ฟรีดริช เองเงิลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟรีดริช เองเงิลส์
ชื่อเต็ม ฟรีดริช เองเงิลส์
ยุคสมัย เศรษฐศาสตร์สำนักมาร์กซิส
แนวทาง นักเศรษฐศาสตร์ชาวตะวันตก
สาขา เศรษฐศาสตร์สำนักมาร์กซิส
ความสนใจหลัก เศรษฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์การเมือง, ความน่าจะเป็น, ทฤษฎีการต่อสู้ของชนชั้น, ระบบทุนนินยม
แนวความคิดสำคัญ ผู้ร่วมก่อตั้งเศรษฐศาสตร์สำนักมาร์กซิสกับ คาร์ล มาร์กซ์, วัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ , ทฤษฎีสภาวะผิดปกติและการใช้หาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องกับคนงาน
ลายเซ็น

ฟรีดริช เองเงิลส์ (เยอรมัน: Friedrich Engels เสียงอ่านภาษาเยอรมัน: [ˈfʁiːdʁɪç ˈɛŋəls]) เป็นนักคิดนักเขียนชาวเยอรมัน และนักทฤษฎีสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ เป็นเพื่อนร่วมงานและคู่คิดที่ใกล้ชิดของ คาร์ล มาร์กซ์ โดยร่วมกันวางรากฐานของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และลัทธิมาร์กซ และมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงหลักการของลัทธิมาร์กซว่าด้วยวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ และวัตถุนิยมวิภาษวิธี ให้ก้าวหน้าจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปในขบวนการสังคมนิยม

ประวัติ[แก้]

เกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2363 ที่เมือง เบเมน, ปรัสเซีย เป็นบุตรของนักธุรกิจสิ่งทอที่มั่งคั่ง เขาเข้าศึกษาในวิทยาลัยแต่เรียนไม่สำเร็จเพราะปฏิเสธที่จะเข้าสอบและลาออกมาช่วยบิดาทำธุรกิจ ใน พ.ศ. 2384 เขาถูกเกณฑ์เป็นทหารและไปประจำการอยู่ที่นครเบอร์ลินเป็นเวลาปีเศษ เขาสนใจศึกษาเกี่ยวกับกองทหารและยุทธศาสตร์การรบ ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้ถ่ายทอดความรู้ทางทหารดังกล่าวให้มาร์กซนำมาเขียนทฤษฏีการเมืองว่าด้วยอำนาจรัฐ โดยเขามีโอกาสพบและรู้จักมาร์กซเป็นครั้งแรกที่เมืองโคโลญ ใน พ.ศ. 2385 ในขณะนั้นมาร์กซ์เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Rheinische Zeitung ได้ชักชวนแองเจิลส์ให้ช่วยเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ มิตรภาพที่เริ่มต้นด้วยตัวอักษรทำให้มาร์กซ์และแองเจิลส์เริ่มใกล้ชิดกันทางความคิด และระหว่าง พ.ศ. 2385 - 2387 แองเจิลส์ได้ส่งข้อเขียนและทัศนะความคิดเห็นที่แหลมคมทางการเมืองและสังคมให้กับหนังสือต่าง ๆ ที่มาร์กซจัดทำอยู่ไม่ขาดระยะ

ในปลายปี พ.ศ. 2385 เขาได้ย้ายไปอยู่อังกฤษและทำงานที่โรงงานสิ่งทอของบิดาสาขาเมืองแมนเชสเตอร์ เขาเชื่อว่า ระบบอุตสาหกรรมของอังกฤษที่กำลังพัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จะทำให้ชนชั้นกรรมกรมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นทั้งกรรมกรจะเป็นพลังหลักของการปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมใหม่ เขาจึงเข้าสังกัดกลุ่มปัญญาชนสังคมนิยม และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการชาร์ทิส (Chartism) ขณะเดียวกันเขาก็ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสภาวะความเป็นอยู่ของกรรมกรและผลกระทบของชุมชนที่สืบเนื่องจากระบบอุตสาหกรรมใน พ.ศ. 2387 เขาเรียบเรียงผลงานการค้นคว้าเป็นหนังสือสำคัญชื่อ Die Lage derarbeitenden Klasse in England (The Condition of the Working Class in England) โดยเขียนเป็นภาษาเยอรมันและพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในดินแดนเยอรมันและนับเป็นงานเขียนคลาสสิกที่บุกเบิกแนวความคิดสังคมนิยมว่าด้วยชีวิตของกรรมกรอย่างละเอียด มาร์กซชื่นชมหนังสือเล่มนี้มาก เพราะทำให้เขาได้ข้อมูลว่าด้วยลักษณะและวิธีการทำงานของระบบทุนนิยมและบทบาทของอังกฤษในระบอบทุนนิยม

ในกลางปี พ.ศ. 2387 เมื่อเขาเดินทางมาฝรั่งเศสและมีโอกาสพบกับมาร์กซ์ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่ปารีส บุคคลทั้งสองถูกคอกันและในเวลาอันสั้นก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทและคู่คิดทางปัญญาของกันและกัน และต่อมาเขาก็ได้ถอนตัวออกจากธุรกิจที่รับผิดชอบโดยมาช่วยมาร์กซทำงานค้นคว้าที่บรัสเซลส์และในดินแดนเยอรมัน งานเขียนร่วมกันชิ้นแรกของทั้งสองคือ The German Ideology งานเขียนเรื่องนี้ถือเป็นตำราแบบฉบับที่สำคัญเล่มหนึ่งของสำนักเศรษฐศาสตร์มาร์กซิส

