สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ช่อง 7)
สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
Bangkok Broadcasting Television Channel 7
ตราสัญลักษณ์และเครื่องหมายการค้า สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด
เริ่มออกอากาศ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 (46 ปี)
เครือข่าย สถานีโทรทัศน์/สถานีวิทยุ
เจ้าของ
ระบบภาพ 576i (16:9 เอสดีทีวี / แพล)
1080i (เอชดีทีวี)
บุคลากรหลัก
คำขวัญ ช่องเจ็ดสี ทีวีเพื่อคุณ
(27 พฤศจิกายน 2510 - ปัจจุบัน)
ถึงใจ ถึงอารมณ์
(25 เมษายน 2557 - ปัจจุบัน)
ประเทศ ไทย ไทย
พื้นที่แพร่ภาพ ไทย ประเทศไทย
สำนักงานใหญ่ 998/1 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล
เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
สถานีพี่น้อง
เว็บไซต์ www.ch7.com
ช่องรายการที่แพร่ภาพ
ภาคพื้นดิน
แอนะล็อก ช่อง 7 (วีเอชเอฟ)
ดิจิทัล ช่อง 35 (ยูเอชเอฟ)
โทรทัศน์ดาวเทียม
ดาวเทียมทั้งหมด ช่อง 45
ทรูวิชันส์ ช่อง 4 และ 45
โทรทัศน์เคเบิล
เคเบิลทีวีทั้งหมด ช่อง 45
ออนไลน์
ch7.com ชมรายการสด
bugaboo.tv ชมรายการย้อนหลัง
สำหรับสถานีโทรทัศน์ของกองทัพบก ดูที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 (ช่อง 7 สี) เป็นสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestrial Television) ซึ่งออกอากาศด้วยระบบภาพสี แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[ต้องการอ้างอิง] และเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งที่ 3 ของประเทศไทย ดำเนินกิจการภายใต้สัญญาสัมปทาน กับกองทัพบกไทย เริ่มแพร่ภาพเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ในระบบวีเอชเอฟ เดิมออกอากาศเป็นภาพขาวดำ ทางช่องสัญญาณที่ 9[1] ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นระบบภาพสี และย้ายการออกอากาศ ไปทางช่องสัญญาณที่ 7 จนถึงปัจจุบัน มีกฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นประธานกรรมการบริษัท และพลากร สมสุวรรณ เป็นกรรมการผู้จัดการ

ประวัติ[แก้]

ตราสัญลักษณ์ของ บจก.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ

บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการส่งออกอากาศโทรทัศน์สี ร่วมกับกองทัพบกไทย ตามมติและนโยบายของคณะกรรมการควบคุมวิทยุและโทรทัศน์กองทัพบก ในสมัยที่จอมพลประภาส จารุเสถียร ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก โดยใช้มาตรฐานการออกอากาศ ซีซีไออาร์ 625 เส้น ในระบบพาล (PAL) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยจดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2510 ด้วยทุนจดทะเบียน 10,000,000 บาท

บริษัทมีรายชื่อผู้ก่อตั้งประกอบด้วย เรวดี เทียนประภาส, คุณหญิงไสว จารุเสถียร (คำนำหน้าชื่อขณะนั้น; ภรรยาจอมพลประภาส พี่สาวของเรวดี), ร้อยเอกชูศักดิ์ บุณยกะลิน, เฑียร์ กรรณสูต (น้องชายสุชาติ กรรณสูต สามีของเรวดี ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ พ.ศ. 2501), ชาติเชื้อ กรรณสูต (บุตรชายคนโต), ร้อยโทชายชาญ กรรณสูต (ยศขณะนั้น; บุตรชายคนที่สอง เปลี่ยนมาใช้นามสกุลฝ่ายแม่ เมื่อ พ.ศ. 2517) และสุรางค์ เปรมปรีดิ์ (บุตรสาวคนเล็ก) ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ สมภพ ศรีสมวงศ์ (ปัจจุบันชื่อสหสมภพ) เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนบริคณห์สนธิ กับกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 กันยายน ซึ่งมีมติแต่งตั้งให้ คุณหญิงไสวเป็นประธานกรรมการบริษัท ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น, ชวน รัตนรักษ์ ผู้บริหารธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นรองประธานกรรมการ ถือ 50 หุ้น, เรวดีเป็นกรรมการผู้จัดการ ถือ 230 หุ้น, เฑียร์เป็นกรรมการบริษัท ถือ 100 หุ้น, ชาติเชื้อเป็นกรรมการบริษัท ถือ 100 หุ้น, ร้อยเอกชูศักดิ์เป็นกรรมการบริษัท ถือ 20 หุ้น และ ร้อยโทชายชาญเป็นกรรมการบริษัท ถือ 100 หุ้น อนึ่ง ในปีถัดมา (พ.ศ. 2511) ผู้ถือหุ้นมีมติให้เฑียร์ ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท หัวหน้าฝ่ายรายการ และหัวหน้าฝ่ายเทคนิค โดยแต่งตั้งให้สุรางค์ เปรมปรีดิ์ เข้าเป็นกรรมการแทน พร้อมถือ 80 หุ้น[2]

