โลก (ดาวเคราะห์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ โลก
โลก  Astronomical symbol of Earth
A planetary disk of white cloud formations, brown and green land masses, and dark blue oceans against a black background. The Arabian peninsula, Africa and Madagascar lie in the upper half of the disk, whereas Antarctica is at the bottom.
ภาพประกอบของโลกสร้างโดยนาซา
ลักษณะของวงโคจร
จุดเริ่มยุค January 1, 2015[n 1]
ระยะจุด
ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด
:
ระยะจุด
ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
:
147,095,000 กิโลเมตร
(0.9832687 หน่วยดาราศาสตร์) [n 2]
กึ่งแกนเอก:
149,513,000 กิโลเมตร
(0.9994294 หน่วยดาราศาสตร์) [1]
พอดีกับ 1 AU โดยนิยาม
เส้นรอบวง
ของวงโคจร:
0.940 เทระเมตร
(6.283 หน่วยดาราศาสตร์)
ความเยื้องศูนย์กลาง: 0.0161700[1]
คาบการโคจร:
365.256363004 วัน[2]
(1.0000174209ปี)
อัตราเร็วเฉลี่ย
ในวงโคจร
:
29.78 กิโลเมตร/วินาที[3]
(107,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง)
อัตราเร็วสูงสุด
ในวงโคจร:
30.287 กิโลเมตร/วินาที
อัตราเร็วต่ำสุด
ในวงโคจร:
29.291 กิโลเมตร/วินาที
อนอมัลลีเฉลี่ย: 355.53 องศา[4]
ความเอียง: 7.155 องศา กับศูนย์สูตรดวงอาทิตย์
1.57869 องศา[5] กับ ระนาบคงที่
0 องศา กับ สุริยวิถี (โดยนิยาม)
ลองจิจูด
ของจุดโหนดขึ้น
:
138.1899 องศา[3] ไม่นิยาม,
โดยการนิยาม[n 3]
ระยะมุมจุด
ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
:
326.0590 องศา[3]
0˚ โดยการนิยาม
ดาวบริวารของ: ดวงอาทิตย์
จำนวนดาวบริวาร:
ลักษณะทางกายภาพ
เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย: 12,742.02 กิโลเมตร[7]
เส้นผ่านศูนย์กลาง
ตามแนวศูนย์สูตร:
12,756.28 กิโลเมตร[8][9]
เส้นผ่านศูนย์กลาง
ตามแนวขั้ว:
12,713.56 กิโลเมตร[10]
ความแป้น: 0.0033528[11]
1/298.257222101 (ETRS89)
เส้นรอบวงเฉลี่ย:
พื้นที่ผิว:
พื้นที่ผืนดิน:  148,940,000 กม.2 (29.2%)
พื้นที่ผืนน้ำ:  361,132,000 กม.2 (70.8%)
ปริมาตร: 1.08321×1012 กม.³[3]
มวล:
ความหนาแน่นเฉลี่ย: 5.514 กรัม/ซม.³[3]
ความโน้มถ่วง
ที่ศูนย์สูตร:
อัตราส่วนโมเมนต์ความเฉื่อย: 0.3307[18]
ความเร็วหลุดพ้น: 11.186 กม./วินาที[3]
คาบการหมุน
รอบตัวเอง
:
0.99726968 วัน[19]
(23ชั่วโมง 56นาที 4.100วินาที)
ความเร็วการหมุน
รอบตัวเอง:
1,674.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง[20]
465.1 เมตร/วินาที (ที่ศูนย์สูตร)
ความเอียงของแกน: 23 องศา 26 ลิปดา
21.4119 พิลิปดา[2]
อัตราส่วนสะท้อน: 0.367 เรขาคณิต[3]
0.306 บอนด์[3]
อุณหภูมิพื้นผิว:
   เคลวิน
   เซลเซียส
ต่ำสุด เฉลี่ย สูงสุด
184 K[21] 288 K[22] 330 K[23]
−89.2 °C  15 °C 56.7 °C
ลักษณะของบรรยากาศ
ความดันบรรยากาศ
ที่พื้นผิว:
101.325 กิโลปาสกาล (ที่ MSL)
องค์ประกอบ:

โลก (อังกฤษ: Earth หรือมักเรียกว่า World[26] ที่นิยมน้อยกว่าคือ Terra ซึ่งนิยมใช้ในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์[27] และ Gaia)[29] เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่สามจากดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในระบบสุริยะ มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์หินทั้งสี่ดวงของระบบสุริยะ และเป็นวัตถุทางดาราศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวที่ทราบว่าเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพของโลกได้ใช้เวลากว่าหลายร้อยล้านปีในการวิวัฒน์ขึ้น แผ่ขยายมาอย่างต่อเนื่องเว้นแต่เมื่อถูกขัดขวางโดยการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่[30] แม้ว่าตามการประมาณของนักการศึกษาจะคาดว่ามากกว่าร้อยละ 99 ของสปีชีส์ทั้งหมดที่เคยอยู่อาศัยบนโลกนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว[31][32] โลกก็ยังคงเป็นบ้านอาศัยของสิ่งมีชีวิตร่วม 10-14 ล้านสปีชีส์[33][34] เป็นที่พึ่งพิงของมนุษย์มากกว่า 7.2 พันล้านคน[35] ทั้งด้วยชีวมณฑลและแร่ธาตุต่างๆ ประชากรมนุษย์บนโลกแบ่งออกได้เป็นรัฐเอกราชกว่าสองร้อยแห่งโดยมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านทางการทูต ความขัดแย้ง การท่องเที่ยว การค้า ตลอดจนการสื่อสาร

ด้วยความสอดคล้องของหลักฐานจากการวัดอายุด้วยกัมมันตรังสีและแหล่งข้อมูลอื่นๆ โลกได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณสี่พันห้าร้อยล้านปีก่อน ภายในพันล้านปีแรก[36] สิ่งมีชีวิตได้ปรากฏขึ้นในมหาสมุทรและเริ่มส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศและพิ้นผิวดาว เกื้อหนุนให้เกิดการแพร่ขยายของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช้ออกซิเจน และเป็นผลให้เกิดการสร้างชั้นโอโซนขึ้นในบรรยากาศ ทั้งชั้นโอโซนและสนามแม่เหล็กโลกได้ร่วมกันกั้นขวางเกือบทั้งหมดของรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตจากดวงอาทิตย์ ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถเจริญรุ่งเรืองได้ทั้งบนผืนดินเช่นเดียวกับในผืนน้ำ[37] นับจากนั้นมา ตำแหน่งของโลกในระบบสุริยะ คุณสมบัติทางกายภาพของโลก และประวัติศาสตร์ธรณีวิทยาของโลก ล้วนยอมให้สิ่งมีชีวิตยังคงดำรงอยู่ได้

ธรณีภาคของโลกแบ่งออกได้เป็นหลายๆ ส่วน เรียกว่าแผ่นธรณีภาค ซึ่งเคลื่อนตัวย้ายที่ตัดผ่านกันตามพื้นผิวตลอดเวลาหลายล้านปี ร้อยละ 71 ของพื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยน้ำ[38] บริเวณที่เหลือประกอบด้วยทวีปและเกาะต่างๆ ซึ่งมีทะเลสาบและแหล่งน้ำอื่นๆ อีกจำนวนมากกอปรกันขึ้นเป็นไฮโดรสเฟียร์ บริเวณขั้วโลกทั้งสองถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่น้ำแข็งอันมั่นคงของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติก และน้ำแข็งทะเลของแพน้ำแข็งขั้วโลก บริเวณภายในของโลกยังคงมีความเคลื่อนไหวโดยมีแก่นชั้นในซึ่งเป็นเหล็กแข็ง มีแก่นเหลวชั้นนอกซึ่งกำเนิดสนามแม่เหล็ก และชั้นแมนเทิลหนาสถานะแข็งโดยอนุโลมภายใต้เปลือกเบื้องบน

โลกมีปฏิสัมพันธ์เชิงโน้มถ่วงกับวัตถุต่างๆ ในห้วงอวกาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ระหว่างการโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ โลกจะหมุนรอบแกนของตนเองประมาณ 366.26 รอบ เกิดเป็นวันสุริยะ 365.26 วัน หรือเรียกเป็น หนึ่งปีดาราคติ[n 5] แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.4 องศา กับแนวตั้งฉากของระนาบการโคจร ก่อให้เกิดฤดูกาลผันแปรไปบนพื้นผิวดาวในรอบระยะเวลาหนึ่งปีฤดูกาล (365.24 วันสุริยะ)[39] ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารแท้ตามธรรมชาติเพียงหนึ่งเดียวของโลก ซึ่งเริ่มโคจรรอบโลกเมื่อประมาณ 4.53 พันล้านปีก่อน ปฏิสัมพันธ์เชิงโน้มถ่วงระหว่างดวงจันทร์กับโลกทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงในมหาสมุทร หน่วงการหมุนของโลกให้ช้าลงทีละน้อย และทำให้ความเอียงของแกนโลกมีเสถียรภาพ

เนื้อหา

ชื่อและนิรุกติศาสตร์

คำว่า โลก ในภาษาไทยมีที่มาจากคำในภาษาบาลี โลก (โล-กะ) คนไทยใช้คำนี้เรียกโลกตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลสืบทอดผ่านมาทางพระพุทธศาสนา เดิมนั้นคำว่าโลกไม่ได้หมายความเฉพาะเพียงแต่โลกที่เป็นวัตถุธาตุ แต่ใช้ในหลายความหมาย ได้แก่ "หมู่" "เหล่า" "ขอบเขต" "ทั้งหมดในขอบเขต" "ขอบเขตอาศัย" "ความเป็นไป" "ความเป็นอยู่"[40] หากกล่าวถึงโลกทั้ง ๓ ก็จะหมายถึง สังขารโลก (โลกคือสังขาร) สัตว์โลก (โลกคือหมู่สัตว์) และโอกาสโลก (โลกคือแผ่นดิน)[41] ปัจจุบันมีการใช้คำว่าโลกในความหมายเกี่ยวข้องกับมนุษย์ หรืออารยธรรมมนุษย์[42] (ซึ่งตรงกับคำว่า World ในภาษาอังกฤษ) นอกเหนือจากความหมายดาวเคราะห์ที่นิยมใช้ทั่วไป

คำว่าโลกในภาษาต่างประเทศ อังกฤษร่วมสมัยใช้คำว่า Earth พัฒนามาจากรูปแบบภาษาอังกฤษสมัยกลางต่างๆ กัน[44][45] ซึ่งสืบมาจากคำนามในภาษาอังกฤษสมัยเก่าที่นิยมสะกดว่า eorðe[43] มีรากเดียวกันกับทุกภาษาในกลุ่มเจอร์แมนิก และโปรโตเจอร์แมนิกที่ได้ประกอบเป็น *erþō ตามที่ปรากฏในสมัยแรกๆ มีการใช้คำ eorðe เพื่อแปลความจากคำภาษาลาติน terra และภาษากรีก γῆ () ในความหมาย พื้นดิน[47] ดิน[49] ผืนดินแห้ง[52] โลกมนุษย์[54] พื้นผิวของโลก (รวมทั้งทะเล)[57] ตลอดจนพิภพโลกทั้งมวล[59] เช่นเดียวกันกับ Terra และ Gaia โลกถือว่าเป็นเทพเจ้าตามลัทธิเพเกินของชาวเจอร์แมนิก-ชาวแองเกิลตามที่แทซิทัสได้บันทึกไว้ในบรรดาผู้ศรัทธาในเทพเนอทัส[60] และภายหลังตามเทวตำนานนอร์ส คือ ยูร์ด (Jörð) ยักษิณีซึ่งสมรสกับโอดินและเป็นมารดาของทอร์[61]

อีกหลายภาษาที่มีความเป็นมาใกล้เคียงกับไทยเช่นภาษาลาวก็เรียกโลกว่า โลก (ໂລກ) เช่นเดียวกัน ปัจจุบันเยอรมันใช้คำเรียกโลกคือ Erde คล้ายกับดัตช์ Aarde, กลุ่มภาษาโรมานซ์ สเปนใช้คำ Tierra คล้ายกับอิตาลีที่ใช้ Terra หรือฝรั่งเศส Terre, ภาษาจีนใช้ ตี้ฉิว (地球) หรือ คุนหวิ๋ (坤輿) ญี่ปุ่นเรียก จิคิว (地球) เกาหลีเรียก จิกู๊ (지구) และสันสกฤตใช้คำ ปฐวี (पृथ्वी)

องค์ประกอบและโครงสร้าง

รูปร่าง

ดูบทความหลักที่: รูปร่างของโลก
แผนที่โลกแสดงรหัสสีสัมพันธ์กับความสูง
เมฆสตราโตคิวมูลัสเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก, มองจากวงโคจร

โลกมีรูปร่างเป็นทรงกลมไม่สมบูรณ์โดยแป้นเล็กน้อยตามแนวแกนหมุนจากขั้วหนึ่งใปยังอีกขั้วหนึ่ง เกิดเป็นลักษณะที่ป่องออกตรงกลางในแถบศูนย์สูตร[62] การป่องนี้เป็นผลมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลกและเป็นสาเหตุให้เส้นผ่านศูนย์กลางในแนวศูนย์สูตรยาวกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวขั้วเหนือ-ใต้ราว 43 กิโลเมตร (27 ไมล์)[63] จุดบนพื้นผิวโลกที่ไกลที่สุดจากจุดศูนย์กลางมวลของโลกคือ ยอดภูเขาไฟชิมโบราโซในประเทศเอกวาดอร์[64] เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยของทรงกลมอ้างอิงอยู่ที่ประมาณ 12,742 กิโลเมตร (7,918 ไมล์) ใกล้เคียงกับระยะ 40,000 กม./π ซึ่งเป็นนิยามแรกของระยะทาง 1 เมตร ว่าให้เท่ากับ 1/10,000,000 ของระยะจากเส้นศูนย์สูตรไปยังขั้วโลกเหนือผ่านกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส[65]

