ลัทธิคอมมิวนิสต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ปรัชญาคอมมิวนิสต์)

ในทางรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลัทธิคอมมิวนิสต์ (อังกฤษ: communism; communis แปลว่า "ร่วมกัน" หรือ "สากล")[1][2] คืออุดมการณ์และขบวนการทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการสถาปนาสังคมคอมมิวนิสต์ อันเป็นระเบียบทางสังคมบนพื้นฐานของความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Common ownership) ของปัจจัยการผลิต (Means of production) และปราศจากชนชั้นทางสังคม เงินตรา[3][4] และรัฐ[5][6]

ลัทธิคอมมิวนิสต์ปรากฏอยู่ในปรัชญาหรือแนวคิดหลากหลายทฤษฎีที่โดยรวม ๆ แล้วจะรวมถึงลัทธิมากซ์ อนาธิปไตย (ลัทธิอนาธิปไตยคอมมิวนิสต์) และอุดมการณ์ทางการเมืองอื่น ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับสองแนวคิดนี้ โดยที่ทั้งหมดนี้มีบทวิเคราะห์สรุปร่วมกันว่าระเบียบทางสังคมในปัจจุบันอันถือกำเนิดถึงจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ประกอบไปด้วยชนชั้นทางสังคมสองชนชั้นหลักคือ "ชนชั้นแรงงาน" ผู้ที่ต้องทำงานเพื่ออยู่รอดและถือเป็นกลุ่มคนส่วนมากในสังคม และ "ชนชั้นนายทุน" อันเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม ผู้ถือเอากำไรจากการจ้างวานชนชั้นแรงงานผ่านการครอบครองปัจจจัยการผลิตไว้เฉพาะส่วนตน ที่ซึ่งความขัดแย้งระหว่างสองชนชั้นนี้เองที่จะก่อให้เกิดการปฏิวัติ อันเป็นองค์ประกอบตั้งต้นที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกันของคนในสังคม (Social ownership)

ประวัติศาสตร์[แก้]

คอมมิวนิสต์ช่วงต้น[แก้]

จุดกำเนิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ยังคงเป็นที่ถกเถียง มีกลุ่มบุคคลและนักทฤษฎีในประวัติศาสตร์หลากหลายกลุ่มที่ถูกจัดว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่สำหรับนักปรัชญาชาวเยอรมัน คาร์ล มากซ์ ถือว่าจุดเริ่มต้นของลัทธิคอมมิวนิสต์คือสังคมมนุษย์ในสมัยโบราณที่ส่วนมากจะเป็นนักล่า-เก็บของป่าเรียกว่า "สังคมคอมมิวนิสต์โบราณ" (primitive communism) จนกระทั่งต่อมาเมื่อมนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะสร้างส่วนเกินทางเศรษฐกิจ (Economic surplus) ขึ้นมา จึงเกิดระบบความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ส่วนบุคลลขึ้น และไม่แบ่งปันทรัพย์สินหรือสิ่งของใด ๆ กับผู้อื่นให้ใช้เป็นส่วนรวมอีกต่อไป

อนุสาวรีย์ที่อุทิศแด่คาร์ล มากซ์ (ซ้าย) และฟรีดริช เองเงิลส์ (ขวา) ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ตามคำกล่าวของริชาร์ด ไปป์ แนวคิดเกี่ยวกับสังคมที่เท่าเทียมเสมอภาคและปราศจากชนชั้นถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในกรีซโบราณ[7] นอกจากนี้ยังมีขบวนการมัสดาก (Mazdak) ในเปอร์เซียในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ที่ถือว่า "มีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์" (communistic) เนื่องจากท้าทายต่ออภิสิทธิ์ที่มีอยู่อย่างมากมายของชนชั้นนำและนักบวช วิพากษ์วิจารณ์การถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคล และมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่เสมอภาคขึ้นมา[8][9]

บางช่วงในประวัติศาสตร์ยังปรากฏว่ามีสังคมคอมมิวนิสต์ขนาดเล็กอยู่อย่างหลากหลาย ซึ่งโดยทั่วไปมีแรงบันดาลใจมากจากคัมภีร์ทางศาสนา[10] เช่น คริสตจักรในสมัยกลางที่ปรากฏว่ามีอารามวาสีและกลุ่มก้อนทางศาสนาบางแห่งร่วมแบ่งปันที่ดินและทรัพย์สินในหมู่สมาชิกด้วยกันเอง (ดูเพิ่มที่ ลัทธิคอมมิวนิสต์ทางศาสนา และลัทธิคอมมิวนิสต์คริสเตียน)