บริษัทเริ่มดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน โดยเตรียมการเพื่อทดลองถ่ายทอดสดการประกวดนางสาวไทย ซึ่งจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงานวชิราวุธานุสรณ์ จากพระราชวังสราญรมย์ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน โดยใช้ชื่อว่า “สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7” จากนั้น จึงเปิดสถานีออกอากาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ด้วยระบบวีเอชเอฟภาพขาวดำ ทางช่องสัญญาณที่ 9[1] โดยในปีถัดมา (พ.ศ. 2511) บริษัททำสัญญามอบเครื่องส่งโทรทัศน์สี กำลังออกอากาศ 500 วัตต์ ให้แก่กองทัพบกไทย พร้อมทั้งทำสัญญาเช่า เพื่อดำเนินการบริหารสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 โดยในช่วงแรกของการดำเนินงานนั้น ใช้ห้องส่งร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกไปพลางก่อน และนำรถประจำทางเก่าสามคัน ซึ่งรื้อที่นั่งออกทั้งหมด เป็นที่ติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ

ในปี พ.ศ. 2513 บริษัทย้ายเข้าใช้อาคารที่ทำการถาวร บริเวณหลังสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) แห่งเก่า (ปัจจุบันคืออาคารศูนย์ซ่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส และลานจอดรถสำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร บริเวณสถานีสวนจตุจักร)[3] โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม ปีเดียวกัน เรวดีและร้อยเอกชูศักดิ์ เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผู้ถือหุ้นมีมติแต่งตั้งให้ชาติเชื้อ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ จนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 ชาติเชื้อก็ขอลาออก ผู้ถือหุ้นจึงมีมติให้ร้อยเอกชายชาญ เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แล้วแต่งตั้งให้ ดร.ไพโรจน์ เปรมปรีดิ์ สามีของสุรางค์ ที่มีอยู่ 20 หุ้น เป็นกรรมการบริษัท และในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2517 ท่านผู้หญิงไสว ขอลาออกจากกรรมการบริษัท ชวนจึงขยับขึ้นเป็นประธานกรรมการแทน และให้ ร้อยเอกหญิงสุมิตรา จารุเสถียร บุตรสาวท่านผู้หญิงไสว ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการที่ว่าง[2]

ในปี พ.ศ. 2521 สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมปาลาปาของอินโดนีเซีย เพื่อถ่ายทอดสัญญาณจากกรุงเทพมหานคร ไปสู่สถานีเครือข่ายของทุกภูมิภาค เป็นสถานีแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเช่าสัญญาณดาวเทียมนานาชาติ (อินเทลแซท) ถ่ายทอดเหตุการณ์จากทั่วโลกมายังไทย ในเวลาใกล้เคียงกัน ก็ได้ริเริ่มใช้รถถ่ายทอดสัญญาณดาวเทียม ใช้ย่านความถี่สูง (เคยู-แบนด์) และ รถถ่ายทอดนอกสถานที่ (โอ.บี.) ใช้ย่านความถี่ ซี-แบนด์ ทำหน้าที่เป็นสถานีแม่ข่ายชั่วคราว ถ่ายทอดสดงานประเพณีที่น่าสนใจ กีฬานัดสำคัญ และเหตุการณ์ในท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศ[3]