ภูมิประเทศในแต่ละท้องที่มีการเบี่ยงเบนไปจากทรงกลมอุดมคติ แต่เมื่อมองในระดับโลกทั้งใบการเบี่ยงเบนเหล่านี้ก็ถือว่าเล็กน้อย จุดที่ถือว่ามีความเบี่ยงเบนท้องถิ่นมากที่สุดบนพื้นผิวหินของโลกก็คือ ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ด้วยระดับความสูง 8,848 เมตรจากระดับน้ำทะเลกลาง คิดเป็นค่าความเบี่ยงเบนร้อยละ 0.14 และร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาที่ระดับความลึก 10,911 เมตรจากระดับน้ำทะเลกลาง คิดเป็นค่าความเบี่ยงเบนร้อยละ 0.17 (ประมาณ 1/584) หากเปรียบโลกกับลูกคิวซึ่งมีความยอมให้ได้ทางอุตสาหกรรมที่ร้อยละ 0.22 แล้ว บางบริเวณของโลกเช่นแนวสันเขาและร่องลึกก้นมหาสมุทรต่างๆ ก็จะให้ความรู้สึกไม่ต่างกับตำหนิที่เล็กน้อยมาก ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกเช่นที่ราบใหญ่บนพื้นดินหรือที่ราบก้นสมุทรก็จะให้ความรู้สึกเรียบเนียนยิ่งกว่าลูกบิลเลียด[66] อันเนื่องมาจากการป่องออกบริเวณศูนย์สูตร ตำแหน่งบนพื้นผิวที่ใกลที่สุดจากจุดศูนย์กลางของโลกคือ ยอดเขาชิมโบราโซในประเทศเอกวาดอร์ และวัสคารัน (สเปน: Huascarán) ในประเทศเปรู[67][68][69][70] ซึ่งเป็นตำแหน่งบนผิวโลกที่มีแรงโน้มถ่วงต่ำที่สุด[71]

องค์ประกอบทางเคมีของเปลือกโลก[72]
สารประกอบ สูตร องค์ประกอบ
ทวีป สมุทร
ซิลิกา SiO2 60.2% 48.6%
อะลูมินา Al2O3 15.2% 16.5%
ไลม์ CaO 5.5% 12.3%
แมกนีเซีย MgO 3.1% 6.8%
ไอเอิร์น(II) ออกไซด์ FeO 3.8% 6.2%
โซเดียมออกไซด์ Na2O 3.0% 2.6%
โพแทสเซียมออกไซด์ K2O 2.8% 0.4%
ไอเอิร์น(III) ออกไซด์ Fe2O3 2.5% 2.3%
น้ำ H2O 1.4% 1.1%
คาร์บอนไดออกไซด์ CO2 1.2% 1.4%
ไทเทเนียมไดออกไซด์ TiO2 0.7% 1.4%
ฟอสฟอรัสเพนทอกไซด์ P2O5 0.2% 0.3%
รวม 99.6% 99.9%
ยอดเขาชิมโบราโซประเทศเอกวาดอร์ จุดที่สูงที่สุดบนพื้นผิวโลกจากศูนย์กลาง[67]

องค์ประกอบทางเคมี

ดูเพิ่มเติมที่: ความอุดมของธาตุเคมี

โลกมีมวลโดยประมาณ 5.97×1024 กิโลกรัม ส่วนมากประกอบขึ้นจากเหล็ก (ร้อยละ 32.1) ออกซิเจน (ร้อยละ 30.1) ซิลิกอน (ร้อยละ 15.1) แมกนีเซียม (ร้อยละ 13.9) กำมะถัน (ร้อยละ 2.9) นิกเกิล (ร้อยละ 1.8) แคลเซียม (ร้อยละ 1.5) และอลูมิเนียม (ร้อยละ 1.4) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 1.2 ประกอบด้วยธาตุอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย จากกระบวนการการแยกลำดับชั้นโดยมวลทำให้เชื่อว่าบริเวณแกนโลกประกอบขึ้นในขั้นต้นด้วยเหล็กร้อยละ 88.8 มีนิกเกิลในปริมาณเล็กน้อยราวร้อยละ 5.8 กำมะถันร้อยละ 4.5 และน้อยกว่าร้อยละ 1 เป็นธาตุพบน้อยชนิดอื่น[73]

นักธรณีเคมี เอฟ.ดับเบิลยู.คล้าก คำนวณว่ามากกว่าร้อยละ 47 เล็กน้อยของมวลของเปลือกโลกประกอบขึ้นจากออกซิเจน หินที่พบได้ทั่วไปที่เป็นส่วนประกอบของเปลือกโลกนั้นเป็นสารประกอบออกไซด์แทบทั้งหมด ส่วนคลอรีน กำมะถัน และฟลูออรีน ถือว่าเป็นข้อยกเว้นสำคัญในบรรดาหินทั้งหลายซึ่งเมื่อรวมปริมาณทั้งหมดแล้วมักจะต่ำกว่าร้อยละ 1 หินออกไซด์หลักได้แก่ ซิลิกา อลูมินา ปูนขาว แมกนีเซีย ออกไซด์ของเหล็ก โพแทช และโซดา ซิลิกาโดยทั่วไปแล้วมีสมบัติเป็นกรด ทำให้แร่ซิลิเกตรวมถึงแร่ทั่วไปชนิดอื่นๆ ที่มาจากหินอัคนีก็มีลักษณะเช่นนี้ จากการคำนวณบนฐานการวิเคราะห์กว่า 1,672 ตัวอย่างจากหินทุกชนิด คล้ากสรุปว่าหินร้อยละ 99.22 ประกอบขึ้นจากสารประกอบออกไซด์ 11 ชนิด (ตามตารางด้านขวา) โดยองค์ประกอบแบบอื่นมีปรากฏในปริมาณเพียงเล็กน้อย[74]

โครงสร้างภายใน

ดูบทความหลักที่: โครงสร้างของโลก

เช่นเดียวกับดาวเคราะห์หินดวงอื่นๆ โครงสร้างภายในของโลกแบ่งออกได้เป็นชั้นๆ ด้วยคุณสมบัติทางกายภาพ (กลศาสตร์ภาวะต่อเนื่อง) หรือคุณสมบัติทางเคมี แต่ที่ต่างจากดาวเคราะห์หินอื่นคือ การมีแก่นชั้นนอกและแก่นชั้นในแยกกันอย่างเด่นชัด โครงสร้างทั้งหมดแบ่งออกได้เป็น เปลือกโลก แมนเทิล แก่นชั้นนอก และแก่นชั้นใน

เปลือกโลก

ชั้นนอกของโลกเป็นเปลือกซิลิเกตแข็งซึ่งแยกออกชัดเจนด้วยคุณสมบัติทางเคมีโดยมีชั้นแมนเทิลแข็งความหนืดสูงอยู่เบื้องล่าง เปลือกโลกมีปริมาตรรวมน้อยกว่าร้อยละ 1 ของโลกเล็กน้อย[75] แยกออกจากชั้นแมนเทิลโดยความไม่ต่อเนื่องโมโฮโรวิคซิช (โครเอเชีย: [moxorôʋiːt͡ʃit͡ɕ]) เปลือกโลกส่วนบนมีความหนาแน่นระหว่าง 2.69 - 2.74 ก./ซม.3 ซึ่งต่ำกว่าเปลือกโลกส่วนล่างที่มีความหนาแน่นระหว่าง 3.0 - 3.25 ก./ซม.3[76] ลึกลงในเปลือกโลกอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเพิ่มขึ้น 30 องศาทุกๆ กิโลเมตรในเปลือกส่วนบน แต่ความต่างของอุณหธรณีจะลดลงในเปลือกส่วนล่าง[77] และขึ้นถึง 400 องศาเซลเซียสที่ขอบเขตต่อกับแมนเทิล ความหนาของเปลือกโลกมีความแตกต่างกันตั้งแต่บริเวณรอยเลื่อนแยกตัวซึ่งเป็นบริเวณที่บางที่สุด แผ่นเปลือกสมุทรที่มีความหนาไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไปจนถึงความหนาหลายสิบกิโลเมตรในแผ่นเปลือกทวีป แผ่นเปลือกโลกกับส่วนของแมนเทิลชั้นบนที่แกร่งและเย็นนั้น รวมกันเรียกว่าธรณีภาค และธรณีภาคนี้เองที่แผ่นธรณีภาคประกอบกันขึ้น

แผ่นเปลือกสมุทร (หรือเปลือกโลกภาคพื้นสมุทร) มีความหนา 7-10 กิโลเมตร[78] ความหนาแน่นประมาณ 2.9 ก./ซม.3[79] ประกอบด้วยหินเมฟิก เช่นบะซอลต์ ตอนกลางเป็นไดอะเบส ตอนล่างประกอบด้วยแกบโบร ตามธรณีเคมีเรียกว่าไซมา (อังกฤษ: sima, si- จาก silica และ ma- จาก magnesium) มีซิลิกา เหล็ก และแมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบสำคัญ แผ่นเปลือกมหาสมุทรโดยมากแล้วมีอายุเพียง 100 ล้านปี อาจถึง 200 ล้านปีในบางบริเวณ[80] พื้นทะเลเมดิเตอเรเนียนตะวันออกซึ่งเป็นส่วนเหลือของมหาสมุทรโบราณเททีสคาดว่ามีอายุเก่าแก่ถึง 270 ล้านปี[81]

แผ่นเปลือกทวีป (หรือเปลือกโลกภาคพื้นทวีป) มีปริมาตรราว 7 พันล้านลูกบาศก์กิโลเมตร หรือร้อยละ 70 ของเปลือกโลกทั้งหมด[82] และคิดเป็นร้อยละ 40 ของพื้นผิวโลก มีความหนา 25-70 กิโลเมตร ความหนาแน่นประมาณ 2.7 ก./ซม.3[83] ต่ำกว่าเปลือกมหาสมุทร ประกอบด้วยหินอัคนี หินแปร และหินตะกอนหลายชนิดรวมถึงบริเวณบ่าทวีป ตามธรณีเคมีเรียกว่าไซอัล (อังกฤษ: sial, si- จาก silica และ al- จาก aluminium) มีซิลิกา และอลูมินา เป็นองค์ประกอบสำคัญในลักษณะหินเฟลสิก และแกรนิตชนิดต่างๆ เชื่อว่าที่ความลึกระดับหนึ่ง ไซอัลจะมีคุณสมบัติทางกายภาพใกล้เคียงกับไซมา โดยแยกจากกันด้วยความไม่ต่อเนื่องคอนราด แผ่นเปลือกทวีปโดยเฉลี่ยแล้วมีอายุประมาณ 2.0 พันล้านปี ส่วนที่เก่าที่สุดมีอายุประมาณ 3.7 - 4.28 พันล้านปี[84][85]

แผนที่โครงสร้างภายในของโลกจากคลื่นแผ่นดินไหว
ชั้นทางธรณีของโลก[86]
Earth-cutaway-schematic-english.svg

ภาคตัดขวางของโลกจากแกนถึงเอ็กโซสเฟียร์ (ไม่ตามสัดส่วน)
ความลึก[87]
กม.
ชั้น ความหนาแน่น
ก./ซม.3
0–60 ธรณีภาค[n 6]
0–35 เปลือก[n 7] 2.2–2.9
35–60 แมนเทิลชั้นบน 3.4–4.4
  35–2890 แมนเทิล 3.4–5.6
100–700 ฐานธรณีภาค
2890–5100 แก่นชั้นนอก 9.9–12.2
5100–6378 แก่นชั้นใน 12.8–13.1

แมนเทิล

แมนเทิลหรือเนื้อโลก เป็นเปลือกหินซิลิเกตความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร (1,800 ไมล์)[88] ประกอบขึ้นเป็นราวร้อยละ 84 ของปริมาตรโลก[89] มีอุณหภูมิตั้งแต่ 500-900 องศาเซลเซียส (932-1,652 องศาฟาเรนไฮต์) ณ ขอบเขตบนต่อกับเปลือกโลกไปจนถึง 4,000 องศาเซลเซียส (7,230 องศาฟาเรนไฮต์) ที่ขอบเขตต่อกับแก่น[90] ตั้งแต่ขอบเขตต่อกับเปลือกโลกลงมาจนถึงระดับ 410 กิโลเมตรใต้พื้นผิวเรียกว่าแมนเทิลชั้นบน ส่วนบนสุดที่เป็นหินแกร่งหนาประมาณ 50-120 กิโลเมตร (31-75 ไมล์) ประกอบเป็นชั้นล่างสุดของธรณีภาค[91] ส่วนล่างลงมาที่หนาประมาณ 200 กิโลเมตร (120 ไมล์) เป็นหินส่วนที่ความหนืดต่ำกว่าเรียกว่าฐานธรณีภาค[92] ความดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความลึกนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกของหินองค์ประกอบเกิดเป็นชั้นเปลี่ยนผ่านในระดับความลึก 410-660 กิโลเมตร (250-410 ไมล์) ใต้พื้นผิวซึ่งแยกแมนเทิลชั้นล่างและชั้นบนออกจากกัน ที่ระดับความลึก 660-2,891 กิโลเมตร (410-1,796 ไมล์) คือแมนเทิลชั้นล่าง มีความดันที่ขอบเขตต่อกับแก่นประมาณ 136 พันล้านปาสกาล (1.4 ล้านบรรยากาศ)[93] ขอบเขตแก่นต่อกับแมนเทิลมีความหนาผันแปรเฉลี่ยประมาณ 200 กิโลเมตร (120 ไมล์) แยกจากแก่นเหลวด้านล่างด้วยความไม่ต่อเนื่องกูเทนเบิร์ก[94][95][96]

แก่นโลก

แก่นโลกหรือแกนโลกประกอบด้วยแก่นชั้นนอกสภาพเหลวที่มีความหนืดต่ำอย่างยิ่งวางอยู่เหนือแก่นชั้นในสภาพแข็ง[97] โดยแยกออกจากกันด้วยความไม่ต่อเนื่องเลห์มานน์-บุลเลน คาดว่าทั้งสองชั้นมีองค์ประกอบคล้ายกันคือเป็นโลหะผสมเหล็ก-นิกเกิลโดยมีส่วนใหญ่ราวร้อยละ 80 เป็นเหล็ก และมีธาตุเบาอย่างอื่นๆ อีกเล็กน้อย ชั้นนอกมีความหนาประมาณ 2,270 กิโลเมตร ในขณะที่ชั้นในมีความหนาประมาณ 1,220 กิโลเมตร (ราวร้อยละ 70 ของรัศมีของดวงจันทร์)[98][99] แก่นชั้นนอกเป็นบริเวณที่กำเนิดสนามแม่เหล็กโดยมีความเข้มสนามแม่เหล็กภายในเฉลี่ยกว่าห้าสิบเท่าของพื้นผิวโลก[100][101] การสูญเสียความร้อนไปอย่างต่อเนื่องของบริเวณภายในของโลกทำให้แก่นชั้นในโตขึ้นในอัตราประมาณ 1 มิลลิเมตรต่อปี[102] และแก่นชั้นในนั้นน่าจะหมุนโดยมีอัตราเร็วเชิงมุมสูงกว่าบริเวณอื่นของดาวเล็กน้อยคือล้ำหน้าไปประมาณ 0.1-0.5 องศาต่อปี[103] เชื่อกันว่าแก่นโลกมี ทองคำ ทองคำขาว และโลหะมีค่าชนิดอื่นๆ อยู่มากมาย หากสกัดออกมาเทบนพื้นโลก โลหะเหล่านั้นจะสามารถปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดของโลกได้ด้วยระดับความหนาราว 0.45 เมตร[104]

