ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2562

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2562
2019 Pacific typhoon season summary.png
แผนที่สรุปฤดูกาล
ขอบเขตฤดูกาล
ระบบแรกก่อตัว31 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ระบบสุดท้ายสลายตัวฤดูกาลยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
พายุมีกำลังมากที่สุด
ชื่อหวู่ติบ
 • ลมแรงสูงสุด195 กม./ชม. (120 ไมล์/ชม.)
(เฉลี่ย 10 นาที)
 • ความกดอากาศต่ำที่สุด920 hPa (มิลลิบาร์)
สถิติฤดูกาล
พายุดีเปรสชันทั้งหมด6 ลูก
พายุโซนร้อนทั้งหมด2 ลูก
พายุไต้ฝุ่น1 ลูก
พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น1 ลูก (ไม่เป็นทางการ)
ผู้เสียชีวิตทั้งหมด19 คน
ความเสียหายทั้งหมด158.433 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
(ค่าเงิน USD ปี 2019)
ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก
2560, 2561, 2562, 2563, 2564

ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2562 เป็นเหตุการณ์ในรอบวัฎจักรของการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวลากยาวตลอด พ.ศ. 2562 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม พายุลูกแรกจองฤดูกาลนี้ชื่อว่า ปาบึก ก่อตัวเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 1 มกราคม และกลายเป็นพายุโซนร้อนที่ก่อตัวขึ้นเร็วที่สุดในบันทึกของแอ่งแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่พายุไต้ฝุ่นอลิซทำไว้เมื่อปี พ.ศ. 2522 ส่วนพายุไต้ฝุ่นลูกแรกของฤดูกาลนี้ชื่อว่า หวู่ติบ ทวีกำลังแรงจนถึงระดับพายุไต้ฝุ่นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และมีความรุนแรงเป็นพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น (ตามมาตราของศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม) ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ จึงทำให้หวู่ติบกลายเป็นพายุไต้ฝุ่นที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาสถิติพายุในเดือนกุมภาพันธ์[1] และยังกลายเป็นพายุที่ทรงพลังที่สุดของซีกโลกเหนือในเดือนกุมภาพันธ์อีกด้วย

ขอบเขตของบทความนี้จำกัดเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างเมอริเดียนที่ 100 และ 180 ตะวันออก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ มีสองหน่วยงานที่กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งอาจเป็นผลให้พายุลูกหนึ่งมีสองชื่อ กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะตั้งชื่อพายุถ้าพายุลูกนั้นมีความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่สูงสุด 10 นาที อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในแอ่ง ขณะที่สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งเคลื่อนเข้าสู่หรือก่อตัวขึ้นเป็นดีเปรสชันเขตร้อนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างลองติจูด 135 และ 115 องศาตะวันออก และระหว่างละติจูด 5 ถึง 25 องศาเหนือ แม้พายุนั้นจะมีชื่อที่กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นตั้งแล้วก็ตาม นอกจากนี้พายุดีเปรสชันเขตร้อนซึ่งถูกเฝ้าจับตาโดยศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมของสหรัฐอเมริกายังได้กำหนดหมายเลขและเติมตัวอักษร "W" ต่อท้ายเป็นรหัสเรียกด้วย

การพยากรณ์ฤดูกาล[แก้]

วันที่พยากรณ์โดย
TSR
จำนวน
พายุโซนร้อน
จำนวน
พายุไต้ฝุ่น
จำนวน
พายุรุนแรง
ดัชนีเอซีอี อ้างอิง
เฉลี่ย (2508–2560) 26 ลูก 16 ลูก 9 ลูก 294 หน่วย [2]
7 พฤษภาคม 2562 27 ลูก 17 ลูก 10 ลูก 354 หน่วย [2]
วันที่พยากรณ์ ศูนย์พยากรณ์ ช่วงเวลา ระบบพายุ อ้างอิง
7 กุมภาพันธ์ 2562 PAGASA มกราคม–มีนาคม 1–2 ลูก [3]
7 กุมภาพันธ์ 2562 PAGASA เมษายน—มิถุนายน 2–4 ลูก [3]
ฤดูกาล 2562 ศูนย์พยากรณ์ พายุหมุน
เขตร้อน
พายุโซนร้อน พายุไต้ฝุ่น อ้างอิง
เกิดขึ้นจริง: JMA 6 ลูก 2 ลูก 1 ลูก
เกิดขึ้นจริง: JTWC 3 ลูก 2 ลูก 1 ลูก
เกิดขึ้นจริง: PAGASA 3 ลูก 0 ลูก 0 ลูก

