สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สภาสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมฮังการี

Magyarországi Szocialista Szövetséges Tanácsköztársaság  (ฮังการี)
มีนาคม–สิงหาคม 1919
ธงชาติสาธารณรัฐโซเวียตฮังการี
ธง
ของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการี
ตราแผ่นดิน
แผนที่แสดงอาณาเขตของ ราชอาณาจักรฮังการี ในเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 1919   อาณาเขตที่ควบคุมโดยโรมาเนียในเดือนเมษายน 1919   อาณาเขตที่ควบคุมโดยโซเวียตฮังการี   อาณาเขตของสาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากโซเวียตฮังการีครอบครอง   อาณาเขตที่ควบคุมโดยยูโกสลาเวียและกองทัพฝรั่งเศส                      พรมแดนของฮังการีในปี 1918                      พรมแดนของฮังการีในปี 1920
แผนที่แสดงอาณาเขตของ ราชอาณาจักรฮังการี ในเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 1919
  อาณาเขตที่ควบคุมโดยโรมาเนียในเดือนเมษายน 1919
  อาณาเขตที่ควบคุมโดยโซเวียตฮังการี
  อาณาเขตของสาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากโซเวียตฮังการีครอบครอง
  อาณาเขตที่ควบคุมโดยยูโกสลาเวียและกองทัพฝรั่งเศส
                     พรมแดนของฮังการีในปี 1918                      พรมแดนของฮังการีในปี 1920
เมืองหลวงบูดาเปสต์
47°29′00″N 19°02′00″E / 47.4833°N 19.0333°E / 47.4833; 19.0333พิกัดภูมิศาสตร์: 47°29′00″N 19°02′00″E / 47.4833°N 19.0333°E / 47.4833; 19.0333
ภาษาทั่วไปรัสเซีย ฮังการี
เดมะนิมชาวโซเวียต
การปกครองสาธารณรัฐสังคมนิยม
ผู้นำโดยพฤตินัย 
• 1919
เบลอ กุน[nb 1]
ประธานสภาบริหารกลาง 
• 1919
ซานโดร์ กอร์บอยี
สภานิติบัญญัติNational Assembly of Soviets
ยุคประวัติศาสตร์สมัยระหว่างสงคราม
• ก่อตั้ง
21 มีนาคม 1919
• รัฐธรรมนูญ
23 มิถุนายน 1919
• สิ้นสุด
1 สิงหาคม 1919
สกุลเงินรูเบิลโซเวียต
ก่อนหน้า
ถัดไป
สาธารณรัฐฮังการีที่หนึ่ง
สาธารณรัฐฮังการี (ค.ศ. 1919–1920)
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ ฮังการี
 ออสเตรีย
 สโลวาเกีย
 โครเอเชีย
 สโลวีเนีย

สภาสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมฮังการี (ฮังการี: Magyarországi Szocialista Szövetséges Tanácsköztársaság) หรือที่รู้จักกันในชื่อ สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี (ฮังการี: Magyar Szovjet-köztársaság) หรือ สภาแห่งสาธารณรัฐฮังการี (ฮังการี: Magyarországi Tanácsköztársaság) เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีอายุสั้น[2] ดำรงอยู่ระหว่าง 21 มีนาคม 1919 จนถึง 1 สิงหาคม 1919 (133 วัน) เป็นรัฐสืบต่อจากสาธารณรัฐฮังการีที่หนึ่ง[3] โดยมี ซานโดร์ กอร์บอยี เป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่ เบลอ กุน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มีอำนาจและอิทธิพลมากกว่า การที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงของเหล่าไตรภาคี ผู้คงไว้ซึ่งการปิดล้อมทางเศรษฐกิจในฮังการี ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านในด้านดินแดน และความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมอย่างถึงแก่น ทำให้สาธารณรัฐโซเวียต ล้มเหลวในเป้าหมายที่วางไว้ และถูกล้มล้างลงไม่กี่เดือนหลังจากมันถูกก่อตั้งขึ้น สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี ถือเป็นรัฐที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมแห่งที่สองที่จัดตั้งขึ้นในยุโรปหลังจากการปฏิวัติเดือนตุลาคมในโซเวียตรัสเซีย สาธารณรัฐโซเวียตฮังการีล่มสลายหลังจากกองทัพโรมาเนียสามารถยึดกรุงบูดาเปสต์ได้ในเดือนสิงหาคม 1919

