ข้ามไปเนื้อหา

เสด็จกอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เจ้ากอง)
พระชัยเชษฐาธิราชรามาธิบดี
( พระเสด็จกอน )
King_Srey_Chetha
พระบรมรูปพระเสด็จกอน
พระมหากษัตริย์กัมพูชา
(โดยปราบดาภิเษก)
ครองราชย์ค.ศ. 1512 – 1525
ก่อนหน้าพระศรีสุคนธบท
ถัดไปสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (พญาจันทน์)
ประสูติราว ค.ศ. 1483
ศรีสันธร ประเทศกัมพูชา
สวรรคตค.ศ. 1529 (พระชนมายุ 46 พรรษา)
ป่า Jerngkor จังหวัดตะโบงคมุม ประเทศกัมพูชา
ฝังพระศพอำเภอศรีสันธร
มเหสีเจีย เลง (Chea Leng)
พระราชบิดาพระพิชัยนาค
พระราชมารดานักพระมารดาบาล
ศาสนาพุทธเถรวาท
เดิมฮินดู

เจ้ากอง หรือ ขุนหลวงพระเสด็จกอน เดิมคือ ขุนหลวงกอง มีพระนามในภาษาเขมรว่า เสด็จกอน (เขมร: ស្ដេចកន) ยังมีอีกพระนามว่า ศรีเชษฐาที่ 2 (ព្រះស្រីជេដ្ឋាទី២, Srījeṭṭhādī) หรือ ศรีเชษฐาธิราชรามาธิบดี (ស្រីជេដ្ឋាធិរាជរាមាធិបតី, Srījeṭṭhādhirājarāmādhipatī) เป็นพระมหากษัตริย์กัมพูชาใน ค.ศ. 1512 – 1525 เสด็จกอนโค่นล้มกษัตริย์และพยายามสถาปนาราชวงศ์ใหม่ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับพระชนม์ชีพของพระองค์มากนัก เนื่องจากหลักฐานจากกัมพูชาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 มีอยู่น้อย แต่เสด็จกอนก็ยังคงเป็นบุคคลที่เป็นที่ถกเถียงในประวัติศาสตร์กัมพูชา[1] แม้ว่าพระองค์จะได้รับการยกย่องว่าเป็นทหารผู้กล้าหาญที่โค่นล้มกษัตริย์ผู้โหดร้าย แต่ก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงหนึ่งในสามผู้แย่งชิงบัลลังก์ของกัมพูชาเช่นกัน

ประวัติ

[แก้]

พระชนม์ชีพของเสด็จกอนได้รับการบันทึกในราชพงศาวดารกัมพูชาได้รับการอธิบายครั้งแรกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยนักชาติพันธุ์วิทยา อาเดมาร์ เลอแกลร์ เป็นภาษาฝรั่งเศส[2] ในขณะที่ ชุดเอกสารเกี่ยวกับชีวิตของวีรบุรุษเขมร ที่รวบรวมใน ค.ศ. 1959 โดย Ang Seng ให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความฝันที่สำคัญที่กำหนดชีวิตของพระองค์[3] เอกสารฉบับหลังนี้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับตำราเรียนประวัติศาสตร์เขมรระดับมัธยมปลายที่พิมพ์โดยกระทรวงศึกษาธิการและเยาวชนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา[4]

ปฐมวัย (ค.ศ. 1483–1508)

[แก้]

