สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สหพันธ์สาธารณรัฐสภาสังคมนิยมฮังการี

Magyarországi Szocialista Szövetséges Tanácsköztársaság  (ฮังการี)
มีนาคม–สิงหาคม 1919
แผนที่แสดงอาณาเขตของ ราชอาณาจักรฮังการี ในเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 1919   อาณาเขตที่ควบคุมโดยโรมาเนียในเดือนเมษายน 1919   อาณาเขตที่ควบคุมโดยโซเวียตฮังการี   อาณาเขตของสาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากโซเวียตฮังการีครอบครอง   อาณาเขตที่ควบคุมโดยยูโกสลาเวียและกองทัพฝรั่งเศส                      พรมแดนของฮังการีในปี 1918                      พรมแดนของฮังการีในปี 1920
แผนที่แสดงอาณาเขตของ ราชอาณาจักรฮังการี ในเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 1919
  อาณาเขตที่ควบคุมโดยโรมาเนียในเดือนเมษายน 1919
  อาณาเขตที่ควบคุมโดยโซเวียตฮังการี
  อาณาเขตของสาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากโซเวียตฮังการีครอบครอง
  อาณาเขตที่ควบคุมโดยยูโกสลาเวียและกองทัพฝรั่งเศส
                     พรมแดนของฮังการีในปี 1918                      พรมแดนของฮังการีในปี 1920
เมืองหลวงบูดาเปสต์
47°29′00″N 19°02′00″E / 47.4833°N 19.0333°E / 47.4833; 19.0333พิกัดภูมิศาสตร์: 47°29′00″N 19°02′00″E / 47.4833°N 19.0333°E / 47.4833; 19.0333
ภาษาทั่วไปฮังการี
เดมะนิมชาวฮังการี
การปกครองสาธารณรัฐสังคมนิยม
ผู้นำโดยพฤตินัย 
• 1919
เบลอ กุน[note 1]
ประธานสภาปกครองกลาง 
• 1919
ซานโดร์ กอร์บอยี
สภานิติบัญญัติสมัชชาแห่งชาติโซเวียต
ยุคประวัติศาสตร์สมัยระหว่างสงคราม
• ก่อตั้ง
21 มีนาคม 1919
• รัฐธรรมนูญ
23 มิถุนายน 1919
• สิ้นสุด
1 สิงหาคม 1919
สกุลเงินโกโรนอฮังการี
ก่อนหน้า
ถัดไป
สาธารณรัฐประชาชนฮังการี
สาธารณรัฐประชาชนฮังการี
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ ฮังการี
 ออสเตรีย
 สโลวาเกีย
 โครเอเชีย
 สโลวีเนีย

สหพันธ์สาธารณรัฐสภาสังคมนิยมฮังการี (ฮังการี: Magyarországi Szocialista Szövetséges Tanácsköztársaság)[note 2] หรือ สาธารณรัฐสภาฮังการี (ฮังการี: Magyarországi Tanácsköztársaság) เป็นสาธารณรัฐที่มีอยู่เป็นเวลาสั้น ๆ ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก มีอาณาเขตครอบคลุมดินแดนประมาณ 23% ของดินแดนฮังการีในอดีต ดำรงอยู่ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 1919 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 1919 รวมระยะเวลาทั้งหมดเป็น 133 วัน สาธารณรัฐก่อตั้งขึ้นภายหลังจากการเสื่อมถอยของสาธารณรัฐฮังการีที่หนึ่งในช่วงต้นปี 1919[2] สาธารณรัฐโซเวียตฮังการีมีสถานะเป็นรัฐตกค้างสังคมนิยมขนาดเล็ก[3] มีหัวหน้ารัฐบาลคือ ซานโดร์ กอร์บอยี แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เบลอ กุน กลับมีอำนาจและอิทธิพลในสาธารณรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการีมากกว่า การที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับไตรภาคี ซึ่งยังคงปิดล้อมทางเศรษฐกิจในฮังการี อีกทั้งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านในด้านดินแดน และความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมอย่างถึงแก่น ทำให้สาธารณรัฐโซเวียตล้มเหลวในเป้าหมายที่วางไว้ และถูกล้มล้างในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ก่อตั้ง การมอบบันทึกวิกซ์นำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลเสรีนิยมของเคานต์ มิฮาย กาโรยี ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้รับการสนับสนุนเป็นสำคัญ[4] และการประกาศสาธารณรัฐโซเวียตเมื่อวันที่ 21 มีนาคม[5] บุคคลที่บทบาทสำคัญในสาธารณรัฐโซเวียตคือ ผู้นำคอมมิวนิสต์ เบลอ กุน[2] ถึงแม้ว่าในช่วงแรกโครงสร้างรัฐบาลใหม่ส่วนใหญ่จะมาจากพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยมก็ตาม[6] ระบอบใหม่นี้รวบรวมอำนาจอย่างมีประสิทธิผลในสภาปกครอง ซึ่งใช้อำนาจนี้ในนามของชนชั้นกรรมาชีพ[7][note 3]

ระบอบการปกครองใหม่ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงกับไตรภาคี นำไปสู่การถูกปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงพรมแดนใหม่ และการยอมรับรัฐบาลใหม่โดยมหาอำนาจที่ชนะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[8] สาธารณรัฐโซเวียตฮังการีมีกองกำลังอาสาสมัครกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากกรรมกรโรงงานในกรุงบูดาเปสต์ มีความพยายามฟื้นฟูดินแดนที่เคยสูญเสียไปให้แก่บรรดาประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระตุ้นแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากทุกชนชั้นทางสังคมในฮังการี ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มที่เอื้อประโยชน์จากระบอบนี้เท่านั้น[9] ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านได้ใช้การต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นข้ออ้างในการขยายดินแดน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกกับรัฐบาลเสรีนิยมของกาโรยี และต่อมากับรัฐบาลโซเวียต[10] ในขั้นต้นสาธารณรัฐได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักอนุรักษนิยมที่มีแนวคิดชาตินิยม กองกำลังนิยมสาธารณรัฐได้รุกเข้าเชโกสโลวาเกียในพื้นที่สโลวาเกีย[11] แต่หลังจากความพ่ายแพ้ทางฝั่งตะวันออกต่อกองทัพโรมาเนียในปลายเดือนเมษายน ทำให้กองทัพต้องล่าถอยออกจากแม่น้ำทิสซอ[12] ต่อมาเมื่อกลางเดือนมิถุนายน ได้มีการประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก” โดยดำรงอยู่เพียงสองสัปดาห์ จนกระทั่งฮังการีถอนกำลังออกจากสโลวาเกียตามคำร้องขอจากไตรภาคี[11] เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม สาธารณรัฐโซเวียตเริ่มเปิดการโจมตีแนวรบของโรมาเนีย[13] แต่หลังจากนั้นโรมาเนียสามารถต้านทานการโจมตีของฮังการีได้[14] และสามารถฝ่าแนวรบของกองทัพฮังการีจนถึงบูดาเปสต์ ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่วันหลังการล่มสลายของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม[15]

การที่รัฐบาลโซเวียตฮังการีประกาศใช้มาตรการทั้งในส่วนของนโยบายต่างประเทศและภายในประเทศ ทำให้สาธารณรัฐสูญเสียความนิยมจากประชาชนไปอย่างรวดเร็ว[10] ความพยายามของฝ่ายบริหารชุดใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและค่านิยมของประชาชนอย่างลึกซึ้งได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง[16] ความพยายามที่จะเปลี่ยนฮังการีซึ่งยังคงสืบเนื่องมรดกจากสมัยราชาธิปไตยเข้าสู่สังคมแบบสังคมนิยมไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากองค์ประกอบหลายประการ กล่าวคือ สาธารณรัฐขาดเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่มีประสบการณ์ทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ตลอดจนการวางแผนกลยุทธ์ในการบริหาร[16] ความพยายามที่จะโน้มน้าวใจชาวนากลับพบแต่ความว่างเปล่า เนื่องจากการส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรและการบริหารเมืองในเวลาเดียวกันนั้นไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสั้น[17] หลังจากการถอนกำลังออกจากสโลวาเกีย รัฐบาลได้บังคับใช้มาตรการเพื่อเรียกร้องการสนับสนุนของประชาชนอีกครั้งแต่ก็พบกับความล้มเหลวเช่นเคย[18] โดยเฉพาะมาตรการอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การส่งมอบที่ดินบางส่วนให้แก่ชาวนาโดยไม่มีการวางแผนและที่ดิน และความพยายามที่จะปรับปรุงสถานการณ์ทางการเงินและการจัดหาเสบียงอาหาร[18] ทำให้สาธารณรัฐโซเวียตฮังการีสูญเสียการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ไประหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงกรกฎาคม ส่งผลให้เกิดความพินาศของสาธารณรัฐพร้อมกับความพ่ายแพ้ทางการทหาร[18] ความล้มเหลวของนโยบายต่างประเทศ ทั้งสถานการณ์การเมืองและการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจจากไตรภาคี ความล้มเหลวทางการทหารในการเผชิญหน้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และความเป็นไปไม่ได้ในการเข้าร่วมกองกำลังกับหน่วยกองทัพแดง มีส่วนทำให้สาธารณรัฐโซเวียตล่มสลาย[19] รัฐบาลประชาธิปไตยสังคมนิยม–คอมมิวนิสต์ได้รับการสืบต่อโดยฝ่ายสังคมนิยมสายกลางเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม[6] กลุ่มคอมมิวนิสต์ลี้ภัยออกจากบูดาเปสต์หรือเดินทางออกนอกประเทศ[14]

ประวัติ[แก้]

การสิ้นสุดของราชาธิปไตยและการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชน[แก้]

