ไทยเชื้อสายมลายู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ชาวไทยเชื้อสายมลายู)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไทยเชื้อสายมลายู
ملايو تاي
Orang Melayu Thai
Oré Jawi[1]
Bangso Yawi
Malay Muslims in Songkhla.jpg
เด็กชายไทยเชื้อสายมลายูในจังหวัดสงขลา
ประชากรทั้งหมด
1.9 ล้านคน[2] (2006, ประมาณ)
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
ไทย ประเทศไทย (ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้)
มาเลเซีย ประเทศมาเลเซีย (รัฐกลันตัน, รัฐเกอดะฮ์, รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส)
ภาษา
ไทย, ไทยถิ่นใต้, มลายูปัตตานี, มลายูเกอดะฮ์ และมลายูบางกอก
ศาสนา
ส่วนใหญ่
Star and Crescent.svg อิสลามนิกายซุนนี มัซฮับชาฟิอี
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายู (โดยเฉพาะชาวเกอดะฮ์ กลันตัน และตรังกานูเชื้อสายมลายู), พม่าเชื้อสายมลายู, มลายูอื่น ๆ

ไทยเชื้อสายมลายู (มลายู: Orang Melayu Thai, อักษรยาวี: ملايو تاي, มลายูปัตตานี: ออแรฺนายู, จาวี หรือบังซอยาวี) มีชื่อเรียกทางการว่า 'ชาวไทยและมาเลเซียเชื้อสายมลายู'[3][4] เป็นคำเรียกพลเมืองชาติพันธุ์มลายูในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่มีจำนวนมากเป็นอันดับ 6 ของประเทศ และมีประชากรมลายูมากเป็นอันดับ 3 โดยเป็นรองแค่ประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย และชาวมลายูส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดนราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา และสตูล นอกจากนี้ยังมีประชากรมุสลิมและผู้มีเชื้อสายมลายู[5][ต้องการอ้างอิงเต็มรูปแบบ]ในเมืองภูเก็ต[6][7] และจังหวัดระนอง[8] และชุมชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพที่เป็นลูกหลานของผู้อพยพหรือผู้ถูกเนรเทศจากภาคใต้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา[9]

รายละเอียด[แก้]

ชาวมลายูปัตตานี เป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่จำนวนมากในจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นประชากรส่วนใหญ่ตั้งแต่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา รวมไปถึงบางส่วนของจังหวัดสงขลา มีประชากร 3,359,000 คน หรือร้อยละ 3 ของประชากรทั้งประเทศ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับกลุ่มชาวมลายูทั่วไป ชาวมลายูปัตตานีเรียกตนเองว่า ออแรฺนายู (Orang Melayu; اورڠ ملايو) ซึ่งมีความหมายว่า คนมลายู และบางที่ก็เติมคำข้างหน้าด้วยเป็น กีตอออแรฺนายู (Kita Orang Melayu; كيت اورڠ ملايو) ซึ่งแปลว่า พวกเราคือมลายู และจะเรียกชาวมาเลเซียว่า ออแรฺมาเล (Orang Malay) เพราะพวกเขาแยกแยะ และมีจิตสำนึกได้ดีว่าเขาไม่ใช่คนมาเลเซีย และเรียกคนไทยว่า ออแรฺซีแย (Orang Siam; اورڠ سيام) ส่วนชาวมลายูปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนไปอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จะถูกเรียกว่า ออแรฺนายูบาเกาะ (Orang Melayu Bangkok; اورڠ ملايو بڠكوق) ถือว่าเป็นชาวมลายู แต่ถูกกวาดต้อนไปกรุงเทพฯ และไม่ใช่ชาวออแรฺนายูอย่างเขา ชาวไทยเชื้อสายมลายูในกรุงเทพนั้นอาศัยอยู่กระจายตัวตั้งแต่สี่แยกบ้านแขก ในฝั่งธนบุรีเลยไปถึงเขตหนองจอก แต่คำคำนี้ยังรวมไปถึงคนมลายูรอบ ๆ ปริมณฑลด้วย อย่างที่จังหวัดปทุมธานี และนนทบุรี โดยที่จังหวัดปทุมธานีจะพบคนกลุ่มนี้ในเขตคลองประชาเก่ง คลองบางโพธิ์เหนือ และคลองหนึ่ง สถานที่ตั้งถิ่นฐานมีสุเหร่าเป็นแห่งแรกที่บ้านสวนพริกไทย ส่วนในนนทบุรีมีชนกลุ่มนี้ที่สามารถพูดภาษามลายูได้ที่ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ดที่ถูกกวาดต้อนมาจากจังหวัดปัตตานีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นเวลากว่า 200 ปีมาแล้ว ในอยุธยาเองก็มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายมลายูอยู่ที่คลองตะเคียนใต้เกาะอยุธยา ซึ่งเข้ามาอาศัยนานแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา

ความโดดเด่นทางวัฒนธรรม[แก้]

สาเหตุของความไม่สงบในชายแดนภาคใต้โดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวมลายูในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับชาวไทยและประสบการณ์ในอดีตที่เคยถูกบังคับดูดกลืนให้กลายเป็นคนไทยหลังอาณาจักรสุโขทัยผนวกอาณาจักรปัตตานี[10] ใน ค.ศ. 1816 ประเทศสยามแบ่งรัฐสุลต่านปัตตานีออกเป็น 7 จังหวัดตามนโยบายแบ่งแยกและปกครอง ถึงแม้ว่าจะมีกบฎอยู่บ้าง โดยทั่วไปนโยบายนี้ทำให้บ้านเมืองสงบสุขจนถึงต้นคริสต์ศตรรษที่ 20 ใน ค.ศ. 1901 กระทรวงมหาดไทยของสยามได้รวม 7 จังหวัดไปเป็นมณฑลปัตตานี ซึ่งทำให้เหลือ 4 จังหวัด ดังนี้: ปาตานี, บังนารา, สายบุรี และยะลา รัฐเกอดะฮ์ถูกยกไปให้อังกฤษตามสนธิสัญญาอังกฤษ–สยาม พ.ศ. 2452 ซึ่งทำให้อำเภอที่เคยอยู่ในรัฐเกอดะฮ์บางส่วนกลายเป็นจังหวัดสตูล[11] มุสลิมเชื้อสายมลายูในสตูลไม่ค่อยมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรสตูลต่อสยาม เมื่อเทียบกับการแบ่งแยกในรัฐสุลต่านปาตานีอย่างรุนแรง สังคมมลายูที่มีความโน้มเอียงสนับสนุนไทยสามารถพบได้ในจังหวัดภูเก็ต, ระนอง และกรุงเทพ[12][13]

ประเพณีการแห่นก เป็นผสมผสานศิลปะระหว่าง ชวา อินเดีย และไทย เป็นการแสดงการคารวะหรือจงรักภักดีแก่ผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือมาเยือน ปัจจุบันหาดูยาก เนื่องจากขัดหลักศาสนาอิสลาม

ความเป็นมลายู นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญได้แก่ ภาษามลายู ศาสนาอิสลาม และวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พูดภาษามลายูได้ เลือกวิถีวัฒนธรรมมลายู โดยเฉพาะต้องนับถือศาสนาอิสลามถือว่าเป็นชาวมลายู ถ้าสักแต่พูดภาษามลายู มีชีวิตในวิถีวัฒนธรรมมลายู แต่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ก็ไม่ถือว่าเป็นมลายู

อย่างไรก็ตามศาสนาอิสลามจะเกาะเกี่ยวกับความเป็นมลายูตลอด เมื่อใครเข้ารับศาสนาอิสลามหรือเข้าอิสลามก็จะเรียกว่าเข้ามลายู (มาโซะ มลายู หรือมะโซะยาวี) หรือ เป็นมลายูซึ่งประเด็นนี้น่าสนใจเพราะเขาจะเรียกว่า"เข้าไทย"(มาโซะ ซีแย) เมื่อมีใครเปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธในทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกันชีวิตวัฒนธรรม โดยเฉพาะภาษามลายูก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถึงกับมีคำกล่าวว่า “ฮีลัง บาฮาซา ฮีลัง บังซา” แปลเป็นไทยได้ว่า “ถ้าภาษา (มลายู) หาย ชาติ (หรือความเป็นมลายู) ก็จะหายด้วย” ดังนั้นเขาจึงต้องต่อสู้เพื่อปกป้องชาติหรือความเป็นมลายูของตัวเองไม่ให้สูญสลายหายไป รวมทั้งพยายามยืนหยัดที่จะใช้ภาษามลายูสืบไป

ชาวไทยเชื้อสายมลายูหลายคน ยังแต่งกายแบบมลายูให้เห็นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคใต้ ผู้ชายยังแต่งกายด้วยการนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะ โพกศีรษะเหมือนชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันวัฒนธรรมการแต่งกายของมาเลเซียก็เข้ามา ทำให้ชาวมลายูแต่งตัวให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นมลายู และอิสลามอยู่อย่างมั่นคง

ภาษา[แก้]

ชาวมลายูในประเทศไทยส่วนใหญ่พูดภาษามลายูปัตตานี (บาซอยาวี/ตานี) อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าชาวไทยเชื้อสายมลายูทุกคนสามารถพูดภาษามลายูปัตตานีได้ เพราะชาวไทยเชื้อสายมลายูบางส่วนในจังหวัดสตูลและบริเวณใกล้เคียงพูดภาษามลายูสตูล ในขณะที่ชาวมลายูในกรุงเทพได้พัฒนาสำเนียงของตนเองไปเป็นภาษามลายูบางกอก ชาวกรุงเทพ สตูล และปัตตานีมีความใกล้ชิดกันและมีคำศัพท์ใกล้เคียงกัน แต่ไม่สามารถเข้าใจในบางคำ