เกิดเป็นสามัญชนใน ค.ศ. 1483 เนียยกอนเป็นบุตรของพระพิชัยนาค กับนักพระมารดาบาล ภรรยาของท่าน กอนติดตามพี่สาวของตนคือนางเปียนเข้าสู่พระราชวังเมื่อนางกลายเป็นสนมของพระศรีสุคนธบท เมื่อกอนกลายเป็นคนโปรดของพระศรีสุคนธบท ก็สร้างความไม่พอใจแก่พระอนุชาต่างมารดาของพระศรีสุคนธบทคือพญายาต ผู้หวังจะได้ครองราชสมบัติต่อจากพระศรีสุคนธบท แต่ต้องหนีไปทางตะวันตกสู่อาณาจักรอยุธยาโดยความช่วยเหลือของแม่ทัพผู้หนึ่งชื่อตาเมือง (តាមឿង) ใน ค.ศ. 1508 พระศรีสุคนธบททรงพระสุบินอันเป็นลางร้ายว่ามีมังกรผู้ทรงพลังไล่พระองค์ออกจากราชอาณาจักรและหนีไปทางตะวันออกพร้อมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ส่วนอีกสำนวนหนึ่งเล่าว่าพระศรีสุคนธบททรงเห็นกอนมีมังกรสองตัวบินวนรอบพระเศียร เมื่อทรงปรึกษาโหราจารย์ พระศรีสุคนธบทก็ทรงทราบว่าพระองค์จะถูกเสด็จกอนผู้ยังหนุ่มโค่นล้ม เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น พระศรีสุคนธบทวางแผนสั่งให้เสด็จกอนไปซ่อมแหจับปลา แล้วจะโยนแหอีกผืนหนึ่งลงไปจมน้ำเสด็จกอนในแม่น้ำ แต่นางเปียน ที่ได้ยินแผนการนี้มาก่อนก็รีบไปบอกเสด็จกอนล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้เสด็จกอนจึงสามารถว่ายน้ำหนีไปได้ไกลและรอดชีวิตไปทางตะวันออก ขณะที่พระศรีสุคนธบททรงเข้าใจว่ากอนจมน้ำตายไปแล้ว

การขึ้นสู่อำนาจ (ค.ศ. 1508–1513)

[แก้]

ใน ค.ศ. 1508 กอนประกาศตนเป็นกษัตริย์ในพระนามรัชกาลว่าศรีเชษฐาธิราชรามาธิบดี โดยไม่เคยครอบครองเครื่องราชกกุธภัณฑ์หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ประจำแผ่นดินที่จำเป็นคือพระขรรค์ราช (ព្រះខ័នរាជ្យ) เลย พระองค์ตั้งเมืองหลวงที่สรลบพิไชยบันทายเปรยโนกอร์ ซึ่งภายหลังรู้จักกันในชื่อบันทายเปรยโนกอร์ ป้อมปราการแห่งเปรยโนกอร์ ปัจจุบันตั้งอยู่ในหมู่บ้านนครคนง ตำบลโดงเต็ยอำเภอพญาแกรก จังหวัดตะโบงคมุม ใน ค.ศ. 1512 เสด็จกอนนำการก่อกบฏต่อต้านพระศรีสุคนธบทจากเมืองหลวงใหม่ของตนที่ตูลบาสาณ (อำเภอศรีสันธร) และเข้ายึดครองหัวเมืองทางใต้และตะวันออกของกัมพูชา พระศรีสุคนธบทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหนีไปยังกำปงสวาย เสด็จกอนตั้งค่ายที่พนมสันตุก ขณะที่พระศรีสุคนธบทพยายามหนีไปยังโพธิสัตว์ แม่ทัพคนหนึ่งของเสด็จกอนชื่อ Meun Sorintkeo ตามจับพระองค์ได้ที่แม่น้ำสตึงแสนบริเวณเมืองกำปงธม (จังหวัดกำปงธมในปัจจุบัน) และปลงพระชนม์พระศรีสุคนธบท เมื่อได้ชัยชนะ เสด็จกอนบังคับให้กองทัพหลวงทั้งหมดภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพ Kaw สาบานตนภักดีต่อพระองค์[4]

การล่มสลายของผู้แย่งชิงราชบัลลังก์ (ค.ศ. 1514–1525)

[แก้]

การขยายอาณาเขตของเสด็จกอน

[แก้]