ดูบทความหลักที่: การปฏิวัติเบญจมาศ

ภายหลังความปราชัยของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ขบวนการปฏิวัติของมวลชนซึ่งประกอบไปด้วยกรรมกร ทหาร และชาวนา ได้เริ่มแพร่กระจายเข้าไปในสังคมของฮังการีถึงขนาดที่มีตำรวจหรือหน่วยทหารบางหน่วยเข้ามาให้การสนับสนุน[20] จากชัยชนะของการปฏิวัติเบญจมาศ ส่งผลให้มีการแต่งตั้ง มิฮาย กาโรยี เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการสนับสนุนจากสภาแห่งชาติ[21] ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยม (MSDP), พรรคหัวรุนแรงแห่งชาติ, และพรรคของกาโรยี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม[22][23] ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อาร์ชดยุกโจเซฟ เอากุสท์ ได้พยายามกดดันพระเจ้ากาโรยที่ 4 อย่างหนัก จนในที่สุดพระองค์จึงทรงประกาศรับรองการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนตามที่สภาแห่งชาติเรียกร้อง[22] อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่ได้ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ทั้งเกิดอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดแคลนอาหารภายในเมืองต่าง ๆ[24] การปฏิรูปที่ดินเกษตรกรรมที่ชาวฮังการีรอคอยมานานก็ยังไม่ได้รับการดำเนินการเช่นกัน[24] แม้ว่าจะมีการประกาศยุบสภาเก่าเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิออกเสียงอย่างทั่วถึง แต่ก็ยังไม่มีการเลือกตั้งใหม่[23]

การเดินทางกลับจากแนวรบหน้าของกองทัพฮังการี สาธารณรัฐประชาชนฮังการีถูกบีบบังคับให้ถอนกำลังทหารหลายแสนคนท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1918 สาธารณรัฐประชาชนฮังการีได้ประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีกาโรยีดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว[22][23] ได้เกิดความวุ่นวายจากการบริหารประเทศและความยุ่งเหยิงของกองทัพฮังการี ทางคณะรัฐมนตรีจึงจำต้องพึ่งพาสหภาพแรงงานในการป้องกันการแพร่ขยายของความโกลาหลภายในประเทศ[25] ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลกาโรยียังต้องจัดการกับขบวนการหรือคณะต่าง ๆ ที่ก่อตัวขึ้นทั้งจากกรรมกร ทหาร และชาวนา[25] เมื่อประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศได้บางส่วน เนื่องจากได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเกษตรกรรมตามที่ให้สัญญาไว้ ซึ่งทำให้พื้นที่แถบชนบทสงบลง และมีการปลดประจำการทหารออกจากกองทัพมากกว่าหนึ่งล้านนาย ถึงแม้จะพอมีกำลังทหารในหน่วยทหารรักษาการณ์เพื่อปราบปรามความรุนแรงภายในเมืองต่าง ๆ อยู่บ้าง แต่ทหารเหล่านี้แทบไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่เลย[25] ฮังการียังเผชิญกับปัญหาร้ายแรงและข้อเรียกร้องต่าง ๆ ที่ไม่อาจสนองได้ในวิกฤติหลังสงคราม คณะรัฐมนตรีต่างต้องรับมือกับการประท้วงที่เพิ่มมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้ประณามการดำรงไว้ซึ่งความไม่เท่าเทียมของชนชั้นในฮังการี และผลักดันให้ขบวนการชาวนาและกรรมกรจำนวนมากเข้ายึดอำนาจ[23]

การก่อตั้งและการเติบโตของพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี[แก้]

การแสดงสุนทรพจน์ของกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ดำเนินการในช่วงระยะเวลาของการดำรงอยู่ของสาธารณรัฐประชาชน การที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจหลังสงครามได้ นำไปสู่การก่อตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1918[note 4] เบลอ กุน นักสังคมนิยมฝ่ายซ้าย ร่วมกันกับสมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยสังคมนิยมและนักสังคมนิยมสายปฏิวัติในการก่อตั้ง "พรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี" (KMP) ขึ้น โดยมีอุดมการณ์ที่โน้มเอียงไปทางลัทธิมากซ์–เลนิน[26][27] ซึ่งต่อต้านรัฐบาลผสมสังคมนิยม-เสรีนิยม[27][28][29] พรรคคอมมิวนิสต์ไม่พึงพอใจกับผลลัพธ์ของการปฏิวัติครั้งแรก โดยพรรคพยายามที่จะระดมชนชั้นกรรมาชีพฮังการีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติครั้งที่สองโดยระบอบสังคมนิยม[26] หนังสือพิมพ์ Vörös Ujság (หนังสือพิมพ์แดง) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์หลักของพรรค ได้ก่อตั้งขึ้นประมาณต้นเดือนธันวาคม โดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิวัติสังคมนิยม[30] และมุ่งโจมตีเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมของรัฐบาลกาโรยี[31] ในขณะเดียวกัน พรรคก็พยายามที่จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยทหารใหม่ที่รัฐบาลกาโรยีจัดตั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากยังมีชาวนาหรือกรรมกรบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ โดยเห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะให้เสี่ยงอันตรายไปจับอาวุธอีกครั้ง[26] ด้วยความกลัวว่ากองกำลังแดง (Red Guard) จะถูกควบคุมโดยคณะทหารแห่งชาติในบูดาเปสต์ พรรคคอมมิวนิสต์จึงตัดสินใจติดอาวุธให้แก่ผู้สนับสนุนโดยตรง ด้วยการจัดซื้ออาวุธจากกองทัพเยอรมันที่ถอนกำลังภายใต้การสงบศึกเบลเกรดอย่างลับ ๆ[32][note 5] ความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์ในความพยายามจากการชักจูงทหาร ทำให้การยึดอำนาจในเดือนมีนาคม 1919 แทบไม่มีการนองเลือดเกิดขึ้นเลย และหน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย[26] ความปั่นป่วนภายในพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่แค่ทหารเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากกรรมกร ชาวนา ชนกลุ่มน้อย หรือแม้แต่กองกำลังติดอาวุธของพรรคเอง[33]

ในช่วงปลายปี 1918 และช่วงต้นปี 1919 ความฟุ้งซ่านในการปฏิวัติและอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ[29] ภายในประเทศเริ่มมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย[34] ในช่วงปลายเดือนธันวาคม นักสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เริ่มถกเถียงกันในเรื่องการครอบงำของสหภาพแรงงาน[31] กลุ่มคนว่างงาน, ทหารปลดประจำการ, นายทหารชั้นประทวน และการขยายตัวเพิ่มขึ้นของสหภาพแรงงาน เป็นสิ่งที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับความนิยมอย่างสูงในฮังการี[33] ในเดือนธันวาคม รัฐบาลกาโรยีพยายามอย่างไร้ผลที่จะแย่งชิงการควบคุมหน่วยทหารจากคณะทหารในเมืองหลวง ซึ่งรัฐบาลต้องรับรองอย่างถูกกฎหมายเมื่อสองสามวันก่อน จากนั้นคณะทหารจึงถูกควบคุมโดยนักสังคมนิยมคนสนิทของ โยแฌ็ฟ โปกาญ[35] เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม การประท้วงของนายทหารติดอาวุธจำนวนแปดพันนายประสบความสำเร็จ ส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามถูกปลดจากตำแหน่ง[36]

การเสื่อมลงของสาธารณรัฐประชาชน[แก้]

การประท้วงในกรุงบูดาเปสต์เมื่อปลายปี 1918 การประท้วงได้ปะทุขึ้นในเมืองหลวง ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์

จากสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยปราศจากความช่วยเหลือจากไตรภาคี ทำให้กาโรยีประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 1919 และเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสาธารณรัฐ[4] สมาชิกพรรคอนุรักษนิยมของกาโรยีและพรรคหัวรุนแรงต่างพากันออกจากคณะรัฐมนตรี[37] ภายหลังวิกฤตการณ์ร้ายแรงของรัฐบาลในช่วงกลางเดือนมกราคม ได้มีนักสังคมนิยมสายกลางบางส่วนตัดสินใจลาออกจากรัฐบาลเพราะคำวิพากษ์วิจารณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ และกลุ่มชนชั้นนายทุนปฏิเสธที่จะปกครองเพียงลำพัง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ถูกจัดตั้งโดยมีรัฐมนตรีที่เป็นสังคมนิยมมากขึ้น[38] รัฐบาลใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตยสังคมนิยมที่นำโดย เดแน็ช เบริงคีย์[4][39] ได้ให้สัญญาว่าจะทำการปฏิรูป การกระทำนี้ได้สร้างความไม่พอใจต่อสภาโซเวียต เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม สภาแรงงานในเมืองหลวงได้หารือเกี่ยวกับการปฏิรูปไร่นา แต่รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องนี้จนกระทั่งเมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ และการดำเนินการเป็นไปอย่างล่าช้า[36] ในช่วงต้นเดือนมกราคม ด้วยความหวาดกลัวต่ออิทธิพลของคอมมิวนิสต์ กองบัญชาการพันธมิตรในบูดาเปสต์ได้เสนอให้จับกุมเหล่าผู้แทนสภากาชาดรัสเซีย ซึ่งเป็นกำลังสนับสนุนทางการเงินที่สำคัญของพรรค[40] ท่ามกลางความอ่อนแอของรัฐบาลและนักสังคมนิยมสายกลาง ขบวนการแรงงานได้พากันเข้าควบคุมโรงงานบางแห่งไว้ตามที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้เรียกร้อง[41] ณ ทางตอนเหนือของฮังการี รัฐบาลได้ปราบปรามการจราจลอย่างรุนแรงโดยคนงานเหมืองในช็อลโกตอร์ยาน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบอุตสาหกรรมและทางรถไฟ มีผู้เสียชีวิตนับร้อยจากการจราจลครั้งนี้[41] ในช่วงปลายเดือนมกราคม พวกนักสังคมนิยมได้ตัดสินใจขับไล่กลุ่มคอมมิวนิสต์ออกจากสภาแรงงานในเมืองหลวงและสหภาพแรงงาน[42] อย่างไรก็ตามก็ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น[39]