และการถูกปรับปรุงพรมแดนใหม่[4] กองทัพฮังการีได้รับการวางระเบียบใหม่ และพยายามยึดคืนดินแดนที่เสียไปจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สาธารณรัฐโซเวียตได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากทุกชนชั้นทางสังคมในฮังการี ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มที่เอื้อประโยชน์จากระบอบนี้เท่านั้น[5] กองกำลังของสาธารณรัฐโซเวียตได้รุกเข้าเชโกสโลวาเกียในพื้นที่สโลวาเกีย[6] แต่หลังจากความพ่ายแพ้ทางฝั่งตะวันออกต่อกองทัพโรมาเนียในปลายเดือนเมษายน ทำให้กองทัพต้องล่าถอยออกจากแม่น้ำทิสซอ[7] ต่อมาเมื่อกลางเดือนมิถุนายน ได้มีการประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก” โดยดำรงอยู่เพียงสองสัปดาห์ จนกระทั่งฮังการีถอนกำลังออกจากสโลวาเกียตามคำร้องขอจากไตรภาคี[6] เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม สาธารณรัฐโซเวียตเริ่มเปิดการโจมตีโรมาเนีย[8] แต่หลังจากนั้นโรมาเนียสามารถต้านทานการโจมตีของฮังการีได้[9] และสามารถบุกฮังการีจนถึงบูดาเปสต์ หลังจากสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีล่มสลายเพียงไม่กี่วัน[10]

การที่รัฐบาลโซเวียตฮังการีมุ่งมั่นดำเนินการมาตรการและนโยบายสังคมนิยม ตามกลุ่มบอลเชวิครัสเซีย ทำให้สูญเสียการสนับสนุนจากประชาชนไปอย่างรวดเร็ว[11] ความพยายามเปลี่ยนฮังการีให้เป็นสังคมนิยมไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลขาดประสบการณ์ทั้งทางด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ[12] หลังจากการถอนกำลังออกจากสโลวาเกีย รัฐบาลได้บังคับใช้มาตรการเพื่อเรียกร้องการสนับสนุนของประชาชน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ[13] ทำให้สาธารณรัฐโซเวียตฮังการีสูญเสียการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ไประหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงกรกฎาคม ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวทางการทหารกับการเผชิญกับประเทศเพื่อนบ้าน ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และความล้มเหลวในการปฏิรูปนโยบายต่าง ๆ [13][14] นำไปสู่การล่มสลายของสาธารณรัฐโซเวียตในวันที่ 1 สิงหาคม[15]

ภาพรวม[แก้]

สภาแห่งสาธารณรัฐฮังการีประกาศจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 โดยครอบคลุมดินแดนประมาณ 23% ของอาณาเขตฮังการีก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (325 411 km2) เป็นรัฐที่สืบทอดต่อจากสาธารณรัฐฮังการีที่หนึ่ง และดำรงอยู่ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม จนถึง 1 สิงหาคมของปีเดียวกัน ถึงแม้ว่าผู้นำของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีโดยนิตินัยจะเป็น "ซานโดร์ กอร์บอยี" แต่ในทางพฤตินัยแล้ว อำนาจที่แท้จริงกลับอยู่ในมือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ "เบลอ กุน" ผู้ซึ่งติดต่อสื่อสารโดยตรงกับวลาดีมีร์ เลนินผ่านทางวิทยุโทรเลข โดยเลนินเป็นผู้สั่งการและให้คำแนะนำกับเบลอ กุนผ่านการสื่อสารทางวิทยุกับเครมลินอย่างต่อเนื่อง[16]

ถือเป็นรัฐคอมมิวนิสต์แห่งที่สองของโลกที่ก่อตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติเดือนตุลาคมของโซเวียตรัสเซียในจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งนำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของพวกบอลเชวิค สภาแห่งสาธารณรัฐฮังการีมีความขัดแย้งทางทหารกับราชอาณาจักรโรมาเนีย, ราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน และเชโกสโลวาเกียที่พึ่งก่อตั้งขึ้น โดยสิ้นสุดลงด้วยการที่ฮังการียอมจำนนต่อกองกำลังของโรมาเนียในวันที่ 1 สิงหาคม

ตามแหล่งข้อมูลจากภาษาอังกฤษ มักมีการใช้คำว่า "Hungarian Soviet Republic" ซึ่งเป็นการแปลที่ผิดพลาด การแปลโดยการยึดถือตามตัวอักษรที่ถูกต้องคือ "Republic of Councils in Hungary" การแปลแบบนี้ได้รับการยอมรับ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงต่อการแสดงถึงความหมายโดยนัยที่เกี่ยวข้องทางชาติพันธุ์ของชาวฮังการีอย่างรุนแรง และเพื่อเป็นการแสดงถึงทฤษฎีการอยู่ร่วมกันของชนกรรมาชีพของระบอบคอมมิวนิสต์แบบใหม่

ประวัติ[แก้]

สงครามโลกครั้งที่ 1 และสาธารณรัฐฮังการีที่หนึ่ง[แก้]

