ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

โปสเตอร์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2547

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคสู้เพื่อไทย อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ที่ย่านเยาวราชในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เป็นนักการเมืองฝีปากกล้า ที่เป็นที่ชื่นชอบของคนวัยหนุ่มสาวจำนวนหนึ่ง มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "Davis Kamol"[1]

เนื้อหา

[แก้] ประวัติ

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เติบโตแถวเยาวราช ในครอบครัวที่ทำธุรกิจนำเข้าและผลิตเสื้อผ้ายีนส์ยี่ห้อ ฮาร่า โดยปัจจุบันธุรกิจนี้ดูแลโดยนายเลิศชัย กมลวิศิษฎ์ พี่ชายของนายชูวิทย์

นายชูวิทย์จบชั้นประถมศึกษาจาก โรงเรียนสหพาณิชย์ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตึกชาญอิสสระ) มัธยมต้น โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา มัธยมปลาย โรงเรียนเทพศิรินทร์ ปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา และหลังจากเข้าสู่วงการเมือง และ พ.ศ. 2548 โดนศาลรัฐธรรมนูญปลดออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพราะว่าสังกัดพรรคชาติไทยไม่ถึง 90 วัน จึงมาศึกษาต่อในหลักสูตร รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สำเร็จการศึกษาและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร รัฐศาสตรมหาบัณฑิต เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2551 [2]

ด้านชีวิตครอบครัว ปัจจุบันนายชูวิทย์สมรสกับ นางสุรัชฎา แววศรี และมีบุตรกับภรรยาเก่า 4 คน คือ นายต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ (ต้น) นายเติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ (เติม) น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฏ์ (ต๊ะ) และ ด.ช.ต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์ (ต่อ)

[แก้] ธุรกิจ

หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา นายชูวิทย์หันมาทำธุรกิจของตัวเอง เปิดอาบอบนวดชื่อ วิคทอเรีย ซีเคร็ท และขยายกิจการจนเป็นเจ้าของอาบอบนวด 6 แห่ง ในเครือเดวิสกรุ๊ป และก่อตั้งมูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์ ให้การสนับสนุนก่อสร้างป้อมยามที่พักเจ้าหน้าที่ตำรวจตามแยกไฟแดง ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมาเปิดเผยเรื่องส่วย เป็นเรื่องที่เกรียวกราว ได้รับฉายาว่า เสี่ยอ่าง หรือ จอมแฉ จนเกิดผลกระทบกับธุรกิจอาบอบนวด ถูกคดีค้าประเวณีเด็กหญิง อายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานอาบอบนวด

นอกจากนั้น ชูวิทย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาติฌาน จำกัด, บริษัท ซี.ดี แลนด์ จำกัด, เจ้าของ บริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด, กรรมการบริษัทสุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ และ ประธานบริษัท เดวิสกรุ๊ป ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด

[แก้] การเมือง

ปัจจุบันภายหลังรับปริญญา นายชูวิทย์ เตรียมลงสมัครผู้ว่า กทม. อีกครั้งโดยจะแถลงข่าวในวันเกิดตนเอง 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 นี้ นายชูวิทย์ก้าวมาสู่วงการเมือง โดยขายหุ้นในอาบอบนวดทั้งหมด แล้วการลงสมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 15 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนเสียงกว่าสามแสนคะแนน ต่อมานายชูวิทย์นำพรรคต้นตระกูลไทย ที่ตนเองเป็นผู้ก่อตั้ง เข้าร่วมกับพรรคชาติไทยและรับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคชาติไทย

นายชูวิทย์ลงสมัครเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2548 เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย แต่ต่อมาถูก ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า เป็นสมาชิกพรรคชาติไทยไม่ครบ 90 วัน จึงพ้นจากความเป็น ส.ส. ต่อมา ในปี พ.ศ. 2549 นายชูวิทย์ได้ลาออกจากพรรคชาติไทย เพื่อลงสมัคร ส.ว. กรุงเทพฯ แต่ก็ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิกถอนสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. โดยระบุว่า ยังไม่พ้นจากสถานะภาพ ส.ส. ครบกำหนด 1 ปี ก่อนที่จะลงสมัคร ส.ว. ตามกฎหมาย