มีการประมาณการว่าในเดือนกุมภาพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์มีจำนวนสมาชิกประมาณสามหมื่นถึงห้าหมื่นคน[32] กิจกรรมต่าง ๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์ในสภามีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก แม้ว่าอิทธิพลของพรรคในสภาแรงงานเมืองหลวงจะมีน้อยมากก็ตาม เนื่องจากการครอบงำพรรคโดยพวกประชาธิปไตยสังคมนิยม[32] ในขณะที่พวกสังคมนิยมพยายามสร้างอิทธิพลของตนเอง เพื่อยับยั้งการเติบโตของอิทธิพลคอมมิวนิสต์ในหมู่ทหาร[36] อิทธิพลของพวกสังคมนิยมเริ่มลดลงในสหภาพแรงงาน[37] ในการประชุมใหญ่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พวกสังคมนิยมได้อนุมัติมาตรการที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง[29] เช่น การกำหนดให้รัฐควบคุมการผลิตทั้งหมด การเก็บภาษีสำหรับชนชั้นสูงและอภิสิทธิ์ชน และการปราบปรามฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ เป็นต้น[43]

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ หลังการประท้วงที่หน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยสังคมนิยม Népszava ที่จบลงด้วยการมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน[44][note 6] รัฐบาลได้จับกุมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์[44] จากความพยายามในการระงับข้อขัดแย้งระหว่างไตรภาคี[45][4][23][42] ทำให้รัฐบาลเริ่มอ่อนแอลงและไม่สามารถควบคุมกิจกรรมของพรรคอมมิวนิสต์ได้[4] พรรคได้วางแผนการจราจลเพื่อยึดอำนาจตามแบบฉบับของการก่อการกำเริบสปาตาคิสท์ในเยอรมนี โดยเพิกเฉยต่อคำแนะนำจากรัสเซีย และแผนการนี้ก็ประสบกับความล้มเหลวเช่นเคย[46] อย่างไรก็ตาม การจับกุมและการปฏิบัติอย่างทารุณก่อให้เกิดความไม่สงบเพิ่มขึ้น[45][47] ในขณะเดียวกัน สื่อมวลชนคอมมิวนิสต์ยังคงเคลื่อนไหวในแบบลับต่อไป[48] ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อสนับสนุนพรรคสังคมนิยมที่หน้ารัฐสภา[44] แต่ทั้งรัฐสภาและรัฐบาลก็ไม่ได้ใช้โอกาสครั้งนี้ในการฟื้นฟูความนิยมจากประชาชนที่หายไป[47] รัฐมนตรีสังคมนิยมไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามคอมมิวนิสต์ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจเรียกร้อง[47] เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ รัฐบาลได้ฟื้นฟูกฎหมายปราบปรามผู้ที่เป็นศัตรูของรัฐตามที่รัฐมนตรีสังคมนิยมเรียกร้อง โดยเป็นกฎหมายที่เคยใช้ในช่วงสงคราม[49] ในขณะเดียวกัน ความคาดหวังของรัฐบาลในการได้รับความช่วยเหลือจากมหาอำนาจก็กลายเป็นเรื่องลวง[4]

สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป และการมาถึงของฤดูเพาะปลูกทำให้ในชนบทเกิดความโกลาหล พรรคคอมมิวนิสต์ประณามการขาดการเปลี่ยนแปลงและการบำรุงรักษาของเจ้าของที่ดิน และสนับสนุนให้ชาวนายึดที่ดิน[49] ทางรัฐบาลที่เวลานี้ไม่มีกองกำลังทหารก็ไม่สามารถยับยั้งการยึดครองที่ดินโดยชาวนาได้ และมาตรการในการปฏิรูปก็หละหลวม ส่งผลให้มีเจ้าของที่ดินจำนวน 2,700 ราย ได้รับผลกระทบ[49] ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ประเทศเพื่อนบ้านของฮังการีได้เข้ายึดครองอาณาเขตเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากข้อตกลงที่ไม่สามารถลงรอยกันได้ระหว่างไตรภาคี และการที่รัฐบาลไม่มีมาตรการทางสังคมใด ๆ ทำให้กระแสความสังคมนิยมหัวรุนแรงเพิ่มอิทธิพลมากขึ้น[50] เมื่อวันที่ 3 มีนาคม สภาแรงงานในเมืองหลวงได้ยอมรับพรรคคอมมิวนิสต์และให้เข้าร่วมสภาอีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณแห่งความอ่อนแอของพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยม[50] คณะรัฐมนตรีต่างรู้ดีว่าไม่สามารถต้านทานอำนาจของสภาแรงงานได้ และสภาเองก็ไม่ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลที่พวกเขาไม่พึงพอใจเช่นกัน[50] เมื่อวันที่ 13 มีนาคม หน่วยตำรวจในเมืองหลวง ซึ่งเป็นกำลังสุดท้ายของคณะรัฐมนตรีได้ยอมรับอำนาจของสภาแรงงานเมืองหลวง[50] ด้วยการประท้วงอย่างต่อเนื่องของกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนว่างงาน ทหาร หญิงม่าย ฯลฯ รัฐบาลพยายามเสริมสร้างจุดยืนของตนโดยประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 13 เมษายน โดยวางใจในการรับรองมาตรการดังกล่าวของมวลชน[48]

การสถาปนาสาธารณรัฐโซเวียต[แก้]

การประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐ[แก้]

การประกาศถ้อยคำแถลงจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตตามขั้นตอนของรัฐสภาฮังการี โดย เบลอ กุน ซึ่งคือคนที่ใส่ชุดสูทผูกเน็กไทตรงกลาง

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 1919 รัฐบาลกาโรยีได้สูญเสียกำลังสนับสนุนลงเรื่อย ๆ[4] เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ไตรภาคีได้เรียกร้องให้มีการยอมรับเขตแดนอย่างไม่เป็นธรรม[48][42] ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งตั้งแต่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีก่อน เนื่องจากข้อตกลงของไตรภาคีต่อประเทศเพื่อนบ้านที่ทำขึ้นในช่วงสงคราม[51] โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่เป็นกลางระหว่างกองกำลังทหารโรมาเนียและฮังการี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการแทรกแซงที่ล้มเหลวในสงครามกลางเมืองรัสเซีย[4] มีการกำหนดพรมแดนขึ้นใหม่ที่ยังคงใกล้เคียงกับข้อตกลงที่ให้ไว้แก่โรมาเนียในสนธิสัญญาบูคาเรสต์ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ลงนามหลังจากโรมาเนียเข้าร่วมสงครามโลก[52] หลังจากการมอบบันทึกวิกซ์แก่รัฐบาลกาโรยี[5] ซึ่งเรียกร้องให้มีการอพยพประชากรชาวฮังการีออกจากพรมแดนที่กำหนดขึ้นใหม่นี้และมอบดินแดนส่วนนี้ให้แก่โรมาเนีย[53] คณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้[48] และกาโรยีได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง[52] พร้อมกับมอบอำนาจให้รัฐบาลใหม่ประชาธิปไตยสังคมนิยม[52][51] ซึ่งมีความเวทนาต่อชนชั้นกรรมาชีพสากลและยอมให้ประเทศเผชิญอยู่กับข้อเรียกร้องของไตรภาคี[54][55] กาโรยีได้ออกมายอมรับว่านโยบายการสร้างความสัมพันธ์ต่อไตรภาคีล้มเหลว[52] แผนการแรกของรัฐบาลใหม่คือการให้กาโรยีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีประชาธิปไตยสังคมนิยมใหม่[55] อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล สภาทหารซึ่งนำโดยโยแฌ็ฟ โปกาญได้ตัดสินใจสนับสนุนคอมมิวนิสต์ มีการยึดรถยนต์ของรัฐมนตรี และในช่วงบ่ายของวันนั้นได้มีการส่งมอบการควบคุมกองทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงให้แก่คอมมิวนิสต์[56] ก่อนที่โปกาญจะเข้าควบคุมบูดาเปสต์และกองทหารรักษาการณ์ทั้งหมด โดยปราศจากการต่อต้านจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ[57] ซานโดร์ กอร์บอยี ได้ประกาศต่อสภาแรงงานในเมืองหลวงถึงการจัดตั้งรัฐบาลโซเวียต[52] ของพันธมิตรประชาธิปไตยสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ ในเย็นวันเดียวกัน ได้มีคำสั่งให้ปลดกาโรยีออกจากตำแหน่ง ซึ่งเขาก็ยอมรับโดยไม่ขัดขืนใด ๆ เพราะตระหนักว่าต้องหลีกทางให้แก่คณะรัฐมนตรีฝ่ายซ้ายเพื่อต่อต้านไตรภาคี[56] พวกสังคมนิยมได้ส่งคณะผู้แทนไปที่เรือนจำเพื่อเจรจากับผู้นำคอมมิวนิสต์ ซึ่งสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลผสมประชาธิปไตยสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์[58][59][52][48] เพื่อให้บรรลุตามข้อตกลงนี้ รัฐบาลจึงปล่อยตัวผู้นำคอมมิวนิสต์ที่ถูกคุมขังตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์[60][57] ถึงแม้ว่ากลุ่มประชาธิปไตยสังคมนิยมจะมีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังยอมรับแผนการปฏิบัติงานของกลุ่มคอมมิวนิสต์[61] ซึ่งรวมไปถึงการจัดตั้งระบบสภา การยึดทรัพย์สินส่วนบุคคล และการประกาศระบอบเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพอีกด้วย[6]

