.1177/0888325497011002006.
  • Kuroń, Jacek; Żakowski, Jacek (1995). PRL dla początkujących (ภาษาโปแลนด์). Wrocław: Wydawnictwo Dolnośląskie. pp. 348 pages. ISBN 83-7023-461-5.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "lower-alpha" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="lower-alpha"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>