เมื่อรัฐบาลของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีได้ร้องขอสงบศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 3 พฤศจิกายน[17] ส่งผลให้จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คล่มสลายในปี ค.ศ. 1918 เหตุการณ์ทางการทหารและการเมืองจึงแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในวันที่ 5 พฤศจิกายน กองทัพเซอร์เบียโดยการช่วยเหลือจากกองทัพฝรั่งเศสได้ข้ามพรมแดนทางตอนใต้ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน กองทัพเชโกสโลวาเกียได้ข้ามพรมแดนทางตอนเหนือ และในวันที่ 13 พฤศจิกายน กองทัพโรมาเนียได้ข้ามพรมแดนทางตะวันออกของราชอาณาจักรฮังการี[18] และได้เกิดการปฏิวัติดอกเบญจมาศ (ฮังการี: Őszirózsás forradalom) ทำให้สาธารณรัฐฮังการีที่หนึ่ง ได้ประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน โดยมีนักเสรีนิยมนามว่า มิฮาย กาโรยี เป็นประธานาธิบดี กาโรยีพยายามจะสร้างอำนาจของรัฐบาลและควบคุมประเทศ ทำให้กองทัพฮังการีในตอนนั้นมีกำลังพลมากกว่า 1,400,000 นาย[19][20] เมื่อกาโรยีได้เป็นนายกรัฐมนตรีของฮังการี จึงยอมรับข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา วูดโรว์ วิลสัน โดยสั่งให้กองทัพฮังการีปลดอาวุธเพียงฝ่ายเดียว ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม เบลอ ลินแดร์ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 1918[21][22] ประเทศฮังการีในช่วงเวลานั้นจึงมีความเปราะบางเป็นพิเศษ ทำให้การยึดครองฮังการีสำหรับกองทัพราชอาณาจักรโรมาเนีย กองทัพฝรั่งเศสกับราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย และกองทัพเชโกสโลวาเกียเป็นไปอย่างง่ายดาย ฮังการีจึงสูญเสียดินแดนประมาณ 75% ของดินแดนของราชอาณาจักรฮังการีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยไม่มีการป้องกันประเทศและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของต่างชาติ[23]

การก่อกำเนิดของพรรคคอมมิวนิสต์[แก้]

โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของกองทัพแดงฮังการีในปี 1919

พรรคคอมมิวนิสต์ฮังการีได้รับการจัดตั้งขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในมอสโกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยกลุ่มนักสังคมนิยมฝ่ายซ้ายนำโดย เบลอ กุน ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พรรคคอมมิวนิสต์ที่พึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ก็ได้เดินทางจากมอสโกมายังบูดาเปสต์[24] ในวันที่ 24 พฤศจิกายน มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จากฮังการี (Hungarian: Kommunisták Magyarországi Pártja, KMP) เนื่องจากผู้สนับสนุนส่วนใหญ่มาจากชนชั้นแรงงานอุตสาหกรรมในเมืองฮังการี ซึ่งในขณะนั้นประกอบด้วยผู้คนที่มาจากชาติพันธุ์ไม่ใช่ชาวฮังการี โดยมีชาวฮังการีเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ในพรรค[25] พรรคได้คัดเลือกสมาชิกและเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ทำให้มีสมาชิกจากพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งฮังการีหัวรุนแรงเข้าร่วมพรรคเป็นจำนวนมาก ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 สมาชิกภายในพรรคมีจำนวนทั้งหมด 30,000-40,000 คน โดยมีอดีตทหาร ปัญญาชนวัยเยาว์ และชนกลุ่มน้อยเป็นสมาชิกของพรรคด้วย[26]

กุนได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อว่า Vörös Újság (หนังสือพิมพ์แดง) จุดประสงค์เพื่อมุ่งโจมตีรัฐบาลเสรีนิยมของกาโรยี ทำให้พรรคเริ่มได้รับความนิยมสำหรับหมู่ชนชั้นกรรมาชีพในบูดาเปสต์ และกุนยังให้คำมั่นสัญญาว่าฮังการีจะสามารถปกป้องอาณาเขตของตนเองได้โดยไม่มีการเกณฑ์ทหารด้วยความช่วยเหลือจากกองทัพแดง และกองกำลังต่อต้านพวกที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ รวมถึงโรมาเนีย เชโกสโลวาเกีย ฝรั่งเศสและยูโกสลาเวีย หลายเดือนต่อมา พรรคคอมมิวนิสต์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยผู้สนับสนุนได้เริ่มจัดฉากประท้วงต่อต้านพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งฮังการี กลุ่มคอมมิวนิสต์มองพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งฮังการีเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ เพราะมีผู้สนับสนุนทางการเมืองเป็นหมู่ชนชั้นกรรมาชีพเหมือนกัน ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ การประท้วงเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น โดยผู้ประท้วงไปโจมตีกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของพรรคสังคมประชาธิปไตยที่มีชื่อว่า Népszava ในความโกลาหลนี้ มีตำรวจ 7 นายถูกฆ่าตาย รัฐบาลได้จับกุมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์[26] ไม่อนุญาตให้เผยแพร่หนังสือพิมพ์ Vörös Újság และสั่งปิดอาคารที่ทำการพรรค การจับกุมมีความรุนแรงเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการข่มเหงรังแกพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย ทำให้ประชาชนรู้สึกเห็นอกเห็นใจพรรค โดยเฉพาะหมู่ชนชั้นกรรมาชีพในบูดาเปสต์ จึงทำให้ในวันที่ 1 มีนาคม หนังสือพิมพ์ Vörös Újság กลับมาเผยแพร่ได้อีกครั้ง ที่ทำการพรรคสามารถเปิดทำการได้ ผู้นำพรรคได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเมืองได้อีก