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1919[62][60] สภาแรงงานซึ่งได้รับอำนาจนิติบัญญัติใหม่ได้ทราบข่าวถึงการควบรวมกันระหว่างพันธมิตร[52] ของพรรคคอมมิวนิสต์ (นำโดย เบลอ กุน)[56] และพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยม พร้อมกับการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีขึ้น[63] โดยไม่เกิดการนองเลือดเลยแม้แต่นิดเดียว[64][57] ในตอนแรกกาโรยีซึ่งไม่ได้รับทราบถึงการรวมกันระหว่างพันธมิตรนี้[60] ได้ปฏิเสธที่จะลาออก แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ลาออกจากตำแหน่ง[63]

โครงสร้างของรัฐบาลใหม่[แก้]

โปสเตอร์แสดงสมาชิกของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กรรมการราษฎรเป็นประชาธิปไตยสังคมนิยม ส่วนรองกรรมการราษฎรเป็นคอมมิวนิสต์ บุคคลสำคัญในรัฐบาลคือ เบลอ กุน กรรมการราษฎรฝ่ายกิจการต่างประเทศ

ในคืนเดียวกันนั้น กุนได้รับการปล่อยตัว และได้เดินทางไปที่อดีตสำนักงานใหญ่ของพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยม เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่[63][note 7] มีกรรมการราษฎรจากกลุ่มคอมมิวนิสต์สองคนในคณะรัฐมนตรี เพื่อดุลอำนาจส่วนใหญ่[51] ของกรรมการราษฎรจากกลุ่มประชาธิปไตยสังคมนิยม ส่วนสมาชิกกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่เหลือเป็นรองกรรมการราษฎร[63][61] กุนได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการราษฎรฝ่ายกิจการต่างประเทศ[65][66] ขณะที่สมาชิกคอมมิวนิสต์อื่น ๆ ได้ควบตำแหน่งในกระทรวงการเกษตร[65] ในบรรดาสมาชิกทั้งหมดสามสิบสามคนของสภาปกครองใหม่ มีสิบสี่คนเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีสิบสองคนเป็นรองกรรมการราษฎร เนื่องจากกรรมการราษฎรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประชาธิปไตยสังคมนิยม[67] รัฐบาลได้รวมรัฐมนตรีของรูทีเนียไว้ในคณะรัฐมนตรีด้วย อันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตั้งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนฮังการี[65] ผู้นำหลายคนมีภูมิหลังจากการมีส่วนร่วมในการปฏิวัติรัสเซียหรือไม่ก็เป็นคอมมิวนิสต์ในค่ายกักกันของรัสเซีย[9] แม้ว่ากอร์บอยีจะเป็นประธานสภาปกครองอย่างเป็นทางการ[66] แต่กุนถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในสาธารณรัฐโซเวียตใหม่นี้[68][51]

พันธมิตรประชาธิปไตยสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์[แก้]

พันธมิตรระหว่างคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตยสังคมนิยมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากตัวของเลนินเอง[69] เขายังวิพากษ์วิจารณ์การเลียนแบบยุทธวิธีของรัสเซียโดยไม่ปรับให้เข้ากับบริบทของฮังการี[70] พรรคใหม่ซึ่งเดิมคือพรรคสังคมนิยมฮังการี[69] ได้เปลี่ยนใหม่เป็น "พรรคแรงงานสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ฮังการี" (อังกฤษ: Party of Socialist Communist Workers in Hungary)[71][72][51]

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคทั้งสองทำงานร่วมรัฐบาลเดียวกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย[73][74] จูลอ ไพเดิล ได้เรียกร้องให้มีการยกเลิกระบอบสาธารณรัฐโซเวียตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม[71] ในความเป็นจริงแล้ว มีเพียงฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลางของพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยมเท่านั้นที่มีส่วนร่วมในรัฐบาลอย่างแข็งขัน[74] ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองพรรคไม่ได้เกี่ยวกับเป้าหมายของทั้งสองฝ่าย แต่เป็นวิธีการบริหารที่เหมาะสมที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมายต่างหาก[75] หลังการล่มสลายของสาธารณรัฐในเดือนสิงหาคม ความแตกต่างของทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งแย่ลง[73][76]

ช่วงแรก[แก้]

ภาพประกอบที่ตีพิมพ์ในนิตยสารหัวรุนแรงอเมริกัน เดอะ ลิเบอเรเตอร์ ในเดือนพฤษภาคม 1919

แถลงการณ์ฉบับแรกของรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างลัทธิชาตินิยมที่สิ้นหวัง[77] กับลัทธิมากซ์ ทำให้ผู้คนจำนวนมากออกมาต่อต้านรัฐบาลใหม่เพื่อสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตยสังคมนิยม[65] แต่เมื่อต้องเผชิญกับทางเลือกที่จะต้องยอมรับคำขาดจากบันทึกวิกซ์ ผู้คนส่วนใหญ่จึงตัดสินใจสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ เพื่อรักษาเอกภาพในดินแดนของประเทศ[65] ส่วนหนึ่งของความนิยมที่สนับสนุนระบอบใหม่นี้ มาจากการที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์แห่งมอสโกได้เข้ารุกรานยูเครนเพื่อต่อสู้กับศัตรูภายในซึ่งมีไตรภาคีเป็นกำลังสนับสนุน[10]

รัฐธรรมนูญ สภา และการปกครอง[แก้]

ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน สภาปกครองได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับใหม่ โดยได้ยอมรับว่าอำนาจทางการเมืองและทางกฎหมายเป็นของสภาแห่งชาติชุดใหม่[note 8] รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิพลเมือง (การชุมนุม การแสดงออก) สิทธิทางสังคม (การศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) และสิทธิทางวัฒนธรรม (การรับรู้ทางวัฒนธรรมและภาษาของชนกลุ่มน้อย)[78] อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว รัฐบาลใหม่ได้ดำเนินการปกครองในลักษณะแบบเผด็จการ ในฐานะ "การปกครองแบบเผด็จการของชนกลุ่มน้อยที่แข็งขันในนามของชนชั้นกรรมาชีพที่เฉื่อยชา"[79] อำนาจของรัฐกระจุกตัวอยู่แต่เพียงสภาปกครองและสภาบางแห่งเท่านั้น[7] การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน โดยปรากฏรายชื่อของผู้แทนเพียงคนเดียว และไม่มีฝ่ายค้าน แม้ว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ตาม[79] ไม่นานผู้แทนราษฎรก็ถูกถอดออกจากอำนาจท้องถิ่นโดยผู้แทนของรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจที่แท้จริง[79]

แม้จะมีข้อจำกัดในการเลือกตั้งสภา แต่ในการประชุมสภาแห่งชาติเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ได้ลงเอยด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อสภาปกครอง ซึ่งจบลงด้วยการยุบสภาและได้มอบอำนาจให้แก่กรรมการราษฎรที่เห็นชอบ[7]

การปะทะกับประเทศเพื่อนบ้านและการปรับโครงสร้างกองทัพ[แก้]

สภาพสังคมและกองทัพแดง[แก้]

กุนได้ประกาศยุบสภาทหาร ถึงแม้ว่าสภาทหารจะสนับสนุนให้เขาขึ้นสู่อำนาจก็ตาม และได้แต่งตั้งกรรมการราษฎรและศาลทหารปฏิวัติเพื่อพยายามนำความสงบเรียบร้อยมาสู่กองทัพอันไม่เป็นระเบียบ[12] กองพันคนงานและกองพลน้อยระหว่างประเทศถูกส่งไปยังแนวรบหน้าด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล[12] รัฐบาลได้ปฏิรูปกองทัพ ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงช่วงต้นฤดูร้อน กองทัพสามารถกู้คืนดินแดนที่สูญเสียไปได้บางส่วน[9] จุดมุ่งหมายของการฟื้นฟูดินแดนนี้ได้รับความเห็นชอบจากสาธารณชนทั่วไปเกือบทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากมาตรการการเมืองภายใน[9] ปลายเดือนมีนาคม กำลังทหารของฮังการียังคงไม่เพียงพอ โดยบูดาเปสต์มีกำลังทหารเพียง 18,000 นาย ในขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพเชโกสโลวาเกียจำนวน 40,000 นาย กองกำลังโรมาเนีย 35,000 นาย และกองกำลังผสมเซอร์เบียฝรั่งเศส 72,000 นายทางตอนใต้[80]

กองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐโซเวียต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นอาสาสมัครชาวนา

แม้ว่าชาวนาส่วนใหญ่จะเพิกเฉยต่อคำร้องขอของรัฐบาลใหม่ แต่ชาวนาผู้ลี้ภัยจากดินแดนที่ถูกยึดครองโดยประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาจากบานัตและจากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำทิสซอ กลายเป็นกลุ่มชาวนาได้เข้าร่วมต่อสู้กับกองทัพแดง[81] โครงสร้างของกองทัพแดงส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวนา ในช่วงสัปดาห์แรกของสงคราม กองทัพแดงสามารถต่อสู้กับกองทัพประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี แต่ในเวลาต่อมากองทัพเริ่มขาดระเบียบวินัยมากขึ้น[82] แม้ว่ารัฐบาลต้องการให้การต่อสู้เป็นแบบสากลนิยม แต่ทหารและเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่กลับต่อสู้ด้วยเหตุผลของชาตินิยม[82]