ในระหว่างฤดูกาล หลายหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ของแต่ละประเทศจะมีการคาดการณ์ของพายุหมุนเขตร้อน, พายุโซนร้อนและพายุไต้ฝุ่น ที่จะก่อตัวในช่วงฤดู และ/หรือ จะมีพายุกี่ลูกที่ส่งผลกระทบต่อประเทศนั้น หลายหน่วยงานนี้ได้รวมไปถึงองค์กรความเสี่ยงพายุโซนร้อน (TSR) ของมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน, สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์ (PAGASA) และสำนักสภาพอากาศกลางของไต้หวันด้วย การพยากรณ์แรกของปีได้รับการเผยแพร่โดย PAGASA เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ภายในการคาดหมายสภาพอากาศประจำฤดูกาลช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายนของฟิลิปปินส์[3] การคาดหมายดังกล่าวคาดหมายว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนหนึ่งถึงสองลูกปรากฏขึ้นในระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม และคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนสองถึงสี่ลูกก่อตัวหรือเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์ ในระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ยิ่งไปกว่านั้น PAGASA พยากรณ์ว่ามีโอกาสถึง 80% ที่จะเป็นเอลนีโญกำลังอ่อนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายนด้วย[3] วันที่ 7 พฤษภาคม องค์การความเสี่ยงพายุโซนร้อน (TSR) ได้ออกการพยากรณ์ฉบับแรกของฤดูกาล โดยคาดหมายว่าในฤดูกาล 2562 นี้ จะเป็นฤดูกาลที่มีพายุสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย โดยมีพายุที่ได้รับชื่อจำนวน 27 ลูก ซึ่งเป็นพายุไต้ฝุ่น 17 ลูก และเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรง 10 ลูก[2] หนึ่งในปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังลักษณะเช่นนี้ มาจากความเป็นไปได้ในการพัฒนาขึ้นของเอลนีโญกำลังปานกลาง ที่คาดหมายว่าจะเกิดขึ้นภายในไตรมาสที่สามของปี[2]

กรมอุตุนิยมวิทยาไทย[แก้]

วันที่ 30 เมษายน กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกการคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ. 2562 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อน (ประกอบด้วยพายุดีเปรสชัน พายุโซนร้อน และ พายุไต้ฝุ่น) เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 1 ลูก โดยมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน[4]

ภาพรวมฤดูกาล[แก้]

มาตราพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (คณะกรรมการไต้ฝุ่น)
     พายุดีเปรสชัน (≤61 กม./ชม.)      พายุโซนร้อนกำลังแรง (89–117 กม./ชม.)
     พายุโซนร้อน (62–88 กม./ชม.)      พายุไต้ฝุ่น (≥118 กม./ชม.)

พายุ[แก้]

พายุโซนร้อนปาบึก[แก้]

พายุโซนร้อน (JMA)
พายุโซนร้อน (TMD)
พายุโซนร้อน (SSHWS)
ระยะเวลา 31 ธันวาคม 2561 – 4 มกราคม 2562 (ออกนอกแอ่ง)
ความรุนแรง 85 กม./ชม. (50 ไมล์/ชม.) (เฉลี่ย 10 นาที)
994 mbar (hPa; 29.35 inHg)
ดูบทความหลักที่: พายุโซนร้อนปาบึก (พ.ศ. 2562)
  • วันที่ 28 ธันวาคม 2561 หย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ตอนล่าง[5]
  • วันที่ 30 ธันวาคม 2561 หย่อมความกดอากาศต่ำดังกล่าวดูดซึมผสานเข้ากับเศษที่หลงเหลือของพายุดีเปรสชันเขตร้อน 35W[6]
  • วันที่ 31 ธันวาคม 2561 เนื่องมาจากลมเฉือนแนวตั้งกำลังแรง หย่อมความกดอากาศต่ำจึงไม่เป็นระบบกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเริ่มติดตามพายุดีเปรสชันเขตร้อนที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ตอนล่าง[7] ในขณะที่ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมได้ออกการแจ้งเตือนการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนกับระบบ ต่อมาศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมได้ปรับระบบดังกล่าวเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อนเช่นกัน และให้รหัสเรียกว่า 36W[8]
  • วันที่ 1 มกราคม กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นปรับความรุนแรงของพายุดีเปรสชันเขตร้อนเป็นพายุโซนร้อน และใช้ชื่อว่า ปาบึก (Pabuk) การปรับดังกล่าวทำให้ปาบึก กลายเป็นพายุลูกแรกของฤดูกาล 2562 และกลายเป็นพายุที่โดดเด่นกว่าพายุอลิซ เมื่อปี พ.ศ. 2522 และกลายเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวเป็นพายุโซนร้อนได้เร็วที่สุด ในบันทึกของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ[9] ในขณะที่พายุอยู่ห่างจากโฮจิมินห์ ซิตี ประเทศเวียดนามไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 650 กม. โดยมีศูนย์กลางการหมุนเวียนระดับต่ำเปิดออกเป็นบางส่วน[10] ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเกี่ยวกับพายุโซนร้อนปาบึก โดยคาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทยในวันที่ 2–3 มกราคม และส่งผลกระทบกับภาคใต้ในวันที่ 3–5 มกราคม[11]
  • วันที่ 3 มกราคม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีที่มีอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลที่อุ่น การไหลออกในแนวขั้วอย่างดีเยี่ยม แต่มีลมเฉือนแนวตั้งกำลังแรง ทำให้พายุปาบึก ต้องดิ้นรนที่จะทวีกำลังแรงขึ้น จนกระทั่งมันเคลื่อนตัวเร่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเฉตะวันตก และเข้าสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลมเฉือนในแนวตั้งน้อยกว่า และกลายเป็นพายุโซนร้อนลูกแรกที่พัดเข้าสู่อ่าว นับตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้าในปี พ.ศ. 2547 ยิ่งไปกว่านั้น มันยังพยายามที่จะสร้างตาพายุขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นโดยภาพถ่ายในช่วงคลื่นไมโครเวฟ[12]
  • วันที่ 4 มกราคม กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า พายุปาบึกขึ้นฝั่งที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเวลา 12:45 น. ตามเวลาในประเทศไทย (05:45 UTC) แม้ว่าหน่วยงานอื่น ๆ จะชี้ว่าพายุปาบึกจะขึ้นฝั่งในระหว่างเวลา 06:00 ถึง 12:00 UTC (13:00 ถึง 19:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ก็ตาม[13] ทำให้ปาบึก เป็นพายุโซนร้อนลูกแรกที่พัดขึ้นฝั่งในภาคใต้ นับตั้งแต่พายุโซนร้อนลินดา เมื่อปี พ.ศ. 2540 ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังคงติดตามพายุต่อจนออกการวิเคราะห์ครั้งสุดท้ายในเวลา 12:00 UTC (หรือตรงกับ 19:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย)[14][15]