การจัดตั้งสาธารณรัฐ[แก้]

การประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีในวันที่ 21 มีนาคม 1919

ในวันที่ 20 มีนาคม มิฮาย กาโรยีได้ประกาศถึงการลาออกของนายรัฐมนตรี เดแน็ช เบริงคีย์ เพราะกาโรยีและเบริงคีย์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เนื่องจากหัวหน้าคณะทูตชาวฝรั่งเศสในกรุงบูดาเปสต์ได้มอบจดหมายให้แก่กาโรยี ซึ่งเป็นการระบุพรมแดนครั้งสุดท้ายของฮังการีหลังสงคราม กาโรยีรู้ดีว่าหากยอมรับจดหมายนี้ จะเป็นอันตรายต่อบูรณภาพแห่งดินแดนฮังการี แต่เขาก็ไม่สามารถตอบปฎิเสธได้ ในวันที่ 21 มีนาคม กาโรยีชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรีว่า มีเพียงพรรคสังคมประชาธิปไตยเท่านั้นที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ เนื่องจากเป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนสูงสุดตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบูดาเปสต์ แต่พรรคสังคมประชาธิปไตยได้มีการเจรจาอย่างลับ ๆ กับผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งยังถูกคุมขัง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม ทั้งสองฝ่ายจึงตัดสินใจรวมพรรคภายใต้ชื่อ “พรรคสังคมนิยมฮังการี”[27] โดยที่กาโรยีไม่เคยทราบถึงเรื่องนี้เลย ต่อมาเบลอ กุน และสมาชิกคนอื่น ๆ ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ Margit Ring ในคืนวันที่ 20 มีนาคม[28] หลังจากนั้นกาโรยีได้ประกาศลาออกในวันต่อมา แล้วถูกจับกุมโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่พึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ และในเดือนกรกฎาคม กาโรยีจึงลี้ภัยไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส[29]

การที่พรรคสังคมประชาธิปไตยเป็นพันธมิตรกับพรรคคอมมิวนิสต์ (KMP) ไม่เพียงแค่ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกรรมาชีพเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขามีความใกล้ชิดกับพรรคอมมิวนิสต์รัสเซีย (บอลเชวิค) อีกด้วย เนื่องจากกุนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวลาดีมีร์ เลนิน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาแรงงานโซเวียต พรรคสังคมนิยมฮังการีได้จัดตั้งสภาปกครองปฏิวัติพร้อมประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตฮังการี และปลดประธานาธิบดีกาโรยีเมื่อวันที่ 21 มีนาคม กุนได้ทำการติอต่อกับโซเวียตรัสเซียผ่านวิทยุ โดยได้แจ้งกับเลนินว่าระบอบเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพได้รับการจัดตั้งที่ฮังการีแล้ว และขอทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรกับโซเวียตรัสเซีย[26] แต่โซเวียตรัสเซียปฏิเสธ เพราะยังติดพันกับสงครามกลางเมืองรัสเซีย ในวันที่ 23 มีนาคม เลนินได้มีคำสั่งถึงเบลอ กุนไม่ให้พวกสังคมประชาธิปไตยมีอำนาจในรัฐบาล เพื่อที่ฮังการีจะแปรสภาพเป็นรัฐสังคมนิยมที่ปกครองด้วย "เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ" โดยสมบูรณ์[30] ดังนั้นกลุ่มคอมมิวนิสต์จึงเริ่มกวาดล้างพวกสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ในรัฐบาลในวันถัดมา[31][32]

การล่มสลายของสาธารณรัฐและจุดจบพรรคคอมมิวนิสต์[แก้]

การเฉลิมฉลองของกองทัพแดงฮังการีที่เมืองกัสซา หลังจากสงครามฮังการี–เชโกสโลวาเกีย
อนุสาวรีย์ของผู้นำของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการี: ทิโบร์ ซอมูแอย์, เบลอ กุน และแยเนอ ลอนด์แลร์ (จากซ้ายไปขวา) ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Memento Park ชานเมืองบูดาเปสต์

ปลายเดือนพฤษภาคม กุนพยายามทำตามคำมั่นสัญญาของชาวฮังการีต่อการทวงคืนดินแดนของฮังการี โดยได้คัดเลือกอาสาสมัครจากชนชั้นกรรมาชีพในกรุงบูดาเปสต์ให้ไปเป็นกองทัพแดงฮังการี[33] ในเดือนมิถุนายน กองทัพแดงฮังการีได้รุกรานทางตะวันออกของเชโกสโลวาเกีย (ปัจจุบันคือพื้นที่สโลวาเกีย) ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ของราชอาณาจักรฮังการีทางตอนบน กองทัพแดงฮังการีนำโดยนายพลเอาเรล ซโตร์มแฟลด์ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยสามารถขับไล่กองทัพของสาธารณรัฐเช็ก และมีการวางแผนที่จะรุกรานโรมาเนียทางตะวันออก แม้รัฐบาลจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะทวงคืนดินแดน แต่กลับประกาศจัดตั้ง สาธารณรัฐโซเวียตสโลวักเมืองเปรเชา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1919[34]

หลังจากการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตสโลวักขึ้น ทำให้นักชาตินิยมชาวฮังการีตระหนักว่าเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ไม่ใช่การทวงคืนดินแดนที่เสียไปกลับมา แต่เป็นการเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ไปยังที่ต่าง ๆ เท่านั้น[35] ชาวฮังการีที่รักชาติจึงมองกองทัพแดงเป็นผู้ทรยศชาติบ้านเมือง และทำให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้รับความนิยมจากชาวฮังการีลดลง (เนื่องจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้สนับสนุนให้จัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตสโลวัก แต่ชาวฮังการีต้องการให้สโลวาเกียกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของฮังการี) ถึงแม้จะมีชัยชนะต่อกองทัพเชโกสโลวาเกียอยู่หลายครั้ง แต่กองทัพแดงฮังการีเริ่มมีความแตกแยก เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างชาตินิยมกับคอมมิวนิสต์ การสนับสนุนของนายทหารผู้รักชาติที่มีต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่นายพลเอาเรล ซโตร์มแฟลด์ได้ประกาศลาออกเพื่อประท้วงรัฐบาล[36]

เมื่อฝรั่งเศสได้ให้สัญญากับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ว่าจะให้กองทัพโรมาเนียถอนกำลังออกจากลุ่มแม่น้ำทิสซอ คุนจึงถอนทหารที่เหลือซึ่งยังคงจงรักภักดี จากความล้มเหลวงทางการเมืองในฮังการีตอนบน หลังจากกองทัพแดงฮังการีถอยกลับจากทางเหนือ กองทัพโรมาเนียไม่ได้ถอนกำลังกลับ คุนจึงให้กองทัพแดงฮังการีที่เหลือจำนวนน้อยไปโจมตีโรมาเนีย ทำให้เกิดสงครามฮังการี–โรมาเนีย โดยไม่ประสบผลสำเร็จ รัฐบาลคอมมิวนิสต์รู้ว่ากองกำลังอันน้อยนิดของตนไม่สามารถสู้กับโรมาเนียได้ และเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม กองทัพโรมาเนียได้ฝ่าแนวรบของกองทัพฮังการีที่อ่อนแอได้สำเร็จ

โยแชฟ โปกาญ กำลังปลุกใจทหารคอมมิวนิสต์

เบลอ กุน และสมาชิกพรรคคนอื่น ๆ ได้ลี้ภัยไปที่กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม[26] มีเพียงเจิร์จ ลูกาชกับสมาชิกพรรคอีกไม่กี่คนเท่านั้น ที่ยังจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ใต้ดินอยู่[37] แต่ก่อนที่กุนจะลี้ภัยไปเวียนนา กุนได้นำสมบัติมากมาย ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ หรือทองคำจำนวนมากจากธนาคารแห่งชาติไปดัวย[38] เหล่าชนชั้นกรรมาชีพในกรุงบูดาเปสต์ได้เลือกให้ จูลอ ไพเดิล เป็นหัวหน้ารัฐบาลคอมมิวนิสต์คนใหม่ โดยเป็นเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนกองทัพโรมาเนียจะบุกเข้ามาถึงบูดาเปสต์ ในวันที่ 6 สิงหาคม[39][40][41]

ในช่วงสูญญากาศของอำนาจที่ก่อตัวขึ้น เนื่องจากการล่มสลายของสาธารณรัฐโซเวียตและการรุกรานของกองทัพโรมาเนีย กองกำลังกึ่งประจำการ (ตามหลักการแล้วอยู่ภายใต้คำสั่งการของโฮร์ตี แต่ส่วนใหญ่เป็นอิสระในทางปฏิบัติ) ได้เริ่มใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มคอมมิวนิสต์, ฝ่ายซ้าย, และชาวยิว หรือที่รู้จักกันในนาม "ความน่าสะพรึงกลัวขาว"[42] ผู้สนับสนุนสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีหลายคนถูกประหารชีวิตโดยไม่มีการพิจารณาคดี ได้แก่ ปีแตร์ อาโกชโตน, แฟแร็นตส์ แบจากี, แดชโช โบกาญี, ออนตอล โดฟชาก, โยแชฟ เฮาบริช, กอลมาร์ แฮนริก, แกแลน โยแชฟ, เจิร์จ ยีซโตร์, ซานโดร์ ซอบอโดช และกาโรยี วานตุช แต่ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มคอมมิวนิสต์จะถูกปล่อยตัวไปยังสหภาพโซเวียต และได้รับการนิรโทษกรรม เนื่องจากมีการทำข้อตกลงระหว่างฮังการีกับโซเวียตรัสเซียในปี 1921 โดยมีจำนวนนักโทษที่ถูกส่งตัวไปทั้งหมด 415 คน[43]