อดีตนายทหารจากกองทัพออสเตรีย-ฮังการีและผู้ลี้ภัยชนชั้นกลางจำนวนมากก็ได้เข้าร่วมกองทัพใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะผู้คนเหล่านี้เห็นถึงโอกาสที่จะสามารถกู้คืนดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมา ไม่ใช่เพราะความนิยมต่ออุดมการณ์ของระบอบใหม่[81][9][11] โดยแรงจูงใจในการเข้าร่วมกองทัพสามารถสรุปได้สามประการ ได้แก่ ประกาศแรกคือแนวคิดชาตินิยมในการปกป้องและฟื้นฟูประเทศบ้านเกิด ประการที่สองคือโอกาสที่ดีในการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วในกองทัพใหม่ ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสเก่าถูกปลดประจำการระหว่างสองสาธารณรัฐ และประการที่สามคือความจำเป็นในการยังชีพในกรณีที่ไม่มีงานทำ[83] ผู้คนเหล่านี้มองว่าสาธารณรัฐโซเวียตใหม่พยายามต่อสู้เพื่อประเทศชาติ ซึ่งต่างจากควาบสงบสุขของสาธารณรัฐประชาชนอย่างสิ้นเชิง[81] ชาวฮังการีต่างได้ร่วมต่อสู้อย่างดุเดือดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนมิถุนายน กระทั่งการถอนกำลังออกจากสโลวาเกีย[11] ตามคำขาดของเกลม็องโซ ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ไปเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านปฏิวัติอื่น ๆ เช่น ฝ่ายกองทัพแห่งชาติ ซึ่งนำโดย มิกโลช โฮร์ตี หรือกองกำลังอื่น ๆ เพื่อพยายามหลบหนีการกวาดล้างจากรัฐบาลกุน[81]

อย่างไรก็ตาม การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ของประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ข้ออ้างหลักในการขยายอาณาเขต[77] ยูโกสลาเวียพึงพอใจกับการยึดครองบอรอญอ และหันไปขัดแย้งกับโรมาเนียเสียเอง เพื่อแย่งชิงและแบ่งแยกดินแดนบานัต ทำให้ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐไม่เกิดการต่อสู้กันแต่อย่างใด[77]

พัฒนาการของการต่อสู้[แก้]

ความพ่ายแพ้ในทรานซิลเวเนียในเดือนเมษายน[แก้]

โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อแสดงถึงการรุกเข้าสู่สโลวาเกียในปี 1919

ปลายเดือนเมษายน กองกำลังทหารที่เล็กกว่าของกองทัพแดงฮังการีต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังทหารโรมาเนียเจ็ดกอง ซึ่งมีกำลังพลมากกว่ากันอยู่ห้าหมื่นนาย[12] ในเดือนกุมภาพันธ์ ณ ทรานซิลเวเนีย ทางโรมาเนียได้เกณฑ์กำลังทหารจำนวนสองกองพล ได้แก่ กองพลที่ 16 และกองพลที่ 19 โดยประกอบด้วยทหารท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโรมาเนียและชาวแซกซัน (เป็นประชากรชนกลุ่มน้อยชาวเยอรมันในภูมิภาค) และได้ทำการเสริมกำลังพลมากขึ้นหลังการประกาศสาธารณรัฐโซเวียตในบูดาเปสต์[84] ในเดือนเมษายน ได้มีการจัดตั้งหน่วยรบใหม่ขึ้น ได้แก่ กองพลที่ 20 และกองพลที่ 21[84] ในช่วงกลางเดือนเมษายน กองบัญชาการของโรมาเนียมีจำนวนกองพันทหารราบทั้งสิ้น 64 กอง กองร้อยทหารม้า 28 กอง กองทหารปืนใหญ่ 192 กอง มีรถไฟหุ้มเกราะและมีฝูงบิน 3 กอง อีกทั้งยังมีบริษัทด้านวิศวกรรม 2 แห่ง ซึ่งทำให้กองทัพโรมาเนียมีแสนยานุภาพเหนือกว่ากองทัพฮังการีที่มีจำนวนกองพันทหารราบเพียงแค่ 35 กอง กองทหารปืนใหญ่ 20 กอง มีฝูงบิน 2 กอง รถไฟหุ้มเกราะ 3–4 ขบวน และกองร้อยทหารม้าไม่กี่กอง[84] อย่างไรก็ตาม กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงไม่ได้เผชิญหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากการปะทะกันที่เกิดขึ้นในทางใต้กับกองกำลังเซอร์เบีย[85]

การที่สาธารณรัฐขาดการสนับสนุนจากกองกำลังแนวรุกของโซเวียตรัสเซียในแม่น้ำนีสเตอร์ หลังจากการยึดครองออแดซาและการสร้างแนวป้องกันทางทิศตะวันออกของกองกำลังไตรภาคี ทำให้โรมาเนียสามารถโจมตีแนวรบของฮังการีทางด้านตะวันออกได้สะดวกยิ่งขึ้น[77] การเปลี่ยนตำแหน่งของหน่วยทหารโซเวียตบางหน่วยในยูเครนทำให้ไม่มีการเผชิญหน้าทางทหารกันกับโรมาเนีย[11] รัฐบาลบูดาเปสต์ต้องประสบกับวิกฤตการณ์ขั้นรุนแรง เมื่อกองทัพโรมาเนียและกองทัพเชโกสโลวาเกียเข้ารุกชายแดนของฮังการีและเคลื่อนพลมุ่งสู่เขตเหมืองแร่ในช็อลโกตอร์ยาน[86][87]

หลังจากการรวมกำลังพลไว้ในแนวรบหน้า เมื่อวันที่ 16 เมษายน โรมาเนียจึงเริ่มเปิดการรุกรานทันที[88][85] ในวันที่ 20 เมษายน กองทัพโรมาเนียเคลื่อนทัพเข้าสู่น็อจวาร็อด[89] และในอีกสามวันต่อมาก็สามารถยึดครองแดแบร็ตแซ็นได้[12] ในวันที่ 21 เมษายน กองทัพโรมาเนียได้หยุดการเคลื่อนทัพเพื่อที่จะจัดระเบียบใหม่ ซึ่งนั่นทำให้ฮังการีเข้าใจผิดคิดว่าโรมาเนียจะไม่ข้ามพรมแดนตามที่ตกลงกันไว้ ในวันเดียวกันนั้น ฮังการีได้กำหนดระเบียบการบัญชาการของแนวรบหน้าใหม่ เพื่อพยายามหยุดการรุกรานของโรมาเนีย อีกทั้งเพื่อชดเชยขวัญกำลังใจของทหารที่กำลังตกต่ำและการขาดวินัยของทหารด้วย[90] กรรมการราษฎรในส่วนต่าง ๆ เริ่มสูญเสียการควบคุมทางทหาร และผู้บัญชาการทหารแนวหน้า เอาเรล ชโตร์มแฟล์ด ได้ร้องขอให้ทางการส่งกำลังทหารมาเพิ่มเติม[90] การรุกของโรมาเนียยังคงดำเนินต่อไปโดยขัดคำสั่งของฝรั่งเศส[88] ที่พยายามขัดขวางแผนการตอบโต้ของแนวรบฮังการี[89] ในวันที่ 30 เมษายน กองทัพโรมาเนียได้เคลื่อนพลมาถึงบริเวณแม่น้ำทิสซอ[87] และตั้งแนวรบหลักอยู่ที่นั่น[91] หลังการเสริมกำลังแนวหน้าด้วยกองทหารใหม่จากบูดาเปสต์และเมืองอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทำให้ฮังการีสามารถต้านทานการรุกของโรมาเนียได้ที่โซลโนก และหยุดการรุกคืบของโรมาเนียในแม่น้ำทิสซอ[12] ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐบาลได้พิจารณาที่จะยอมจำนน โดยตระหนักว่าทางฮังการีไม่มีกองกำลังเพียงพอที่จะหยุดการโจมตีของกองทัพโรมาเนีย[92] ข่าวลือที่ว่าโรมาเนียจะไม่หยุดยั้งการรุกรานและกำลังรุกเข้าสู่เมืองหลวงได้แพร่กระจายไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ถึงแม้ว่าข่าวลือเหล่านี้จะไม่มีมูลความจริงใด ๆ[93] โรมาเนียยังคงไม่ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจอื่นและกำลังเผชิญกับภัยคุกคามอย่างหนักจากรัสเซียในยูเครน กองทัพโรมาเนียได้หยุดการรุกรานระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคม ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม[94] ในการรุกรานเมื่อเดือนเมษายน กองทัพโรมาเนียได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยมีนายทหารที่เสียชีวิตประมาณ 600 นาย และบาดเจ็บอีก 500 ราย[91] ทำให้กองกำลังบางส่วนถูกส่งไปยังแนวรบด้านตะวันออกโดยทันที[94] ในทางกลับกัน รัฐบาลฮังการียังคงคาดหวังความช่วยเหลือทางทหารจากรัสเซีย และหวังว่าจะมีการปฏิวัติสังคมนิยมในเยอรมนีและออสเตรีย[92]

ชัยชนะในสโลวาเกียและถอนกำลังในภายหลัง[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: สาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก
การกล่าวสุนทรพจน์ของ เบลอ กุน ในเมืองกอซซอเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน หลังจากการเข้ายึดครอง การถอนทหารออกจากสโลวาเกียตามคำร้องขอของไตรภาคี ถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างรุนแรงต่อขวัญกำลังใจของทหาร

ในเวลาเดียวกัน ทางตอนเหนือ การรุกของเชโกสโลวาเกียได้หยุดลง ซึ่งเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม กองทัพแดงได้เคลื่อนพลมาถึงมิชโกลส์[87] ในวันที่ 10 พฤษภาคม การตอบโต้ของฮังการีเริ่มต้นขึ้นซึ่งสามารถผลักดันกองกำลังศัตรูกลับไปที่แม่น้ำอีปอย[12] ในวันที่ 19 พฤษภาคม กองทัพแดงฮังการีได้เข้ายึดครองเปแตร์วาซารอ และยึดครองมิชโกลส์ในวันที่ 21 ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของทหารในกองทัพเพิ่มขึ้น[95] เมื่อวันที่ 26 ผู้บัญชาการกองทัพเริ่มวางแผนระยะต่อไปของการโจมตี โดยมุ่งเป้าหมายไปที่ชายแดนสามแห่งระหว่างเชโกสโลวาเกียและโรมาเนีย ซึ่งมีวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรกคือเพื่อให้การพยายามติดต่อกับหน่วยงานในโซเวียตรัสเซียได้สะดวก และประการที่สองคือสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เพื่อแผนการโจมตีกองทัพโรมาเนียในทรานซิลเวเนียต่อไป[95] ปฏิบัติการทางทหารของฮังการีเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ด้วยการโจมตีแนวรบหลัก[95] ทำให้ในเดือนมิถุนายน กองทัพเชโกสโลวาเกียต้องล่าถอยไปเนื่องจากการรุกของกองทัพแดงฮังการี[12] ในวันที่ 5 มิถุนายน กองกำลังฮังการีได้เข้ายึดครองกอซซอ[note 9][96] กองบัญชาการทหารฮังการีเริ่มเตรียมแผนการโจมตีทางตะวันออกโดยไม่ละทิ้งแนวรบด้านเหนือ เพราะถึงแม้ว่าจะได้รับชัยชนะ แต่กองทัพเชโกสโลวาเกียก็ยังไม่ได้พ่ายแพ้เสียทีเดียว อันเป็นผลมาจากแนวรุกที่ฮังการีเลือกไว้ มีความเสี่ยงอยู่หลายประการอย่างยิ่ง[96]