ในประเทศเวียดนาม พายุปาบึกทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งคน[16] และทำให้เกิดความเสียหายประมาณ 2.787 หมื่นล้านด่ง (ประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 38 ล้านบาท)[17] ส่วนในประเทศไทย ซึ่งพายุปาบึกพัดขึ้นฝั่ง มีผู้เสียชีวิตจำนวนแปดรายในจำนวนนี้เป็นชาวรัสเซียหนึ่งราย[18][19] และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 3.2 พันล้านบาท (100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[20] นอกจากนี้ปาบึกยังทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในประเทศมาเลเซีย[21]

วันที่ 3 มกราคม ในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการอพยพประชาชนกว่า 3 หมื่นคนออกจากพื้นที่ริมชายฝั่ง[22] ท่าอากาศยานบางแห่งในภาคใต้ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชและท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี[23][24] ทั้งยังมีรายงานการอพยพผู้คนในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร อำเภอระโนดในจังหวัดสงขลา[25][26][27] เมื่อพายุขึ้นฝั่งที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว[28] อิทธิพลจากพายุยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ มีผู้ได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าดับกว่าห้าหมื่นแปดพันคน[29] ในบางพื้นที่มีรายงานเสาไฟฟ้าและต้นไม้ล้ม[30] และยังทำให้เกิดอุทกภัยเป็นบริเวณกว้างในหลายพื้นที่ รวมถึงมีบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 1,500 หลัง[31]

พายุไต้ฝุ่นหวู่ติบ (เบตตี)[แก้]

พายุไต้ฝุ่น (JMA)
พายุไต้ฝุ่น (TMD)
พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 (SSHWS)
ระยะเวลา 18 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม
ความรุนแรง 195 กม./ชม. (120 ไมล์/ชม.) (เฉลี่ย 10 นาที)
920 mbar (hPa; 27.17 inHg)
  • วันที่ 16 กุมภาพันธ์ หย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวขึ้นทางด้านใต้ของหมู่เกาะมาร์แชลล์ โดยตัวหย่อมเริ่มมีการจัดระดับขึ้นขณะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก
  • วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ในขณะที่หย่อมความกดอากาศต่ำอยู่ทางใต้ของสหพันธรัฐไมโครนีเซีย กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ปรับให้ระบบเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อน
  • วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมปรับให้หย่อมความกดอากาศต่ำขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อนเช่นกัน
  • วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พายุดีเปรสชันเขตร้อนทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และได้รับชื่อว่า หวู่ติบ (Wutip)
  • วันที่ 21 กุมภาพันธ์ หวู่ติบทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ก่อนที่จะเป็นพายุไต้ฝุ่นในช่วงปลายของวัน
  • วันที่ 23 กุมภาพันธ์ หวู่ติบทวีกำลังแรงขึ้นจนมีกำลังตามมาตราแซฟเฟอร์–ซิมป์สันเป็นพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 4 โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นวัดความเร็วลมสูงสุดใน 10 นาทีได้ 185 กม./ชม. และวัดความกดอากาศต่ำที่สุดได้ 925 hPa ส่วนศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมวัดความเร็วลมสูงสุดใน 1 นาทีได้ 250 กม./ชม. ขณะที่ตัวพายุกำลังเคลื่อนตัวอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกวม โดยนับเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีกำลังแรงที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ นับตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นฮีโกส เมื่อปี พ.ศ. 2558[1] จากนั้นไม่นานหวู่ติบได้เข้าสู่วัฏจักรการแทนที่กำแพงตา ทำให้ตัวพายุอ่อนกำลังลงขณะกำลังเคลื่อนตัวเลี้ยวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ[1]
  • วันที่ 24 กุมภาพันธ์ หวู่ติบเสร็จสิ้นวัฏจักรการแทนที่กำแพงตา และเริ่มกลับมาทวีกำลังแรงขึ้นอีกครั้ง
  • วันที่ 25 กุมภาพันธ์ หวู่ติบทวีกำลังแรงขึ้นจนมีความรุนแรงสูงสุด ด้วยความเร็วลมสูงสุดใน 10 นาทีที่ 195 กม./ชม. และความเร็วลมสูงสุดใน 1 นาทีที่ 260 กม./ชม. (เป็นพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นตามมาตราของศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม) และมีความกดอากาศต่ำที่สุดที่ 920 hPa
  • วันที่ 26 กุมภาพันธ์ หวู่ติบได้เคลื่อนตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีลมเฉือนแนวตั้งกำลังปานกลาง และเริ่มอ่อนกำลังลง พร้อมทั้งเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก
  • วันที่ 27 กุมภาพันธ์ หวู่ติบอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้สูญเสียโครงสร้างการพาความร้อนทั้งหมดไป จากการปะทะกับลมเฉือนที่เพิ่มขึ้นและอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลที่ลดลงด้วย
  • วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในขณะที่บางหน่วยงานระบุว่าหวู่ติบได้สลายตัวไปแล้ว แต่ PAGASA ยังคงติดตามพายุอยู่ โดยให้ชื่อกับพายุว่า เบตตี (Betty) โดยหวู่ติบยังคงเคลื่อนตัวต่อไปในทะเลฟิลิปปิน และอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากลมเฉือนแนวตั้งที่มีกำลังแรง (40-50 นอต หรือ 75-95 กม./ชม.) และอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลที่ลดต่ำลง
  • วันที่ 2 มีนาคม หวู่ติบสลายตัว