กลุ่มเชื้อชาติมลายูส่วนใหญ่ในจังหวัดสตูล (และเป็นชนกลุ่มน้อยในจังหวัดพัทลุง[14][ต้องการตรวจสอบความถูกต้อง][15][ต้องการอ้างอิงเต็มรูปแบบ][16] ตรัง, กระบี่, พังงา และสงขลา เช่นเดียวกันกับรัฐในประเทศมาเลเซีย เช่นรัฐเกอดะฮ์, รัฐเปรัก และรัฐปะลิส) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่าง ซึ่งโดยทั่วไปนับถือศาสนาอิสลาม แต่มีความเป็นไทย (กับอิทธิพลมลายูบางส่วน) และพูดภาษาไทยถิ่นใต้ที่มีคำยืมภาษามลายูบางส่วน[17]

ระบบการเขียน[แก้]

นับตั้งแต่ศาสนาอิสลามเริ่มเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวมลายูใช้อักษรอาหรับดัดแปลงที่มีชื่อว่าอักษรยาวี ไม่เหมือนกับส่วนอื่นในโลกมลายู เช่นมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่มีผู้ใช้อักษรนี้ลดลงและใช้อักษรลาตินมากขึ้น ชาวมลายูในประเทศไทยยังคงใช้อักษรยาวีอยู่ต่อไป

ศาสนา[แก้]

ชาวไทยเชื้อสายมลายูใน ค.ศ. 2011

ประชากรไทยเชื้อสายมลายูส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมมัซฮับชาฟิอี โดยมีศาสนาอิสลามเป็นองค์ประกอบสำคัญในอัตลักษณ์ความเป็นไทยเชื้อสายมลายู ใครก็ตามที่ออกจากศาสนานี้ โดยเฉพาะศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจะถูกถือว่าเป็นชาวไทยทันที แม้ว่าตนจะมีเชื้อสายมลายูก็ตาม

ชาวไทยเชื้อสายมลายูที่มีชื่อเสียง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Le Roux (1998), p. 245
  2. "Thailand: Ethnicity, Regionalism, and Language". lcweb2.loc.gov.
  3. (in en) International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination; Reports submitted by States parties under article 9 of the Convention: Thailand (รายงาน). United Nations Committee on the Elimination of Racial Discrimination. 28 July 2011. pp. 3, 5 & 95. CERD/C/THA/1-3. Archived from the original on 2016-10-09. https://web.archive.org/web/20161009184727/http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_1/HRC/CERD%201_3.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 8 October 2016. 
  4. แผนแม่บท การพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย(พ.ศ. 2558–2560) (PDF). Bangkok: Ministry of Social Development and Human Security. 2015. pp. 1 & 29. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 2021-03-12. สืบค้นเมื่อ 2021-08-28.
  5. Institute of South East Asian Studies. The South East Asian Review, 1976. The Institute of South East Asian Studies. p. 167.
  6. "phuket1.xls". National Statistical Office (Thailand).
  7. "Descendants of the White-Blooded Lady". Phuket Heritage. Lestari Heritage Network. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-06-16.
  8. "ranong1.xls". National Statistical Office (Thailand).
  9. Mohamed Taher. Encyclopaedic Survey of Islamic Culture. New Delhi: Anmol Publications. pp. 228–229. ISBN 81-261-0403-1.
  10. Carpenter, William M.; Wiencek, David G., บ.ก. (1996). Asian Security Handbook: An Assessment of Political-Security Issues in the Asia-Pacific Region. Armonk: M. E. Sharpe. pp. 240–6. ISBN 1-56324-813-1.
  11. Che Man (1990)
  12. Fraser, Thomas M. (1960). Rusembilan: A Malay Fishing Village in Southern Thailand. Cornell Studies in Anthropology, I. Ithaca: Cornell University Press. p. 88.
  13. Yegar (2002), pp. 79–80
  14. "Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain & Ireland". 16. 1834: 167. Cite journal requires |journal= (help)
  15. Institute of South East Asian Studies (1976). The South East Asian Review. The Institute of South East Asian Studies. p. 15.
  16. Annandale, Nelson; Robinson, Herbert C. (1903). Fasciculi Malayenses: Anthropological and Zoological Results. New York: Longmans, Green & Co. for The University Press of Liverpool. p. 30.
  17. Kobkua Suwannathat-Pian (2000). "The Historical Development of Thai-Speaking Muslim Communities in Southern Thailand and Northern Malaysia". ใน Turton, Andrew (บ.ก.). Civility and Savagery: Social Identity in Tai States. Surrey: Curzon Press. pp. 162–175. ISBN 0-7007-1173-2.

อ่านเพิ่ม[แก้]