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 7 มิถุนายน นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ฌอร์ฌ เกลม็องโซ ได้ขอให้ยุติการโจมตีทางเหนือต่อเชโกสโลวาเกีย[96][97] ในวันที่ 10 กุนได้สัญญาว่าจะหยุดการรุกราน[98] ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงหนึ่งวันก่อนการมาถึงของกองทัพฝรั่งเศสในบราติสลาวา[note 10][99][100] ในวันที่ 13 คำขาดของเกลม็องโซถึงรัฐบาลฮังการีว่าด้วยการกำหนดพรมแดนทางเหนือได้เรียกร้องให้กองทัพแดงฮังการีถอนกำลังออกจากสโลวาเกีย และสัญญาว่ากองทัพโรมาเนียจะถอนกำลังออกจากทางตะวันออกเป็นการตอบแทน[101][11][102] ในวันที่ 19 รัฐบาลได้ตอบรับข้อเรียกร้องนี้[103] โดยกุนเลือกที่จะให้ยินยอมกับข้อเรียกร้องของทางการฝรั่งเศส[11] แม้ว่าผู้บัญชาการทหารส่วนใหญ่จะมีความปรารถนาที่จะดำเนินการรุกต่อไปทางตะวันตกเฉียงเหนือก็ตาม[96] ในวันที่ 24 มีการประกาศยุติการสู้รบ และในวันที่ 30 กองทัพแดงเริ่มถอนกำลังออกจากสโลวาเกีย[104] หลังจากยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านได้ 2836 ตารางกิโลเมตร สภาปกครองได้สั่งให้ถอนกำลังไปยังแนวรบเดิมที่ตั้งมั่นไว้ในเดือนพฤษภาคม[101] การถอนกำลังออกจากสโลวาเกียทำให้เหล่าทหารส่วนใหญ่สูญเสียขวัญกำลังใจเป็นอย่างยิ่ง[101] เนื่องจากนายทหารและเจ้าหน้าที่ส่วนมากเข้าร่วมกองกำลังคอมมิวนิสต์ด้วยเหตุผลของชาตินิยม[105][11][106] การทัพในครั้งนี้ทำให้กองทัพฮังการีสูญเสียกำลังพลไปราว 4,500 คน ตามการประมาณการของฝรั่งเศส[104] ในความเป็นจริงแล้ว จากการรุกของฮังการีเองทำให้ในตอนนี้กองทัพแดงได้สูญเสียกำลังพล และคงเป็นการยากที่จะรักษาแนวรุกไว้ได้[107] การถอนกำลังออกจากสโลวาเกียนำไปสู่การลาออกของเจ้าหน้าที่ชั้นอาวุโสหลายคน รวมทั้งนายพลชโตร์มแฟล์ดด้วย ซึ่งปฏิเสธที่จะละทิ้งดินแดนสโลวาเกียอันมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮังการี[104]

เปิดฉากโจมตีทางตะวันออกและความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้าย[แก้]

หลังจากที่ทางการโรมาเนียไม่มีการตอบสนองใด ๆ มาเป็นเวลาสองสัปดาห์ ในที่สุดจึงมีการตอบสนองต่อคำร้องขอของนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส โดยเรียกร้องให้มีการถอนกำลังของกองทัพแดงฮังการี ก่อนที่กองทัพโรมาเนียจะถอนกำลังออกจากดินแดนที่ยึดได้ในเดือนเมษายน[102] เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม[108] การทัพครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น เพื่อต่อต้านกองกำลังโรมาเนียทางตะวันออก ซึ่งมีเสถียรภาพที่เหนือกว่าทั้งในด้านกำลังพล ระเบียบวินัย และอาวุธยุทโธปกรณ์[109][110] เมื่อวันที่ 11 รัฐบาลฮังการีเรียกร้องให้กองทัพโรมาเนียถอนกำลังพลตามคำสัญญาของฝรั่งเศส แต่ทางการฝรั่งเศสกลับปฏิเสธในวันที่ 14 ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงในการสงบศึก[111] เกลม็องโซปฏิเสธที่จะให้โรมาเนียถอนกำลังตามที่ทางการบูดาเปสต์คาดหวังไว้ ดังนั้นรัฐบาลฮังการีจึงตัดสินใจใช้กำลังเพื่อเป็นการบังคับ[104] เมื่อวันที่ 12 มีการประกาศเกณฑ์ทหารภาคบังคับและกองทหารจากทางเหนือก็เริ่มถอนกำลังออกมาบ้างแล้ว ซึ่งขณะนี้ภายในกองทหารก็เริ่มเกิดความแตกแยกและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเอง[112]

โปสเตอร์รับสมัครทหารของสาธารณรัฐ ความพยายามที่จะเสริมกำลังทหารของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีในปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อหยุดการรุกรานของโรมาเนียนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ

ปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม[110][111] ซึ่งเป็นหนึ่งวันก่อนการเดินขบวนของสหภาพแรงงานในหลายประเทศยุโรปที่สนับสนุนรัฐบาลบูดาเปสต์[113] รัฐบาลต่อต้านการปฏิวัติแห่งแซแก็ดได้แจ้งแผนการโจมตีของกองทัพแดงฮังการีแก่ผู้บัญชาการทหารของโรมาเนีย[109] แม้ว่าจะมีการสื่อสารกันที่ผิดพลาด แต่กองทัพแดงฮังการีได้ข้ามแม่น้ำทิสซอและเคลื่อนทัพต่อไปจนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม[114] ทำให้กองทัพโรมาเนียได้เริ่มโจมตีกลับในวันต่อมา[109][110] กองทัพแดงเริ่มถอนกำลังพลในวันที่ 26 และในวันที่ 27 กองทัพแดงจึงเคลื่อนพลกลับไปที่พื้นที่เดิมก่อนการรุกราน[114] ในวันที่ 30 กองทหารของโรมาเนียเริ่มเคลื่อนพลข้ามแนวแม่น้ำทิสซอ และมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของฮังการีอย่างไม่ลดละ[109][115][110]

มาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมและวิกฤตภายใน[แก้]

แม้ว่าสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีจะทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลโซเวียตก็มุ่งมั่นที่จะนำอุดมการณ์แบบลัทธิสังคมนิยมมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมของฮังการีโดยทันที รัฐบาลเริ่มดำเนินการปฏิรูปและออกมาตรการต่อผู้ที่ถูกมองว่าเป็น "ศัตรูของชนชั้นแรงงาน" โดยยึดตามแบบอย่างของรัสเซียอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้สาธารณรัฐสูญเสียการสนับสนุนจากประชาชนอย่างรวดเร็ว[81] การใช้มาตรการที่ก้าวหน้าและการประยุกต์ใช้ระบอบเผด็จการของรัฐบาล ก่อให้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากในหมู่ประชากร[9] ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและค่านิยมของประชากรอย่างลึกซึ้งกลับกลายเป็นความล้มเหลว[16] ความพยายามที่จะเปลี่ยนฮังการีจากสังคมแบบศักดินาเป็นสังคมแบบมาร์กซิสต์ล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากการขาดประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐและความล้มเหลวของขบวนการคอมมิวนิสต์ ตลอดจนความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจ[16] รัฐบาลโซเวียตได้กำหนดวัตถุประสงค์ของตนไว้สองประการ ประการแรกคือการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นรูปแบบของมาร์กซิสต์ และประการที่สองคือการกำจัดความขัดแย้งทั้งหมด เพื่อประกันความอยู่รอดของระบอบเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ[16]

ในขณะที่นโยบายต่างประเทศถูกกำหนดโดยกุน นโยบายภายในประเทศส่วนใหญ่ได้ถูกกำหนดโดยสมาชิกส่วนใหญ่ของพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยมในสภาปกครอง[72][116]

การส่งเสริมวัฒนธรรมและการควบคุมสื่อ[แก้]

รัฐบาลโซเวียตมีความพยายามเป็นอย่างมากที่จะปรับปรุงวัฒนธรรมของประชากร โรงละครถือเป็นสถานที่ส่วนรวมและการจำหน่ายตั๋วถูกควบคุมโดยกรรมการราษฎรฝ่ายศึกษาธิการ ซึ่งมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วการแสดงราคาถูกให้แก่คนงาน[117] โดยมาตรการนี้ได้ถูกนำมาใช้ในโรงภาพยนตร์และพิพิธภัณฑ์เช่นเดียวกัน[117] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลบริหารมาตรการผิดพลาด จึงตกเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากศิลปินที่มีแนวคิดชาตินิยม นักเขียน และนักธุรกิจศิลปะ[117] ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน มาตรการวัฒนธรรมอันทะเยอทะยานของรัฐบาลกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤต โดยมาตรการได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแถบชนบทและตกอยู่ในความเสี่ยงเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศ[118]