แนวคิดคอมมิวนิสต์ยังสามารถสืบย้อนไปถึงชิ้นงานในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ ทอมัส มอร์ ซึ่งตำราของเขานามว่า ยูโทเปีย (ค.ศ. 1516) ได้ฉายภาพสังคมที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สิน และมีผู้ปกครองบริหารงานด้วยการใช้เหตุผล นอกจากนี้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในอังกฤษโดยกลุ่มพิวริตันทางศาสนานามว่า "ดิกเกอร์ส" (Diggers) ที่สนับสนุนให้ยกเลิกสิทธิครอบครองที่ดินส่วนบุคคลไป[11] ด้านนักทฤษฎีสังคมนิยม-ประชาธิปไตยชาวเยอรมัน เอดูอาร์ด แบร์นสไตน์ กล่าวในผลงานปี ค.ศ. 1895 ครอมเวลล์กับลัทธิคอมมิวนิสต์ (Cromwell and Communism)[12] ของเขาว่าในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษมีกลุ่มหลายกลุ่มโดยเฉพาะพวกดิกเกอร์สที่สนับสนุนอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เกี่ยวกับที่ดินอย่างชัดเจน แต่ทัศนคติของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ที่มีต่อกลุ่มคนเหล่านี้กลับถือว่าต่อต้านและไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างมากที่สุด[12] ทั้งนี้การวิพากษ์วิจารณ์สิทธิครอบครองทรัพย์สินส่วนบุคคลยังคงดำเนินเรื่อยไปจนถึงยุคเรืองปัญญาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผ่านนักคิดอย่าง ฌ็อง-ฌัก รูโซในฝรั่งเศส และต่อมาในช่วงที่วุ่นวายที่สุดของการปฏิวัติฝรั่งเศส ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ถือกำเนิดขึ้นในรูปแบบของลัทธิทางการเมือง[13]

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักปฏิรูปสังคมหลายคนได้ร่วมกันก่อตั้งชุมชนที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ไม่เหมือนกับสังคมคอมมิวนิสต์ยุคก่อน ๆ ตรงที่พวกเขาแทนที่การมุ่งเน้นไปในทางศาสนาด้วยรากฐานการใช้ตรรกะเหตุผลและการกุศลเป็นหลัก[14] โดยหนึ่งในผู้มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้คือ โรเบิร์ต โอเวน ผู้ก่อตั้งชมรมสหกรณ์ นิวฮาร์โมนี ในรัฐอินดีแอนา ในปี ค.ศ. 1825 และชาลส์ โฟเรียร์ ที่ผู้ติดตามของเขาก็ได้จัดตั้งชุมชนในบริเวณอื่น ๆ ของสหรัฐอเมริกา เช่น ฟาร์มบรุก (Brook Farm; ค.ศ. 1841 – 1847) ด้วยเช่นกัน[14] ซึ่งต่อมาในภายหลัง คาร์ล มากซ์ อธิบายนักปฏิรูปสังคมเหล่านี้ว่าเป็นพวก "นักสังคมนิยมแบบอุดมคติ" (utopian socialists) เพื่อให้ตรงกันข้ามกับ "ลัทธิสังคมนิยมแบบวิทยาศาสตร์" (scientific socialism) ของเขา (ซึ่งเป็นชื่อที่ฟรีดริช เองเงิลส์ เห็นพ้องด้วย) นอกจากนี้มากซ์ยังเรียก อ็องรี เดอ แซ็ง-ซีมง ว่าเป็น "นักสังคมนิยมแบบอุดมคติ" ด้วยเช่นกัน

ลัทธิคอมมิวนิสต์ในรูปแบบปัจจุบันเติบโตมาจากขบวนการสังคมนิยมในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยในช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม นักวิจารณ์ฝ่ายสังคมนิยมหลายคนกล่าวโทษระบบทุนนิยมว่าเป็นต้นเหตุความทุกข์ยากของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ที่ประกอบไปด้วยแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมเขตเมืองผู้ต้องทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่มักจะเป็นอันตรายอยู่บ่อยครั้ง โดยบุคคลสำคัญที่สุดในหมู่นักวิจารณ์นี้ก็คือคาร์ล มากซ์ และภาคีของเขาอย่าง ฟรีดริช เองเงิลส์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1848 มากซ์และเองเงิลส์ได้เสนอนิยามใหม่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ และทำให้นิยามดังกล่าวเป็นที่นิยมแพร่หลายด้วยจุลสารอันโด่งดังของพวกเขานามว่า แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์[14]

ลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่[แก้]

ประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลลัทธิมากซ์-เลนินในปัจจุบัน (สีแดง) และในอดีต (สีส้ม)

การปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 ในรัสเซีย ได้สร้างเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้พรรคบอลเชวิกของวลาดีมีร์ เลนิน ก้าวขึ้นสู่อำนาจและได้มาซึ่งการปกครองในระดับรัฐ ซึ่งนับเป็นพรรคคอมมิวนิสต์พรรคแรกในประวัติศาสตร์ที่มีฐานะเป็นรัฐบาลอย่างเปิดเผย การปฏิวัติดังกล่าวได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังสภาโซเวียตของชาวรัสเซียทั้งมวล (All-Russian Congress of Soviets)[15][16][17] ที่ซึ่งพรรคบอลเชวิกถือครองเสียงข้างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวยังได้สร้างข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติขนานใหญ่ในหมู่ขบวนการลัทธิมากซ์ เนื่องจากมากซ์ได้พยากรณ์ไว้ว่าระบอบสังคมนิยมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานการพัฒนาที่ก้าวหน้าที่สุดของระบบทุนนิยม แต่ในกรณีของรัสเซียระบอบสังคมนิยมกลับถูกสร้างขึ้นจากสังคมที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยชาวนาจำนวนมหาศาลที่ส่วนมากไม่รู้หนังสือ (อันเป็นชนส่วนมาก) และกลุ่มแรงงานส่วนน้อยในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม มากซ์กล่าวอย่างชัดเจนว่ารัสเซียอาจมีความสามารถมากพอที่จะก้าวข้ามขั้นโดยไม่ต้องใช้การปกครองด้วยชนชั้นกระฎุมพีไปได้เลย[18] ส่วนนักสังคมนิยมกลุ่มอื่น ๆ เชื่อว่าการปฏิวัติในรัสเซียครั้งดังกล่าวอาจเป็นตัวนำที่ชี้ชวนให้ชนชั้นแรงงานก่อการปฏิวัติในลักษณะเดียวในโลกตะวันตก