ความร้อน

ความร้อนภายในโลก เป็นผลรวมมาจากความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่จากการก่อตัวของดาวเคราะห์ราวร้อยละ 20 อีกร้อยละ 80 เป็นความร้อนที่ได้จากการสลายตัวกัมมันตรังสี[105] ไอโซโทปหลักที่สร้างความร้อนภายในโลกคิอ โพแทสเซียม-40 ยูเรเนียม-238 ยูเรเนียม-235 และทอเรียม-232[106] ที่ใจกลางโลกคาดว่าน่าจะมีอุณหภูมิสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส (10,830 องศาฟาเรนไฮต์)[107] และมีความดันสูงถึง 360 พันล้านปาสกาล[108] ด้วยการที่ความร้อนส่วนใหญ่มาจากการสลายตัวกัมมันตรังสี นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่าในช่วงต้นของประวัติศาสตร์โลกก่อนหน้าที่ไอโซปครึ่งชีวิตสั้นทั้งหลายจะหมดไป การสร้างความร้อนของโลกจะต้องสูงกว่าในปัจจุบันมาก คาดว่าประมาณ 3 พันล้านปีที่แล้วความร้อนส่วนเกินที่สร้างขึ้นน่าจะมากกว่าทุกวันนี้สองเท่า[105] ซึ่งจะไปเพิ่มความต่างอุณหภูมิตามรัศมี เพิ่มอัตราการพาความร้อนโดยแมนเทิลและการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค และทำให้หินอัคนีบางประเภทอย่างเช่นโคมาไทต์เกิดขึ้นได้ในขณะที่แทบไม่มีการสร้างในปัจจุบัน[109]

ไอโซโทปหลักที่สร้างความร้อนในปัจจุบัน[110]
ไอโซโทป ปล่อยความร้อน
วัตต์/กก. ไอโซโทป
ครึ่งชีวิต
ปี
เนื้อแร่ในแมนเทิลเฉลี่ย
กก. ไอโซโทป/กก. แมนเทิล
ปล่อยความร้อน
วัตต์/กก. แมนเทิล
238U 94.6 × 10−6 4.47 × 109 30.8 × 10−9 2.91 × 10−12
235U 569 × 10−6 0.704 × 109 0.22 × 10−9 0.125 × 10−12
232Th 26.4 × 10−6 14.0 × 109 124 × 10−9 3.27 × 10−12
40K 29.2 × 10−6 1.25 × 109 36.9 × 10−9 1.08 × 10−12

ค่าเฉลี่ยของการสูญเสียความร้อนจากโลกอยู่ที่ 87 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร คิดรวมทั้งโลกจะสูญเสียความร้อนที่ 4.42 × 1013 วัตต์[111] ส่วนของพลังงานความร้อนจากแก่นส่งผ่านขึ้นมายังเปลือกโลกโดยแมนเทิลพลูม ซึ่งเป็นรูปแบบการพาความร้อนประกอบด้วยการไหลขึ้นของหินอุณหภูมิสูง การพลูมนี้สามารถทำให้เกิดจุดร้อนและทุ่งบะซอลท์[112] ความร้อนจากภายในโลกส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค โดยการไหลขึ้นของแมนเทิลสัมพันธ์กับสันกลางมหาสมุทร หนทางการสูญเสียความร้อนสำคัญสุดท้ายคือการเหนี่ยวนำผ่านธรณีภาคซึ่งปรากฏใต้มหาสมุทรเป็นส่วนใหญ่เพราะเปลือกโลกบริเวณนั้นบางมากกว่าแผ่นเปลือกทวีปมาก[113]

แผ่นธรณีภาค

แผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่[114]
Shows the extent and boundaries of tectonic plates, with superimposed outlines of the continents they support
ชื่อ พื้นที่
106 กม.2
103.3
78.0
75.9
67.8
60.9
47.2
43.6
ดูบทความหลักที่: การแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค

ธรณีภาคอันเป็นชั้นนอกของโลกที่แกร่งในเชิงกลนั้นมีการแตกออกเป็นหลายๆชิ้น เรียกว่าแผ่นธรณีภาค แผ่นเหล่านี้เป็นส่วนแข็งที่เคลื่อนที่ไปสัมพันธ์กับแผ่นใกล้เคียงอื่นโดยมีขอบเขตระหว่างกันอย่างใดอย่างหนึ่งในสามแบบนี้ได้แก่ ขอบเขตแบบเข้าหากัน ซึ่งแผ่นทั้งสองเลื่อนมาชนกัน ขอบเขตแบบแยกจากกัน ซึ่งแผ่นทั้งสองเลื่อนออกห่างกันไป และขอบเขตแปลง (รอยเลื่อนแปรสภาพ) ซึ่งแผ่นทั้งสองไถลผ่านกันทางด้านข้าง การเกิดแผ่นดินไหว กิจกรรมภูเขาไฟ การกำเนิดภูเขา และร่องลึกก้นสมุทร สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดแนวขอบเขตของแผ่นเหล่านี้[115] ฐานธรณีภาคซึ่งแข็งแต่มีความหนืดต่ำอันเป็นส่วนของแมนเทิลชั้นบนนั้นเป็นฐานหนุนแผ่นธรณีภาคเบื้องบนและสามารถไหลเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน[116] การเคลื่อนที่ดังกล่าวสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับรูปแบบการพาความร้อนภายในแมนเทิล

เมื่อแผ่นธรณีภาคมีการเคลื่อนตัวไปตามผิวดาว พื้นมหาสมุทรจะถูกพรากกลับ (มุดตัว) ภายใต้ขอบปะทะของแผ่นเปลือกตามแนวขอบเขตแบบเข้าหากัน ในเวลาเดียวกัน การไหลเลื่อนขึ้นของเนื้อแมนเทิลที่ขอบเขตแบบแยกจากกันจะก่อให้เกิดสันกลางมหาสมุทร กระบวนการต่างๆเหล่านี้ประกอบเข้าด้วยกันทำให้เกิดการรีไซเคิลแผ่นเปลือกมหาสมุทรกลับสู่แมนเทิลอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรีไซเคิลนี้เองพื้นมหาสมุทรส่วนใหญ่จึงมีอายุเก่าแก่ไม่เกินกว่า 100 ล้านปี แผ่นเปลือกมหาสมุทรที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในบริเวณแปซิฟิกตะวันตกโดยมีอายุประมาณกว่า 200 ล้านปี[117][118] เมื่อเทียบกันแล้ว แผ่นเปลือกทวีปที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 4,030 ล้านปี[119]

แผ่นธรณีภาคขนาดใหญ่ทั้งเจ็ดประกอบด้วย แผ่นแปซิฟิก อเมริกาเหนือ ยูเรเชีย แอฟริกา แอนตาร์กติก อินโด-ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ส่วนแผ่นอื่นที่มีความโดดเด่นประกอบด้วย แผ่นอาระเบีย แผ่นแคริบเบียน แผ่นนาซกาทางชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ และแผ่นสโกเทียทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก แผ่นออสเตรเลียได้รวมเข้ากับแผ่นอินเดียในระหว่างเวลา 50 ถึง 55 ล้านปีก่อน แผ่นที่มีการเคลื่อนที่เร็วที่สุดคือแผ่นมหาสมุทร โดยแผ่นโคคอสเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 75 มิลลิเมตร/ปี[120] และแผ่นแปซิฟิกเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 52-69 มิลลิเมตร/ปี ในอีกทางหนึ่งแผ่นที่มีการเคลื่อนที่ช้าที่สุดคือแผ่นยูเรเชียซึ่งดำเนินไปด้วยอัตราเร็วปกติประมาณ 21 มิลลิเมตร/ปี[121]

พื้นผิว

ภูมิประเทศของโลกมีความผันแปรอย่างหลากหลายจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง พื้นที่กว่าร้อยละ 70.8[14] ถูกปกคลุมด้วยน้ำ โดยจำนวนมากเป็นส่วนของบ่าทวีปที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล คิดเป็นพื้นที่เท่ากับ 361.132 ล้านตารางกิโลเมตร (139.43 ล้านตารางไมล์)[122] พื้นที่ใต้น้ำเหล่านี้มีทั้งที่เป็นโครงสร้างภูเขาอันประกอบด้วยระบบสันกลางมหาสมุทรทอดยาวไปทั่วโลกเช่นเดียวกับภูเขาไฟใต้ทะเล[63] ร่องลึกก้นสมุทร หุบเหวใต้ทะเล ที่ราบสูงพื้นสมุทร และที่ราบก้นสมุทร พื้นที่ที่เหลืออีกราวร้อยละ 29.2 คิดเป็นเท่ากับ 148.94 ล้านตารางกิโลเมตร (57.51 ล้านตารางไมล์) ไม่ถูกน้ำปกคลุมประกอบด้วยภูเขา ทะเลทราย ที่ราบ ที่ราบสูง และภูมิประเทศรูปแบบอื่นๆ

พื้นผิวของโลกมีการแปรเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆตามคาบเวลาทางธรณีวิทยาอันเนื่องมาจากการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาคและการกัดเซาะ โครงสร้างพื้นผิวมีการก่อตัวขึ้นหรือเปลี่ยนผิดรูปไปตามกิจกรรมทางธรณี ทั้งจากการกัดกร่อนอย่างสม่ำเสมอและการกัดเซาะจากหยาดน้ำฟ้า วัฏจักรอุณหภูมิ และผลกระทบทางเคมี การเกิดธารน้ำแข็ง การกัดเซาะชายฝั่ง การก่อตัวขึ้นของแนวปะการัง ตลอดจนการพุ่งชนโดยอุกกาบาตขนาดใหญ่[123] ก็ล้วนส่งผลให้ภูมิประเทศเปลี่ยนรูปไป

ระดับความสูงต่ำและระดับความลึกของโลกในปัจจุบัน ข้อมูลจากแบบจำลองภูมิประเทศดิจิตอลเทอเรนเบสของศูนย์ข้อมูลธรณีฟิสิกส์แห่งชาติ

แผ่นเปลือกทวีปประกอบด้วยวัตถุความหนาแน่นต่ำอย่างเช่นหินอัคนีแกรนิตและแอนดีไซต์ ที่พบน้อยกว่าคือบะซอลต์ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟความหนาแน่นสูงและเป็นองค์ประกอบหลักของพื้นมหาสมุทร[124] หินตะกอนซึ่งก่อตัวขึ้นจากการสะสมตัวของตะกอนที่ทับถมบีบอัดตัวเข้าด้วยกัน กว่าร้อยละ 75 ของพื้นผิวทวีปถูกปกคลุมด้วยหินตะกอนโดยคิดเป็นองค์ประกอบราวร้อยละ 5 ของเปลือกโลก[125] วัตถุหินที่พบบนโลกรูปแบบที่สามคือหินแปร ก่อกำเนิดโดยการแปรเปลี่ยนมาจากหินดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนผ่านความดันสูง อุณหภูมิสูง หรือทั้งสองประการ แร่ซิลิเกตที่พบมากที่สุดบนผิวโลกประกอบด้วย ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ แอมฟิโบล ไมกา ไพรอกซีน และโอลิวีน[126] แร่คาร์บอเนตที่พบทั่วไปประกอบด้วย แคลไซต์ (พบในหินปูน) และโดโลไมต์[127]

เพโดสเฟียร์เป็นชั้นนอกสุดของพื้นผิวทวีปของโลก ประกอบด้วยดินและสิ่งอื่นๆที่อยู่ในกระบวนการสร้างดิน ดำรงอยู่ในฐานส่วนเชื่อมโยงธรณีภาค บรรยากาศ ไฮโดรสเฟียร์ และชีวมณฑลเข้าด้วยกัน มีพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกรวมร้อยละ 13.31 ของพื้นดินทั้งหมด โดยร้อยละ 4.71 เอื้อต่อการปลูกพืชถาวร[15] เกือบร้อยละ 40 ของพื้นผิวดินของโลกถูกใช้ไปในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ หรือคิดเป็นประมาณ 13 ล้านตารางกิโลเมตรสำหรับการเพาะปลูก และประมาณ 34 ล้านตารางกิโลเมตรสำหรับทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์[128]

ระดับความสูงของพื้นผิวดินมีความแตกต่างกันตั้งแต่จุดต่ำที่สุดที่ -418 เมตร ณ ทะเลเดดซี ไปจนถึงจุดสูงที่สุดตามการประมาณในปี 2005 (พ.ศ.๒๕๔๘) ที่ 8,848 เมตร ณ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ค่าเฉลี่ยความสูงของพื้นดินเหนือระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 840 เมตร[129]

นอกเหนือจากการแบ่งโลกตามหลักภูมิศาสตร์ออกเป็นซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้โดยมีจุดศูนย์กลางที่ขั้วโลกแล้ว ยังมีการแบ่งโลกตามนิยมออกเป็นซีกโลกตะวันออก และซีกโลกตะวันตก พื้นผิวโลกเองก็มีการแบ่งตามแบบแผนได้เป็นทวีปทั้งเจ็ดรวมถึงทะเลต่างๆอีกมากมาย โดยที่มนุษย์มีการลงหลักปักฐานรวมตัวกันขึ้นบนโลก พื้นที่เกือบทั้งหมดของโลกจึงได้ถูกแบ่งออกเป็นชาติต่างๆกัน