รัฐบาลจำกัดเสรีภาพสื่ออย่างเข้มงวด และสั่งระงับวารสารเป็นจำนวนมากด้วยเหตุผลทางการเมืองและปัญหาการขาดแคนกระดาษในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ[119] ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสหภาพนักข่าวนำไปสู่การยุบสภาภายใต้คำสั่งของคณะรัฐมนตรีในเวลาต่อมา[120]

นโยบายเพื่อเยาวชน[แก้]

จากหลักฐานสิ่งพิมพ์สมัยใหม่ระบุว่ามาตรการของรัฐบาลที่มีต่อเยาวชนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น[117] รัฐบาลอนุมัติให้มีการตรวจสุขภาพเยาวชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและได้ส่งเสริมสุขอนามัยในโรงเรียน มีการจัดตั้งโครงการอาบน้ำสำหรับเด็กนักเรียนในห้องน้ำสาธารณะและกำหนดให้สถานบำรุงสุขภาพเป็นของส่วนรวม[118] โครงการอาศัยในชนบทถูกสร้างขึ้นสำหรับเด็กจากครอบครัวที่ยากจนในเมืองหลวง และสภาปกครองมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านสุขภาพแก่พวกเขา[121] มีการจัดตั้งโครงการสอนพิเศษเฉพาะทางสำหรับเยาวชนผู้พิการในโรงเรียนและจัดตั้งสถาบันที่ทันสมัยสำหรับการรักษาผู้มีปัญหาทางจิต[121] มีแผนการฟื้นฟูระยะยาวสำหรับเยาวชนที่ต่อต้านสังคม ซึ่งแผนนี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้จริงเนื่องจากระยะเวลาอันสั้นของสาธารณรัฐ[121]

การศึกษาและศาสนา[แก้]

สถานศึกษาต่าง ๆ ถูกกำหนดเป็นของส่วนรวมทั้งสิ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และถูกรวมอำนาจการดูแลมาไว้ที่รัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงแผนการศึกษา[122] มีความพยายามปรับปรุงและกำหนดหลักสูตรการศึกษาใหม่ และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่[122][123] มีการจัดพิมพ์หนังสือเรียนใหม่และพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น[123] มีการวางแผนโครงการปลูกฝังลัทธิมากซ์ในสถานศึกษา ซึ่งโครงการยังไม่ทันได้จัดขึ้นเนื่องจากสาธารณรัฐโซเวียตล่มสลายเสียก่อน[124] แม้ว่ารัฐบาลจะมีห่วงใยแก่อาจารย์ผู้สอน แต่สำหรับอาจารย์ผู้สอนส่วนใหญ่แล้วกลับไม่ได้มีความนิยมต่อระบอบการปกครองใหม่เลย[124] ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างครูอาจารย์อย่างรุนแรง[125] การสอนเพศศึกษาสมัยใหม่ได้ถูกนำมาใช้ในหลักสูตรของโรงเรียนโดยไม่มีการวางแผนอะไรมากนัก[125]

ความปราชัยและการล่มสลาย[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามฮังการี-โรมาเนีย

ภายหลังจากความปราชัยทางทหารในภาคตะวันออก ประกอบกับรัฐบาลได้สูญเสียการสนับสนุนจากสหภาพแรงงาน[126] ส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงาน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งมีผู้นำสหภาพแรงงาน 46 คน ลงมติคัดค้านการรักษาระบอบสาธารณรัฐโซเวียตอย่างท่วมท้น โดยมีเพียง 3 คนเท่านั้นที่เห็นด้วย[127] ผลจากการลงมติครั้งนี้ได้ถูกส่งไปให้กุน[127] ซึ่งเมื่อวันก่อน ตัวเขาปฏิเสธที่จะลาออกและระบุว่ากองทัพสามารถยึดแนวหน้าได้[128] สภาปกครองจึงเรียกประชุมวิสามัญของขบวนการแรงงานและทหารในบูดาเปสต์ในวันรุ่งขึ้น[127]

กองทัพโรมาเนียได้เคลื่อนพลเข้าสู่กรุงบูดาเปสต์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากการล่มสลายของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการี

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ระหว่างการประชุมสภาแรงงานกลาง คณะรัฐมนตรีได้มอบอำนาจให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำสหภาพแรงงานสายกลาง[129][130][106][111][14] จูลอ ไพเดิล ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่[111] ไพเดิลปฏิเสธที่จะปรากฏตัวต่อสภา โดยเป็นการบ่งบอกว่าตัวเขาปฏิเสธระบอบโซเวียต ซึ่งเขาไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน[127] ภายหลังจากการลาออกของกุน ผู้นำหลักของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีบางคนก็ไปจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ใต้ดิน[131] ในคืนเดียวกันนั้น กุนได้รับการยืนยันว่ารัฐบาลออสเตรียยินดีที่จะให้ที่พักพิงแก่ตัวเขาและผู้ติดตามบางคน[129] กุนและอดีตกรรมการราษฎรบางส่วนจึงได้ลี้ภัยจากบูดาเปสต์[115][132][14] โดยรถไฟสองขบวนและมาถึงเวียนนาในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 2 สิงหาคม[106] พรรคพวกของเขาได้ถูกกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์บุกทำร้ายระหว่างทางไปสถานีรถไฟ[133]

รัฐบาลใหม่ที่นำโดย จูลอ ไพเดิล[106] ซึ่งอยู่ในความดูแลของฝ่ายประชาธิปไตยสังคมนิยม ได้มีกรรมการราษฎรจากคณะรัฐมนตรีของกุนบางคนเข้าร่วมกับคณะรัฐบาลไพเดิล[133][132][134] เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีการประกาศให้ยกเลิกสาธารณรัฐโซเวียต พร้อมกับการฟื้นฟูสาธารณรัฐประชาชนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และได้ออกมาตรการรื้อถอนมรดกตกทอดของระบอบโซเวียต[135][134] ในขณะเดียวกัน กองทัพโรมาเนียได้เคลื่อนกำลังพลห่างจากเมืองหลวงเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น[14] และในวันรุ่งขึ้น กองกำลังหน่วยแรกของโรมาเนียก็ได้เข้าสู่บูดาเปสต์[132] โดยมีกองทหารของฮังการีเพียงไม่กี่หน่วยเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดปกป้องเมืองหลวง แต่ก็ล้มเหลว รัฐบาลไม่สามารถป้องกันกองทัพโรมาเนียที่เคลื่อนพลเข้าสู่บูดาเปสต์ได้ ดังนั้นในวันที่ 4[132] จึงไม่มีการต่อต้านจากทางการฮังการี[136] โรมาเนียได้พยายามจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในบูดาเปสต์หลังจากความพ่ายแพ้ของคอมมิวนิสต์ โดยมียูโกสลาเวียและเชโกสโลวาเกียเป็นผู้อนุมัติ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ[137]

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเบลอ กุน คือกรรมการราษฎรฝ่ายกิจการต่างประเทศของฮังการี
  2. เนื่องจากการแปลที่ผิดพลาดในช่วงแรก จึงกลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี ในแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษ (ฮังการี: Magyar Szovjet-köztársaság)
  3. เป็นการเลียนแบบอย่างจากบอลเชวิคในโซเวียตรัสเซีย แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาแรงงาน (โซเวียต) ซึ่งชื่อเหมือนกัน
  4. ตามหนังสือของ Völgyes ในหน้าที่ 161 ได้ระบุวันที่เป็นไปได้อยู่สองวัน คือวันที่ 22 และ 24 พฤศจิกายน ส่วนหนังสือของ Zsuppán ในหน้าที่ 317 ได้ระบุว่าเป็นวันที่ 20 และหนังสือของ Janos ในหน้าที่ 189 ได้ยืนยันว่า วันที่ 20 เป็นวันที่มีการพบปะกันระหว่างพวกคอมมิวนิสต์ นักสังคมนิยมหัวรุนแรง และคนอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมการก่อตั้งพรรคใหม่
  5. ในเดือนมีนาคม คลังอาวุธลับของพรรคคอมมิวนิสต์มีจำนวนปืนไรเฟิลทั้งหมด 35,000 กระบอก[32]
  6. มีตำรวจเสียชีวิต 7 นาย และมีผู้บาดเจ็บประมาณ 80 คน ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์รู้ดีว่ารัฐบาลจะต้องจับกุมพวกเขาอย่างแน่นอนหลังจากการประท้วง แต่ก็ตัดสินใจที่จะไม่หลบหนี ทำให้มีผู้ถูกจับกุมในเหตุการณ์ครั้งนี้จำนวนเจ็ดสิบหกคน Zsuppán, p. 329.
  7. กอร์บอยีได้อธิบายถึงความจำเป็นในการสร้างความใกล้ชิดกับคอมมิวนิสต์รัสเซียไว้ว่า[60]

    จากตะวันตก เราไม่สามารถคาดหวังอะไรได้เลยนอกเสียจากความสงบสุขซึ่งบีบบังคับให้เราละทิ้งการเลือกตั้งโดยเสรี ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการยอมรับระบอบเผด็จการรูปแบบใหม่ ไตรภาคีได้นำเราไปสู่แนวทางใหม่ ที่ทางตะวันออกจะรับรองเรา ส่วนทางตะวันตกปฏิเสธ...