ส่วนกุนกับสมาชิกพรรคส่วนหนึ่งได้ถูกประหารชีวิตจากการกวาดล้างครั้งใหญ่ในสหภาพโซเวียต ซึ่งนำโดยโจเซฟ สตาลิน ในปลายทศวรรษที่ 1930 ซึ่งพวกเขาได้หลบหนีไปในช่วงทศวรรษที่ 1920[26] มีเพียง มาทยาช ราโกชี เท่านั้น ที่รอดจากการกวาดล้างครั้งนี้ และเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราโคชีได้เป็นผู้นำคอมมิวนิสต์คนแรกของสาธารณรัฐประชาชนฮังการี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 ถึงปี 1956

การเมืองการปกครอง[แก้]

โครงสร้างรัฐบาล[แก้]

ผู้นำอย่างเป็นทางการของรัฐบาล คือ ซานโดร์ กอร์บอยี แต่อำนาจรัฐที่แท้จริงเป็นของเบลอ กุน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากเขาเป็นคนเดียวที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเลนิน เป็นคนเดียวในรัฐบาลที่ได้พบและพูดคุยกับผู้นำบอลเชวิคระหว่างการปฏิวัติรัสเซีย และติดต่อกับเครมลินผ่านทางวิทยุสื่อสาร โดยคณะรัฐมนตรีของโซเวียตฮังการีมีดังนี้

หลังจากการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ มีเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาลใหม่ โดยมีกระทรวงที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ดังนี้

นโยบาย[แก้]

กลุ่มคอมมิวนิสต์ในกรุงบูดาเปสต์ในเดือนมีนาคม 1919

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของเบลอ กุน ได้นำระบบคอมมิวนิสต์มาใช้ในการบริหารประเทศ โดยได้มีคำสั่งให้ยกเลิกตำแหน่งและเอกสิทธิ์ทั้งหมดของชนชั้นสูง การแยกศาสนจักรกับรัฐ ประชาชนมีเสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการพูด การมีการดำเนินการศึกษาโดยเสรี และสิทธิทางภาษาและวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย[26]

รัฐบาลคอมมิวนิสต์ยังส่งเสริมรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัย การคมนาคม การธนาคาร การแพทย์ สถาบันวัฒนธรรม และที่ดินทั้งหมดกว่า 40 เฮกตาร์ เป็นของส่วนรวม รัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เพราะคิดว่ารัฐบาลจะทวงคืนดินแดนที่เสียไปเมื่อครั้งการเจรจาหลังสงคราม[26] สำหรับในพื้นที่ชนบทของฮังการี รัฐบาลคอมมิวนิสต์แทบจะไม่ได้รับความนิยมเลย[44] เพราะการสนับสนุนจากสาธารณชนส่วนใหญ่แล้ว มาจากหมู่ชนชั้นกรรมาชีพตามเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบูดาเปสต์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีชนชั้นกรรมกรเป็นสัดส่วนที่สูงสุด

เบลอ กุน ผู้นำโดยพฤตินัยของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการี

มาทยาช ราโกชี ได้ก่อตั้งกลุ่มยุวชนแดง (Red Guard) ขึ้น และโยแชฟ แชรนี ได่ก่อตั้งกองกำลังติดอาวุธจำนวน 200 นาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เลนินบอย" ซึ่งจุดประสงค์ของการจัดตั้งกองกำลังนี้ก็เพื่อต่อต้านกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยการสังหารผู้คนเป็นจำนวนมาก ด้วยระเบิดมือ ปืนไรเฟิล มีการทำลายพิธีกรรมทางศาสนา[45] มีการประหารชีวิตเหยื่อโดยไม่มีการพิจารณาคดี และทำให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งบางส่วนกลับกลายเป็นความรุนแรง สถานการณ์ของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ฮังการีเริ่มแย่ลงมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากการรัฐประหารล้มเหลวโดยพรรคสังคมประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ของซานโดร์ กอร์บอยีได้ใช้การตอบโต้ขนานใหญ่ คณะตุลาการปฏิวัติสั่งประหารชีวิตบุคคลที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพยายามทำรัฐประหาร เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักในนาม "ความน่าสะพรึงกลัวแดง (Red Terror) และทำให้การสนับสนุนรัฐบาลจากประชาชนลดลงเป็นอย่างมาก แม้แต่ในหมู่ชนชั้นแรงงานในเขตชานเมืองอุตสาหกรรมระดับสูงและปริมณฑลของบูดาเปสต์

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเบลอ กุน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

อ้างอิง[แก้]