ไฮโดรสเฟียร์

ดูบทความหลักที่: ไฮโดรสเฟียร์
กราฟการแจกแจงความถี่การยกตัวของพื้นผิวโลก

การมีน้ำอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์บนพื้นผิวโลกเป็นลักษณะพิเศษที่จำแนกโลกอันเป็น "ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน" ออกจากดาวเคราะห์อื่นๆในระบบสุริยะ ไฮโดรสเฟียร์ของโลกมีมหาสมุทรเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือประกอบด้วยน้ำทั้งหมดบนพื้นผิวโลกได้แก่ ทะเลในแผ่นดิน ทะเลสาบ แม่น้ำ น้ำใต้ดินลึกลงไปถึงระดับ 2,000 เมตร ตำแหน่งใต้น้ำที่ลึกที่สุดคือ แชลเลนเจอร์ดีปบริเวณร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีความลึกที่ 10,911.4 เมตร[n 9][130]

มหาสมุทรรวมมีมวลทั้งสิ้นประมาณ 1.35×1018 เมตริกตัน หรือราว 1 ใน 4,400 ของมวลทั้งหมดของโลก มหาสมุทรปกคลุมเป็นพื้นที่ 3.618×108 ตารางกิโลเมตร โดยมีความลึกเฉลี่ยเท่ากับ 3,682 เมตร เป็นผลให้มีปริมาตรโดยประมาณเท่ากับ 1.332×109 ลูกบาศก์กิโลเมตร[131] หากพื้นผิวเปลือกโลกทั้งหมดมีความสูงเท่ากันคือกลมเสมอกันทั้งใบ โลกก็จะกลายเป็นมหาสมุทรทั้งหมดด้วยความลึกราว 2.7 ถึง 2.8 กิโลเมตร[132][133]

น้ำประมาณร้อยละ 97.5 เป็นน้ำเค็ม อีกร้อยละ 2.5 ที่เหลือเป็นน้ำจืด ส่วนใหญ่ของน้ำจืดหรือราวร้อยละ 68.7 อยู่ในรูปของน้ำแข็งในน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งต่างๆ[134]

ค่าเฉลี่ยความเค็มของมหาสมุทรโลกอยู่ที่ประมาณ 35 กรัมเกลือต่อกิโลกรัมน้ำทะเล (มีเกลือร้อยละ 3.5)[135] เกลือส่วนมากแล้วถูกขับออกมาจากกิจกรรมภูเขาไฟหรือไม่ก็เป็นส่วนที่ชะออกมาจากหินอัคนีเย็น[136] มหาสมุทรยังเป็นแหล่งสะสมของก๊าซในบรรยากาศที่ละลายได้ซึ่งมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตมากมายที่อาศัยในน้ำ[137] น้ำทะเลถือว่ามีอิทธิพลสำคัญต่อภูมิอากาศโลกด้วยบทบาทการเป็นแหล่งสะสมความร้อนใหญ่ของมหาสมุทร[138] ช่วยกระจายอุณหภูมิของมหาสมุทรให้เคลื่อนไปทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตามอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่นปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นเป็นรอบในซีกโลกใต้[139]

บรรยากาศ

ดูบทความหลักที่: บรรยากาศของโลก

ความกดอากาศบนพื้นผิวโลกมีค่าเฉลี่ยที่ 101.325 กิโลปาสกาล คิดเป็นอัตราความสูงประมาณ 8.5 กิโลเมตร[3] มีองค์ประกอบเป็นไนโตรเจนร้อยละ 78 ออกซิเจนร้อยละ 21 รวมถึงปริมาณเล็กน้อยของไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซในรูปโมเลกุลชนิดอื่นๆ ระดับความสูงของชั้นโทรโพสเฟียร์ผันแปรไปตามละติจูด ในระยะตั้งแต่ 8 กิโลเมตรที่บริเวณขั้วโลกไปจนถึง 17 กิโลเมตรที่เส้นศูนย์สูตร โดยมีความเบี่ยนเบนเล็กน้อยจากผลของสภาพอากาศและปัจจัยหลายประการตามฤดูกาล[140]

ชีวมณฑลของโลกส่งผลเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรยากาศ การสังเคราะห์แสงแบบสร้างออกซิเจนวิวัฒน์ขึ้นเมื่อราว 2.7 พันล้านปีก่อน ได้สร้างบรรยากาศที่มี ไนโตรเจน-ออกซิเจน เด่นดังเช่นในปัจจุบัน[141] การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยเกื้อหนุนให้เกิดการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนเช่นเดียวกับการก่อกำเนิดชั้นโอโซนซึ่งทำหน้าที่ปิดกั้นรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตอยู่อาศัยได้บนพื้นดิน บทบาทอย่างอื่นของบรรยากาศที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยการเคลื่อนย้ายไอน้ำ อำนวยก๊าซที่เป็นประโยชน์ ทำให้สะเก็ดดาวขนาดเล็กเผาไหม้ไปหมดก่อนที่จะกระทบพื้น และการปรับควบคุมอุณหภูมิ[142]ซึ่งรู้จักกันในชื่อปรากฏการณ์เรือนกระจก โมเลกุลของก๊าซสัดส่วนเล็กน้อยภายในบรรยากาศทำหน้าที่กักเก็บพลังงานความร้อนที่แผ่ออกจากพื้นดินเป็นผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และโอโซน เป็นก๊าซเรือนกระจกหลักในบรรยากาศ หากปราศจากปรากฏการณ์กักเก็บความร้อนเช่นนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยที่พื้นผิวจะเป็น -18 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิปัจจุบันที่ +15 องศาเซลเซียสแล้วสิ่งมีชีวิตอาจดำรงอยู่ไม่ได้[143]

สภาพอากาศและภูมิอากาศ

ดูบทความหลักที่: สภาพอากาศ และ ภูมิอากาศ
ภาพถ่ายดาวเทียมเมฆปกคลุมโลก โดยใช้สเปกโตรเรดิโอมิเตอร์ภาพความละเอียดกลางของนาซา

บรรยากาศของโลกไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนโดยจะบางลงและค่อยๆ เลือนหายไปสู่อวกาศภายนอก สามในสี่ของมวลของบรรยากาศอยู่ในระยะเพียง 11 กิโลเมตรเหนือพื้นผิว มีชั้นล่างสุดคือโทรโพสเฟียร์ พลังงานจากดวงอาทิตย์จะทำให้ชั้นนี้รวมถึงพื้นผิวเบื้องล่างร้อนขึ้น ส่งผลให้อากาศเกิดการขยายตัว อากาศความหนาแน่นต่ำจะลอยขึ้น อากาศความหนาแน่นสูงกว่าและเย็นกว่าจะเข้ามาแทนที่ เกิดเป็นการหมุนเวียนของบรรยากาศซึ่งขับเคลื่อนสภาพอากาศและภูมิอากาศผ่านการกระจายพลังงานความร้อน[144]

แถบการหมุนเวียนของบรรยากาศแหลักประกอบด้วยลมค้าในบริเวณศูนย์สูตรที่ละติจูดต่ำกว่า 30 องศา และเวสเทอร์ลายในแถบละติจูดกลางระหว่าง 30 และ 60 องศา[145] กระแสน้ำในมหาสมุทรก็เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเป็นไปของภูมิอากาศ โดยเฉพาะการหมุนเวียนเทอร์โมเฮไลน์ซึ่งกระจายพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรแถบศูนย์สูตรไปยังบริเวณขั้วโลก[146]

ไอน้ำเกิดขึ้นโดยการระเหยจากพื้นผิวเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณอื่นๆผ่านแบบแผนที่เป็นวงจรในบรรยากาศ เมื่อเงื่อนไขของบรรยากาศยอมให้มวลอากาศร้อนชื้นยกตัวขึ้น น้ำเหล่านี้จะควบแน่นและตกลงสู่พื้นผิวในรูปหยาดน้ำฟ้า[144] ปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำผ่านระบบแม่น้ำและสุดท้ายกลับคืนสู่มหาสมุทรหรือไม่ก็สะสมอยู่ในทะเลสาบ วัฏจักรของน้ำนี้เป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งที่ค้ำจุนสรรพชีวิตบนผืนแผ่นดิน และเป็นปัจจัยหลักในการกัดเซาะโครงสร้างภูมิประเทศตลอดระยะเวลาทางธรณีวิทยา รูปแบบของหยาดน้ำฟ้ามีความผันแปรอย่างกว้างขวางจากปริมาณน้ำหลายเมตรไปจนถึงเพียงไม่กี่มิลลิเมตรต่อปี ทั้งการหมุนเวียนของบรรยากาศ ลักษณะทางภูมิประเทศ และความแตกต่างของอุณหภูมิ เป็นตัวกำหนดหยาดน้ำฟ้าเฉลี่ยที่ตกในแต่ละบริเวณ[147]

ปริมาณพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่มาถึงยังพื้นผิวโลกจะลดลงตามละติจูดที่สูงขึ้น ยิ่งมีละติจูดสูงเท่าใดแสงจากดวงอาทิตย์ก็ยิ่งมาถึงพื้นด้วยมุมที่ต่ำลง และต้องส่องผ่านแนวหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ เป็นผลให้อุณหภูมิของอากาศเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ระดับน้ำทะเลลดลงราว 0.4 องศาเซลเซียสทุกๆ หนึ่งองศาของละติจูดที่ออกห่างจากเส้นศูนย์สูตร[148] พื้นผิวโลกสามารถแบ่งย่อยได้เป็นแถบละติจูดจำเพาะที่มีภูมิอากาศเช่นเดียวกันโดยประมาณ อาณาเขตตั้งแต่เส้นศูนย์สูตรไปจนถึงบริเวณขั้วโลกจำแนกออกเป็นภูมิอากาศเขตร้อนหรือเขตศูนย์สูตร เขตใกล้เขตร้อน เขตอบอุ่น และเขตขั้วโลก[149] ภูมิอากาศยังสามารถจัดแบ่งตามอุณหภูมิและหยาดน้ำฟ้าที่ปรากฏตามแต่ละบริเวณอันมีลักษณะของมวลอากาศเป็นแบบแผนเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปใช้ระบบการจัดจำแนกภูมิอากาศแบบโคบเพน (ต่อมาได้มีการปรับปรุงโดยรูดอล์ฟ ไกเกอร์ ลูกศิษย์ของวลาดิเมียร์ โคบเพน) ออกเป็นห้ากลุ่มใหญ่ (ร้อนชื้น แล้ง ชื้นละติจูดกลาง ทวีป และหนาวขั้วโลก) ซึ่งแบ่งลงเป็นภูมิอากาศย่อยที่จำเพาะมากขึ้นได้อีกหลายแบบ[145]

บรรยากาศเบื้องบน

มุมมองจากวงโคจรแสดงดวงจันทร์เต็มดวงที่ถูกบดบังบางส่วนด้วยบรรยากาศโลก ภาพจากนาซา

เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ขึ้นไป บรรยากาศแบ่งโดยทั่วไปได้เป็นชั้นสตราโทสเฟียร์ มีโซสเฟียร์ และเทอร์โมสเฟียร์[142] แต่ละชั้นมีอัตราการเหลื่อมซ้อนไม่เท่ากันซึ่งกำหนดจากอัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามระดับความสูง พ้นจากชั้นเหล่านี้ขึ้นไปเรียกว่าเอกโซสเฟียร์ ซึ่งบางลงเรื่อยๆไปจนถึงแม็กนีโตสเฟียร์ซึ่งเป็นบริเวณที่สนามธรณีแม่เหล็กกระทบกันกับลมสุริยะ[150] ภายในชั้นสตราโทสเฟียร์มีชั้นโอโซนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีส่วนช่วยป้องกันพื้นผิวโลกจากรังสีอัลตราไวโอเล็ตอันมีความสำคัญยิ่งต่อสรรพชีวิตบนโลก เส้นคาร์มานได้ถูกกำหนดขึ้นที่ระดับ 100 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก เป็นนิยามในทางปฏิบัติที่แบ่งขอบเขตระหว่างบรรยากาศและอวกาศภายนอกออกจากกัน[151]

พลังงานความร้อนทำให้โมเลกุลบางส่วนที่ขอบนอกของบรรยากาศมีความเร็วเพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดหนึ่งที่สามารถหลุดพ้นออกจากแรงโน้มถ่วงของโลกได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการรั่วไหลของบรรยากาศออกสู่อวกาศอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ เพราะไฮโดรเจนที่ไม่ได้ถูกยึดเหนี่ยวมีมวลโมเลกุลต่ำจึงสามารถขึ้นถึงความเร็วหลุดพ้นได้ง่ายกว่าและรั่วไหลออกสู่อวกาศภายนอกในอัตราที่สูงกว่าก๊าซอื่นๆ[152] การรั่วของไฮโดรเจนสู่อวกาศได้ช่วยสนับสนุนให้บรรยากาศโลกตลอดจนพื้นผิวเกิดการเปลี่ยนผันจากภาวะรีดิวซ์ในช่วงต้นมาเป็นภาวะออกซิไดซ์อย่างเช่นในปัจจุบัน การสังเคราะห์แสงเป็นแหล่งช่วยป้อนออกซิเจนอิสระ แต่ด้วยการสูญเสียไปซึ่งสารรีดิวซ์ดังเช่นไฮโดรเจนนี้เองจึงเชื่อกันว่าเป็นภาวะเริ่มต้นที่จำเป็นต่อการเพิ่มพูนขึ้นของออกซิเจนอย่างกว้างขวางในบรรยากาศ[153] การที่ไฮโดรเจนสามารถหนีออกไปจากบรรยากาศได้จึงอาจส่งอิทธิพลต่อธรรมชาติของชึวิตที่เจริญพัฒนาขึ้นบนโลก[154] ในปัจจุบันซึ่งบรรยากาศมีออกซิเจนเป็นจำนวนมากนั้น ไฮโดรเจนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นน้ำก่อนที่จะมีโอกาสได้หลบหนีออกไป ในอีกทางหนึ่งส่วนใหญ่ของไฮโดรเจนที่สูญเสียไปนั้นมาจากการแตกสลายของมีเทนในบรรยากาศเบื้องบน[155]

สนามแม่เหล็ก

Diagram showing the magnetic field lines of Earth's magnetosphere. The lines are swept back in the anti-solar direction under the influence of the solar wind.
แผนภาพแสดงแม็กนีโตสเฟียร์ของโลก ลมสุริยะพัดจากซ้ายไปขวา
ดูบทความหลักที่: สนามแม่เหล็กของโลก