  8. รัฐธรรมนูญได้กีดกันพระสงฆ์ ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง อดีตผู้แสวงหาผลประโยชน์ และอาชญากร จากสิทธิในเลือกตั้ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มีสิทธิในการเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ชายผู้หญิงอายุสิบแปดปีขึ้นไป Janos, p. 193.
  9. ปัจจุบันคือกอชิตเซ ประเทศสโลวาเกีย
  10. ในภาษาฮังการี เรียกว่า "โปโจญ" (Pozsony)

อ้างอิง[แก้]

  1. Angyal, Pál (1927). "A magyar büntetőjog kézikönyve IV. rész". A magyar büntetőjog kézikönyve. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 March 2016.
  2. 2.0 2.1 Völgyes 1970, p. 58.
  3. John C. Swanson (2017). Tangible Belonging: Negotiating Germanness in Twentieth-Century Hungary. University of Pittsburgh Press. p. 80. ISBN 9780822981992.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 4.7 Juhász 1979, p. 18.
  5. 5.0 5.1 Király & Pastor 1988, p. 92.
  6. 6.0 6.1 6.2 Balogh 1976, p. 15.
  7. 7.0 7.1 7.2 Janos 1981, p. 195.
  8. Király & Pastor 1988, p. 34.
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 Bodo 2010, p. 703.
  10. 10.0 10.1 10.2 Király & Pastor 1988, p. 4.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 11.4 11.5 11.6 11.7 Király & Pastor 1988, p. 6.
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 12.5 12.6 12.7 Szilassy 1971, p. 37.
  13. Király & Pastor 1988, p. 226.
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 Janos 1981, p. 201.
  15. Balogh 1975, p. 298; Király & Pastor 1988, p. 226.
  16. 16.0 16.1 16.2 16.3 16.4 Völgyes 1971, p. 61.
  17. Völgyes 1971, p. 84.
  18. 18.0 18.1 18.2 Király & Pastor 1988, p. 166.
  19. Völgyes 1971, p. 88.
  20. Pastor 1976, p. 37.
  21. Zsuppán 1965, p. 314.
  22. 22.0 22.1 22.2 Szilassy 1969, p. 96.
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 23.4 Janos 1981, p. 191.
  24. 24.0 24.1 Szilassy 1969, p. 97.
  25. 25.0 25.1 25.2 Zsuppán 1965, p. 315.
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 Király & Pastor 1988, p. 29.
  27. 27.0 27.1 Völgyes 1970, p. 62.
  28. Völgyes 1971, p. 162.
  29. 29.0 29.1 29.2 Janos & Slottman 1971, p. 66.
  30. Janos 1981, p. 190.
  31. 31.0 31.1 Zsuppán 1965, p. 321.
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 Zsuppán 1965, p. 320.
  33. 33.0 33.1 Zsuppán 1965, p. 317.
  34. Király & Pastor 1988, p. 127.
  35. Zsuppán 1965, p. 322.
  36. 36.0 36.1 36.2 Zsuppán 1965, p. 323.
  37. 37.0 37.1 Zsuppán 1965, p. 325.
  38. Zsuppán 1965, p. 326.
  39. 39.0 39.1 Zsuppán 1965, p. 327.
  40. Zsuppán 1965, p. 319.
  41. 41.0 41.1 Zsuppán 1965, p. 324.
  42. 42.0 42.1 42.2 Janos & Slottman 1971, p. 67.
  43. Zsuppán 1965, p. 328.
  44. 44.0 44.1 44.2 Zsuppán 1965, p. 329.
  45. 45.0 45.1 Király & Pastor 1988, p. 129.
  46. Völgyes 1971, p. 164.
  47. 47.0 47.1 47.2 Zsuppán 1965, p. 330.
  48. 48.0 48.1 48.2 48.3 48.4 Zsuppán 1965, p. 333.
  49. 49.0 49.1 49.2 Zsuppán 1965, p. 331.
  50. 50.0 50.1 50.2 50.3 Zsuppán 1965, p. 332.
  51. 51.0 51.1 51.2 51.3 51.4 Janos 1981, p. 192.
  52. 52.0 52.1 52.2 52.3 52.4 52.5 52.6 Juhász 1979, p. 19.
  53. Szilassy 1969, p. 98.
  54. Szilassy 1971, p. 32.
  55. 55.0 55.1 Pastor 1976, p. 140.
  56. 56.0 56.1 56.2 Szilassy 1971, p. 33.
  57. 57.0 57.1 57.2 Zsuppán 1965, p. 334.
  58. Pastor 1976, p. 141.
  59. Völgyes 1970, p. 64.
  60. 60.0 60.1 60.2 60.3 Király & Pastor 1988, p. 259.
  61. 61.0 61.1 Janos & Slottman 1971, p. 68.
  62. Bodo 2010, p. 708.
  63. 63.0 63.1 63.2 63.3 Pastor 1976, p. 143.
  64. Király & Pastor 1988, p. 272.
  65. 65.0 65.1 65.2 65.3 65.4 Pastor 1976, p. 144.
  66. 66.0 66.1 Király & Pastor 1988, p. 245.
  67. Völgyes 1970, p. 65.
  68. Király & Pastor 1988, p. 31.
  69. 69.0 69.1 Völgyes 1970, p. 66.
  70. Szilassy 1971, p. 39.
  71. 71.0 71.1 Szilassy 1971, p. 38.
  72. 72.0 72.1 Völgyes 1970, p. 68.
  73. 73.0 73.1 Balogh 1976, p. 16.
  74. 74.0 74.1 Janos & Slottman 1971, p. 61.
  75. Balogh 1976, p. 23.
  76. Janos & Slottman 1971, p. 64.
  77. 77.0 77.1 77.2 77.3 Király & Pastor 1988, p. 5.
  78. Janos 1981, p. 193.
  79. 79.0 79.1 79.2 Janos 1981, p. 194.
  80. Völgyes 1970, p. 93.
  81. 81.0 81.1 81.2 81.3 81.4 Mocsy 1983, p. 98.
  82. 82.0 82.1 Király & Pastor 1988, p. 76.
  83. Király & Pastor 1988, p. 172.
  84. 84.0 84.1 84.2 Király & Pastor 1988, p. 36.
  85. 85.0 85.1 Király & Pastor 1988, p. 37.
  86. Király & Pastor 1988, p. 237.
  87. 87.0 87.1 87.2 Juhász 1979, p. 23.
  88. 88.0 88.1 Juhász 1979, p. 22.
  89. 89.0 89.1 Király & Pastor 1988, p. 43.
  90. 90.0 90.1 Király & Pastor 1988, p. 42.
  91. 91.0 91.1 Király & Pastor 1988, p. 49.
  92. 92.0 92.1 Király & Pastor 1988, p. 65.
  93. Király & Pastor 1988, p. 50.
  94. 94.0 94.1 Király & Pastor 1988, p. 309.
  95. 95.0 95.1 95.2 Király & Pastor 1988, p. 58.
  96. 96.0 96.1 96.2 96.3 Király & Pastor 1988, p. 59.
  97. Juhász 1979, p. 2.
  98. Juhász 1979, p. 24.
  99. Szilassy 1971, p. 42.
  100. Szilassy 1969, p. 99.
  101. 101.0 101.1 101.2 Király & Pastor 1988, p. 69.
  102. 102.0 102.1 Juhász 1979, p. 25.
  103. Janos & Slottman 1971, p. 82.
  104. 104.0 104.1 104.2 104.3 Király & Pastor 1988, p. 81.
  105. Szilassy 1971, p. 43.
  106. 106.0 106.1 106.2 106.3 Szilassy 1969, p. 100.
  107. Király & Pastor 1988, p. 7.
  108. Balogh 1976, p. 29.
  109. 109.0 109.1 109.2 109.3 Szilassy 1971, p. 45.
  110. 110.0 110.1 110.2 110.3 Király & Pastor 1988, p. 72.
  111. 111.0 111.1 111.2 111.3 Juhász 1979, p. 26.
  112. Király & Pastor 1988, p. 71.
  113. Király & Pastor 1988, p. 82.
  114. 114.0 114.1 Király & Pastor 1988, p. 83.
  115. 115.0 115.1 Bodo 2010, p. 704.
  116. Völgyes 1971, p. 167.
  117. 117.0 117.1 117.2 117.3 Völgyes 1971, p. 63.
  118. 118.0 118.1 Völgyes 1971, p. 64.
  119. Völgyes 1971, p. 70.
  120. Völgyes 1971, p. 71.
  121. 121.0 121.1 121.2 Völgyes 1971, p. 65.
  122. 122.0 122.1 Völgyes 1971, p. 66.
  123. 123.0 123.1 Völgyes 1971, p. 67.
  124. 124.0 124.1 Völgyes 1971, p. 68.
  125. 125.0 125.1 Völgyes 1971, p. 69.
  126. Balogh 1976, p. 26.
  127. 127.0 127.1 127.2 127.3 Balogh 1976, p. 34.
  128. Balogh 1976, p. 33.
  129. 129.0 129.1 Szilassy 1971, p. 46.
  130. Király & Pastor 1988, p. 74.
  131. Szilassy 1971, p. 47.
  132. 132.0 132.1 132.2 132.3 Király & Pastor 1988, p. 84.
  133. 133.0 133.1 Szilassy 1971, p. 49.
  134. 134.0 134.1 Szilassy 1969, p. 101.
  135. Szilassy 1971, p. 52.
  136. Király & Pastor 1988, p. 75.
  137. Balogh 1975, p. 298.

บรรณานุกรม[แก้]

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • György Borsányi, The life of a Communist revolutionary, Bela Kun translated by Mario Fenyo, Boulder, Colorado: Social Science Monographs, 1993.
  • Andrew C. Janos and William Slottman (editors), Revolution in Perspective: Essays on the Hungarian Soviet Republic of 1919. Berkeley, CA: University of California Press, 1971.
  • Bennet Kovrig, Communism in Hungary: From Kun to Kádár. Stanford University: Hoover Institution Press, 1979.
  • Bela Menczer, "Bela Kun and the Hungarian Revolution of 1919," History Today, vol. 19, no. 5 (May 1969), pp. 299–309.
  • Peter Pastor, Hungary between Wilson and Lenin: The Hungarian Revolution of 1918–1919 and the Big Three. Boulder, CO: East European Quarterly, 1976.
  • Thomas L. Sakmyster, A Communist Odyssey: The Life of József Pogány. Budapest: Central European University Press, 2012.
  • Rudolf Tokes, Béla Kun and the Hungarian Soviet Republic: The Origins and Role of the Communist Party of Hungary in the Revolutions of 1918–1919. New York: F.A. Praeger, 1967.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]