ด้านฝ่ายเมนเชวิก (Mensheviks) อันเป็นชนส่วนน้อยที่มีแนวคิดสังคมนิยมรุนแรงน้อยกว่า คัดค้านแผนการปฏิวัติสังคมนิยมก่อนที่ระบบทุนนิยมจะถูกพัฒนาจนสุดขั้นของพรรคบอลเชวิกของเลนิน (อันเป็นชนส่วนมาก) ทั้งนี้ความสำเร็จที่ส่งให้พรรคบอลเชวิกก้าวขึ้นสู่อำนาจมีพื้นฐานจากคำขวัญ เช่น "สันติภาพ ขนมปัง และที่ดิน" ซึ่งไปตรงใจกับความปรารถนาของสาธารณชนหมู่มากที่ต้องการให้รัสเซียยุติบทบาทในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และความต้องการของชาวนาที่อยากให้มีการปฏิรูปที่ดิน รวมถึงเสียงสนับสนุนส่วนมากให้มีสภาโซเวียต[19]

วลาดีมีร์ เลนิน หลังจากเดินทางกลับมาจากเปโตรกราด

สังคมนิยมสากลที่สอง (Second International) อันเป็นองค์การสังคมนิยมระหว่างประเทศถูกยุบในปี ค.ศ. 1916 จากความแตกแยกภายในซึ่งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตามประเทศต้นกำเนิด โดยพรรคสังคมนิยมสมาชิกในองค์การจากแต่ละประเทศไม่สามารถรักษาจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเอาไว้ได้ แต่กลับสนับสนุนบทบาทของรัฐบาลตามแนวทางของชาติตนแทน ด้วยเหตุนี้เลนินจึงก่อตั้ง สังคมนิยมสากลที่สาม (Third International) หรือ "โคมินเทิร์น" ในปี ค.ศ. 1919 และได้ส่งเงื่อนไขยี่สิบเอ็ดข้อ (Twenty-one Conditions) ซึ่งรวมเอาคติประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic socialism) ไว้ภายใน ให้แก่พรรคการเมืองสังคมนิยมในยุโรปที่ต้องการจะยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ ในฝรั่งเศสมีตัวอย่างให้เห็นคือสมาชิกส่วนมากที่เป็นพรรคแรงงานสากลสาขาฝรั่งเศสหรือ "แอสเอฟอิโอ" (French Section of the Workers' International; SFIO) แยกตัวออกมาในปี ค.ศ. 1921 เพื่อก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์สากลสาขาฝรั่งเศสหรือ "แอสเอฟอิเซ" (French Section of the Communist International; SFIC) ดังนั้นคำว่า "คอมมิวนิสซึม" หรือลัทธิคอมมิวนิสต์จึงถูกใช้หมายถึงวัตถุประสงค์ของพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นภายใต้โคมินเทิร์น โครงการของพวกเขาก็คือหลอมรวมแรงงานทั่วโลกเข้าเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันสำหรับการปฏิวัติ ซึ่งจะตามมาด้วยการสถาปนาระบอบการปกครองแบบเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ (dictatorship of the proletariat) เช่นเดียวกับการพัฒนาภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม

ในช่วงสงครามกลางเมืองรัสเซีย (ค.ศ. 1918 – 1922) พรรคบอลเชวิกได้ยึดเอาทรัพย์สินที่ใช้สำหรับการผลิตทั้งหมดและประกาศนโยบายที่ชื่อว่า สงครามลัทธิคอมมิวนิสต์ (war communism) ซึ่งยึดเอาบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมและทางรถไฟมาอยู่ใต้การควบคุมของรัฐอย่างเข้มงวด เก็บรวบรวมและปันสวนอาหาร และริเริ่มการจัดการอุตสาหกรรมแบบกระฎุมพี หลังจากริเริ่มนโยบายดังกล่าวไปได้ 3 ปี และเกิดเหตุการณ์กบฏโครนสตัดท์ขึ้นในปี ค.ศ. 1921 เลนินจึงได้ประกาศ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Policy; NEP) ในปีเดียวกัน เพื่อจำกัด "สถานที่และเวลาแก่ระบบทุนนิยม" นโยบายดังกล่าวยังคงอยู่ไปจนกระทั่งปี ค.ศ. 1928 เมื่อโจเซฟ สตาลิน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคและริเริ่ม แผนห้าปี (Five Year Plans) มาลบล้างนโยบายเก่าของเลนิน และหลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1922 พรรคบอลเชวิกได้สถาปนาสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (ยูเอสเอสอาร์) หรือเรียกโดยย่อว่า "สหภาพโซเวียต" ขึ้นมาจากจักรวรรดิรัสเซียในอดีต