ส่วนหลักของสนามแม่เหล็กโลกถูกสร้างขึ้นจากแก่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระบวนการไดนาโมอันเปลี่ยนพลังจลน์ของการเคลื่อนพาของไหลไปเป็นพลังงานไฟฟ้าและพลังงานสนามแม่เหล็ก ตัวสนามมีการแผ่กว้างออกจากบริเวณแก่นผ่านชั้นแมนเทิลและขึ้นสู่พื้นผิวโลกอันเป็นตำแหน่งที่ประมาณได้อย่างหยาบๆเป็นแม่เหล็กคู่ควบ แต่ละขั้วของแม่เหล็กคู่ควบมีตำแหน่งใกล้เคียงกับขั้วโลกทางภูมิศาสตร์ ที่เส้นศูนย์สูตรของสนามแม่เหล็กมีความเข้มสนามแม่เหล็กที่พื้นผิวเท่ากับ 3.05 × 10−5 เทสลา และมีโมเมนต์แม่เหล็กคู่ควบของโลกที่ 7.91 × 1015 เทสลา.เมตร3[156] การเคลื่อนที่พาในแก่นนั้นมีความยุ่งเหยิงทำให้ขั้วแม่เหล็กมีการเขยื้อนและเปลี่ยนแปลงแนวการวางตัวเป็นระยะๆ เป็นสาเหตุของการกลับขั้วสนามแม่เหล็กตามช่วงเวลาอย่างไม่สม่ำเสมอเฉลี่ยไม่กี่ครั้งในทุกๆล้านปี โดยการกลับขั้วครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อราว 700,000 ปีก่อน[157][158]

แม็กนีโตสเฟียร์

สนามแม่เหล็กโลกที่ขยายเข้าสู่อวกาศกำหนดเป็นขอบเขตแม็กนีโตสเฟียร์ ไอออนและอิเล็กตรอนจากลมสุริยะได้เบี่ยงเบนไปโดยแม็กนีโตสเฟียร์และทำให้แม็กนีโตสเฟียร์เองถูกเบี่ยงเบนไปด้วย แรงดันจากลมสุริยะจะกดอัดด้านกลางวันของแม็กนีโตสเฟียร์จนมีระยะทางประมาณ 10 รัศมีโลก และทำให้ด้านกลางคืนของแม็กนีโตสเฟียร์ยืดขยายออกเป็นหางขนาดยาว ด้วยเหตุที่ความเร็วของลมสุริยะสูงกว่าความเร็วของคลื่นที่แผ่ออกจากลมสุริยะมาก จึงเกิดโบว์ช็อคเหนือเสียงในส่วนหน้าด้านกลางวันของแม็กนีโตสเฟียร์ภายในลมสุริยะ อนุภาคมีประจุที่อยู่ภายในแม็กนีโตสเฟียร์กำหนดเป็นโครงสร้างต่างๆได้แก่ พลาสมาสเฟียร์ซึ่งกำหนดนิยามโดยอนุภาคพลังงานต่ำที่มีวิสัยตามเส้นสนามแม่เหล็กขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง กระแสที่เกิดเป็นวงกำหนดโดยอนุภาคพลังงานปานกลางซึ่งเคลื่อนไปสัมพัทธ์กับสนามธรณีแม่เหล็กแต่ยังมีเส้นทางที่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของสนามแม่เหล็ก และแถบเข็มขัดรังสีแวนอัลเลนซึ่งเกิดจากอนุภาคพลังงานสูงที่เคลื่อนที่อย่างสุ่มเป็นสำคัญและอีกนัยหนึ่งยังอยู่ภายในแม็กนีโตสเฟียร์

ระหว่างการเกิดพายุแม่เหล็ก อนุภาคมีประจุสามารถเบี่ยงทิศทางจากแม็กนีโตสเฟียร์ส่วนนอกเข้ามาในชั้นไอโอโนสเฟียร์ของโลกได้โดยตรงตามแนวเส้นสนาม ซึ่งในบริเวณนี้อะตอมที่อยู่ในบรรยากาศสามารถถูกกระตุ้นและกลายเป็นประจุอันเป็นสาเหตุของการเกิดแสงเหนือแสงใต้หรือออโรรา[159]

วงโคจรและการหมุนรอบตัวเอง

การหมุน

ดูบทความหลักที่: การหมุนของโลก
ความเอียงของแกนโลกสัมพันธ์กับแกนการหมุนและระนาบวงโคจร

คาบการหมุนรอบตัวเองของโลกสัมพัทธ์กับดวงอาทิตย์หรือวันสุริยะนั้นเท่ากับ 86,400 วินาที จากเวลาสุริยะกลาง (86,400.0025 วินาที เอสไอ)[160] เพราะวันสุริยะของโลกในปัจจุบันยาวกว่าวันในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เล็กน้อยอันเนื่องมาจากผลการเร่งจากแรงไทด์ ในแต่ะละวันจึงยาวขึ้นผันแปรไประหว่าง 0 ถึง 2 มิลลิวินาที เอสไอ[161][162]

คาบการหมุนรอบตัวเองของโลกสัมพัทธ์กับดาวฤกษ์ไม่เคลื่อนที่เรียกว่าวันดาราคติโดยหน่วยงานการหมุนรอบตัวเองของโลกและระบบอ้างอิงสากล (IERS: International Earth Rotation and Reference Systems Service) คือ 86,164.098903691 วินาที จากเวลาสุริยะกลาง (ยูที (เวลาสากล) 1) หรือ 23 56 4.098903691[2][n 10] คาบการหมุนรอบตัวเองของโลกสัมพัทธ์กับการหมุนควงหรือการเคลื่อนที่เฉลี่ยของวสันตวิษุวัตมักเรียกว่าวันดาวฤกษ์ คือ 86,164.09053083288 วินาที จากเวลาสุริยะกลาง (ยูที1) หรือ (23 56 4.09053083288) ณ ปี 1982 (พ.ศ.๒๕๒๕)[2] ดังนั้นเองวันดาวฤกษ์จึงสั้นกว่าวันดาราคติประมาณ 8.4 มิลลิวินาที[163] ความยาวของเวลาสุริยะกลางในหน่วยวินาทีเอสไอสามารถนำมาใช้อ้างอิงได้จากหน่วยงานไออีอาร์เอสสำหรับช่วงเวลาจากปี 1623-2005 (พ.ศ.๒๑๖๖-๒๕๔๘)[164] และปี 1962-2005 (พ.ศ.๒๕๐๕-๒๕๔๘)[165]

ต่างจากดาวตกในบรรยากาศและดาวเทียมวงโคจรต่ำต่างๆ วัตถุเทหฟ้าโดยมากมีการเคลื่อนที่ปรากฏไปทางด้านตะวันตกของท้องฟ้าของโลกในอัตรา 15 องศาต่อชั่วโมง หรือ 15 ลิปดาต่อนาที สำหรับวัตถุที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรฟ้าจะเคลื่อนไปเทียบเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางปรากฏของดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ในทุกๆ สองนาที เมื่อมองจากพื้นโลกขนาดปรากฏโดยประมาณของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นั้นถือว่าเท่ากัน[166][167]

วงโคจร

ดูบทความหลักที่: วงโคจรของโลก

โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 150 ล้านกิโลเมตรในทุกๆ 365.2564 วันสุริยะกลาง หรือหนึ่งปีดาวฤกษ์ ส่งผลให้การเคลื่อนที่ปรากฏของดวงอาทิตย์คล้อยไปทางตะวันออกเทียบกับดาวฤกษ์ฉากหลังในอัตราราวหนึ่งองศาต่อวัน หรือเทียบเท่าขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ในทุกๆ 12 ชั่วโมง การเคลื่อนไปเช่นนี้ใช้เวลาเฉลี่ยราว 24 ชั่วโมงหรือหนึ่งวันสุริยะสำหรับการหมุนรอบตัวเองตามแกนครบหนึ่งรอบของโลกซึ่งดวงอาทิตย์กลับสู่เมอริเดียนอีกครั้ง ความเร็วของโลกในวงโคจรโดยเฉลี่ยประมาณ 29.8 กิโลเมตรต่อวินาที (107,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งเร็วมากพอที่จะเคลื่อนผ่านระยะทางเท่ากันกับเส้นผ่านศูนย์กลางของโลกที่ประมาณ 12,742 กิโลเมตรในเจ็ดนาที และผ่านระยะทางถึงดวงจันทร์ที่ประมาณ 384,000 กิโลเมตร ในเวลาราว 3.5 ชั่วโมง[3]

โลกและดวงจันทร์โคจรรอบจุดศูนย์กลางมวลร่วมในทุกๆ 27.32 วัน สัมพัทธ์กับดาวฤกษ์พื้นหลัง เมื่อประกอบกันเข้ากับระบบโลก-ดวงจันทร์ โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ เกิดเป็นคาบของเดือนจันทรคตินับจากอามาวสีหนึ่งไปอีกอามาวสีหนึ่งราว 29.53 วัน เมื่อมองจากขั้วเหนือท้องฟ้า การเคลื่อนที่ของโลก ดวงจันทร์ และการหมุนรอบแกนดาวของทั้งคู่ล้วนเป็นไปในทิศทวนเข็มนาฬิกา เมื่อมองจากจุดสูงเหนือขั้วเหนือของทั้งดวงอาทิตย์และโลก วงโคจรของโลกจะมีทิศทางทวนเข็มนาฬิการอบดวงอาทิตย์ วงโคจรและระนาบการหมุนนั้นไม่ได้วางตัวอยู่ในระนาบเดียวกันโดยแกนหมุนของโลกมีการเอียงประมาณ 23.4 องศาจากแนวตั้งฉากกับระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ (หรือสุริยวิถี) และระนาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกมีการเอียง ±5.1 องศา เทียบกับระนาบโลก-ดวงอาทิตย์ หากปราศจากการเอียงเช่นนี้อุปราคาจะเกิดขึ้นในทุกๆ สองสัปดาห์สลับกันไประหว่างจันทรุปราคาและสุริยุปราคา[3][168]

ทรงกลมฮิลล์หรือทรงกลมอิทธิพลโน้มถ่วงของโลกมีรัศมีประมาณ 1.5 พันล้านเมตร หรือ 1,500,000 กิโลเมตร[169][n 11] เป็นระยะทางสูงสุดที่แรงโน้มถ่วงของโลกมีอิทธิพลเหนือกว่าดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์อื่นๆที่อยู่ห่างออกไป วัตถุใดๆ จะต้องโคจรรอบโลกภายในรัศมีนี้หรือไม่ก็หลุดลอยออกไปโดยการรบกวนเชิงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์

โลกรวมทั้งระบบสุริยะทั้งหมดนั้นตั้งอยู่ในดาราจักรทางช้างเผือก และโคจรด้วยระยะห่างประมาณ 28,000 ปีแสงจากศูนย์กลางดาราจักร อยู่ในแขนเกลียวนายพรานเหนือกว่าระนาบดาราจักรประมาณ 20 ปีแสง[170]

การเอียงของแกนโลกและฤดูกาล

ดูบทความหลักที่: ความเอียงของแกน
ภาพแสดงการเอียงของแกนโลกสัมพันธ์กับช่วงการเกิดฤดูหนาวในซีกโลกเหนือและฤดูร้อนในซีกโลกใต้ (ขนาดและระยะทางไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วนจริง)

เนื่องมาจากการเอียงของแกนโลก ปริมาณของแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบจุดใดๆ บนพื้นผิวจึงผันแปรไปตามแต่ละช่วงของปี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนฤดูกาลในแต่ละภูมิอากาศโดยฤดูร้อนในซีกโลกเหนือจะเกิดขึ้นเมื่อขั้วเหนือชี้เข้าหาดวงอาทิตย์ และฤดูหนาวจะเกิดขึ้นแทนที่เมื่อขั้วได้ชี้ออกไป ในระหว่างฤดูร้อนช่วงกลางวันจะมีความยาวนานกว่าและดวงอาทิตย์จะมีตำแหน่งสูงขึ้นบนท้องฟ้า ส่วนในฤดูหนาวภูมิอากาศจะหนาวเย็นลงโดยทั่วไปและช่วงกลางวันจะสั้นลง ในละติจูดเขตอบอุ่นทางเหนือดวงอาทิตย์จะขึ้นเหนือกว่าทิศตะวันออกจริงระหว่างครีษมายันและลับฟ้าเหนือกว่าทิศตะวันตกจริง (การณ์จะกลับกันในฤดูหนาว) ในช่วงหน้าร้อนของเขตอบอุ่นในซีกโลกใต้ดวงอาทิตย์จะขึ้นใต้กว่าทิศตะวันออกจริงและลับฟ้าไปใต้กว่าทิศตะวันตกจริง

เหนือกว่าอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปจะมีกรณีสุดขั้วชนิดที่ตลอดช่วงหนึ่งของปีจะไม่มีแสงอาทิตย์ส่องถึงเลย ยาวนานได้ถึงหกเดือนเต็มที่บริเวณขั้วโลกเหนือเอง เรียกว่ากลางคืนขั้วโลก ส่วนในซีกโลกใต้สถานการณ์จะกลับตรงกันข้ามโดยการที่ขั้วโลกใต้วางตัวในแนวตรงข้ามกับขั้วโลกเหนือ อีกหกเดือนให้หลังขั้วโลกเหนือก็จะประสบกับอาทิตย์เที่ยงคืนคือเป็นกลางวันตลอด 24 ชั่วโมง และสถานการณ์ด้านขั้วโลกใต้ก็จะกลับกัน

โดยอนุสัญญาทางดาราศาสตร์ ฤดูกาลทั้งสี่นั้นกำหนดขอบเขตโดยอายันซึ่งเป็นจุดในวงโคจรที่แกนโลกเอียงเข้าหาหรือออกจากดวงอาทิตย์มากที่สุด และวิษุวัตซึ่งเป็นจุดที่ทิศทางการเอียงของแกนกับทิศทางสู่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกัน สำหรับซีกโลกเหนือเหมายันจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 21 ธันวาคม ครีษมายันเกิดขึ้นใกล้กับวันที่ 21 มิถุนายน วสันตวิษุวัตเกิดขึ้นราววันที่ 20 มีนาคม และศารทวิษุวัตจะประมาณวันที่ 23 กันยายน สำหรับซีกโลกใต้สถานการณ์จะกลับกันโดยวันที่เกิดครีษมายันกับเหมายันและวสันตวิษุวัตกับศารทวิษุวัตจะสลับกัน[171]

ภาพจากยานอวกาศแคสซีนีของนาซา แสดงภาพโลกและดวงจันทร์(ทางด้านขวาล่าง)จากดาวเสาร์ (19 กรกฎาคม 2013)