ในต้นปี พ.ศ. 2390 เขาและมาร์กซ์เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มสังคมนิยมที่รู้จักกันในชื่อ "สันนิบาตของผู้รักความเป็นธรรม" (League of the Just) ทั้งเขาและมาร์กซ์ต่างมีบทบาทสำคัญในการชี้แนะทางความคิดและจัดทำโครงการปฏิบัติงานของสันนิบาตฯ ในการประชุมครั้งที่ 2 ของสันนิบาตฯ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2390 ที่ประชุมมีมติให้เขาและมาร์กซร่วมเขียนร่างโครงการที่กำหนดสถานภาพและบทบาท ตลอดจนหลักนโยบายและการดำเนินงานของสันนิบาตเพื่อพิจารณา เขาเป็นผู้ยกร่างโครงการและมาร์กซแก้ไขปรับปรุงให้ชื่อว่า "หลักการลัทธิคอมมิวนิสต์" (Principles of Communism) แต่ที่ประชุมให้นำออกประกาศในชื่อ "แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์" (Communist Manifesto) ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2391 ก่อนหน้าการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ในฝรั่งเศส 1 สัปดาห์ พร้อมกันนี้สันนิบาตของผู้รักความเป็นธรรมก็เปลี่ยนชื่อเป็น "สันนิบาตคอมมิวนิสต์" (Leagues of the Communist)

เมื่อเกิดการปฏิวัติ พ.ศ. 2391 ทั่วยุโรป เขาได้เดินทางกลับไปบาร์เมนเพื่อเคลื่อนไหวปฏิวัติ แต่ในเวลาอันสั้นก็ต้องลี้ภัยกลับมาอังกฤษอีกครั้งหนึ่งเนื่องจากการปฏิวัติในดินแดนเยอรมันล้มเหลว

พ.ศ. 2393 เขากลับไปทำธุรกิจโรงงานสิ่งทอที่เมืองแมนเชสเตอร์อีกครั้ง เพราะตระหนักว่าเขาต้องมีรายได้ประจำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว และจุนเจือมาร์กซ์ที่กำลังศึกษาค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือเรื่อง "ทุน" (Das Kapital)

พ.ศ. 2407 เขาเป็นผู้แทนสันนิบาตคอมมิวนิสต์เข้าร่วมประชุมใหญ่ครั้งแรกของสมาคมกรรมกรสากล (International Workingmen's Association) ซึ่งต่อมามีชื่อเป็นที่รู้จักกันว่า องค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 1 เขาได้รับเลือกเป็นกรรมการในคณะมนตรีทั่วไป

ในปลายปี พ.ศ. 2412 บิดาของเขาก็เสียชีวิต เขาจึงขายกิจการโรงงานสิ่งทอทั้งหมดและใน พ.ศ. 2413 ก็อพยพไปลอนดอนเพื่อใช้ชีวิตอิสระและเพื่อดูแลมาร์กซ์ให้มีเวลาเขียนหนังสือเรื่อง "ทุน" ให้สำเร็จ ภายหลังการมรณะกรรมของมาร์กซ์ ใน พ.ศ. 2426 เขาได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายของเขาเกือบ 12 ปี ในการรวบรวมงานเขียนต่าง ๆ ของมาร์กซ์มาเรียบเรียงโดยเฉพาะหนังสือเรื่องทุน เล่มที่ 2 และเล่มที่ 3 ซึ่งมากทำค้างไว้ออกเผยแพร่

ผลงาน[แก้]

นอกจากการรวบรวมงานของมาร์กซ์แล้ว เองเงิลส์เองก็มีงานค้นคว้าเรื่องสำคัญของเขาเองออกเผยแพร่หลายเล่ม งานเขียนที่เด่นเลื่องชื่อ เช่น

  • Anti Duhring (พ.ศ. 2421)
  • Ludwig Feuerbach and the End of Classical German Philosophy (พ.ศ. 2427)

ผลงานสองเล่มนี้ วลาดีมีร์ เลนิน ผู้นำพรรคบอลเชวิค กล่าวยกย่องว่ามีความสำคัญระดับเดียวกับ "แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์"

  • The Origin of the Family, Private Property and the State (พ.ศ. 2427)
  • Socialism: Utopian and Scientific (พ.ศ. 2435)

และงานค้นคว้าชิ้นสุดท้ายที่ไม่เสร็จสมบูรณ์คือ Dialectic of Nature ซึ่งต่อมาจัดพิมพืเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2468

1 ปีหลังจากหนังสือ "ทุน" เล่มที่ 3 ออกเผยแพร่ เขาก็ถึงแก่กรรมในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2438 ขณะอายุ 75 ปี

อ้างอิง[แก้]

  • สัญชัย สุวังบุตร สารานุกรมประวัติศาสตร์ยุโรปฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม E-F

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ผลงานของเองเงิลส์[แก้]