ไปรษณียากรของสหภาพโซเวียตแสดงภาพการปล่อยดาวเทียมดวงแรกของโลก "สปุตนิก 1"

หลังจากรับเอาคติประชาธิปไตยรวมศูนย์มาแล้ว พรรคการเมืองแนวลัทธิเลนินก็หันมาจัดโครงสร้างองค์กรแบบลำดับขั้น (hierarchy) โดยมีสมาชิกระดับหน่วยย่อยเป็นฐานล่างสุด ถัดขึ้นมาถึงจะเป็นสมาชิกระดับอภิสิทธิ์ที่เรีกยว่า คาดส์ (cadres) ซึ่งจะได้รับแต่งตั้งจากบุคคลระดับสูงภายในพรรคเท่านั้น โดยจะต้องเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือและยึดมั่นในแนวทางของพรรคอย่างมากจึงจะได้รับแต่งตั้ง[20] ถัดมาเกิดการกวาดล้างครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1937 – 1938 ตามนโยบายของสตาลินที่ต้องการจะทำลายขั้วตรงข้ามที่อาจแข็งข้อภายในพรรคคอมมิวนิสต์ และในการพิจารณาคดีที่มอสโกได้กล่าวหาสมาชิกพรรคบอลเชวิกดั้งเดิมหลายคนที่มีบทบาทเด่นในช่วงการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 หรือในรัฐบาลของเลนินหลังจากนั้น เช่น คาเมนเนฟ, ซีโนวีฟ, รืยคอฟ และบูคาริน ว่าได้กระทำความผิด จึงตัดสินให้ลงโทษและนำไปประหารชีวิตในท้ายที่สุด[21]

สงครามเย็น[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามเย็น

สหภาพโซเวียตผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจจากบทบาทนำในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งยังมีอิทธิพลอย่างมากเหนือภูมิภาคยุโรปตะวันออกและบางส่วนของเอเชีย และหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง จักรวรรดิต่าง ๆ ในยุโรปและจักรวรรดิญี่ปุ่นก็แตกแยกออกเป็นส่วน ๆ บรรดาพรรคคอมมิวนิสต์หลายแห่งจึงใช้โอกาสนี้ในการสร้างบทบาทนำในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช

ต่อมาด้วยความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียต พรรคการเมืองแนวลัทธิมากซ์-เลนินที่ยึดถือสหภาพโซเวียตเป็นต้นแบบต่างพากันก้าวขึ้นสู่อำนาจในบัลแกเรีย เชโกสโลวาเกีย เยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ ฮังการี และโรมาเนีย นอกจากนี้ยังเกิดการตั้งรัฐบาลแนวลัทธิมากซ์-เลนินภายใต้การนำของนายพลตีโตในยูโกสลาเวียด้วยเช่นกัน แต่นโยบายความเป็นอิสระของตีโตทำให้ยูโกสลาเวียถูกขับออกจาก "โคมินเทิร์น" ซึ่งเป็นองค์การสืบทอดต่อจากโคมินฟอร์ม ดังนั้นยูโกสลาเวียจึงกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์อิสระที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตหรือเป็นประเทศใน "ลัทธิตีโต" เช่นเดียวกับแอลเบเนียก็เป็นรัฐอิสระในลัทธิมากซ์-เลนินอีกแห่งหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง[22]

เมื่อถึงปี ค.ศ. 1950 ฝ่ายนิยมลัทธิมากซ์-เลนินในจีนก็สามารถควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่ทั่วทุกแห่งหนได้สำเร็จ นอกจากนี้ในช่วงสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอีกหลายประเทศเพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจในประเทศของตน ซึ่งได้บทสรุปจากสงครามทั้งสองครั้งนั้นก็แตกต่างกันไป ไม่เพียงเท่านั้นยังพยายามรวมกลุ่มกับฝ่ายชาตินิยมและฝ่ายสังคมนิยมเพื่อต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยมของโลกตะวันตกในประเทศยากจนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ลัทธิคอมมิวนิสต์ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งและภัยคุกคามต่อลัทธิทุนนิยมในโลกตะวันตกตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20[23] ซึ่งสภาพการแข่งขันของทั้งสองค่ายนี้ถึงจุดสูงสุดในช่วงสงครามเย็น เมื่อสองชาติมหาอำนาจของโลกที่ยังคงเหลืออยู่อันได้แก่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ได้แบ่งขั้วทางการเมืองและผลักดันให้ประเทศอื่น ๆ ต้องเข้าร่วมกับค่ายใดค่ายหนึ่งเท่านั้น ชาติมหาอำนาจทั้งสองยังสนับสนุนให้เกิดการแผ่ขยายระบบการเมืองและเศรษฐกิจของตนไปสู่ประเทศอื่น ๆ อีกด้วย ส่งผลให้เกิดการขยายขนาดของกองทัพ การกักตุนอาวุธนิวเคลียร์ และการแข่งขันด้านสำรวจอวกาศ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (ราคาตลาด) ในปี ค.ศ. 1965 จากข้อมูลของเยอรมันตะวันตก (ค.ศ. 1971)
  > 5,000 มาร์ก
  2,500 – 5,000 มาร์ก
  1,000 – 2,500 มาร์ก
  500 – 1,000 มาร์ก
  250 – 500 มาร์ก
  < 250 มาร์ก