ใน ค.ศ. 1514 เสด็จกอน ซึ่งครองราชย์ในพระนามศรีเชษฐาธิราชรามาธิบดี ทรงขยายอาณาเขตไปทางเหนือจรดจำปาศักดิ์ ทางตะวันออกจรดอาณาจักรจาม ทางใต้จรดชายฝั่งทะเล และทางตะวันตกเผชิญหน้ากับอาณาจักรราชสีมา (រាជសីមា) พระเมตตาของพระองค์นำสันติสุขและความรุ่งเรืองกลับคืนสู่ราชอาณาจักร เนื่องจากทรงลดภาษีและอากรเพื่อเอาใจราษฎร

พระสุบินและฆลังเมือง

[แก้]

คืนหนึ่ง เสด็จกอนทรงพระสุบินว่าดวงจันทร์ขึ้นจากทิศตะวันตกจะทะลุทะลวงพระทัยของพระองค์ ซึ่งโหราจารย์ตีความว่าเป็นลางร้าย คือสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 มีพระนามว่า "จันท์" (ចន្ទ) แปลว่า "ดวงจันทร์" ในภาษาบาลี เนื่องจากประสูติในช่วงจันทรุปราคา จะเสด็จกลับจากอยุธยามาแก้แค้นพระองค์ ในความเป็นจริง หลังประทับอยู่ในราชสำนักอยุธยาแปดปีและทรงทราบข่าวการสวรรคตของพระศรีสุคนธบท สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 กับพญาอุง (ពញាអុង) ตัดสินพระทัยเสด็จกลับกัมพูชาเพื่อโค่นล้มผู้แย่งชิงราชบัลลังก์ สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงลวงกษัตริย์สยามให้เชื่อว่าพระองค์จะจับช้างเผือกในกัมพูชา เพื่อให้ได้กองทหารสยามสนับสนุนการเดินทัพครั้งนี้ด้วยทหาร 5,000 นาย ทหารช้าง 100 นาย เสบียงอาหาร และอาวุธ รวมถึงพระขรรค์ราช เมื่อกษัตริย์สยามทรงตระหนักถึงความมุ่งหมายที่แท้จริงของการเดินทัพ ในตอนแรกก็ทรงกังขาในความสำเร็จของแผนการนี้ จนกระทั่งทรงทราบว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงครอบครองพระขรรค์ราชอยู่แล้ว ใน ค.ศ. 1516 การเดินทัพจึงเริ่มขึ้น สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงรวบรวมทหารเพิ่มอีก 3,000 นายในพระตะบอง 8,000 นายในเสียมราฐ และอีก 3,000 นายในโพธิสัตว์ ภายใต้การนำของแม่ทัพตาเมือง

สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงแต่งตั้งตาเมือง หรือที่รู้จักกันในนามฆลังเมือง (ឃ្លាំង មឿង) ให้เป็นเจ้าเมืองโพธิสัตว์และให้นำทัพ กองทัพของเสด็จกอนเดินทัพจากลองแวกไปยังป้อมปราการโพธิสัตว์ที่สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงตั้งมั่นอยู่ การล้อมกินเวลานาน 12 เดือน ตามตำนานเล่าว่าแม่ทัพตาเมืองสละชีวิตตนเองเพื่อรวบรวมเหล่าทหารปีศาจจากนรกมาช่วยสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ในการรบกับกองทัพสยามที่มาช่วยเสด็จกอนผู้แย่งชิงราชบัลลังก์ นับแต่นั้นมา สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ก็ทรงได้เปรียบเหนือเสด็จกอนเสมอมา สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงยึดคืนภาคตะวันออกของกัมพูชาได้โดยง่าย

การยอมจำนนครั้งสุดท้ายและการสวรรคต

[แก้]

