สุลต่านสุลัยมาน ชาห์
บทความนี้อาจต้องเขียนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพของวิกิพีเดีย หรือกำลังดำเนินการอยู่ คุณช่วยเราได้ หน้าอภิปรายอาจมีข้อเสนอแนะ |
| สุลต่านสุลัยมาน ชาห์ | |
|---|---|
| พระเจ้าเมืองสงขลา | |
| ครองราชย์ | พ.ศ. 2173 - 2211 |
| ก่อนหน้า | ปราบดาภิเษก |
| ถัดไป | สุลต่านมุสตอฟา ชาห์ |
| ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา | |
| ดำรงตำแหน่ง | พ.ศ. 2163 – 2173 |
| รัชสมัย | สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระเชษฐาธิราช สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ |
| ก่อนหน้า | โมกอล |
| ถัดไป | พระสงขลา |
| สวรรคต | พ.ศ. 2221 ซิงกอรา รัฐสุลต่านซิงกอรา |
| ฝังพระบรมศพ | สุสานสุลต่านสุลัยมาน ชาห์ |
| พระมเหสี | สุหรี |
| พระราชบุตร | พระยาพิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม พระยาราชวังสัน พระยาพัทลุง (ฮุเซน) |
| ราชวงศ์ | ชาห์ |
| พระราชบิดา | โมกอล |
| ศาสนา | ชีอะฮ์ |
สุลต่านสุลัยมาน ชาห์ (سلطان سليمان شاه) เป็นสุลต่านแห่งเมืองสงขลาองค์ที่ 1 เสด็จพระราชสมภพที่เมืองสาเลห์ เกาะชวา ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักอยุธยาเป็นข้าหลวงผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา พ.ศ. 2163 (ต่อจากพระบิดาคือดาโต๊ะโมกอล) ต่อมาได้สถาปนาพระองค์เองเป็นพระเจ้าเมืองสงขลา ครองรัฐสุลต่านซิงกอรา หลังเจ้าพระยากลาโหมทำการปราบดาภิเษกเป็น พระเจ้าปราสาททองในกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2173 เสด็จสวรรคต พ.ศ. 2211 พระบรมศพยังคงฝังอยู่ที่สุสานที่เขาแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา มาจนถึงปัจจุบันนี้
ประวัติ
[แก้]สุลต่านสุลัยมาน ชาห์ เป็นบุตรชายคนโตของดาโต๊ะโมกอล ซึ่งอพยพครอบครัวจากเมืองสาเลห์ (ชวาภาคกลาง)[1] [2] โดยทางเรือมาตั้งหมู่บ้านที่ตำบลหัวเขาแดง ริมทะเลปากอ่าวสงขลา ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ในประมาณปี พ.ศ. 2145 สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นข้าหลวงผู้สำเร็จราชการนครสงขลา และดำรงตำแหน่งนี้จนถึงปี พ.ศ. 2163 จึงถึงแก่อสัญกรรม สุลัยมานจึงขึ้นครองนครสงขลาแทนบิดาในปี พ.ศ. 2163 ในฐานะผู้สำเร็จราชการนครสงขลาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2173 เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ปราบดาภิเษกเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง" (ครองราชย์ พ.ศ. 2173-2199) สุลัยมานเห็นว่ามิใช่เป็นการสืบราชสันตติวงศ์ตามกฏมณเฑียรบาล จึงประกาศแข็งเมืองไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา และได้ประกาศเป็นรัฐอิสระตั้งแต่ปี พ.ศ. 2173 [3]