มุมการเอียงของแกนโลกถือว่ามีความเสถียรโดยอนุโลมตลอดคาบระยะเวลายาวนาน ความเอียงของแกนยังมีการส่ายซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ขึ้นลงเล็กน้อยอย่างไม่สม่ำเสมอด้วยคาบการเกิดหลักราว 18.6 ปี[172] ทิศทางการวางตัวของแกนโลกนอกเหนือจากมุมเอียงแล้วยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในลักษณะการหมุนควงโดยครบรอบวัฏจักรในทุกๆ เวลาประมาณ 25,800 ปี ลักษณะการหมุนควงนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้มีความแตกต่างกันระหว่างปีดาวฤกษ์กับปีฤดูกาลและทำให้ตำแหน่งดาวเหนือเคลื่อนที่ การเคลื่อนทั้งสองรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความดึงดูดที่ผันแปรไปของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่กระทำต่อส่วนโป่งบริเวณศูนย์สูตรของโลก ขั้วโลกทั้งคู่ยังมีการเคลื่อนตำแหน่งได้หลายเมตรไปมาตามพื้นผิวโลก การเคลื่อนของขั้วนี้ประกอบกันขึ้นจากวัฏจักรที่หลากหลายซึ่งเรียกรวมๆ กันว่าการเคลื่อนกึ่งคาบ ตัวอย่างการเคลื่อนลักษณะนี้ซึ่งเกิดเป็นประจำด้วยวัฏจักรประมาณ 14 เดือนก็คือการส่ายแชนด์เลอร์ อัตราเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกยังผันแปรไปตามปรากฏการณ์ต่างๆ รู้จักกันในชื่อการผันแปรความยาวของวัน[173]

ในสมัยปัจจุบัน จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของโลกเกิดขึ้นประมาณวันที่ 3 มกราคม และจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดเกิดขึ้นประมาณวันที่ 4 กรกฎาคม วันเวลาที่เกิดขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดอันเนื่องมาจากการหมุนควงและปัจจัยอื่นทางวงโคจร ซึ่งเป็นไปตามแบบแผนที่เกิดซ้ำเป็นรอบๆ รู้จักกันในชื่อวัฏจักรมิลานโควิทช์ การเปลี่ยนแปลงระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ทำให้พลังงานจากดวงอาทิตย์มาถึงโลกเพิ่มขึ้น ณ จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเทียบกับจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดประมาณร้อยละ 6.9[n 12] เพราะซีกโลกใต้มีการเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ในเวลาใกล้เคียงกันกับตำแหน่งที่โลกเดินทางเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ซีกโลกใต้จึงได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากกว่าที่ซีกโลกเหนือได้รับเล็กน้อยตลอดช่วงเวลาของปี ผลที่เป็นอยู่นี้มีนัยสำคัญน้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงพลังงานอันเนื่องมาจากความเอียงของแกนอยู่มาก และส่วนใหญ่ของพลังงานส่วนเกินที่ได้รับมาจะถูกดูดซับไปโดยน้ำอันเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของซีกโลกใต้[174]

ถิ่นที่อยู่อาศัยได้

หลุมอุกกาบาตโบราณในแคนาดาซึ่งปัจจุบันมีน้ำอยู่เด็มเห็นได้ชัดบนพื้นโลก

ดาวเคราะห์ที่สามารถเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตให้ดำรงอยู่ได้อย่างถาวรเรียกว่า ดาวเคราะห์อยู่อาศัยได้ แม้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะไม่ได้ถือกำเนิดมาจากที่นั้นก็ตาม การที่โลกมีน้ำของเหลวอย่างเหลือเฟือทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกเอื้อให้โมเลกุลของสารอินทรีย์ที่มีความซับซ้อนสามารถรวมตัวเข้าด้วยกันหรือมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ และมีพลังงานเพียงพอต่อการเกิดเมแทบอลิซึมอย่างยั่งยืน[175] ระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ตลอดจนความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจร อัตราการหมุนรอบตัวเอง ความเอียงของแกนดาว ประวัติศาสตร์ธรณีวิทยา การมีชั้นบรรยากาศคอยค้ำจุน และมีสนามแม่เหล็กคอยปกป้อง ทั้งหมดล้วนเกื้อหนุนให้เกิดสภาพภูมิอากาศที่พื้นผิวดังเช่นในปัจจุบัน[176]

ชีวมณฑล

ดูบทความหลักที่: ชีวมณฑล
แนวปะการังและชายหาด

รูปแบบสิ่งชีวิตต่างๆบนดาวเคราะห์ได้รับการกล่าวถึงในบางคราวว่าประกอบขึ้นเป็น "ชีวมณฑล" เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าชีวมณฑลของโลกได้เริ่มวิวัฒน์ขึ้นเมื่อประมาณ 3.5 พันล้านปีก่อน[141] จำแนกได้เป็นชีวนิเวศต่างๆ กัน อาศัยอยู่ด้วยพืชและสัตว์หลากหลายที่คล้ายคลึงกันโดยภาพกว้าง ชีวนิเวศบนพื้นดินแบ่งตามหลักใหญ่ได้ตามความแตกต่างกันของละติจูด ความสูงจากระดับน้ำทะเล และระดับความชื้น ส่วนชีวนิเวศบกที่อยู่ในบริเวณอาร์กติกหรือแอนตาร์กติกเซอร์เคิล ที่ที่มีระดับความสูงมาก หรือในพื้นที่แล้งสุดขั้ว จัดได้ว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งโดยมีพืชและสัตว์เพียงเล็กน้อย ความหลากหลายของสปีชีส์จะสูงสุดในพื้นที่ชื้นลุ่มต่ำบริเวณละติจูดแถบศูนย์สูตร[177]

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

แผนภาพต้นไม้คาดการณ์สายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกจากการวิเคราะห์อาร์-อาร์เอ็นเอ

คาดกันว่าปฏิกิริยาเคมีพลังงานสูงได้ก่อให้เกิดโมเลกุลที่สามารถจำลอง-ถอดแบบตนเองได้เมื่อราวสี่พันล้านปีก่อน ตามมาในอีกครึ่งพันล้านปีให้หลังโดยบรรพบุรุษร่วมสุดท้ายของสรรพชีวิต[178] การเจริญพัฒนาขึ้นของการสังเคราะห์แสงได้ช่วยให้บรรดาสิ่งมีชีวิตสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง ยังผลให้เกิดการสะสมออกซิเจนในรูปโมเลกุล (O2) ขึ้นในบรรยากาศ และด้วยผลกระทบจากรังสีพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์จึงได้ก่อชั้นเกราะโอโซน (O3) ขึ้นในบรรยากาศเบื้องบน[141] การประกอบรวมกันเข้าจากเซลล์เล็กๆ หลายเซลล์ภายในเซลล์ที่ใหญ่กว่าได้ทำให้เกิดพัฒนาการของเซลล์ซับซ้อนเรียกว่า ยูแคริโอต[179] สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แบบแท้จริงเกิดขึ้นจากเซลล์ต่างๆ ภายในโคโลนีที่มีความจำเพาะมากขึ้น ด้วยความอนุเคราะห์จากชั้นโอโซนที่ดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตอันเป็นอันตรายออกไป สิ่งมีชีวิตจึงอยู่อาศัยได้บนพื้นผิวโลก[180] หลักฐานทางบรรพชีวินแรกสุดของสิ่งมีชีวิตบนโลกคือแกรไฟต์ที่พบว่าสร้างโดยสิ่งมีชีวิตในชั้นหินตะกอนแปรอายุเก่าแก่ประมาณ 3.7 พันล้านปีค้นพบในกรีนแลนด์ตะวันตก[181] และฟอสซิลผืนจุลชีพพบในหินทรายอายุ 3.48 พันล้านปีค้นพบในออสเตรเลียตะวันตก[182][183]

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ.๒๕๐๓-) เป็นต้นมา ได้มีสมมติฐานถึงการเกิดขึ้นของธารน้ำแข็งอย่างร้ายกาจในช่วงเวลาระหว่าง 750 และ 580 ล้านปีก่อนในช่วงของมหายุคนีโอโปรเทอโรโซอิก แผ่นน้ำแข็งได้แผ่ปกคลุมส่วนใหญ่ของโลกเอาไว้ ตามสมมติฐานใช้ชื่อเรียกว่า "โลกก้อนหิมะ" และได้เป็นที่สนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการระเบิดแคมเบรียน เมื่อสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์เริ่มการแพร่กระจายครั้งใหญ่[184]

นับจากการระเบิดแคมเบรียนราว 535 ล้านปีก่อน ต่อมาภายหลังได้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ห้าครั้ง[185] เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 66 ล้านปีก่อนเมื่อการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยได้จุดชนวนการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ (ที่ไม่ใช่กลุ่มนก) และสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่อื่นๆ แต่สัตว์ขนาดเล็กบางส่วนเหลือรอดมาได้เช่นกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งมีลักษณะคล้ายหนู ตลอด 66 ล้านปีต่อมา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้แตกแขนงออกไปมากมาย และเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว สัตว์คล้ายลิงใหญ่ไม่มีหางแอฟริกา เช่น ออโรริน ทูเจเนนซิส (Orrorin tugenensis) มีความสามารถยืนด้วยลำตัวตั้งตรง[186] ทำให้สามารถใช้เครื่องมือและเกื้อหนุนการสื่อสารระหว่างกัน นำมาซึ่งโภชนาการและการกระตุ้นที่จำเป็นสำหรับสมองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น นำไปสู่วิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์ การพัฒนาการเกษตรกรรมและอารยธรรม ได้ช่วยให้มนุษย์ขึ้นมาครองโลกในช่วงเวลาที่สั้นมากโดยที่ไม่เคยมีสิ่งชีวิตใดทำได้มาก่อน[187] ส่งผลกระเทือนทั้งธรรมชาติและปริมาณของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ทรัพยากรธรรมชาติและการใช้พื้นที่

ดูบทความหลักที่: ทรัพยากรธรรมชาติ
บ่อปิโตรเลียมธรรมชาติในคอร์นา สโลวาเกีย
ประมาณการใช้พื้นที่ของมนุษย์ปี ค.ศ.2000[188]
การใช้พื้นที่ ล้านเฮกตาร์
เพาะปลูก 1,510–1,611
ทุ่งหญ้า 2,500–3,410
ป่าธรรมชาติ 3,143–3,871
ป่าปลูก 126–215
พื้นที่เมือง 66–351
ที่ดินก่อประโยชน์ไม่ได้ใช้ 356–445

โลกมีทรัพยากรหลากหลายซึ่งมนุษย์สามารถแสวงหาประโยชน์เพื่อสนองต่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้ ส่วนหนึ่งของทรัพยากรเหล่านี้คือทรัพยากรไม่หมุนเวียน เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเติมเต็มกลับมาในมาตรเวลาเพียงสั้นๆ

เชื้อเพลิงฟอสซิลปริมาณมากที่ถูกกักเก็บเอาไว้สามารถสำรวจขุดเจาะเอาได้จากเปลือกโลก ประกอบไปด้วยถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ มนุษย์ได้นำเชื้อเพลิงเหล่านี้มาใช้ทั้งเพื่อการผลิดพลังงานและเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมี เนื้อสินแร่จำนวนมากยังได้ก่อตัวขึ้นภายในเปลือกโลกผ่านกระบวนการกำเนิดแร่ อันเป็นผลจากการปะทุของหินหลอมเหลว การกัดเซาะ และการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค[189] วัตถุเหล่านี้ได้เป็นแหล่งเนื้อแร่ของโลหะหลายชนิดตลอดจนธาตุที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างอื่นๆ

บรรยากาศของโลกได้ให้กำเนิดผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ประกอบด้วยอาหาร ไม้ ยารักษาโรค ออกซิเจน และช่วยรีไซเคิลของเสียอินทรีย์จำนวนมาก ระบบนิเวศบกต้องอาศัยหน้าดินและน้ำจืด ในขณะที่ระบบนิเวศมหาสมุทรต้องอาศัยสารอาหารที่ละลายในน้ำซึ่งถูกชะมาจากแผ่นดิน[190] ในปี 1980 (พ.ศ.๒๕๒๓) พื้นดินของโลก 5,053 ล้านเฮกตาร์ (50.53 ล้านตารางกิโลเมตร) เป็นพื้นที่ป่าและต้นไม้ 6,788 ล้านเฮกตาร์ (67.88 ล้านตารางกิโลเมตร) เป็นทุ่งหญ้าและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และ 1,501 ล้านเฮกตาร์ (15.01 ล้านตารางกิโลเมตร) เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพาะปลูก[191] จำนวนพื้นที่ชลประทานโดยประมาณในปี 1993 (พ.ศ.๒๕๓๖) อยู่ที่ 2,481,250 ตารางกิโลเมตร (958,020 ตารางไมล์)[15] มนุษย์ยังดำรงชีวิตบนพื้นดินโดยการใช้วัสดุก่อสร้างขนิดต่างๆ สำหรับก่อสร้างเป็นที่พักอยู่อาศัย

อันตรายทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ภาพภูเขาไฟพาฟลอฟในอะแลสกาพ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่บรรยากาศ ถ่ายจากสถานีอวกาศนานาชาติ

พื้นที่จำนวนมากบนพื้นผิวโลกได้ประสบกับสภาพอากาศร้ายแรง เช่น ไซโคลนเขตร้อน เฮอริเคน หรือไต้ฝุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สิ่งมีชีวิตในพื้นที่นั้นๆ ต้องเผชิญ ช่วงเวลาจากปี 1980 ถึง 2000 (พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๔๓) เหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 11,800 รายต่อปี[192] ในหลายท้องที่ยังต้องประสบกับแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด ทอร์นาโด หลุมยุบ พายุหิมะ น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า และหายนะภัยหรือพิบัติภัยอื่นๆ

พื้นที่ในท้องถิ่นหลายแห่งตกเป็นเหยื่อมลพิษทั้งทางน้ำและอากาศอันมีสาเหตุจากมนุษย์ ฝนกรดและสารพิษนานาชนิด การสูญเสียพื้นที่สีเขียว (การทำปศุสัตว์มากเกินไป การทำลายป่า การเกิดทะเลทราย) การสูญเสียสิ่งมีชีวิตในป่า สปีชีส์ต่างๆสูญพันธุ์ไป ดินเสื่อมคุณภาพ ดินถูกทำลาย การกัดเซาะ และการเข้ามาของสายพันธุ์รุกราน