เหล่าทหารของเสด็จกอนยอมจำนนต่อสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ใน ค.ศ. 1516 สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์และฟื้นฟูราชวงศ์เขมรขึ้นใหม่พร้อมเครื่องราชกกุธภัณฑ์และความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงตั้งเมืองหลวงที่บันทายมีชัยและโพธิสัตว์ ใน ค.ศ. 1517 เสด็จกอนพยายามลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 แต่ไม่สำเร็จ ใน ค.ศ. 1525 หลังจากได้ปืนใหญ่มาแล้ว สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงมุ่งกวาดล้างเสด็จกอนและผู้สนับสนุนให้สิ้นซาก โดยแบ่งกำลังออกเป็นสามกลุ่มล้อมป้อมปราการศรีสอร์ชอร์ (อำเภอศรีสันธร) เป็นรูปสามเหลี่ยม แม้ผู้แย่งชิงราชบัลลังก์และแม่ทัพของเขาจะหนีไปยังเมืองใกล้เคียงได้ แต่สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ก็ทรงล้อมจับได้ และหลังการล้อมนาน 3 เดือน สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงสังหารแม่ทัพและตัดพระเศียรผู้แย่งชิงราชบัลลังก์ นับแต่วินาทีที่สิ้นพระชนม์ ศรีเชษฐาจึงเป็นที่รู้จักในนามเสด็จกอน

นโยบาย

[แก้]

นอกเหนือจากการปฏิรูปการคลังโดยลดภาษีแล้ว เสด็จกอนยังทรงนำเงินตราแห่งชาติสกุลแรกของราชอาณาจักรกัมพูชาเข้ามาใช้ คือ "สลึง" (ស្លឹង) ซึ่งมีรูปมังกรประทับอยู่ หรือกล่าวให้ถูกต้องกว่านั้นคือรูปหงส์ในตำนาน อันเป็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหม

มรดก

[แก้]

วรรณกรรม

[แก้]

นักประวัติศาสตร์เขมร ตูจ ฌวง (តូច ឈួង, Tauch Chhuong) ประพันธ์บทละครเรื่อง "เสด็จกอนผู้แย่งชิงราชบัลลังก์" ขึ้นใน ค.ศ. 1995 และจัดพิมพ์โดยสมาคมนักเขียนเขมรพลัดถิ่นซึ่งมีฆีง หุกฑีเป็นผู้นำ[5]

การเมือง

[แก้]

เสด็จกอนถูกมองว่าเป็น "ผู้มีบุญ" (អ្នកមានបុណ្យ) ในวัฒนธรรมเขมร และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีบารมี[6] เสด็จกอนได้รับความนิยมขึ้นใหม่อีกครั้งนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีฮุน เซนขึ้นสู่อำนาจ ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันหลายประการ ตั้งแต่กำเนิดจากชาวนา การเกิดในปีนักษัตรมังกร (นาค) ไปจนถึงการขึ้นสู่อำนาจ บางฝ่ายมองว่านี่เป็นกลยุทธ์ทางการเมือง

เรื่องเล่าเรื่องเสด็จกัน ถูกเข้าใจเป็นหลักว่าใช้เพื่อให้เหตุผลรองรับเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1997 และความตกต่ำทางการเมืองของนโรดม รณฤทธิ์ และในความหมายที่กว้างกว่านั้น มันยังบั่นทอนความชอบธรรมของบทบาทผู้นำระดับชาติของสมาชิกราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่ว่าสีหนุทรงเป็นบิดาแห่งการปรองดองแห่งชาติ

แอสตริด โนเรน-นิลส์สัน (Astrid Noren-Nilsson), Cambodia's Second Kingdom: Nation, Imagination, and Democracy[7]