ครั้นต่อมาในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 2199-2231) ในปี พ.ศ. 2223 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยารามเดโช (ชู) เป็นแม่ทัพยกทัพหลวงไปร่วมกับทัพหัวเมืองภาคใต้ มีกองอาสาสมัครโปรตุเกตและดัชท์ร่วมด้วย ยกไปปราบรัฐสุลต่านสงขลาจนได้รับชัยชนะ (ขณะนั้นมุสตอฟาพระราชโอรสพระองค์โตของสุลต่านสุลัยมานเป็นสุลต่านเมืองสงขลาอยู่ เนื่องจากสุลัยมานสวรรคตไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2211) ในครั้งนั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สลายเมืองสงขลาเสียแล้วให้มุสตอฟาย้ายไปอยู่ที่เมืองไชยา อันเป็นหัวเมืองตรีอยู่ทางเหนือของนครศรีธรรมราช ส่วนฮะซันและฮูเซ็นให้อพยพเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา [4]
ฮะซันนั้นได้เข้ามารับราชการอยู่ในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในภายหลังต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา พระยารามเดโช (ชู) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นกบฏ พระยาราชวังสัน (มะหมุด) ซึ่งเป็นบุตรชายคงจะอยู่ไม่ได้หรืออาจเกิดเหตุการณ์ใดกับท่าน สมเด็จพระเพทราชาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฮะซันดำรงตำแหน่งพระยาราชวังสันแทน พระยาราชวังสัน (ฮะซัน) มีบุตรชื่อ ขุนลักษมณา (บุญยัง) ซึ่งต่อมาเป็นบิดาของเจ้าพระยาจักรี (หมุด)
สายสกุลสุลต่านสุลัยมาน (ชาห์) ผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์พระยาราชวังสัน
[แก้]ตำแหน่งจางวางอาสาจามเดิม ตั้งแต่มีปรากฏในพงศาวดารตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยานั้น ผู้ที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวังสันหรือพระยาราชวังสันล้วนแล้วแต่เป็นมุสลิมชนชาติจาม จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระเพทราชาเมื่อพระยารามเดโช (ชู) เชื้อสายจามแข็งเมือง และบุตรชายคือพระยาราชวังสัน (มะหมุด) ซึ่งเป็นจางวางอาสาจามขณะนั้นคงจะอยู่รับราชการไม่ได้ ตำแหน่งจางวางอาสาจามจึงว่างลง สมเด็จพระเพทราชาจึงทรงแต่งตั้งท่านฮะซัน (บุตรสุลต่านสุลัยมาน ชาห์) เป็นพระยาราชวังสันแทน คงเนื่องจากเห็นว่ามีความชำนาญเรื่องการเดินเรือและเป็นมุสลิมเช่นเดียวกับทหารในกองอาสาจาม
สายสกุลของสุลต่านสุลัยมาน ชาห์จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชวังสันจางวางอาสาจามตั้งแต่นั้นมา และแม้ว่าพระยาราชวังสัน (ฮะซัน) จะต้องโทษถูกประหารชีวิตในครั้งศึกนครศรีธรรมราชก็ตาม แต่ต่อมาในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ (ครองราชย์ 2251-2275) ตะตาซึ่งเป็นบุตรของพระยาแก้วโกรพพิชัย พระยาแก้วโกรพพิชัยท่านนี้คือฮูเซน บุตรสุลต่านสุลัยมาน ชาห์และเป็นพี่ชายของฮะซัน [5] ก็ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระยาราชวังสัน [6] และต่อมาเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้พระยาราชวังสัน (ตะตา) เป็น พระยาแก้วโกรพพิชัยแทนบิดา ก็โปรดแต่งตั้งให้น้องชายของตะตาเป็นพระยาราชวังสันแทน ตำแหน่งพระยาราชวังสันได้รับการสืบทอดในสายสกุลสุลต่านสุลัยมานจนสิ้นกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ไม่มีปรากฏว่ามีตำแหน่งพระยาราชวังสัน แต่หากมีการใช้ทัพเรือเป็นทัพหลวงเมื่อใดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดแต่งตั้งให้เจ้าพระยาจักรี (หมุด) เป็นแม่ทัพเรือทุกครั้งจนกระทั่งเจ้าพระยาจักรี (หมุด) ถึงแก่อสัญกรรม
เมื่อสิ้นกรุงธนบุรี จึงเริ่มปรากฏตำแหน่งพระยาราชวังสันอีกครั้ง โดยในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีพระยาราชวังสัน (หวัง) และต่อมา พระยาราชวังสัน (แม้น) พระยาราชวังสัน (ฉิม) พระยาราชวังสัน (นก)และพระยาราชวังสัน (บัว) ซึ่งเป็นพระยาราชวังสันท่านสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่งจางวางอาสาจาม ซึ่งทุกท่านล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุลัยมานชาห์ทั้งสิ้น
บรรดาโอรสของสุลต่านสุลัยมานชาห์ คือ มุสตอฟา ฮะซัน และฮุเซน ถูกจับขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา ต่อมาพวกเขาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจนได้รับศักดินาสูงส่ง มุสตอฟา ได้เป็น "พระยาไชยา" ฮะซันได้เป็น "พระยาราชวังสัน" และฮุเซนได้เป็น "พระยาพัทลุง"คนที่ 3
พระราชพงศาวดารเมืองพัทลุงกล่าวถึงประวัติสุลต่านสุลัยมานไว้ว่า พระยาพัทลุง (ขุน) กับพระยาสมุทรบุรานุรักษ์ (หวัง) ได้เล่ามาแล้วว่า ทั้งสองท่านนี้ สืบสายสกุลลงมาจากสุลต่านสุลัยมานซึ่งอพยพเข้ามายึดชัยภูมิตั้งบ้านเมืองที่ตำบลหัวเขาแดงตั้งแต่รัชสมัย สมเด็จพระเอกาทศรถ พ.ศ. 2148 โน้น
จริง ๆ แล้วผู้นำที่นำพวกพ้องชาวชวาเมืองสาเลห์ หรือสเลมานอพยพลงเรือมาอยู่ที่หัวเขาแดงนั้น คือพระบิดาของสุลต่านสุลัยมาน ชื่อ “ดะโต๊ะ โมกอล” ส่วนสุลต่านสุลัยมานเองขณะนั้นยังเด็กอายุประมาณ 10 ขวบ สาเหตุที่ต้องอพยพมาก็เพื่อหนีจากนักล่าอาณานิคมชาวฮอลันดา ซึ่งกำลังเพิ่งจะเริ่มขยายอำนาจเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชุมชนของท่านสุลต่านได้พยายามต่อต้านอำนาจของชาวฮอลันดาที่รุกรานเข้ามาครอบครองแล้วพ่ายแพ้
สมัยนั้นเมืองพัทลุงมีแล้ว แต่เมืองขณะนั้นตั้งอยู่ที่เมืองสทิงพระ (สมัยโบราณเป็นเมืองเก่าเรียกว่า"สตรึงเพรียะ" ตั้งแต่อาณาจักรศรีวิชัย ชื่อเสียงจึงฟังเป็นเขมร)
ก่อนดะโต๊ะ โกมอล นำครอบครัวพวกพ้องบริวารมาขึ้นที่ชายหาดหัวเขาแดง เป็นเวลาที่กำลังมีพวกโจรสลัดเข้าปล้นเมืองพัทลุง โดยที่เจ้าเมืองไม่อาจต่อสู้ได้ พวกโจรสลัดกระทำย่ำยีโหดเหี้ยม เจ้าเมืองเกรงพระราชอาญาจึงชิงฆ่าตัวตาย ส่วนกรมการเมืองทั้งหมดลงพระราชอาญาจำตรวนคุมตัวเข้ากรุงศรีอยุธยาหมด
อีก 4-5 ปีต่อมา เมืองพัทลุงก็โดนโจรสลัดปล้นอีก คราวนี้เป็นพวกโจรสลัดปลายแหลมมลายู เจ้าเมืองพัทลุงอ่อนแออีกปล่อยให้พวกโจรสลัดกระทำย่ำยีชาวบ้านชาวเมือง จนพวกราษฎรพากันหวาดกลัวไปทั่ว