ผลงานสำคัญในหน้าที่กรรมการผู้จัดการ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถานีโดยตำแหน่ง ของชายชาญคือ การขยายสถานีส่งสัญญาณช่อง 7 สีออกไปสู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากกว่า 300 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2522 บริษัทจึงต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 50 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งใช้วิธีขายหุ้นเพิ่มทุน ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตรา 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ เป็นจำนวน 10 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่ง ให้ประธานกรรมการ (ชวน รัตนรักษ์) และกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ดำเนินการตามที่เห็นสมควร เป็นจำนวน 30 ล้านบาท และให้ลดมูลค่าต่อหุ้นลงเหลือ 100 บาท เมื่อรวมกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้ง เป็นจำนวน 61 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ. 2527 แล้ว จึงทำให้สกุลรัตนรักษ์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท แทนกลุ่มสกุลจารุเสถียร กรรณสูต และเทียนประภาส ในที่สุด

พันโทชายชาญ ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืน 11 มิลลิเมตร ยิงจนเสียชีวิตที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2523 ส่งผลให้ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการว่างลง ผู้ถือหุ้นมีมติให้จัดตั้ง คณะกรรมการผู้จัดการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ ในความรับผิดชอบของกรรมการผู้จัดการ โดยมี ดร.ไพโรจน์ เป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว และมีกรรมการคือ พิสุทธิ์ ตู้จินดา, สมภพ ศรีสมวงศ์, ร้อยเอกสุพจน์ แสงสายัณห์, ชัชฎาภรณ์ รักษนาเวศ (อดีตนักร้องชื่อดัง ผู้เป็นภรรยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสของ พันโทชายชาญ) และวีระพันธ์ ทีปสุวรรณ ซึ่งเป็นบุคคลในสายของสกุลรัตนรักษ์ และเข้ามารับตำแหน่งกรรมการบริษัทที่ว่างลงด้วย แต่ต่อมาไม่นาน ระบบคณะกรรมการผู้จัดการก็ยกเลิกไป โดยผู้ถือหุ้นแต่งตั้งให้ ดร.ไพโรจน์ เป็นกรรมการผู้จัดการอย่างเต็มตัว

จากนั้นใน พ.ศ. 2524 ชาติเชื้อกลับเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอีกครั้ง พร้อมทั้งให้สุรางค์ น้องสาวเข้ามาช่วยงานด้วย ซึ่งเป็นผลให้ช่อง 7 สีประสบความสำเร็จอย่างสูงในระยะต่อมา และเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2536 ชวนก็เสียชีวิตลง โดยมีกฤตย์ รัตนรักษ์ ผู้เป็นบุตรชาย ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เข้าดำรงตำแหน่งแทนบิดา อนึ่ง ชาติเชื้อล้มป่วยด้วยอาการอัมพาต จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่มาหลายปี ในที่สุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 สุรางค์จึงต้องรับตำแหน่งแทนพี่ชาย โดยที่ยังเป็นผู้จัดการฝ่ายข่าว (2541-2545) และผู้จัดการฝ่ายรายการ (2524-2551) อยู่ด้วย[2] จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554 กฤตย์ลงนามในคำสั่งบริษัท ให้สุรางค์พ้นจากการเป็นกรรมการผู้จัดการ โดยให้ส่งมอบงานแก่ศรัณย์ วิรุตมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม และให้ศรัณย์เริ่มเข้ารักษาการกรรมการผู้จัดการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555[4]

สถานีถ่ายทอดสัญญาณ[แก้]

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เริ่มดำเนินการจัดตั้งสถานีถ่ายทอดสัญญาณในส่วนภูมิภาค มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 นับจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 37 สถานีฯ[3] ดังต่อไปนี้

ประเภทรายการ[แก้]

รายการข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบัน[แก้]