ฮุน เซนสั่งให้จัดตั้งจังหวัดตะโบงคมุมขึ้นใหม่ ณ บริเวณที่เสด็จกอนเริ่มต้นการก่อกบฏ และยังเขียนคำนำให้แก่ชีวประวัติของเสด็จกอน ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ความลำเอียงของราชพงศาวดารกัมพูชาที่มีต่อกษัตริย์ผู้มีกำเนิดเป็นชาวนา ในคำนำที่เขียนให้แก่ชีวประวัติทางการโดยรส จันทราบุตร ฮุน เซนกล่าวอ้างว่า "เสด็จกอนควรได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษระดับโลกผู้ยิ่งใหญ่ที่ริเริ่มส่งเสริมและผลักดันแนวคิดเรื่องเสรีภาพและการต่อสู้ทางชนชั้นในหมู่ประชาชนเป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 16"[8]

เสด็จกอนเป็นพระมหากษัตริย์กัมพูชาพระองค์ที่ 39 และครองราชย์ราวหนึ่งทศวรรษก่อนพ่ายแพ้และถูกกล่าวขานเป็นตัวร้ายในพงศาวดารหลวง หนังสือของรส จันทราบุตร ท้าทายเรื่องเล่าดั้งเดิมโดยเสนอภาพเสด็จกอนในฐานะผู้นำที่ชาญฉลาด และคำนำของฮุน เซนยังบรรยายรัชสมัยของพระองค์ว่าเป็น "การปฏิวัติประชาธิปไตยของประชาชนครั้งแรก" ในประวัติศาสตร์กัมพูชา อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์ ธุน ธารา (ធុន ធារ៉ា, Thun Theara) ตั้งข้อสังเกตว่าผู้เขียนอ้างอิงพงศาวดารหลวงซึ่งเขียนขึ้นกว่า 400 ปีหลังเหตุการณ์จริงเป็นหลัก อันเป็นการตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากมี "ข้อมูลที่ถูกแต่งเสริมและปั้นแต่งขึ้น" ทว่าผลงานที่มีคุณค่าที่สุดของรส จันทราบุตร คือการวิจัยภาคสนามที่ค้นพบที่ตั้งเมืองหลวงของเสด็จกอน ซึ่งช่วยแก้ไของค์ความรู้เดิมของนักวิชาการฝรั่งเศสยุคอาณานิคม และยืนยันความสำคัญทาง "ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม" ของพื้นที่ทางตะวันออกของกัมพูชา[8]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Noren-Nilsson, Astrid (2018-08-06). Cambodia's Second Kingdom: Nation, Imagination, and Democracy (ภาษาอังกฤษ). Cornell University Press. น. 39. ISBN 978-1-5017-2594-4.
  2. Leclère, Adhémard (1910). "Le Sdech Kan". Bulletin de la Société des Études Indochinoises. 59: 15–55.
  3. Soth, Eng (1969). ឯកសារមហាបុរសខ្មែរ [Documents on the great Khmer heroes] (ภาษาเขมร). เล่มที่ 8–19. Paris: Association culturelle Pierres d'Angkor.
  4. 1 2 Malen, Dorn. "ប្រវត្ដវិទ្យា ថា្នក់ទី១១ | eLibrary of Cambodia" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2019-11-01.
  5. Hoc Dy, Khing (1996). "Review of Stec kan jraek rājy, Sdech Kan l'usurpateur". Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient. 83: 417. ISSN 0336-1519. JSTOR 43731433.
  6. Hoc Dy, Khing (2008). "Neak mean boun: "être-de-mérites" dans la culture et la littérature du Cambodge". Péninsule (ภาษาฝรั่งเศส). 56: 84.
  7. Noren-Nilsson, Astrid (2018-08-06). Cambodia's Second Kingdom: Nation, Imagination, and Democracy (ภาษาอังกฤษ). Cornell University Press. น. 45. ISBN 978-1-5017-2594-4.
  8. 1 2 Thun, Theara. "ព្រះស្តេចកន - Book review of Preah Sdach Kân, by Ros Chantrabot". Harvard-Yenching Institute (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-09-04.

บรรณานุกรม

[แก้]