การประมาณความเสียหายขั้นต้นในเกาะกวมจากพายุหวู่ติบอยู่ที่ 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 41 ล้านบาท)[32]

พายุดีเปรสชันเขตร้อน[แก้]

รายการพายุหมุนเขตร้อนที่มีความรุนแรงสูงสุดเป็นเพียงพายุดีเปรสชัน โดยอาจเป็นพายุที่มีรหัสเรียกตามหลังด้วยตัวอักษร W โดยศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม หรืออาจได้รับชื่อท้องถิ่นจากสำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์ (PAGASA) แต่ไม่ถูกตั้งชื่อตามเกณฑ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวระบุเพียงแต่คำว่า TD (Tropical Depression) หรือพายุดีเปรสชันเท่านั้น

พายุดีเปรสชันเขตร้อน 01W (อามัง)[แก้]

พายุดีเปรสชันเขตร้อน (JMA)
พายุดีเปรสชัน (TMD)
พายุดีเปรสชันเขตร้อน (SSHWS)
ระยะเวลา 4 – 22 มกราคม
ความรุนแรง 55 กม./ชม. (35 ไมล์/ชม.) (เฉลี่ย 10 นาที)
1004 mbar (hPa; 29.65 inHg)

วันที่ 4 มกราคม ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมได้ปรับให้พื้นที่การแปรปรวนของลมในเขตร้อน ที่อยู่ทางตอนเหนือของไบรีกีเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อน และให้รหัสว่า 01W และคาดว่าจะมีการทวีกำลังแรงขึ้นได้บ้าง[33] แต่พายุดีเปรสชันเขตร้อนนั้นล้มเหลวในการก่อตัว ทำให้ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมปรับมันลงเป็นการแปรปรวนของลมในเขตร้อนดังเดิมในวันที่ 6 มกราคม[34] ระบบยังคงเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการพัฒนาขึ้น เป็นเวลาถึงสองสัปดาห์ กระทั่งวันที่ 19 มกราคม กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ปรับให้หย่อมความกดอากาศต่ำดังกล่าวเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อน ขณะที่ระบบอยู่ห่างจากปาเลาไปทางตะวันตกประมาณ 200 กม.[35]

พายุดีเปรสชันเป็นตัวกระตุ้นโดยตรงให้เกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในจังหวัดซีลางังดาเบาและจังหวัดฮีลากังอากูซัน ประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน สูญหายอีก 1 คน[36][37] และสร้างความเสียหายทางการเกษตรขึ้น 216.49 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (4.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 130 ล้านบาท)[38]

พายุดีเปรสชันเขตร้อน 03W (เชเดง)[แก้]

พายุดีเปรสชันเขตร้อน (JMA)
พายุดีเปรสชัน (TMD)
พายุดีเปรสชันเขตร้อน (SSHWS)
ระยะเวลา 14 – 19 มีนาคม
ความรุนแรง <55 กม./ชม. (35 ไมล์/ชม.) (เฉลี่ย 10 นาที)
1006 mbar (hPa; 29.71 inHg)
  • วันที่ 14 มีนาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อน 03W ก่อตัวขึ้นเหนือสหพันธรัฐไมโครนีเซีย ต่อมาระบบเคลื่อนตัวต่อไปทางตะวันตกพร้อมกับการจัดระเบียบขึ้น
  • วันที่ 17 มีนาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบของ PAGASA ในทะเลฟิลิปปิน ทางสำนักงานฯ จึงให้ชื่อกับพายุว่า เชเดง (Chedeng) เพียงไม่นานก่อนที่พายุจะพัดขึ้นฝั่งในปาเลา
  • วันที่ 19 มีนาคม เวลา 05.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ เชเดงพัดขึ้นฝั่งในเทศบาลมาลีตา จังหวัดคันลูรังดาเบา[39] เชเดงอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วหลังจากพัดประเทศฟิลิปปินส์ และอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในที่สุด
  • วันที่ 20 มีนาคม เศษที่หลงเหลือของเชเดงยังคงอ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่องและเคลื่อนตัวต่อไปทางตะวันตก และไปสลายตัวลงทางตอนใต้ของทะเลซูลู

ความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานในเขตดาเบาอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (23,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.2 แสนบาท)[40]

พายุดีเปรสชันเขตร้อน[แก้]