เมื่อพวก ดะโต๊ะ โกมอล พระบิดาของสุลต่านสุลัยมานยกกองเรืออพยพเข้ามาอยู่หัวเขาแดงเป็นการใหญ่ พวกชาวบ้านชาวเมืองจึงกลัวกันมาก ทว่า เมื่อเห็นว่าพวกนี้เข้ามาสร้างเพิงสร้างที่พักอยู่กันอย่างสงบจึงค่อยหายกลัวและกลายเป็นมิตรกัน แม้จะนับถือกันคนละศาสนา
เรื่องนี้ มีผู้ที่ไม่ทราบจริง เข้าใจว่า ดะโต๊ะ โมกอล ตลอดจนสุลต่านสุลัยมานผู้ลูกชายเป็นโจรสลัดเข้ามาปล้นและครองเมืองพัทลุงในที่สุด ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงเป็นดังที่เล่าโดยนำมาจากประวัติเมืองพัทลุง และประวัติของสุลต่านสุลัยมานอันเป็นเอกสารเก่าๆ บ้าง ตำนานบ้างประกอบกันหลายเล่มหลายเรื่อง
ทีนี้เล่าต่อไปว่า เพราะเหตุใดสุลัยมานจึงเป็น ‘สุลต่าน’ ( ‘สุลต่าน’ หมายถึงเจ้าหรือกษัตริย์ครองบ้านเมืองแว่นแคว้น ส่วน ‘กาหลิบ’ มีฐานะสูงส่งกว่า เป็นตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์เป็นใหญ่ที่สุดของศาสนาด้วยเป็นกษัตริย์ด้วย)
คือต่อมาเมื่อทางกรุงศรีอยุธยา เห็นว่า บรรดาพวกชวาที่อพยพมานั้น รักสงบ และเข้มแข็ง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พระราชโอรสในสมเด็จพระเอกาทศรถ) จึงทรงตั้งให้ ดะโต๊ะ โมกอล เป็นข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง หรือเจ้าเมืองพัทลุงนั่นเอง แต่เรียกกันตามแบบแผนการปกครองในสมัยนั้น ทว่าบทความนี้มิใช่วิชาการจึงขอผ่านไป
เมื่อ ดะโต๊ะ โมกอล ถึงแก่อสัญกรรม (พ.ศ. 2163) ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม กรุงศรีอยุธยาจึงให้ สุลัยมานบุตรชายคนโตของดะโต๊ะฯ เป็นข้าหลวงใหญ่ พัทลุงสืบต่อสุลัยมานได้ให้ฟารีซี น้องชายคนรองเป็นปลัดเมือง
สุลัยมานเป็นข้าหลวงใหญ่ เมืองพัทลุงได้ประมาณสิบปี ระหว่างนี้ก็ได้พัฒนาเมืองหัวเขาแดงให้เจริญเป็นเมืองท่าสำคัญ
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมครองกรุงศรีอยุธยาอยู่ 10 ปี ก็สวรรคต ระหว่างนี้กรุงศรีอยุธยาเกิดเหตุการณ์ยุ่งเหยิงด้วยเรื่องแย่งชิงราชสมบัติ พระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรมยังเล็กๆ สององค์ขึ้นครองราชย์ต่อองค์ใหญ่ ครองอยู่ 1 ปี 7 เดือน องค์เล็กครองอยู่ 6 เดือน ก็โดนเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ จับประหาร แล้วขึ้นครองราชย์เอง ทรงนามว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ชาวต่างชาติทั้งหลาย รวมทั้งหัวเมืองปักษ์ใต้ (หรือปากใต้) พากันแข็งเมือง เพราะเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินโหดร้ายปราศจากศีลธรรม ชาวต่างชาตินั้นก็มี ยามาดะ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยพระเจ้าทรงธรรมได้เป็นออกญาเสนาภิมุข รวมทั้งสุลัยมานข้าหลวงใหญ่เมืองพัทลุง ในที่นี้น่าตั้งข้อสังเกตว่า พระเจ้าทรงธรรมนั้นคงจะ ‘ทรงธรรม’ จริงๆ ตลอดเวลาที่ขึ้นครองราชย์ 26 ปี เพราะดูจะมีคนรักภักดี และซื่อสัตย์ด้วยกันมาก ทั้ง ๆ ที่ตามพระราชประวัติเคยบวชเป็นพระพิมลธรรมแล้วกบฏจับพระเจ้าศรีเสาวภาคย์ พระราชโอรสพระเอกาทศรถ ประหารเสีย เมื่อครองราชย์ได้เพียง 1 ปี 2 เดือนเท่านั้น
