คอมมูน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คอมมูนเป็นชุมชนโดยเจตนาของบุคคลที่อาศัยร่วมกัน แบ่งปันผลประโยชน์ ทรัพย์สิน การครอบครอง ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งในบางคอมมูน รวมถึงการแบ่งปันงานและรายได้ด้วย นอกจากนี้ การวินิจฉัยสั่งการด้วยฉันทามติ โครงสร้างที่ไร้ลำดับขั้น และการอาศัยเชิงนิเวศ (ecological living) ได้กลายมาเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญสำหรับหลายคอมมูน นอกเหนือไปจากเศรษฐกิจคอมมูน สำหรับหน่วยการเมืองที่มักมีขนาดใหญ่กว่าในทฤษฎีการเมืองคอมมิวนิสต์ ดูที่ คอมมูนสังคมนิยม ซึ่งเป็นการจัดระเบียบสังคมที่คล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน

ประเทศจีน จีน

ในปี ค.ศ. 1958 จีนได้มีการจัดตั้งระบบคอมมูน (Commune) บังคับให้ชาวนาและกรรมกรเข้าอยู่ในคอมมูน โดยเฉพาะชาวนาในการผลิตเกษตรกรรม เหตุผลในการ จัดตั้งคอมมูน คือ นารวมนั้นเล็กเกินไปที่จะมีทุนและแรงงานที่จะดำเนินกิจการใหญ่ได้  คอมมูนหนึ่งๆ รวมนารวมประมาณ 30 แห่งเข้าด้วยกัน มีสมาชิกประมาณ 25,000 คน หน้าที่ของคอมมูนกว้างขวางกว่านารวมเป็นอันมาก ขณะที่นารวมมีหน้าที่เฉพาะการผลิตทางเกษตร คอมมูนรวม กิจการหลายๆ อย่างไว้ด้วยกันทั้งเกษตรและกิจการอื่น อาทิ การอุตสาหกรรม การค้า  การศึกษา วัฒนธรรม และการปกครอง คอมมูนเป็นทั้งหน่วยการปกครองของรัฐบาลและหน่วยผลิตด้วย การที่คอมมูนมีบทบาททางการเมืองและกิจการสังคมนี้ทำให้บทบาทของคอมมูนมีมากครอบงำชีวิตของสมาชิกแทบทุกอย่าง บทบาทของครอบครัวลดความสำคัญลงเพราะคอมมูนรับผิดชอบการทำอาหาร การพยาบาลเวลาเจ็บป่วย การเลี้ยงเด็ก การซักรีด คอมมูนมีที่รับประทานอาหารร่วมกัน มีที่เลี้ยงเด็กร่วมกัน และมีที่ศึกษาทางการเมืองร่วมกัน สมาชิกคอมมูนจึงเหลือแต่หน้าที่ทำงานของตัว หน้าที่งานในคอมมูนจึงมีลักษณะแบ่งแยกอย่างเด็ดขาด หน่วยคอมมูนกลับกลายเป็นหน่วย พื้นฐานทางสังคมแทนครอบครัว หน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวต่อกันมีน้อยลงเพราะคอมมูนรับไปทำ ในระบบคอมมูนกรรมสิทธิ์มิใช่กรรมสิทธิ์ร่วมกับของนารวม(Collective Ownership) แต่จะเปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชนส่วนรวม (Ownership By The People as a Whole)  ความแตกต่างก็คือ ในระบบนารวมกรรมสิทธิ์ยังบอกได้ว่านารวม ก.เป็นเจ้าของที่ดินของ ข.แต่ในระบบคอมมูนเจ้าของที่ดิน ข.คือประชาชนจีนทุกคน เมื่อเริ่มตั้งระบบคอมมูนใหม่ๆ รัฐริบที่ดินส่วนสวนครัวด้วย แต่แล้วใน ค.ศ. 1959 ก็ต้องคืนที่ดินส่วนสวนครัวกลับไป  การแจกจ่ายรายได้ในระบบคอมมูนนั้นใช้ระบบผสมคือ ให้ทั้งค่าจ้างแรงงานและให้บริการแทนด้วย ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากระบบนารวม เพราะการให้เป็นค่าจ้างทำให้เห็นชัดมากกว่าชาวนากลายเป็นกรรมกรไปแล้ว รายได้ไม่ได้ขึ้นกับผลผลิตแต่มีอัตราค่าจ้างแทน  นอกจากนั้นระบบการใช้บริการ เช่น อาหารทุกมื้อ ซักรีด การพยาบาล การศึกษา การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น เป็นการให้หลักประกันขั้นต่ำเสมอทุกคน

ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 นโยบายกระโดดไปข้างหน้าของจีนประสบความล้มเหลว   ผลผลิตธัญพืชรวมทั่วประเทศได้ 143.5 ล้านตัน น้อยกว่า ค.ศ. 1957 ถึง 26 ล้านตัน และมีปริมาณต่ำสุดตั้งแต่ ค.ศ. 1950 นับเป็นช่วงข้าวยากหมากแพงครั้งใหญ่ของจีนในศตวรรษที่ 20  และในช่วงปี ค.ศ. 1958 - ค.ศ. 1965 รายได้ประชาชาติของจีนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 3.2 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับ 8.9 เปอร์เซ็นต์ในช่วงแผน 5 ปี แผนแรก

หลังจากการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตงใน ค.ศ. 1976 ได้มีการปรับการบริหารเศรษฐกิจ จีนหันมาสนใจสั่งเทคโนโลยีเข้าจากต่างประเทศ ยกเลิกการปฏิวัติวัฒนธรรม นำระบบโบนัสมาใช้ใหม่เพิ่มราคาผลผลิตทางเกษตรและเพิ่มค่าจ้างแรงงาน อย่างไรก็ตาม การเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็ก เหล็กกล้า และพลังงาน ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ จีนมองออกสู่โลกภายนอกมากขึ้น มีความสัมพันธ์กับอเมริกาและโลกตะวันตก ขยายการส่งออก กู้เงินต่างประเทศ และยอมรับการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรงในผืนแผ่นดินใหญ่จีน ทางด้านการเกษตรมีการยกเลิกระบบคอมมูนและสหกรณ์ ใช้ระบบนาส่วนตัวของครอบครัวแทนและใช้กลไกตลาดในทางการเกษตร ในทางอุตสาหกรรมมีการเริ่มใช้กลไกตลาดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นระบบวางแผนอยู่ในช่วงหลังปี ค.ศ. 1982 ผลผลิตทั้งทางเกษตรและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในอัตราสูง จากปี ค.ศ. 1977 - ค.ศ. 1987

ผลิตภัณฑ์รวมแห่งชาติสุทธิ (Net National Product) ของจีนเพิ่มปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ และหากพิจารณาผลิตผลต่อบุคคลแล้ว จีนก็เจริญเท่าๆ กับเกาหลีในทศวรรษ 1960 แต่แรงงานส่วนใหญ่ของจีนก็ยังทำการเกษตรและประชากรส่วนใหญ่ยังอาศัยในชนบท