การล่มสลายของสหภาพโซเวียต[แก้]

ในปี ค.ศ. 1985 มิฮาอิล กอร์บาชอฟ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียตและผ่อนคลายระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ลง ซึ่งสอดคล้องกันกับนโบายกลัสนอสต์ (การเปิดกว้าง) และเปเรสตรอยคา (การปรับโครงสร้าง) สหภาพโซเวียตจึงไม่ได้เข้าแทรกแซงเหตุการณ์ที่โปแลนด์ เยอรมนีตะวันออก เชโกสโลวาเกีย บัลแกเรีย โรมาเนีย และฮังการี ล้มเลิกการปกครองตามแนวทางของลัทธิมากซ์-เลนินเมื่อถึงปี ค.ศ. 1990 และในปีถัดมาทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในที่สุด

ในปัจจุบันมีประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลลัทธิมากซ์-เลนินและใช้ระบบพรรคการเมืองเดี่ยวเหลือเพียง 4 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน คิวบา ลาว และเวียดนาม ส่วนเกาหลีเหนือไม่ได้ยึดถืออุดมการณ์ตามแบบฉบับลัทธิมากซ์-เลนินแล้ว หากแต่ยึดถืออุดมการณ์ตามหลัก "จูเช" ที่ฉายภาพว่าพัฒนามาจากลัทธิมากซ์-เลนินแทน ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์หรือพรรคการเมืองสืบทอดที่หลงเหลืออยู่ก็ยังคงมีบทบาททางการเมืองที่สำคัญในหลายประเทศ เช่น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งแอฟริกาใต้ที่เข้าร่วมเป็นพรรครัฐบาลภายใต้การนำของพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา, ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เป็นรัฐบาลปกครองใน 3 รัฐของอินเดียซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 115 ล้านคน, ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาเนปาล[24] และพรรคคอมมิวนิสต์บราซิลที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคแรงงานสังคมนิยมประชาธิปไตย

สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ปรับเปลี่ยนมุมมองที่ตกทอดมาจากลัทธิเหมาหลายด้าน เช่นเดียวกันกับลาว เวียดนาม และคิวบา (มีการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า) โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้ผ่อนคลายการควบคุมทางเศรษฐกิจลงเพื่อกระตุ้นการเติบโต ทั้งนี้รัฐบาลจีนภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง ได้เริ่มปฏิรูประบบเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 1978 ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาจีนสามารถลดระดับความยากจนลงจากร้อยละ 51 ในสมัยเหมา เจ๋อตุง มาเป็นเพียงร้อยละ 6 ในปี ค.ศ. 2001[25] ในขณะเดียวกันยังได้ริเริ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษไว้สำหรับกิจการที่อิงกับระบบตลาดเป็นหลัก โดยที่ไม่ต้องกังวลการควบคุมหรือการแทรกแซงจากรัฐบาลกลาง ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ประกาศตนว่ายึดถือในอุดมการณ์ลัทธิมากซ์-เลนิน เช่น เวียดนาม ก็พยายามริเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจให้อิงกับระบบตลาดด้วยเช่นกัน

อนึ่ง ตามคำกล่าวของลัทธิตรอตสกี (Trotskyism) ชนชั้นปกครองของสหภาพโซเวียตถือว่าเป็นเพียงชนชั้นของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ไม่ใช่ชนชั้นปกครองใหม่แม้ว่าจะครอบครองอำนาจทางการเมืองก็ตาม

คอมมิวนิสต์แบบลัทธิมากซ์[แก้]

ลัทธิมากซ์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ลัทธิมากซ์
คาร์ล มากซ์

มาร์กซ์และเองเกลส์พยายามหาแนวทางที่จะนำจุดจบมาสู่ระบบทุนนิยมและการกดขี่ผู้ใช้แรงงานเหมือนกับนักสังคมนิยมคนอื่นๆ แต่ในขณะที่นักสังคมนิยมคนอื่นหวังถึงการค่อยๆ ปฏิรูปสังคมในระยะยาว ทั้งมาร์กซ์และเองเกิลส์คิดว่ามีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นที่จะนำไปสู่ระบอบสังคมนิยมได้ นั่นคือการปฏิวัติ[26]