กลับมาที่สุลัยมานประกาศแข็งเมืองต่อพระเจ้าปราสาททอง และไม่ขึ้นต่อนครศรีธรรมราชเมืองเอกต่อไป สถาปนาเมืองพัทลุงเป็นรัฐสุลต่านดังนั้น ผู้คนจึงเรียกสุลัยมานว่า สุลต่านสุลัยมาน เพราะปกครองรัฐอยู่ถึง 26 ปี ตลอดระยะเวลาที่พระเจ้าปราสาททองครองราชย์อยู่ โดยทางกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าปราสาททอง ส่งกองทัพมาปราบหลายครั้งก็สู้ไม่ได้พ่ายแพ้ไปทุกครั้ง สุลต่านสุลัยมานได้ให้พระอนุชา คือฟาราซี ปลัดเมืองพัทลุง ไปสร้างเมืองใหม่ที่เขาไชยบุรี (พัทลุงปัจจุบันนี้) ส่วนรัฐสุลต่านละความสำคัญจากเมืองพัทลุงท่าที่สทิงพระ มาปักหลักอยู่หัวเขาแดง ครอบครองไปถึงเมืองเก่าสิงขรา หรือสิงขรานัครัม (คือสงขลา) รวมเป็นรัฐสุลต่านด้วยสุลต่านสุลัยมาน ครองรัฐอยู่จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชโอรสในพระเจ้าปราสาททอง พระโอรสองค์ใหญ่ของสุลต่าน คือ มุสตาฟา ได้เป็นสุลต่านต่อมาจนถึง พ.ศ. 2223 ปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อนเสด็จสวรรคตเพียงปีเดียว รัฐสุลต่านจึงยอมแพ้ (ว่ากันว่าเพราะกลอุบายของพระยารามเดโช เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ หรือสุนี เช่นเดียวกับพวกสุลต่านสุลัยมานซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงส่งมาครองนครศรีธรรมราชเพื่อปราบรัฐสุลต่านเมืองพัทลุง หัวเขาแดงที่มีป้อมแข็งแรงถูกทำลายไปมาก เมืองพัทลุงจึงย้ายไปตั้งที่เขาไชยบุรี ซึ่งฟาราซีหรือเพราซี พระอนุชาสุลต่านสุลัยมานไปสร้างไว้ตามคำสั่งของสุลต่านสุลัยมาน สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงโปรดให้ฟาราซี ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุงต่อไป ฟาราซี ถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ. 2225 ปีเดียวกับสมเด็จพระนารายณ์ฯ สวรรคต ต่อจากนั้นหากมีเชื้อสายสุลต่านสุลัยมาน รับราชการเป็นผู้ใหญ่พอที่จะดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่หรือเจ้าเมืองได้ ก็มักจะโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนี้เห็นได้ว่า ตั้งแต่เมืองพัทลุงตั้งที่เขาไชยบุรี ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง 8 คน มีเชื้อสายสุลต่านสุลัยมานถึง 4 คน จนถึง พ.ศ. 2310 เจ้าเมืองพัทลุงคนสุดท้ายก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก คือพระภักดีเสนา (แขก) เรียกกันว่า ‘แขก’ คงหมายถึงเชื้อสายสุลต่านสุลัยมานผู้เป็นแขกชวานั่นเอง