นายชูวิทย์เป็นที่รู้จักในกลางปี พ.ศ. 2546 เมื่อปรากฏเป็นข่าว หายตัวไปอย่างลึกลับ ขณะมีคดีรื้อบาร์เบียร์ที่ ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นคดีที่มีคู่ความเป็นตำรวจนครบาล ไม่กี่วันต่อมานายชูวิทย์ก็ปรากฏตัวข้างถนน ย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง ด้วยสภาพอิดโรย มีการนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นแล้ว นายชูวิทย์ได้แฉว่า ถูกตำรวจกลุ่มหนึ่งอุ้มตัวไป

จากนั้นนายชูวิทย์ก็ปรากฏเป็นข่าวเป็นระยะ เมื่อเจ้าตัวเริ่มทำการแฉ ถึงพฤติกรรมการทุจริตต่าง ๆ ของตำรวจ เช่น การรีดไถ่ การรับส่วย เป็นต้น จึงทำให้เป็นจุดสนใจของสังคมในระยะนั้น โดยบุคลิกของนายชูวิทย์ขณะนั้นเป็นไปอย่าง ดุดัน ดุเดือด จริงจัง แต่หลังจากนั้นแล้ว นายชูวิทย์เริ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไป กลายเป็นบุคคลที่สนุกสนานเฮฮา มีสีสันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งการแฉถึงเรื่องราวการทุจริตต่างๆ ในสังคม ทำให้เป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนจำนวนหนึ่ง

ขณะนำข้าวผัดกับโอเลี้ยงไปเยี่ยม 3 อดีต กกต.ในเรือนจำ

[แก้] เข้าสู่พรรคชาติไทย

หลังจากเข้าสู่พรรคชาติไทยแล้ว ชื่อเสียงของนายชูวิทย์เริ่มหายเงียบไป แต่ปรากฏเป็นข่าวเป็นระยะๆ เช่นเป็นผู้หิ้วข้าวผัดและโอเลี้ยงไปเยี่ยม 3 อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง หรือ การออกป้ายหาเสียงแบบแปลกๆ แหวกแนวไม่เหมือนใคร เป็นต้น

ในระยะแรกๆ ที่เข้าร่วมกับพรรคชาติไทย นายชูวิทย์เคยมีข่าวขัดแย้งกับ น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ หรือ "น้องแบม" ส.ส.หญิงภาพลักษณ์ดีของพรรคชาติไทย โดยมีข่าวว่า น.ส.จณิสตา ไม่ยอมรับในตัวนายชูวิทย์ ที่เคยประกอบธุรกิจอาบอบนวดมาก่อน

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 นายชูวิทย์ได้ประกาศว่าจะไม่ขอลงเลือกตั้งในปลายปีไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม หลังจากได้รับการจัดให้เป็นตัวแทนพรรค สมัครรับเลือกตั้งแบบรายชื่อเป็นลำดับที่ 2 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยยกลำดับที่ 1 ให้กับ พลเอกอัครเดช ศศิประภา (อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด บิดาสามีนางเอกชื่อดัง ลลิตา ปัญโญภาส) และเชื่อว่าตนเองจะไม่ได้รับการเลือก รวมทั้งได้โจมตีการบริหารพรรคของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคด้วย หลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคชาติไทยจากเดิมที่อยู่คนละข้างกับพรรคพลังประชาชนได้แสดงท่าทีจะไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับทางพรรคพลังประชาชน นายชูวิทย์ก็ได้โจมตีนายบรรหารอย่างรุนแรงขึ้น และได้ลาออกจากพรรคเป็นที่เรียบร้อย โดยได้ให้มอเตอร์ไซด์รับจ้างไปคืนเสื้อแจ็คเก็ตของพรรคที่ที่ทำการพรรคด้วย

นายชูวิทย์มักจัดทำป้ายขนาดใหญ่[3] มีข้อความซึ่งเขากล่าวว่าสะท้อนความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน[4]