  1. Angyal, Pál (1927). "A magyar büntetőjog kézikönyve IV. rész". A magyar büntetőjog kézikönyve. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 March 2016.
  2. Swanson 2017, p. 80.
  3. Völgyes 1970, p. 58.
  4. Király & Pastor 1988, p. 34.
  5. Bodo 2010, p. 703.
  6. 6.0 6.1 Király & Pastor 1988, p. 6.
  7. Szilassy 1971, p. 37.
  8. Király & Pastor 1988, p. 226.
  9. Janos 1981, p. 201.
  10. Balogh 1975, p. 298; Király & Pastor 1988, p. 226.
  11. Király & Pastor 1988, p. 4.
  12. Völgyes 1971, p. 61.
  13. 13.0 13.1 Király & Pastor 1988, p. 166.
  14. Völgyes 1971, p. 88.
  15. Balogh 1976, p. 15.
  16. Berger, Arthur Asa (2017). The Great Globe Itself: A Preface to World Affairs. Routledge. p. 85–86. ISBN 9781351481861.
  17. "Armistice with Austria-Hungary" (PDF). Library of Congress. United States Congress.
  18. Agárdy, Csaba (6 June 2016). "Trianon volt az utolsó csepp – A Magyar Királyság sorsa már jóval a békeszerződés aláírása előtt eldőlt". VEOL (ภาษาฮังการี). Mediaworks Hungary.
  19. Kitchen, Martin (2014). Europe Between the Wars. Routledge. p. 190. ISBN 9781317867531.
  20. Romsics, Ignác (2002). Dismantling of Historic Hungary: The Peace Treaty of Trianon, 1920. CHSP Hungarian Studies Series – East European Monographs. 3. Social Science Monographs. p. 62. ISBN 9780880335058.
  21. Dixon, John C. (1986). Defeat and Disarmament, Allied Diplomacy and Politics of Military Affairs in Austria, 1918–1922. Associated University Presses. p. 34.
  22. Sharp, Alan (2008). The Versailles Settlement: Peacemaking after the First World War, 1919–1923. Palgrave Macmillan. p. 156. ISBN 9781137069689.
  23. Agárdy, Csaba (6 June 2016). "Trianon volt az utolsó csepp – A Magyar Királyság sorsa már jóval a békeszerződés aláírása előtt eldőlt". VEOL (ภาษาฮังการี). Mediaworks Hungary.
  24. Mary Jo Nye (2011). Michael Polanyi and His Generation: Origins of the Social Construction of Science. University of Chicago Press. p. 13. ISBN 978-0-226-61065-8.
  25. E. Raffay, Trianon Titkai (Secrets of Trianon), Szikra Press, Budapest 1990 (ISBN 9632174771), page 13.
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 26.4 26.5 26.6 The Library of Congress Country Studies – Hungarian Soviet Republic
  27. Borsanyi, Gyorgy, The life of a Communist revolutionary, Bela Kun, translated by Mario Fenyo; Social Science Monographs, Boulder, Colorado; Columbia University Press, New York, 1993, p. 178.
  28. Howard Morley Sachar (2007). Dreamland: Europeans and Jews in the Aftermath of the Great War. Knopf Doubleday Publishing Group. p. 409. ISBN 9780307425676.
  29. Spencer C. Tucker (2014). World War I: The Definitive Encyclopedia and Document Collection [5 volumes]: The Definitive Encyclopedia and Document Collection. ABC-CLIO. p. 867. ISBN 9781851099658.
  30. John Rees (1998). The Algebra of Revolution: The Dialectic and the Classical Marxist Tradition. Psychology Press. p. 255. ISBN 9780415198776.
  31. David A. Andelman (2009). A Shattered Peace: Versailles 1919 and the Price We Pay Today. John Wiley & Sons. p. 193. ISBN 9780470564721.
  32. Timothy C. Dowling (2014). Russia at War: From the Mongol Conquest to Afghanistan, Chechnya, and Beyond. ABC-CLIO. p. 447. ISBN 9781598849486.
  33. Eötvös Loránd University (1979). Annales Universitatis Scientiarum Budapestinensis de Rolando Eötvös Nominatae, Sectio philosophica et sociologica, Volumes 13–15. Universita. p. 141.
  34. Jack A. Goldstone (2015). The Encyclopedia of Political Revolutions. Routledge. p. 227. ISBN 9781135937584.
  35. Peter Pastor (1988). Revolutions and Interventions in Hungary and Its Neighbor States, 1918–1919, Volume 20. Social Science Monographs. p. 441. ISBN 9780880331371.
  36. Peter F. Sugar; Péter Hanák; Tibor Frank (1994). A History of Hungary. Indiana University Press. p. 308. ISBN 9780253208675.
  37. Borsanyi, Gyorgy, The life of a Communist revolutionary, Bela Kun, translated by Mario Fenyo; Social Science Monographs, Boulder, Colorado; Columbia University Press, New York, 1993, p205.
  38. "Find Red Leaders' Loot.; Bela Kun and Szamuely Hid Valuables They Had Stolen". The New York Times. 13 August 1919.
  39. "Magyar Tudomány 2000. január". Epa.niif.hu.
  40. Ignác Romsics: Magyarország története a XX. században, 2004, p. 134.
  41. "Hungary: Hungarian Soviet Republic". Library of Congress Country Studies. September 1989. Republished at geographic.com.
  42. ""White Terror" in Hungary 1919–1921". Armed Conflict Events Database. 16 December 2000. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 1 June 2013. สืบค้นเมื่อ 7 October 2010.
  43. "2000 – Bűn És Bűnhődés". Archived 30 พฤษภาคม 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  44. John Lukacs (1990). Budapest 1900: A Historical Portrait of a City and Its Culture. Grove Press. p. 2012. ISBN 9780802132505.
  45. Kodolányi, János (1979) [1941]. Süllyedő világ (ภาษาฮังการี). Budapest: Magvető. ISBN 978-963-270-935-2. OCLC 7627920.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Balogh, Eva S. (1975). "Romanian and Allied Involvement in the Hungarian Coup d'Etat of 1919". East European Quarterly. 9 (3): 297–314.
  • Balogh, Eva S. (March 1976). "The Hungarian Social Democratic Centre and the Fall of Béla Kun". Canadian Slavonic Papers. Taylor & Francis. 18 (1): 15–35. doi:10.1080/00085006.1976.11091436. JSTOR 40867035.
  • Bodo, Bela (October 2010). "Hungarian Aristocracy and the White Terror". Journal of Contemporary History. SAGE Publications. 45 (4): 703–724. doi:10.1177/0022009410375255. JSTOR 25764578. S2CID 154963526.
  • Juhász, Gyula (1979). Hungarian Foreign Policy, 1919–1945. Akadémiai Kiadó. ISBN 978-96-30-51882-6.
  • Janos, Andrew C.; Slottman, William B. (1971). Revolution in Perspective: Essays on the Hungarian Soviet Republic of 1919. University of California Press. ISBN 978-05-20-01920-1.
  • Janos, Andrew C. (1981). The Politics of Backwardness in Hungary, 1825–1945. Princeton University Press. ISBN 978-06-91-10123-1.
  • Király, Béla K.; Pastor, Peter (1988). War and Society in East Central Europe. Columbia University Press. ISBN 978-08-80-33137-1.
  • Mocsy, Istvan I. (1983). "The Uprooted: Hungarian Refugees and Their Impact on Hungary's Domestic Politics, 1918–1921". East European Monographs. doi:10.2307/2499355. ISBN 978-08-80-33039-8. JSTOR 2499355.
  • Pastor, Peter (1976). "Hungary Between Wilson and Lenin". East European Monograph. doi:10.2307/2495009. ISBN 978-09-14-710134. JSTOR 2495009.
  • Szilassy, Sándor (1969). "Hungary at the Brink of the Cliff 1918–1919". East European. 1 (3): 95–109.
  • Szilassy, Sándor (1971). Revolutionary Hungary 1918–1921. Aston Park, Florida: Danubian Press. ISBN 978-08-79-34005-6.
  • Swanson, John C. (2017). Tangible Belonging: Negotiating Germanness in Twentieth-Century Hungary. University of Pittsburgh Press. ISBN 978-0-8229-8199-2.
  • Völgyes, Iván (1970). "The Hungarian Dictatorship of 1919: Russian Example versus Hungarian Reality". East European Quarterly. 1 (4).
  • Völgyes, Iván (1971). Hungary in Revolution, 1918–1919: Nine Essays. University of Nebraska Press. ISBN 978-08-03-20788-2.
  • ข้อผิดพลาด Lua ใน มอดูล:Citation/CS1 บรรทัดที่ 3512: invalid value (nil) at index 1 in table for 'concat'