ตามที่ข้อสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์กล่าวไว้ว่า ลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสังคมชนชั้นคือความไม่สนใจซึ่งกันและกัน และยังกล่าวอีกว่าความคิดแบบคอมมิวนิสต์คือสิ่งที่มนุษย์ปรารถนา เพราะมันนำมาซึ่งความหยั่งรู้และการพบกับอิสรภาพแห่งมนุษย์อย่างแท้จริง มาร์กซ์ในที่นี้กล่าวตามนักปรัชญาชาวเยอรมัน จอร์จ วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกิล (G.W.F. Hegel) ที่กล่าวว่าอิสรภาพมิใช่เพียงแค่การมิให้อำนาจเข้ามาควบคุมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการกระทำที่มีสำนึกศีลธรรมอีกด้วยไม่เพียงแค่ระบอบคอมมิวนิสต์จะทำให้คนทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการเท่านั้น แต่การทำให้มนุษย์ที่มีสถานภาพเดียวกันและความเหมือนกันนั้น จะทำให้พวกเขาไม่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์สู่ตนเองอีกต่อไป ในขณะที่เฮเกลคิดถึงการใช้ชีวิตตามหลักจรรยา ผ่านมโนภาพที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับมาร์กซ์แล้ว คอมมิวนิสต์นั้นเกิดขึ้นได้จากวัตถุและผลิตผล[27] โดยเฉพาะการพัฒนารายได้ที่ประชาชนจะได้รับจากการผลิต

อุดมการณ์ทางการเมือง
เน้นเรื่องสังคม
กษัตริย์นิยม
เสรีนิยม
อนุรักษนิยม
ฟาสซิสต์
เน้นเรื่องเศรษฐกิจ
ทุนนิยม
สังคมนิยม
คอมมิวนิสต์
ลัทธิเลนิน
ลัทธิสตาลิน
ลัทธิเหมา

ลัทธิมาร์กซ์นั้นยึดถือว่า กระบวนการแตกแยกระหว่างชนชั้นที่ต่างกัน ผสมกับการดิ้นรนต่อสู่ที่จะปฏิวัติ จะนำชัยชนะมาสู่ชนชั้นแรงงาน และนำมาซึ่งการก่อตั้งสังคมคอมมิวนิสต์ที่ที่สิทธิ์ในการการครอบครองทรัพย์สมบัติส่วนบุคคลจะค่อย ๆ ถูกลบล้างไป และรายได้ของประชาชนจากการผลิต และความเป็นอยู่ที่ยึดติดอยู่กับชุมชนจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ ตัวมาร์กซ์เองนั้นชี้แจงไว้เพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่เมื่ออยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ แต่กล่าวถึงข้อมูลเฉพาะส่วนหลัก ๆ ที่เป็นแนวทางไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์เท่านั้น ซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวกับการลดขอบเขตของสิ่งที่บุคคลพึงกระทำ เห็นได้จากสโลแกนของกลุ่มเคลื่อนไหวลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มีความว่า สังคมคอมมิวนิสต์คือโลกที่ทุก ๆ คนทำในสิ่งที่พวกเขาถนัด และได้รับตามที่พวกเขาต้องการ ตัวอย่างที่อธิบายแนวคิดของมาร์กซ์มาจากผลงานเขียนเพียงไม่กี่ชิ้นของเขาที่มีข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตของลัทธิคอมมิวนิสต์โดยละเอียด คือ แนวคิดลัทธิของเยอรมัน (The German Ideology) ในปี ค.ศ. 1845 งานชิ้นนั้นมีใจความว่า:

"ในสังคมคอมมิวนิสต์ที่ไม่มีใครถูกจำกัดภาระหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในทุกๆ สาขาที่เขาต้องการ เมื่อสังคมกำหนดเป้าหมายการผลิตทำให้มันเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งหนึ่งวันนี้ และทำให้อีกสิ่งในวันพรุ่ง ล่าสัตว์ในตอนเช้า, ตกปลาในตอนกลางวัน, ต้อนวัวในตอนเย็น และวิจารณ์หลังอาหารค่ำ ดังที่ตัวเองปรารถนา โดยไม่ต้องมีอาชีพเป็นนักล่าสัตว์ ชาวประมง คนเลี้ยงสัตว์และนักวิจารณ์"

วิสัยทัศน์ที่มั่นคงของมาร์กซ์ ทำให้วิสัยทัศน์นี้กลายเป็นทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับความเป็นไปของสังคมที่เป็นระบบ ภายใต้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง และเป็นทฤษฎีทางการเมืองที่อธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องกระทำการปฏิวัติเพื่อที่จะได้สิ่งใดๆ มาที่มีข้อกังขาเล็กน้อย

ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 นิยามของคำว่า ระบอบสังคมนิยม และ ระบอบคอมมิวนิสต์ มักถูกใช้แทนกัน อย่างไรก็ตาม มาร์กซ์และเองเกิลส์เห็นว่า สังคมนิยมคือระดับปานกลางของสังคมที่ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่จากการผลิตมีมวลชนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยที่ยังคงความแตกต่างระหว่างชนชั้นไว้เล็กน้อย โดยที่พวกเขาสงวนนิยามของระบอบคอมมิวนิสต์ไว้ว่า เป็นขั้นสุดท้ายของสังคมที่ไม่มีความแตกต่างระหว่างชนชั้น ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี และรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

หลักเกณฑ์เหล่านี้ต่อมาจึงถูกพัฒนา โดยเฉพาะจากวลาดีมีร์ เลนิน ซึ่งมีอิทธิพลในการกำหนดลักษณะของพรรคคอมมิวนิสต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ให้โดดเด่น นักเขียนรุ่นต่อมาเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ของมาร์กซ์โดยมอบอำนาจให้กับรัฐให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาสังคมดังกล่าว โดยแย้งว่าการที่จะให้เป็นคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์ได้นั้น ต้องเริ่มมาจากการเป็นสังคมนิยมเสียก่อน จึงค่อย ๆ แปลงสังคมภายใต้ระบอบสังคมนิยม ให้กลายเป็นสังคมคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์[28]