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 จัดตั้งฝ่ายข่าวขึ้น พร้อมกับการเปิดดำเนินงานของสถานีฯ มีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทางวิทยุโทรทัศน์ ด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน อย่างรวดเร็ว ฉับไว และเที่ยงตรง ปัจจุบัน รายการข่าวของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ที่นิยมเรียกกันว่า ข่าวเด็ดเจ็ดสี นำเสนอข่าวสาร แบบเกาะติดสถานการณ์ตลอดทั้งวัน ผ่านช่วงข่าวภาคเช้า ข่าวภาคเที่ยง ข่าวภาคค่ำ เด็ดข่าวดึก รวมถึงข่าวสั้น ซึ่งทำหน้าที่กระจกเงา สะท้อนวิถีชิวิตและสภาพปัญหา ของประชาชนในทั่วทุกภาคของประเทศ ผ่านรายงานข่าวต่างๆ เช่น สกู๊ปชีวิต ข่าวช่วยชาวบ้าน โดยป๋าแหงม-ศักดินา รักษ์อุดมการณ์ ด้วยลำแข้ง รายงานของคำรณ หว่างหวังศรี (ปัจจุบันทั้งสองคนย้ายไปทำรายการข่าวแนวเดิมทางไทยทีวีสีช่อง 3) ตลอดจนช่วงสะเก็ดข่าว และภาพกีฬามันมันส์ในข่าวภาคค่ำ ซึ่งล้วนแต่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งยังได้รับความนิยมจากผู้ชม

ตลอดระยะเวลาประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายข่าวของสถานีฯ เก็บรักษาและรวบรวมแฟ้มข่าวในประเทศ และแฟ้มภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ข่าวในประเทศ อันมีคุณค่าไว้เป็นจำนวนมาก มีระบบการจัดเก็บและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน จนมีการก่อตั้ง "ศูนย์ข้อมูลทางโทรทัศน์" ของสถานีฯ ขึ้นเพื่อให้บริการแฟ้มข่าว และแฟ้มภาพข่าวดังกล่าว แก่สถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ ทางสถานีฯ ยังริเริ่มจัดตั้งศูนย์ข่าวภูมิภาคขึ้น โดยมีอุปกรณ์เทคโนโลยีอันทันสมัยครบครัน เพื่อรายงานข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้ผู้ชมทั่วประเทศรับชมได้พร้อมกัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553 ข่าวภาคค่ำทั้งสองช่วง เริ่มนำเสนอข่าวและใช้ฉากข่าวรูปแบบใหม่ ซึ่งผลิตขึ้นด้วยระบบเวอร์ชวลสตูดิโอ พร้อมทั้งเปลี่ยนไตเติลข่าวภาคต่างๆ, กราฟิกหัวข้อข่าว และข่าวแถบตัววิ่ง ส่วนจิงเกิลประกอบข่าวภาคค่ำ ยังคงเป็นเพลงเดิมซึ่งใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2533

โดยทั้งฝ่ายข่าวส่วนกลาง และศูนย์ข่าวภูมิภาค ต่างประกอบไปด้วยผู้ประกาศข่าวซึ่งมีชื่อเสียงหลายคน เช่น จักรพันธุ์ ยมจินดา, ศันสนีย์ นาคพงศ์, พิษณุ นิลกลัด, ศศินา วิมุตตานนท์, จรณชัย ศัลยพงศ์, ศุภรัตน์ นาคบุญนำ, พิสิทธิ์ กีรติการกุล, นิลาวัณย์ พาณิชย์รุ่งเรือง, เอกชัย นพจินดา, วีรศักดิ์ นิลกลัด, ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร, อดิสรณ์ พึ่งยา, สุฐิตา ปัญญายงค์, ช่อฟ้า เหล่าอารยะ, ภัทร จึงกานต์กุล, นารากร ติยายน, อนุวัต เฟื่องทองแดง, ศจี วงศ์อำไพ เป็นต้น[5] และผู้สื่อข่าวคุณภาพ ซึ่งรายงานข่าวต่างๆ ภายใต้แนวนโยบายเชิงวิสัยทัศน์ ในอันที่จะรายงานข่าวอย่างรวดเร็ว ฉับไว และเที่ยงตรง เป็นข่าวยอดนิยม มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตนเอง ตลอดจนสะท้อนเรื่องราวหรือปัญหาต่างๆ จากมุมมองของประชาชนทั่วไป

ละครโทรทัศน์[แก้]