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • György Borsányi, The life of a Communist revolutionary, Bela Kun translated by Mario Fenyo, Boulder, Colorado: Social Science Monographs, 1993.
  • Andrew C. Janos and William Slottman (editors), Revolution in Perspective: Essays on the Hungarian Soviet Republic of 1919. Berkeley, CA: University of California Press, 1971.
  • Bennet Kovrig, Communism in Hungary: From Kun to Kádár. Stanford University: Hoover Institution Press, 1979.
  • Bela Menczer, "Bela Kun and the Hungarian Revolution of 1919," History Today, vol. 19, no. 5 (May 1969), pp. 299–309.
  • Peter Pastor, Hungary between Wilson and Lenin: The Hungarian Revolution of 1918–1919 and the Big Three. Boulder, CO: East European Quarterly, 1976.
  • Thomas L. Sakmyster, A Communist Odyssey: The Life of József Pogány. Budapest: Central European University Press, 2012.
  • Rudolf Tokes, Béla Kun and the Hungarian Soviet Republic: The Origins and Role of the Communist Party of Hungary in the Revolutions of 1918–1919. New York: F.A. Praeger, 1967.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • Gioielli, Emily R. (2015). 'White Misrule': Terror and Political Violence During Hungary's Long World War I, 1919–1924 (PDF) (PhD). Central European University. สืบค้นเมื่อ 3 September 2021 – โดยทาง Electronic Theses & Dissertations.
  • Hajdu, Tibor (1979). "The Hungarian Soviet Republic". Studia Histórica. Budapest: Akadémiai Kiadó (131). สืบค้นเมื่อ 3 September 2021 – โดยทาง Internet Archive.
    • ข้อผิดพลาด Lua ใน มอดูล:Citation/CS1 บรรทัดที่ 3512: invalid value (nil) at index 1 in table for 'concat'