โปสเตอร์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2551

[แก้] การสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่ 2 และเหตุการณ์กับสื่อมวลชน

ในปี พ.ศ. 2551 นายชูวิทย์ซึ่งได้ลาออกจากพรรคชาติไทยแล้ว ก็มาลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้นายชูวิทย์ได้เบอร์ 8 หลังจากนั้นนายชูวิทย์ได้ดำเนินการหาเสียง โดยชูนโนบายการมองเห็นปัญหา และเน้นตรวจสอบการทำงานของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เช่น การก่อสร้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ที่เขตดินแดง การติดตามคดีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง เป็นต้น

วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เวลาประมาณ 12.45 น.ของ นายชูวิทย์ได้ไปออกรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในช่วงเกาะประเด็นร้อน แกะประเด็นลึก โดยมีนายวิศาล ดิลกวณิช เป็นพิธีกร หลังจบช่วงดังกล่าว นายชูวิทย์ก็เข้าทำร้ายร่างกายนายวิศาล[5]

ต่อมา นายชูวิทย์ได้แถลงข่าวในเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกัน โดยยอมรับในการกระทำ และอ้างว่าทำไปเพราะโมโหที่นายวิศาลถามคำถามไม่เป็นธรรมแก่ตน และแสดงกิริยาไม่ให้เกียรติ ส่วนนายวิศาลก็ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อว่าถูกทำร้ายร่างกาย และพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช[6]

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551 นายชูวิทย์ได้ยกเลิกกำหนดการหาเสียงในช่วงเช้า เพราะจากที่วานนี้เกิดเหตุทำร้ายร่างกายพิธีกรช่อง 3 ทำให้ในวันนี้เดินทางไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดศรีบุญเรือง โดยปล่อยเต่า 19 ตัว พร้อมทั้งเขียนชื่อ-นามสกุล อายุของ ตนเองติดใต้ท้องเต่า ปล่อยนก 7 ตัว ปลาไหล 7 ตัว และหอยขมอีก 600 ตัว[7] ในวันเดียวกันนี้ นายชูวิทย์ได้ส่งหนังสือถึงสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ สรุปใจความได้ว่า นายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการ ใช้วาจาไม่สุภาพ เรียกชื่อโดยไม่ใช่คำว่า "คุณ" นำหน้า รวมทั้งยังตั้งคำถามยั่วยุว่า จุดด้อยของคุณคืออะไร ซึ่งไม่ได้ตั้งคำถามเดียวกันนี้กับผู้สมัคร 3 คนที่มาร่วมรายการก่อนหน้านี้ รวมทั้งอีกหลายกรณี จึงทำให้รู้สึกถูกข่มเหงอย่างรุนแรง และบันดาลโทสะ พร้อมยอมรับผิดในการทำร้ายร่างกายนายวิศาล แต่ขอความเป็นธรรมจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของนายวิศาล ด้วยเช่นกัน[8]

[แก้] ก่อตั้งพรรคสู้เพื่อไทย

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้จดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 ชื่อ “พรรคสู้เพื่อไทย” มีสัญลักษณ์รูปกำปั้น มีสโลแกนว่า “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก”

“คนอย่างผมต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น ส่วนการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. สมัคร 2 ครั้ง ก็พอแล้ว แต่ยืนยันจะติดตามตรวจสอบการทำงานของ นายอภิรักษ์ ต่อไป ทั้งเรื่องรถบีอาร์ที รถและเรือดับเพลิงอย่างต่อเนื่อง” นายชูวิทย์ กล่าว และว่า ส่วนการที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นายอภิรักษ์ มีผลงานนั้น ตนถือว่าผลงาน 4 ปีที่ผ่านมามีไม่มาก แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปี 2555 อีก 4 ปีข้างหน้า ทำนายว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ถ้าผลงานยังมีน้อยเช่นนี้

[แก้] ประสบการณ์การเมือง

[แก้] อ้างอิง

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

เครื่องมือส่วนตัว
ภาษาอื่น