พระภักดีเสนา (แขก) เป็นเหลน (ปู่ทวด) ของสุลต่านสุลัยมาน เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระยาพัทลุง (ขุน หรือ ขุนคางเหล็ก) ได้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ตั้งแต่ พ.ศ. 2306-2310) เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าล้อม ถูกเรียกให้ไปรบพม่าป้องกันกรุง ถึงแก่ความตายในการรบ ส่วนพระยาพัทลุง (ขุน) เป็นบุตรชายของพระยาราชบังสัน (ตะตา) พระยาราชบังสัน (ตะตา) เป็นเจ้าเมืองพัทลุงคนที่ 7 พระยาราชบังสัน (ตะตา) เป็นบุตรชายของพระยาจักรีเจ้าเมืองพัทลุง (ดะโต๊ะ ฮูเซน) เจ้าเมืองพัทลุง คนที่ 3 ดะโต๊ะ ฮูเซน เป็นบุตรชายของสุลต่านสุลัยพระยาพัทลุง (ขุน) นั้น มีประวัติว่าเกิดและเติบโตในกรุงศรีอยุธยา จึงพูดภาษาปักษ์ใต้ไม่เป็น เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กเด็กชาในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่ออายุ 14 ปี ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกได้เข้าถวายตัวช่วยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นครั้งแรก ตามเสด็จลงไปปราบก๊กเจ้านครศรีธรรมราช พ.ศ. 2312 ขณะนั้นอายุ 35 ปี (เกิด พ.ศ. 2277) จึงได้เป็นพระยาภักดีนุชิตสิทธิสงคราม ผู้ช่วยราชการนครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2315 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดฯให้ไปเป็นเจ้าเมืองพัทลุง) ในราชทินนาม พระยาแก้วโกรพพิชัยฯ เช่นเดียวกับบิดา พระยาราชบังสัน (ตะตา) ซึ่งมีราชทินนามว่า พระยาแก้วโกรพพิชัยฯ เช่นกัน ทว่าสร้อยต่างกัน
ภายหลังกรุงศรีอยุธยาแตก พระยาพัทลุง (ขุน) กับพี่น้องญาติ ๆ ได้พากันอพยพมาอยู่หมู่บ้านบริเวณใกล้ๆ วัดหนัง (วัดราชสิทธาราม) ไม่ห่างไกลกันนักกับพวกญาติ ๆ เชื้อสายเดียวกัน ซึ่งตั้งเคหสถานอยู่ใกล้วัดหงส์รัตนาราม ในคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวง พระยาพัทลุง (ขุน) ได้คุณหญิงแป้น น้องร่วมบิดามารดากับท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) เป็นภรรยา สกุลแขกเชื้อสายสุลต่านสุลัยมาน สกุลมอญ สกุลไทยชาวสวนบางเชือกหนัง จึงพัวพันไปมาหาสู่สนิทคุ้นเคยกัน
ผู้สืบตระกูล พระยาพัทลุง (ขุน) ได้รับพระราชทานนามสกุลในรัชกาลที่ 6 ว่า ‘ณ พัทลุง’
ผังการสืบทอดตำแหน่งพระยาราชวังสันและพระยาพัทลุงในสายสกุลสุลต่านสุลัยมาน (ชาห์)
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ “พิทักษ์คุมพล”สาแหรก"สุลต่านสุลัยมาน" โดย เอกราช สุลัยมาน บิล ฮัจยียะมีน
- ↑ ประวัติตระกูลสุลต่านสุลัยมาน ร้อยโท สมบัติ เศวตครุฑมัต
- ↑ สายสกุล สุลต่าน สุลัยมาน พ.ศ. 2144-2531 กรุงเทพ: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ หน้า 13-14
- ↑ ประวัติศาสตร์ ตระกูล สุลต่าน สุลัยมาน กรุงเทพ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ หน้า 112-123
- ↑ ดูประวัติศาสตร์สายสกุลสุลต่านสุลัยมาน หน้า 122
- ↑ ประวัติศาสตร์สายสกุลสุลต่านสุลัยมาน หน้า 169