พายุดีเปรสชันเขตร้อน (JMA)
พายุดีเปรสชัน (TMD)
Counterclockwise vortex
ระยะเวลา 7 – 11 พฤษภาคม
ความรุนแรง <55 กม./ชม. (35 ไมล์/ชม.) (เฉลี่ย 10 นาที)
1004 mbar (hPa; 29.65 inHg)
  • วันที่ 2 พฤษภาคม หย่อมความกดอากาศต่ำเขตร้อนก่อตัวขึ้นเหนือเกาะแยป
  • วันที่ 7 พฤษภาคม กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นปรับให้หย่อมความกดอากาศต่ำเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อน
  • วันที่ 8 พฤษภาคม กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นปรับให้พายุดีเปรสชันเขตร้อนลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ และออกคำแนะนำสุดท้ายกับระบบ
  • วันที่ 10 พฤษภาคม ระบบกลับมาเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อนอีกครั้งขณะที่อยู่ทางตะวันออกของเกาะมินดาเนา
  • วันที่ 11 พฤษภาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อนเริ่มอ่อนกำลังลงอีกครั้ง หลังจากเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยขณะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก ต่อมา JMA จึงปรับให้ระบบลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำอีกครั้ง

พายุดีเปรสชันเขตร้อน[แก้]

พายุดีเปรสชันเขตร้อน (JMA)
พายุดีเปรสชัน (TMD)
Counterclockwise vortex
ระยะเวลา 7 – 15 พฤษภาคม
ความรุนแรง <55 กม./ชม. (35 ไมล์/ชม.) (เฉลี่ย 10 นาที)
1004 mbar (hPa; 29.65 inHg)
  • วันที่ 7 พฤษภาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อนก่อตัวขึ้นทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหพันธรัฐไมโครนีเซีย
  • วันที่ 8 พฤษภาคม ระบบเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก
  • วันที่ 9 พฤษภาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อนเริ่มอ่อนกำลังลงบ้าง

รายชื่อพายุ[แก้]

ภายในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) และสำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์ (PAGASA) ต่างทำหน้าที่กำหนดชื่อของพายุหมุนเขตร้อนซึ่งก่อตัวภายในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นผลให้พายุหมุนเขตร้อนอาจมีสองชื่อ[41] RSMC โตเกียวโดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น — ศูนย์ไต้ฝุ่นจะกำหนดชื่อสากลให้กับพายุหมุนเขตร้อนในนามของคณะกรรมการไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ซึ่งพวกเขาจะประมาณความเร็วลมเฉลี่ยภายใน 10 นาทีของพายุหมุนเขตร้อน หากมีความเร็วลมถึง 65 กม./ชม. (40 mph) พายุหมุนเขตร้อนดังกล่าวจะได้รับชื่อ[42] ส่วน PAGASA จะกำหนดชื่อให้กับพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าหรือก่อตัวขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อนภายในพื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์ มีขอบเขตอยู่ระหว่างเส้นเมริเดียนที่ 135°ดะวันออก ถึง 115°ตะวันออก และระหว่างเส้นขนานที่ 5°เหนือ ถึง 25°เหนือ แม้ว่าพายุหมุนเขตร้อนลูกนั้นจะได้รับชื่อสากลแล้วก็ตาม[41] โดยชื่อของพายุหมุนเขตร้อนที่มีนัยสำคัญจะถูกถอนโดยทั้ง PAGASA และ คณะกรรมการไต้ฝุ่น[42] ในระหว่างฤดูกาล หากรายชื่อของภูมิภาคฟิลิปปินส์ที่เตรียมไว้ถูกใช้จนหมด PAGASA จะใช้ชื่อจากรายชื่อเพิ่มเติม ซึ่งถูกกำหนดขึ้นไว้ในแต่ละฤดูกาลมาใช้กับพายุหมุนเขตร้อนแทนชื่อที่หมดไป

ชื่อสากล[แก้]

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) จะเป็นหน่วยงานที่กำหนดชื่อให้กับพายุหมุนเขตร้อน เมื่อระบบได้รับการประมาณว่า มีความเร็วลมเฉลี่ยภายใน 10 นาที ที่ 65 กม./ชม. (40 mph)[43] โดย JMA จะคัดเลือกชื่อจากรายการ 140 ชื่อ ซึ่งได้รับการปรับปรุงโดย 14 ประเทศสมาชิกและดินแดนของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP)/WMO คณะกรรมการไต้ฝุ่น[44] โดยรายชื่อด้านล่างจะเป็นรายชื่อ พร้อมเลขรหัสพายุถ้ามันถูกใช้ โดยชื่อที่ยังไม่ถูกใช้จะถูกทำเป็น อักษรสีเทา

ชุดที่ 2
  • ปาบึก (1901)
  • หวู่ติบ (1902)
  • เซอปัต (ยังไม่ใช้)
  • มูน (ยังไม่ใช้)
  • ดานัส (ยังไม่ใช้)
  • นารี (ยังไม่ใช้)
  • วิภา (ยังไม่ใช้)
  • ฟรานซิสโก (ยังไม่ใช้)
  • เลกีมา (ยังไม่ใช้)
  • กรอซา (ยังไม่ใช้)
  • ไป๋ลู่ (ยังไม่ใช้)
  • โพดุล (ยังไม่ใช้)
  • เหล่งเหลง (ยังไม่ใช้)
  • คาจิกิ (ยังไม่ใช้)
  • ฟ้าใส (ยังไม่ใช้)
  • เผ่ย์ผ่า (ยังไม่ใช้)
  • ตาปะฮ์ (ยังไม่ใช้)
  • มิแทก (ยังไม่ใช้)
  • ฮากีบิส (ยังไม่ใช้)
  • นอกูรี (ยังไม่ใช้)
  • บัวลอย (ยังไม่ใช้)
  • แมตโม (ยังไม่ใช้)
  • หะลอง (ยังไม่ใช้)