จากสหประชาชาติ ความสอดคล้องกันทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่ากิจกรรมของมนุษย์เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อนอันเนื่องมาจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การคาดคะเนการเกิดขึ้นของความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่นการละลายของธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็ง ช่วงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่รุนแรงมากขึ้น สภาพอากาศที่วิปริตไปอย่างเห็นได้ชัด และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก[193]

ภูมิศาสตร์มนุษย์

ดูบทความหลักที่: ภูมิศาสตร์มนุษย์ และ โลก
ภาพประกอบรวมได้จากข้อมูลการเรืองแสงภาคพื้นดินของ ดีเอ็มเอสพี/โอแอลเอส ปี 2000 แสดงภาพจำลองยามค่ำคืนของโลก

ด้วยวิชาการเขียนแผนที่ซึ่งทำการศึกษาและสร้างแผนที่ในเชิงปฏิบัติ วิชาภูมิศาสตร์ซึ่งทำการศึกษาพื้นที่ ภูมิประเทศ ผู้อยู่อาศัย และปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลก ล้วนมีประวัติศาสตร์อันแข็งขันที่อุทิศให้แก่การอรรถาธิบายรายละเอียดต่างๆ ของโลก วิศวกรรมสำรวจซึ่งทำการกำหนดที่ตั้งและระยะทาง ตลอดจนขอบเขตอีกบางส่วนจากการเดินเรืออันต้องกำหนดตำแหน่งและทิศทาง ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นร่วมไปกับวิชาการเขียนแผนที่และภูมิศาสตร์ ทั้งหมดนั้นได้อำนวยและให้ปริมาณข้อสนเทศที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม

จำนวนประชากรมนุษย์บนโลกได้เพิ่มขึ้นถึงเจ็ดพันล้านคนโดยประมาณในวันที่ 31 ตุลาคม 2011 (พ.ศ.๒๕๕๔)[195] ภาพที่เป็นอยู่ชี้ว่าประชากรมนุษย์บนโลกจะเพิ่มขึ้นจนถึง 9.2 พันล้านคนในปี 2050 (พ.ศ.๒๕๙๓)[196] จำนวนที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่นั้นคาดว่าจะอยู่ในชาติกำลังพัฒนา ความหนาแน่นของประชากรมนุษย์มีการผันแปรอย่างกว้างขวางทั่วโลกโดยมากอยู่อาศัยในทวีปเอเชีย เมื่อถึงปี 2020 (พ.ศ.๒๕๖๓) ราวร้อยละ 60 ของประชากรโลกคาดว่าจะอยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่าในพื้นที่แถบชนบท[197]

ประมาณกันว่าพื้นที่หนึ่งในแปดของพื้นผิวโลกมีความเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์ โดยที่พื้นที่ราวสามในสี่ของพื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทร เฉพาะหนึ่งในสี่เท่านั้นที่เป็นพื้นดิน กว่าครึ่งของพื้นดินเป็นพื้นที่ทะเลทราย (ร้อยละ 14)[198] เขตเทือกเขาสูง (ร้อยละ 27)[199] หรือเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในรูปแบบอื่นๆ ตำแหน่งที่อยู่เหนือที่สุดของโลกที่มนุษย์ได้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยเป็นการถาวรคือเมืองอเลิร์ท บนเกาะเอลสเมียร์ ในนูนาวุต ประเทศแคนาดา[200] (82°28′เหนือ) ส่วนตำแหน่งใต้สุดคือ สถานีขั้วโลกใต้อมุนด์เซน-สก็อต ที่แอนตาร์กติกา โดยมีที่ตั้งเกือบจะตำแหน่งเดียวกันกับขั้วโลกใต้ (90°ใต้)

ในปี 2000 (พ.ศ.๒๕๔๓) ร้อยละ 90 ของมนุษย์ทั้งหมดอาศัยอยู่ในซีกโลกเหนือ กว่าครึ่งอาศัยในละติจูดสูงกว่า 27° เหนือ[201] ประมาณกว่าร้อยละ 86 ของผู้คนทั้งหมดอาศัยในซีกโลกตะวันออก[202]

ชาติอธิปไตยอิสระจำนวนมากได้อ้างสิทธิ์เหนือพื้นผิวดินทั้งหมดของโลกยกเว้นเพียงบางส่วนของแอนตาร์กติกา ผืนดินส่วนน้อยริมฝั่งด้านตะวันตกของแม่น้ำดานูบรอยต่อโครเอเชีย-เซอร์เบีย และพื้นที่เล็กย่อยที่ไม่ได้อ้างสิทธิ์ในบริเวณบีทาวิลซึ่งอยู่ระหว่างอียิปต์และซูดาน ตามที่ปรากฏในปี 2013 (พ.ศ.๒๕๕๖) โลกมีรัฐอธิปไตยทั้งสิ้น 205 แห่ง ประกอบด้วยรัฐที่เป็นสมาชิกในสหประชาชาติ 193 แห่ง นอกจากนั้นยังมีเขตปกครอง 59 แห่ง พื้นที่ปกครองตนเอง อาณาเขตที่ยังอยู่ในความโต้แย้ง และพื้นที่อย่างอื่นๆ[15] ตามประวัติศาสตร์แล้วยังไม่เคยมีรัฐอธิปไตยใดที่มีอำนาจปกครองครอบคลุมไปทั่วทั้งพิภพโลก แม้กระนั้นก็มีชาติ-รัฐจำนวนหนึ่งที่เคยพยายามขึ้นมาครองโลกแต่ล้มเหลว[203]

สหประชาชาติเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาททั่วโลก ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไกล่เกลี่ยหรือแทรกแซงกรณีพิพาทและข้อขัดแย้งระหว่างชาติรัฐต่างๆ ด้วยการหลีกเลี่ยงวิธีการปะทะกันด้วยความรุนแรง[204] โดยหลักแล้วสหประชาชาติสนับสนุนการเจรจาหรือวิธีการทางการทูตตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ ต่อเมื่อมีฉันทามติจากชาติสมาชิกที่อนุญาตแล้วจึงสามารถทำการเข้าแทรกแซงโดยการใช้กำลังได้[205]

มนุษย์คนแรกที่ได้ขึ้นไปโคจรรอบโลกคือ ยูริ กาการิน เมื่อวันที่ 12 เมษายน 1961 (พ.ศ.๒๕๐๔)[206] หากนับรวมทั้งหมดจนถึง 30 กรกฎาคม 2010 (พ.ศ.๒๕๕๓) ราว 487 คน ได้เคยไปยังอวกาศภายนอกและขึ้นไปจนถึงวงโคจร ในจำนวนนี้ สิบสองคนได้เคยขึ้นไปเดินบนดวงจันทร์[207][208][209] โดยทั่วไปแล้วมนุษย์ที่อยู่ในอวกาศมีเฉพาะที่อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเท่านั้น ลูกเรือของสถานีมีจำนวนทั้งสิ้นหกคนซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนการปฏิบัติภารกิจทุกหกเดือน[210] ระยะทางที่ไกลที่สุดที่มนุษย์เคยเดินทางออกไปจากโลกคือ 400,171 กิโลเมตร โดยเกิดขึ้นในระหว่างภารกิจ อะพอลโล 13 ในปี 1970 (พ.ศ.๒๕๑๓)[211]

มุมมองด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ดูบทความหลักที่: โลกในวัฒนธรรม
การ "อุทัยของโลก" ครั้งแรกที่มนุษย์ได้เห็นกับตาโดยตรง ถ่ายภาพโดยนักบินอวกาศที่โดยสารยาน อะพอลโล 8

สัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์มาตรฐานของโลกประกอบด้วยกากบาทที่มีวงกลมล้อมรอบอยู่ Earth symbol.svg[212]

นับว่าผิดแปลกไปกว่าดาวเคราะห์อื่นๆ ที่ร่วมระบบสุริยะด้วยกัน เพราะมนุษยชาติไม่เคยมองโลกในฐานที่เป็นวัตถุเคลื่อนที่เลยจนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16[213] โลกมักได้รับการยกให้เป็นเทพเจ้าหรือเทพธิดาผู้พิเศษพิสดารต่างๆ เรื่อยมา ในหลายวัฒนธรรมจะปรากฏพระแม่เจ้าซึ่งมีลักษณาการเช่นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ตามตำนานแห่งการก่อกำเนิดในหลากหลายศาสนาได้กล่าวถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการสรรค์สร้างโลกว่าถือกำเนิดโดยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าหรือพหุเทพ ความแปลกกันไปในแต่ละกลุ่มศาสนาที่มักเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับสาขาที่ศรัทธาหลักมูลฐานเดิมของนิกายโปรเตสแตนต์[214] หรือในศาสนาอิสลาม[215] คือยืนยันการแปลความหมายตำนานการสรรค์สร้างสรรพสิ่งตามคัมภีร์ของศาสนานั้นๆ ของตนว่าจริงแท้ตามลำดับพยัญชนะ และควรพิจารณาร่วมไปกับหรือเข้ามาแทนที่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ตามตำราในเรื่องของการสร้างโลกรวมไปถึงจุดกำเนิดและพัฒนาการของสิ่งมีชีวิต[216] คำอ้างมากมายเหล่านั้นถูกคัดค้านโดยชุมชนวิทยาศาสตร์[217][218] และโดยกลุ่มศาสนาอื่นๆ[219][220][221] ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงได้แก่ ปฏิทัศน์เรื่องการสร้างโลกและวิวัฒนาการ

ในอดีตเคยมีความเชื่อในระดับที่แตกต่างกันไปว่าโลกนั้นแบน[222] แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยแนวคิดโลกกลมซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการเชื่อถือโดยพีทาโกรัส (ศตวรรษที่หกก่อนคริสต์ศักราช)[223] วัฒนธรรมมนุษย์ได้มีพัฒนาการในมุมมองมากมายเกี่ยวกับโลก ประกอบด้วยการมีมนุษยภาวะในฐานะที่เป็นเทพเจ้าแห่งดาวเคราะห์ การมีรูปร่างแบน มีตำแหน่งที่ตั้ง ณ ศูนย์กลางของจักรวาล และสมมติฐานไกอาร่วมสมัยว่าเป็นรูปเอกมันต์ของชีวิตินทรีย์อันมีกฎเกณฑ์ความชอบธรรมตามวิถีแห่งตน

ลำดับเหตุการณ์

การกำเนิด

ภาพรังสรรค์โดยศิลปินแสดงการกำเนิดระบบสุริยะ

วัตถุแรกเริ่มที่สุดที่พบในระบบสุริยะมีอายุย้อนหลังไปถึง 4.5672±0.0006 พันล้านปีก่อน[224] ดังนั้นจึงสรุปกันว่าโลกจะต้องถือกำเนิดโดยการรวมตัว-พอกพูนขึ้นประมาณช่วงเวลาเดียวกันนี้ เมื่อ 4.54±0.04 พันล้านปีก่อน[36]โลกยุคแรกก็ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น การก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของวัตถุต่างๆ ในระบบสุริยะปรากฏเป็นลำดับร่วมกับดวงอาทิตย์ ตามทฤษฎีแล้วเนบิวลาสุริยะได้แยกส่วนอาณาบริเวณออกมาจากเมฆโมเลกุลโดยการยุบตัวจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งเริ่มหมุนและแบนลงเป็นจานรอบดาวฤกษ์ จากนั้นดาวเคราะห์ต่างๆ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นลำดับจากดวงอาทิตย์ ในเนบิวลามีองค์ประกอบคือ ก๊าซ เม็ดน้ำแข็ง และฝุ่น (ประกอบด้วยนิวไคลด์แรกกำเนิด) ตามทฤษฎีเนบิวลา ดาวเคราะห์ก่อนเกิดได้เริ่มต้นก่อร่างโดยเม็ดวัตถุต่างๆ ได้พอกรวมตัวกันขึ้นโดยการจับรวมเป็นกลุ่มก้อน และจากนั้นโดยแรงโน้มถ่วง การรวมประสานเข้าเป็นโลกยุคแรกดำเนินไปในช่วงเวลาราว 10-20 ล้านปี[225] ไม่นานหลังจากนั้นดวงจันทร์ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 4.53 พันล้านปีก่อน.[226]

การก่อกำเนิดดวงจันทร์นั้นเป็นหัวข้อที่ยังอยู่ในระหว่างการอภิปรายโต้แย้ง ตามสมมติฐานกล่าวว่าดวงจันทร์ถือกำเนิดขึ้นโดยการรวมตัวจากเศษมวลสารที่หลุดออกไปจากโลกภายหลังจากที่วัตถุขนาดใหญ่เท่าดาวอังคารซึ่งตั้งชื่อว่า เธีย พุ่งเข้าชนโลก[227] แบบจำลองนี้ถือว่ายังไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด สถานการณ์ตามที่ว่ามามวลของเธียจะมีค่าราวร้อยละ 10 ของมวลของโลก[228] พุ่งเข้าชนโลกในลักษณะแฉลบ[229] และมวลบางส่วนได้รวมเข้ากับโลก ในระหว่างเวลาประมาณ 3.8 และ 4.1 พันล้านปีก่อน ดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากได้พุ่งเข้าชนท่ามกลางการระดมชนหนักครั้งสุดท้าย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงกับบริเวณพื้นที่ผิวส่วนใหญ่ของดวงจันทร์รวมทั้งโลก