คนรุ่นเดียวกับมาร์กซ์บางคน เช่น อนาธิปัตย์อย่างมิคาเอล บาคูนิน ก็สนับสนุนแนวคิดคล้าย ๆ กัน แต่ต่างกันในทัศนคติของพวกเขาในเรื่องของวิธีที่จะนำไปสู่สังคมสามัคคีที่ไร้ชนชั้นได้ จนมาถึงทุกวันนี้ยังคงมีการแบ่งกลุ่มเคลื่อนไหวของคนงานอยู่ระหว่างกลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์และกลุ่มอนาธิปัตย์ โดยที่พวกอนาธิปัตย์มีความคิดเป็นปฏิปักษ์และต้องการที่จะล้มล้างทุกอย่างที่เป็นของรัฐบาล แต่ในหมู่พวกเขาก็มีนักอนาธิปัตย์-คอมมิวนิสต์อย่าง ปีเตอร์ โครพอตคิน ที่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ไร้ชนชั้นในทันที ในขณะที่นักอนาธิปัตย์-สหการนิยมเชื่อในสหภาพแรงงานที่เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำในสังคม ตรงกันข้ามกับพรรคคอมมิวนิสต์ (ที่เชื่อในสังคมไร้ชนชั้น นั่นคือไม่มีผู้นำ)

ลัทธิเลนิน[แก้]

ดูบทความหลักที่: ลัทธิเลนิน

ลัทธิเลนินเป็นทฤษฎีการเมืองที่ตั้งชื่อตามนักปฏิวัติชาวรัสเซียและผู้นำสหภาพโซเวียต วลาดีมีร์ เลนินโดยแนวคิตนี้เป็นทฤษฎีการเมืองส่วนสำหรับการจัดระเบียบพรรคการเมืองแนวหน้าปฏิวัติอย่างเป็นประชาธิปไตย และการบรรลุลัทธิเผด็จการโดยชนกรรมาชีพซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรง เช่นเดียวกับสังคมนิยม เพื่อการประยุกต์ปฏิบัติเข้ากับสภาพทางสังคมและการเมืองของจักรวรรดิรัสเซียซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในเดือนกุมภาพันธ์ 1917 เป็นเวลาห้าปี ลัทธิเลนินเป็นการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจและการเมืองลัทธิมากซ์ของรัสเซีย ผู้นำไปปฏิบัติ คือ พรรคบอลเชวิก

ลัทธิมากซ์-เลนินและลัทธิสตาลิน[แก้]

ลัทธิมากซ์-เลนิน เป็นทฤษฎีการเมืองที่ โจเซฟ สตาลินเป็นผู้พัฒนา,[29] โดยเป็นการนำลัทธิมากซ์ และ ลัทธิเลนินเข้าด้วยกัน โดยสตาลินได้ประยุกต์ลัทธิทั้งสองให้เข้ากับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต และองค์การระดับโลกอย่าง โคมินเทิร์น[30] ต่อมาสตาลินมุ่งเปลี่ยนสหภาพโซเวียตจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมเพื่อให้โซเวียตมีความเข้มแข็งมากขึ้นเขาจึงใช้นโยบาย "สังคมนิยมประเทศเดียว".[31][32]

สตาลินได้แสดงให้เห็นว่า ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสต์นี้ นอกจากจะดำเนินการได้ตามแนวทางของลัทธิมากซ์ซิสต์–เลนินนิสต์ นี้แล้ว ก็ยังสามารถทำได้โดยวิธีอื่น คือการยึดครองทางทหารโดยเป็นมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ที่ประเทศต่างๆต้องทำตามสหภาพโซเวียตเป็นแม่แบบ (แผนงาน, รัฐพรรคเดี่ยว, อื่นๆ), จึงกลายเป็น ลัทธิสตาลิน เป็นรูปแบบที่สตาลินคิตเอง (อย่าง, ลัทธิบูชาบุคคล, อื่นๆ.) ; ลัทธิมากซ์ซิสต์–เลนินนิสต์ได้กลับมาอีกครั้งหลัง การล้มล้างลัทธิสตาลิน,

ลัทธิเหมา ได้เอาแนวคิด มากซ์ซิสต์–เลนินนิสต์ มาใช้ โดยผู้นำจีน เหมา เจ๋อตุง. หลัง การล้มล้างลัทธิสตาลิน, มากซ์ซิสต์–เลนินนิสต์ ได้ถูกรักษาใน สหภาพโซเวียต ต่อมาได้มี anti-revisionist และต่อมา Hoxhaism และ ลัทธิเหมา, ได้มีการประยุกต์ให้ใช้ได้ใน แอลเบเนีย และ จีน, ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากความแตกต่างจากการตีความแตกต่างกันของลัทธิมากซ์ซิสต์–เลนินนิสต์กับสหภาพโซเวียต และแยกออกมาจากพันธมิตรของโซเวียต

การวิจารณ์[แก้]

การวิจารณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ: มีการพยายามจัตตั้งรัฐคอมมิวนิสต์ในตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20,[33] และสิ่งอื่นๆกับพวกเขาทั้งหลายที่เกี่ยวกับกฎและหลักการต่างๆของลัทธิคอมมิวนิสต์[34]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Communism". Britannica Encyclopedia. 
  2. World Book 2008, p. 890.
  3. Principles of Communism, Frederick Engels, 1847, Section 18. "Finally, when all capital, all production, all exchange have been brought together in the hands of the nation, private property will disappear of its own accord, money will become superfluous, and production will so expand and man so change that society will be able to slough off whatever of its old economic habits may remain."
  4. The ABC of Communism, Nikoli Bukharin, 1920, Section 20
  5. The ABC of Communism, Nikoli Bukharin, 1920, Section 21
  6. George Thomas Kurian, ed. (2011). "Withering Away of the State". The Encyclopedia of Political Science. CQ Press. doi:10.4135/9781608712434. ISBN 9781933116440. สืบค้นเมื่อ 3 January 2016. 
  7. Richard Pipes Communism: A History (2001) ISBN 978-0-8129-6864-4, pp. 3–5.
  8. The Cambridge History of Iran Volume 3, The Seleucid, Parthian and Sasanian Period, edited by Ehsan Yarshater, Parts 1 and 2, p. 1019, Cambridge University Press (1983)
  9. Ermak, Gennady (2016). Communism: The Great Misunderstanding. ISBN 1533082898. 
  10. Lansford 2007, pp. 24–25
  11. "Diggers' Manifesto". Archived from the original on 2011-07-29. สืบค้นเมื่อ 2011-07-19. 
  12. 12.0 12.1 Bernstein 1895.
  13. "Communism" A Dictionary of Sociology. John Scott and Gordon Marshall. Oxford University Press 2005. Oxford Reference Online. Oxford University Press.
  14. 14.0 14.1 14.2 "Communism." Encyclopædia Britannica. 2006. Encyclopædia Britannica Online.
  15. Russia in the Twentieth Century: The Quest for Stability. David R. Marples. p. 38
  16. How the Soviet Union is Governed. Jerry F. Hough. p. 81
  17. The Life and Times of Soviet Socialism. Alex F. Dowlah, John E. Elliott. p. 18
  18. Marc Edelman, "Late Marx and the Russian road: Marx and the 'Peripheries of Capitalism'"—book reviews. Monthly Review, Dec., 1984
  19. Holmes 2009, p. 18.
  20. Norman Davies. "Communism" The Oxford Companion to World War II. Ed. I. C. B. Dear and M. R. D. Foot. Oxford University Press, 2001.
  21. Sedov, Lev (1980). The Red Book on the Moscow Trial: Documents. New York: New Park Publications. ISBN 0-86151-015-1
  22. "Kushtetuta e Republikës Popullore Socialiste të Shqipërisë : [miratuar nga Kuvendi Popullor më 28. 12. 1976]. – SearchWorks (SULAIR)" (ใน Albanian). Archived from the original on 2011-07-29. สืบค้นเมื่อ 3 June 2011. 
  23. Georgakas, Dan (1992). "The Hollywood Blacklist". Encyclopedia of the American Left. University of Illinois Press. 
  24. "Nepal's election The Maoists triumph Economist.com". Economist.com. 2008-04-17. Archived from the original on 2011-07-29. สืบค้นเมื่อ 2009-10-18. 
  25. "Fighting Poverty: Findings and Lessons from China's Success". World Bank. สืบค้นเมื่อ August 10, 2006.  แม่แบบ:Webarchive
  26. Marx, Karl. The German Ideology. 1845. Part I: Feuerbach. Opposition of the Materialist and Idealist Outlook. A. Idealism and Materialism. "Communism is for us not a state of affairs which is to be established, an ideal to which reality [will] have to adjust itself. We call communism the real movement which abolishes the present state of things. The conditions of this movement result from the premises now in existence."
  27. Engels, Friedrich. Marx & Engels Selected Works, Volume One, pp. 81–97, Progress Publishers, Moscow, 1969. "Principles of Communism". #4 – "How did the proletariat originate?"
  28. "State capitalism" in the Soviet Union, M.C. Howard and J.E. King
  29. Г. Лисичкин (G. Lisichkin), Мифы и реальность, Новый мир (Novy Mir), 1989, № 3, p. 59 (รัสเซีย)
  30. Александр Бутенко (Aleksandr Butenko), Социализм сегодня: опыт и новая теория// Журнал Альтернативы, №1, 1996, pp. 2–22 (รัสเซีย)
  31. Contemporary Marxism, Issues 4-5. Synthesis Publications, 1981. Page 151. "socialism in one country, a pragmatic deviation from classical Marxism".
  32. North Korea Under Communism: Report of an Envoy to Paradise. Cornell Erik. p. 169. "Socialism in one country, a slogan that aroused protests as not only it implied a major deviation from Marxist internationalism, but was also strictly speaking incompatible with the basic tenets of Marxism".
  33. Bruno Bosteels, The actuality of communism (Verso Books, 2014)
  34. Raymond C. Taras, The Road to Disillusion: From Critical Marxism to Post-communism in Eastern Europe (Routledge, 2015).

บรรณานุกรม

อ่านเพื่ม

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]