ชุดที่ 3

  • นากรี (ยังไม่ใช้)
  • เฟิงเฉิน (ยังไม่ใช้)
  • คัลแมกี (ยังไม่ใช้)
  • ฟงวอง (ยังไม่ใช้)
  • คัมมูริ (ยังไม่ใช้)

ฟิลิปปินส์[แก้]

สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์ (PAGASA) จะใช้ชื่อของตัวเองหากมีพายุใดก่อตัวหรือเคลื่อนผ่านพื้นที่รับผิดชอบของตน[45] โดยชื่อที่ใช้ถูกนำมาจากรายชื่อ เป็นรายชื่อเดียวกับที่ถูกใช้ไปในฤดูกาล ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) และมีกำหนดจะถูกนำมาใช้อีกครั้งในฤดูกาล ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) ด้วย[45] ซึ่งรายชื่อทั้งหมดเหมือนเดิมกับครั้งก่อน เว้น ลีไวไว (Liwayway) และนิมฟา (Nimfa) ที่ถูกนำมาแทน ลันโด (Lando) และโนนา (Nona) ที่ถูกถอนไป[45] โดยชื่อที่ไม่ยังถูกใช้จะทำเป็น อักษรสีเทา

  • อามัง (Amang)
  • เบตตี (Betty) (1902)
  • เชเดง (Chedeng) (ยังไม่ใช้)
  • โดโดง (Dodong) (ยังไม่ใช้)
  • เอไก (Egay) (ยังไม่ใช้)
  • ฟัลโกน (Falcon) (ยังไม่ใช้)
  • โกริง (Goring) (ยังไม่ใช้)
  • ฮันนา (Hanna) (ยังไม่ใช้)
  • อีเนง (Ineng) (ยังไม่ใช้)
  • เจนนี (Jenny) (ยังไม่ใช้)
  • กาบายัน (Kabayan) (ยังไม่ใช้)
  • ลีไวไว (Liwayway) (ยังไม่ใช้)
  • แมริลิน (Marilyn) (ยังไม่ใช้)
  • นิมฟา (Nimfa) (ยังไม่ใช้)
  • โอนโยก (Onyok) (ยังไม่ใช้)
  • เปร์ลา (Perla) (ยังไม่ใช้)
  • กีเยล (Quiel) (ยังไม่ใช้)
  • ราโมน (Ramon) (ยังไม่ใช้)
  • ซาราห์ (Sarah) (ยังไม่ใช้)
  • ตีโซย (Tisoy) (ยังไม่ใช้)
  • อูร์ซูลา (Ursula) (ยังไม่ใช้)
  • บีริง (Viring) (ยังไม่ใช้)
  • เวง (Weng) (ยังไม่ใช้)
  • โยโยย (Yoyoy) (ยังไม่ใช้)
  • ซิกซัก (Zigzag) (ยังไม่ใช้)

รายชื่อเพิ่มเติม

  • อาเบ (Abe) (ยังไม่ใช้)
  • เบร์โต (Berto) (ยังไม่ใช้)
  • ชาโร (Charo) (ยังไม่ใช้)
  • ดาโด (Dado) (ยังไม่ใช้)
  • เอสโตย (Estoy) (ยังไม่ใช้)
  • เฟลีโยน (Felion) (ยังไม่ใช้)
  • เฮนิง (Gening) (ยังไม่ใช้)
  • เฮอร์มัน (Herman) (ยังไม่ใช้)
  • อีร์มา (Irma) (ยังไม่ใช้)
  • ไฮเม (Jaime) (ยังไม่ใช้)

ผลกระทบ[แก้]

ตารางนี้รวมเอาทั้งหมดของระบบพายุที่ก่อตัวภายใน หรือ เคลื่อนตัวเข้ามาในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ทางฝั่งตะวันตกของเส้นแบ่งวันสากล ภายในปี พ.ศ. 2562 ตารางนี้ยังมีภาพรวมของความรุนแรงของระบบ ระยะเวลา บริเวณที่มีผลกระทบกับแผ่นดิน และจำนวนความเสียหายหรือจำนวนผู้เสียชีวิตใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบพายุ

ชื่อพายุ ช่วงวันที่ ระดับความรุนแรง
ขณะมีกำลังสูงสุด
ความเร็วลม
ต่อเนื่อง
ความกดอากาศ พื้นที่ผลกระทบ ความเสียหาย
(USD)
ผู้เสียชีวิต อ้างอิง
ปาบึก 31 ธันวาคม 2561 –
4 มกราคม 2562
พายุโซนร้อน 85 กม./ชม. 994 hPa (29.35 นิ้วปรอท) หมู่เกาะสแปรตลี, หมู่เกาะนาตูนา, เวียดนาม,
มาเลเซีย, ไทย, พม่า
&0000000151200000000000151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 10 [16][18][19][21]
01W 4 – 22 มกราคม พายุดีเปรสชันเขตร้อน 55 กม./ชม. 1004 hPa (29.65 นิ้วปรอท) ปาเลา, ฟิลิปปินส์ &00000000041100000000004.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 9 [36][37]
หวู่ติบ 18 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม พายุไต้ฝุ่น 195 กม./ชม. 920 hPa (27.17 นิ้วปรอท) หมู่เกาะแคโรไลน์, กวม &00000000033000000000003.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &0000000000000000000000 ไม่มี
03W 14 – 19 มีนาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อน ไม่ได้ระบุ 1006 hPa (29.71 นิ้วปรอท) ไม่มี 2.3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ &0000000000000000000000 ไม่มี
TD 7 – 11 พฤษภาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อน ไม่ได้ระบุ 1004 hPa (29.65 นิ้วปรอท) แยป, ปาเลา &0000000000000000000000 ไม่มี &0000000000000000000000 ไม่มี
TD 7 – 15 พฤษภาคม พายุดีเปรสชันเขตร้อน ไม่ได้ระบุ 1004 hPa (29.65 นิ้วปรอท) หมู่เกาะแคโรไลน์ &0000000000000000000000 ไม่มี &0000000000000000000000 ไม่มี
สรุปฤดูกาล
6 ลูก 31 ธันวาคม 2561–
ฤดูกาลยังดำเนินอยู่
  195 กม./ชม. 920 hPa (27.17 นิ้วปรอท)   &0000000158633000000000159 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
(≈&00000050613444980000005.06 พันล้านบาท)[# 1]
19
  1. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่นำมาใช้จากอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทยวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Kristina Pydynowski; Robert Richards (23 February 2019). "Wutip becomes strongest super typhoon in February as it lashes Guam with rain, wind". Accuweather. สืบค้นเมื่อ 23 February 2019.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 Saunders, Mark; Lea, Adam (May 7, 2019). Extended Range Forecast for Northwest Pacific Typhoon Activity in 2019. Tropical Storm Risk Consortium. http://www.tropicalstormrisk.com/docs/TSRNWPForecastMay2019.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ May 7, 2019. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Malano, Vicente B (February 7, 2019). January–June 2019 (Seasonal Climate Outlook). Philippine Atmospheric Geophysical and Astronomical Services Administration. https://pubfiles.pagasa.dost.gov.ph/pagasaweb/files/climate/seasonalclimateoutlook/seasonal_outlook_jan_jun_2019.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ February 7, 2019. 
  4. "การคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ. 2562". กรมอุตุนิยมวิทยา. 30 เมษายน 2562. Archived from the original on 10 พฤษภาคม 2562. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2562.
  5. "97W INVEST". United States Naval Research Laboratory. 28 December 2018. Archived from the original on 28 December 2018. สืบค้นเมื่อ 1 January 2019.
  6. "Tropical Depression 35W (Thirtyfive) Warning Nr 023". Joint Typhoon Warning Center. 30 December 2018. Archived from the original on 1 January 2019. สืบค้นเมื่อ 1 January 2019.
  7. "WTPQ20 RJTD 011500". Japan Meteorological Agency. January 1, 2019. Archived from the original on January 1, 2019. สืบค้นเมื่อ January 1, 2019.
  8. "WTPQ20 RJTD 011500". Joint Typhoon Warning Center. January 1, 2019. Archived from the original on January 1, 2019. สืบค้นเมื่อ January 1, 2019.
  9. "WTPQ20 RJTD 010600". Japan Meteorological Agency. January 1, 2019. Archived from the original on January 1, 2019. สืบค้นเมื่อ January 1, 2019.
  10. "Prognostic Reasoning for Tropical Depression 36W (Thirtysix) Warning Nr 005". Joint Typhoon Warning Center. 1 January 2019. Archived from the original on 1 January 2019. สืบค้นเมื่อ 1 January 2019.
  11. "ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุ "ปาบึก" (PABUK) ฉบับที่ 6 (4/2562)" (PDF). Thai Meteorological Department. January 1, 2019. Archived from the original (PDF) on January 1, 2019. สืบค้นเมื่อ January 1, 2019.
  12. "JTWC/36W/#16/01-04 00Z Prognostic Reasoning". Joint Typhoon Warning Center. 4 January 2019. Archived from the original on 4 January 2019. สืบค้นเมื่อ 6 January 2019.
  13. "Weather Warning "Tropical Storm "PABUK"" No. 18 Time Issued January 4, 2019". Thai Meteorological Department. 4 January 2019. Archived from the original on 6 January 2019. สืบค้นเมื่อ 6 January 2019.
  14. "WTPQ20 RJTD 041200 RSMC Tropical Cyclone Advisory". Japan Meteorological Agency. 4 January 2019. Archived from the original on 6 January 2019. สืบค้นเมื่อ 6 January 2019.
  15. "WTPQ30 RJTD 041200 RSMC Tropical Cyclone Prognostic Reasoning Reasoning No.18 for TS 1901 Pabuk (1901)". Japan Meteorological Agency. 4 January 2019. Archived from the original on 6 January 2019. สืบค้นเมื่อ 6 January 2019.
  16. 16.0 16.1 "Bão số 1 áp sát miền Tây: Sập nhà, 1 người chết" (in Vietnamese). VietNamNet. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 4, 2019.