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ถือเป็นผู้นำของการนำเสนอรายการละครโทรทัศน์ในประเทศไทย โดยเริ่มต้นด้วยการนำเสนอละครพื้นบ้านในช่วงเช้าวันสุดสัปดาห์ จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงมาเป็น การนำบทประพันธ์ของนักเขียนชื่อดัง ตลอดจนบทละครที่เขียนขึ้นใหม่ มาสร้างเป็นละครเพื่อนำเสนอในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ 20.30 น. ช่วงเย็นประมาณ 18.30 น. ภายหลังได้มีละครเยาวชนเพิ่มอีกในเวลา 18.00 น. และมีเวลาของละครซิตคอมในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.10 น. และเวลา 13.00 น. นอกจากนี้ ก่อนออกอากาศละครภาคเย็นและภาคค่ำ ยังมีข้อความแสดงคำเตือนเรื่องลิขสิทธิ์ เป็นสถานีฯ แรกด้วย

รายการกีฬาและถ่ายทอดการแข่งขันกีฬา[แก้]

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 มีนโยบายสำคัญประการหนึ่ง ในอันที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาวงการกีฬาในประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปสู่ระดับสากล พร้อมทั้งให้การสนับสนุนแก่เยาวชนไทย ให้ความสนใจกับการเล่นกีฬา เพื่อส่งเสริมให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วย

โดยเริ่มจากปี พ.ศ. 2527 ทางสถานีฯ ริเริ่มจัดการแข่งขันกีฬาสำหรับเยาวชนขึ้น ตามโครงการ แชมป์กีฬา 7 สี จนกระทั่งเกิดนักกีฬารุ่นใหม่ ที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศจำนวนมาก เช่น ศิริมงคล สิงห์วังชา อดีตแชมป์สภามวยโลก ในรุ่นแบนตั้มเวทและซูเปอร์เฟเธอร์เวท, เรวดี ศรีท้าว (วัฒนสิน) นักกรีฑา เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์หลายสมัย, มนัสนันท์ แพงขะ - รัตนาภรณ์ อาลัยสุข นักกีฬาวอลเลย์บอลชายหาด เจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13, ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร - มธุรดา คุโณปการ - ดุลยฤทธิ์ พวงทอง นักกีฬาว่ายน้ำ เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์หลายสมัย และยังร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน เป็นรายการแรกของประเทศไทย และยังร่วมสนับสนุนส่งเสริมเยาวชนไทย ให้ก้าวสู่การแข่งขันกีฬาระดับอาชีพ ผ่านการแข่งขันเทนนิส "แชมป์กีฬา 7 สี กรุงศรีฯ สานฝัน ตามรอยภราดร" และ การแข่งขันกอล์ฟ "แชมป์กีฬา 7 สี กรุงศรีฯ สานฝัน ตามรอยวิรดา"

สถานีฯ ริเริ่มกระตุ้นให้ชาวไทย สนใจในกีฬาต่างๆ ด้วยการบุกเบิกถ่ายทอดสด และบันทึกการแข่งขันกีฬาที่สำคัญ ทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ กล่าวคือ ฟุตบอลโลก, ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งเอเชีย, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งอาเซียน, ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก, ฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ฟุตบอลยูฟ่าซูเปอร์คัพ, ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, ฟุตบอลเอฟเอคัพ, ฟุตบอลลีกคัพ, ฟุตบอลยุโรป, เทนนิสแกรนด์สแลม, เทนนิสมาสเตอร์ซีรีส์, เทนนิสเอทีพีทัวร์, เทนนิสดับเบิลยูทีเอทัวร์, กอล์ฟเมเจอร์, กอล์ฟยูเอสพีจีเอ, กอล์ฟแอลพีจีเอ, กอล์ฟไรเดอร์คัพ, มวยสากลชิงแชมป์โลก เป็นต้น[3]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจเกี่ยวกับการรับวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2511, เล่ม 86 ตอน 10 ง หน้า 241, 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512. (ในหน้า 25 ของเอกสารตามลิงก์ ระบุตารางรายชื่อสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทย พร้อมช่องสัญญาณที่ใช้ในขณะนั้น)
  2. 2.0 2.1 2.2 "ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร?" จากนิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 จากเว็บไซต์ช่อง 7 สี
  4. ปลดฟ้าผ่า "คุณแดง" พ้นช่อง 7 พิษเรตติ้งตกวูบ จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ปีที่ 21 ฉบับที่ 7692 วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554
  5. ผู้ประกาศข่าวเด็ดเจ็ดสี ยุคปัจจุบัน จากเว็บไซต์ช่อง 7 สี

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]