  17. Trương, Huyền (January 6, 2019). "Hậu quả do bão số 1: Còn 2 người mất tích, thiệt hại ước tính 30 tỷ đồng" (in Vietnamese). Báo Kinh Tế Đô Thị. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  18. 18.0 18.1 Panpetch, Sumeth (January 3, 2019). "Thailand braces for powerful storm at southern beach towns". Associated Press. สืบค้นเมื่อ January 4, 2019.
  19. 19.0 19.1 "Thai preparedness limits Pabuk damage". The Thaiger. January 11, 2019. สืบค้นเมื่อ January 11, 2019.
  20. Saksornchai, Jintamas (January 7, 2019). "Pabuk leaves 4 dead, billions of Baht in damage". Khaosod English. สืบค้นเมื่อ January 7, 2019.
  21. 21.0 21.1 "罔顧「帕布」風暴來襲警報2男子冒險出海遇巨浪釀1死" (in Chinese). Oriental Daily News. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 4, 2019.
  22. "แหลมตะลุมพุกร้าง อพยพ 3 หมื่นชีวิตหนีตาย จ่อรับ พายุปาบึก ถล่มที่แรก". khaosod.co.th. January 3, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  23. "ประกาศปิดสนามบินนครศรีธรรมราช หนีพายุ ปาบึก 4 ม.ค. นี้ ยกเลิกทุกเที่ยวบิน!". khaosod.co.th. January 3, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  24. "ผวาภัย "พายุปาบึก" ปิดสนามบินสุราษฎร์ธานีตั้งแต่ 4 โมงเย็นวันนี้". sanook.com. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  25. "'สุราษฎร์ฯ'สั่งอพยพด่วน ฤทธิ์'ปาบึก'อ่าวไทยฝนถล่ม". dailynews.co.th. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  26. "พายุปาบึกใกล้ขึ้นฝั่ง! "ชุมพร"สั่งอพยพ ชาวบ้าน 4 อำเภอริมทะเล". pptvhd36.com. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  27. "สงขลา อพยพชาวบ้านในพื้นเสี่ยงภัย อ.ระโนด หนีพายุปาบึกแล้ว". workpointnews.com. January 3, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  28. "Breaking news : ขึ้นฝั่งแล้ว! "พายุปาบึก" เข้าที่ ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช". springnews.co.th. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  29. "พิษ"ปาบึก"ทำไฟดับหลายจุด"กฟภ."ระดม30ทีมทยอยกู้คืนระบบเร่งด่วน". mgronline.com. January 5, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  30. "ผ่าน 4 ชั่วโมง "พายุปาบึก" ถล่มนครศรีฯ ไฟดับ โซเชียลเริ่มสะดุด". thairath.co.th. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 6, 2019.
  31. "ฤทธิ์ปาบึก! นราธิวาส 5 อำเภอ บ้านพัง 1,500 หลัง ผู้ว่าฯชี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง". khaosod.co.th. January 4, 2019. สืบค้นเมื่อ January 10, 2019.
  32. "Preliminary cost estimate of Wutip: More than $1.3 million". Guam Pacific Daily News. March 1, 2019. สืบค้นเมื่อ March 2, 2019.
  33. "Tropical Depression 01W (One) Warning Nr 001". Joint Typhoon Warning Center. 4 January 2019. Archived from the original on 8 January 2019. สืบค้นเมื่อ 8 January 2019.
  34. "Tropical Depression 01W (One) Warning Nr 008". Joint Typhoon Warning Center. 6 January 2019. Archived from the original on 8 January 2019. สืบค้นเมื่อ 8 January 2019.
  35. "WWJP25 RJTD 190600". Japan Meteorological Agency. 19 January 2019. Archived from the original on 19 January 2019. สืบค้นเมื่อ 19 January 2019.
  36. 36.0 36.1 Dalizon, Alfred P. (January 24, 2019). "Landslide buries 7 treasure hunters in Agusan del Norte". People's Journal. สืบค้นเมื่อ January 25, 2019.
  37. 37.0 37.1 (pdf) NDRRMC Update: Sitrep No. 03 re Flashflood and Landslide Incidents in Davao Oriental Province (Region XI) (รายงาน). NDRRMC. January 26, 2019. http://www.ndrrmc.gov.ph/attachments/article/3593/SNcEH1C3UXSaTcNMHNLGNuLZqjGKbSrEMZjAhXXqFuLS1xSsr1LRvdSKNch.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.109773641.1097719ZWRxs5wXgEwtXT6ixAMhK8zeuZNsCGGdLh.100148163y_2019_6AM.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ January 26, 2019. 
  38. Comilang, Randie J. (February 5, 2019). "Agriculture damages at P216M". SunStar Davao. สืบค้นเมื่อ February 6, 2019.
  39. "Severe Weather Bulletin #11" (PDF).
  40. (pdf) NDRRMC Update: SitRep No. 05 re Preparedness Measures for TD CHEDENG (รายงาน). NDRRMC. March 21, 2019. http://ndrrmc.gov.ph/attachments/article/3698/SitRep_No_5_re_Preparedness_Measures_for_Tropical_Depression_CHEDENG_issued_on_21MAR2019_8AM.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ March 25, 2019. 
  41. 41.0 41.1 Padgett, Gary. "Monthly Tropical Cyclone Summary December 1999". Australian Severe Weather. Archived from the original on 28 สิงหาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2556.
  42. 42.0 42.1 The Typhoon Committee (21 กุมภาพันธ์ 2556). "Typhoon Committee Operational Manual 2013". World Meteorological Organization. pp. 37–38. Archived from the original (PDF) on 28 สิงหาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2556.
  43. http://www.typhooncommittee.org/48th/docs/item%204%20technical%20presentations/4.1.Review2015TyphoonSeason.pdf
  44. Zhou, Xiao; Lei, Xiaotu (2012). "Summary of retired typhoons within the Western North Pacific Ocean". Tropical Cyclone Research and Review. The Economic and Social Commission for Asia and the Pacific/World Meteorological Organization's Typhoon Committee. 1 (1): 23–32. doi:10.6057/2012TCRR01.03. ISSN 2225-6032. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2557.
  45. 45.0 45.1 45.2 "Philippine Tropical Cyclone Names". Philippine Atmospheric, Geophysical and Astronomical Services Administration. สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2558.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]