ประวัติทางธรณีวิทยา

แผนที่ของมหาทวีปแพนเจียโดยแสดงขอบโครงของทวีปปัจจุบัน

บรรยากาศโลกและมหาสมุทรประกอบขึ้นมาโดยกิจกรรมภูเขาไฟและกระบวนการปล่อยก๊าซซึ่งมีไอน้ำเป็นองค์ประกอบ จุดกำเนิดของมหาสมุทรบนโลกเริ่มจากการควบแน่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของน้ำและน้ำแข็งซึ่งถูกส่งมาพร้อมกับดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์ก่อนเกิด และดาวหาง[230] ตามแบบจำลองนี้ "ก๊าซเรือนกระจก" ในบรรยากาศช่วยรักษามหาสมุทรให้พ้นจากสภาพเยือกแข็งเมื่อดวงอาทิตย์ที่ยังเยาว์วัย ณ ขณะนั้นมีความสว่างเพียงร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน[231] ราว 3.5 พันล้านปีก่อน สนามแม่เหล็กโลกก็ได้ก่อร่างขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะซึ่งช่วยปกป้องบรรยากาศไม่ให้ถูกกวาดกระจายไปโดยลมสุริยะ[232] เปลือกโลกได้ก่อรูปขึ้นเมื่อชั้นนอกที่หลอมเหลวของโลกเย็นตัวลงจนอยู่ในสถานะแข็ง ทำให้ไอน้ำที่สะสมตัวอยู่เริ่มต้นบทบาทในบรรยากาศ มีแบบจำลองสองแนวทางด้วยกัน[233] ที่อธิบายการเกิดขึ้นของแผ่นดินโดยเสนอว่าอยู่ในรูปแบบที่เกิดการสร้างสมงอกเงยขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนเป็นดังเช่นในปัจจุบัน[234] หรือไม่ก็อีกแนวทางหนึ่งซึ่งอาจเป็นไปได้มากกว่าคือเกิดพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว[235] ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ในประวัติศาสตร์โลก[236] อันเนื่องมาจากการดำรงอยู่มาต่อเนื่องยาวนานของพื้นที่ส่วนทวีป[237][238][239] ทวีปต่างๆ เกิดขึ้นโดยการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาคซึ่งเป็นกระบวนการที่ขับเคลื่อนโดยหลักจากการสูญเสียความร้อนของบริเวณภายในของโลกอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรเวลาที่ผ่านมาย้อนหลังไปกว่าหลายร้อยล้านปี มหาทวีปได้มีการก่อตัวขึ้นและได้แตกสลายลงแล้วสามรอบ ประมาณเมื่อ 750 ล้านปีก่อน หนึ่งในมหาทวีปโบราณที่เป็นที่รู้จักกันคือโรดิเนียได้เริ่มแตกออกจากกัน ทวีปทั้งหลายภายหลังได้กลับมารวมกันเกิดเป็นมหาทวีปแพนโนเทียเมื่อราว 600–540 ล้านปีก่อน และสุดท้ายคือมหาทวีปแพนเจียซึ่งก็แตกสลายลงเมื่อราว 180 ล้านปีก่อน[240]

รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของยุคน้ำแข็งได้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 40 ล้านปีก่อนและได้รุนแรงมากยิ่งขึ้นระหว่างสมัยไพลสโตซีนเมื่อราว 3 ล้านปีที่แล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบริเวณละติจูดสูงๆ จำต้องเผชิญกับวัฏจักรการเกิดขึ้นของธารน้ำแข็งสลับกับการละลายซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยอุบัติซ้ำในทุกๆ 40,000100,000 ปี ทวีปน้ำแข็งครั้งล่าสุดได้จบสิ้นลงเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน[241]

อนาคตตามการคาดคะเน

ดูบทความหลักที่: อนาคตของโลก

ระยะเวลาอีกยาวนานเท่าใดที่ดาวเคราะห์โลกจะยังคงสามารถค้ำจุนสิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้นั้นประมาณว่าอยู่ในช่วงระหว่าง 500 ล้านปี ไปจนถึง 2.3 พันล้านปีในอนาคตข้างหน้า[242][243][244] อนาคตของโลกถูกผูกติดอย่างแนบแน่นกับความเป็นไปของดวงอาทิตย์ การสั่งสมเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอของฮีเลียมในแกนกลางของดวงอาทิตย์จะทำให้การส่องสว่างรวมของดาวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ความสว่างของดวงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 ในอีก 1.1 พันล้านปีต่อจากนี้ และเพิ่มถึงร้อยละ 40 เมื่อพ้น 3.5 พันล้านปีในอนาคต[245] แบบจำลองภูมิอากาศบ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณรังสีที่มาถึงโลกนั้นจะทำให้เกิดผลสืบเนื่องเลวร้ายสาหัสซึ่งรวมไปถึงการสูญสิ้นไปของมหาสมุทร[246]

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิพื้นผิวโลกจะไปเร่งวัฏจักรคาร์บอนอนินทรีย์ ส่งผลให้ระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลดต่ำลงจนพืชไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ (10 ส่วนในล้านส่วน(พีพีเอ็ม) ในพืชที่สังเคราะห์แสงด้วยการตรึงคาร์บอนแบบซี4) ในระยะเวลาประมาณ 500-900 ล้านปีข้างหน้า[242] การขาดหายไปของพืชจะส่งผลกระทบให้ออกซิเจนขาดหายไปจากบรรยากาศ ดังนั้นอีกราวไม่กี่ล้านปีถัดไปสัตว์ทั้งหลายก็จะดำเนินไปสู่การสูญพันธุ์[247] คล้อยหลังไปอีกพันล้านปีปริมาณน้ำทั้งหมดบนผิวโลกก็จะสูญสิ้น[243] และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะพุ่งขึ้นไปถึง 70 องศาเซลเซียส[247] (158 องศาฟาเรนไฮต์) คาดหมายว่าโลกจะยังคงมีสภาพพออยู่อาศัยได้เพียงประมาณ 500 ล้านปีนับจากจุดนั้น[242] มาตรว่าภาวะดังกล่าวจะยืดออกไปจนถึง 2.3 พันล้านปีข้างหน้าถ้าไนโตรเจนถูกขับออกไปจากบรรยากาศ[244] และกระทั่งว่าหากดวงอาทิตย์จะอยู่ได้ชั่วนิรันดร์และปล่อยพลังงานในอัตราเสถียร ปริมาณกว่าร้อยละ 27 ของน้ำในมหาสมุทรปัจจุบันก็จะต้องถูกกลืนหายไปในแมนเทิลในระยะเวลาพันล้านปี ด้องกันกับการลดน้อยลงของไอน้ำที่ปะทุออกมาจากสันกลางมหาสมุทร[248]

เส้นเวลา 14 พันล้านปี แสดงดวงอาทิตย์ปัจจุบันที่อายุ 4.6 พันล้านปี; จาก 6 พันล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์ร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นดาวยักษ์แดงที่ 10 พันล้านปี, และอีกไม่นานหลังจากนั้นเปลี่ยนไปเป็นดาวแคระขาว
วัฏจักรชีวิตของดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ในฐานที่ดำเนินไปตามกระบวนการวิวัฒนาการนั้นจะกลายเป็นดาวยักษ์แดงในราว 5 พันล้านปีข้างหน้า แบบจำลองทำนายว่าดวงอาทิตย์จะขยายตัวออกโดยคร่าวๆ ถึงกว่า 1 หน่วยดาราศาสตร์ 150,000,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 250 เท่าของรัศมีปัจจุบัน[245][249] ชะตาของโลกนั้นยังไม่ชัดเจนนัก เมื่อเป็นดาวยักษ์แดงแล้วดวงอาทิตย์จะสูญเสียมวลไปประมาณร้อยละ 30 ดังนั้นหากปราศจากผลจากแรงไทด์ โลกจะเคลื่อนไปอยู่ในวงโคจรระดับ 1.7 หน่วยดาราศาสตร์ (250,000,000 กิโลเมตร) จากดวงอาทิตย์ในเวลาที่ดาวพองตัวออกจนมีรัศมีมากที่สุด โลกเองแม้จะคาดไว้แต่แรกว่าจะหนีการโอบคลุมโดยการที่บรรยากาศส่วนนอกที่เบาบางของดวงอาทิตย์ขยายตัวออกมาได้ แต่เกือบทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตที่ยังเหลืออยู่ก็จะถูกทำลายล้างโดยความสว่างที่เพิ่มขึ้นของดวงอาทิตย์ (เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 5,000 เท่าจากระดับปัจจุบัน)[245] การจำลองในปี 2008 (พ.ศ.๒๕๕๑) ชี้ว่าวงโคจรของโลกจะเสื่อมสลายอันเนื่องมาจากผลจากแรงไทด์ และลากเอาโลกให้ตกเข้าสู่บรรยากาศของดวงอาทิตย์ที่เป็นยักษ์แดงนั้นแล้วก็ระเหยไปจนหมดสิ้น[249] หลังจากนั้นแกนของดวงอาทิตย์ก็จะยุบตัวลงกลายเป็นดาวแคระขาวในขณะที่ชั้นนอกของดาวก็จะหลุดกระจายออกไปสู่ห้วงอวกาศเกิดเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ สสารที่ครั้งหนึ่งเคยประกอบขึ้นเป็นโลกก็จะถูกปล่อยไปสู่ห้วงอวกาศระหว่างดาว ซึ่งในที่นั้นวันใดวันหนึ่งข้างหน้าอาจรวมตัวกันเข้าเป็นดาวเคราะห์รุ่นใหม่และเทหฟ้าอื่นๆ อีกมากมาย

ดวงจันทร์

ภาพดวงจันทร์อัสดงลับแนวเขาทางทิศตะวันตกเมื่อมองจากพื้นโลก (เหนือทะเลทรายในแคลิฟอร์เนีย)
ลักษณะเฉพาะ
เส้นผ่านศูนย์กลาง 3,474.8 กม.
มวล 7.349×1022 กก.
กึ่งแกนเอก 384,400 กม.
คาบการโคจร 27 7 43.7
รายละเอียดของระบบ โลก-ดวงจันทร์ นอกจากรัศมีของดาวทั้งสองแล้วได้แสดงรัศมีถึงศูนย์กลางมวลร่วมของโลก-ดวงจันทร์ ภาพจากนาซา ข้อมูลจากนาซา, แกนของดวงจันทร์กำหนดที่ตั้งโดยกฎข้อที่สามของแคสซีนี
ดูบทความหลักที่: ดวงจันทร์

ดวงจันทร์จัดว่ามีขนาดใหญ่โดยการเทียบเคียง มีพื้นผิวแข็ง เป็นดาวบริวารคล้ายดาวเคราะห์โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางร่วมหนึ่งในสี่ของโลก เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดในระบบสุริยะเมื่อเทียบโดยสัดส่วนกับดาวเคราะห์แม่ แม้ว่าแครอนจะดูใหญ่มากกว่าเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์แคระพลูโตก็ตาม ดาวบริวารธรรมชาติที่โคจรรอบดาวเคราะห์อื่นๆ ก็ได้รับการเรียกขานว่า "ดวงจันทร์" ตามอย่างดวงจันทร์ของโลก

การดึงเชิงโน้มถ่วงระหว่างโลกและดวงจันทร์นั้นก่อให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงบนโลก ผลเช่นเดียวกันที่เกิดกับดวงจันทร์นำไปสู่ภาวะการตรึงด้วยแรงไทด์ ทำให้ระยะเวลาในการหมุนรอบตัวเองของดวงจันทร์เท่ากันกับเวลาที่ใช้ในการโคจรรอบโลก ผลที่เห็นคือดวงจันทร์จะหันด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอ ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกแต่ละรอบ พื้นผิวส่วนต่างๆ กันของหน้าที่หันสู่โลกจะสว่างขึ้นโดยดวงอาทิตย์ นำไปสู่ปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม ส่วนหน้าที่มืดแยกออกจากส่วนที่สว่างโดยขอบสิ้นสุดสุริยะ

ภาพจันทร์เต็มดวงเมื่อมองจากซีกโลกเหนือ

จากปฏิสัมพันธ์น้ำขึ้นน้ำลงที่ดำเนินอยู่ ดวงจันทร์จึงถอยห่างออกไปจากโลกในอัตราประมาณ 38 มิลลิเมตรต่อปี ในเวลาอีกหลายล้านปีข้างหน้าการเคลื่อนเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ นี้ รวมถึงการยาวมากขึ้นของระยะวันของโลกที่ประมาณ 23 ไมโครวินาทีทุกปี จะทวีขึ้นจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ[250] ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างยุคดีโวเนียนเมื่อประมาณ 410 ล้านปีก่อน โลกในแต่ละปีจะมีระยะเวลา 400 วัน โดยในหนึ่งวันมีเวลาเพียง 21.8 ชั่วโมง[251]

ดวงจันทร์อาจมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโดยการช่วยควบคุมรักษาภูมิอากาศของโลก หลักฐานทางบรรพชีวินวิทยาและการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นว่าความเอียงของแกนโลกมีเสถียรภาพอยู่ได้โดยปฏิสัมพันธ์เชิงโน้มถ่วงที่มีกับดวงจันทร์[252] นักทฤษฎีบางส่วนเชื่อว่าหากปราศจากเสถียรภาพนี้เมื่อต้องเผชิญกับแรงบิดที่ส่งมาจากจากดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์อื่นๆ ที่กระทำต่อส่วนโป่งบริเวณศูนย์สูตรของโลกแล้ว แกนหมุนของโลกอาจไร้เสถียรภาพถึงขั้นวิปริต โดยจะแสดงการเปลี่ยนแปลงอย่างสับสนอลหม่านในทุกๆ หลายล้านปีดังที่ปรากฏในกรณีของดาวอังคาร[253]

เมื่อมองจากโลก ดวงจันทร์จะอยู่ในระยะห่างออกไปอย่างพอเหมาะทำให้ขนาดปรากฏของดวงจันทร์เกือบที่จะเท่ากันกับดวงอาทิตย์ ขนาดเชิงมุม (หรือมุมตัน) ของวัตถุทั้งสองเสมอกันเพราะเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์แม้จะมากกว่าของดวงจันทร์ร่วม 400 เท่า แต่ระยะทางมาถึงโลกก็ไกลกว่า 400 เท่าด้วยเช่นกัน[167] สภาพดังกล่าวเป็นสาเหตุให้สุริยุปราคาทั้งแบบเต็มดวงและแบบวงแหวนสามารถปรากฏได้บนโลก

ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในการกำเนิดดวงจันทร์คือทฤษฎีการชนใหญ่ โดยกล่าวว่าดวงจันทร์เกิดขึ้นจากการที่ดาวเคราะห์ยุคแรกขนาดเท่าดาวอังคารซึ่งได้ชื่อว่าเธียพุ่งเข้าชนโลกที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ๆ สมมติฐานนี้ให้คำอธิบาย (ในระหว่างทฤษฎีอื่นๆ) เกี่ยวกับการที่ดวงจันทร์ขาดเหล็กในองค์ประกอบรวมถึงธาตุระเหยง่ายอย่างอื่น ตลอดจนข้อเท็จจริงที่องค์ประกอบของดวงจันทร์แทบจะเหมือนกันกับองค์ประกอบของเปลือกโลก[254]

แสดงตามมาตราสัมพัทธ์กับขนาดจริงและระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกและดวงจันทร์

ดาวเคราะห์น้อยและดาวเทียม

สถานีอวกาศนานาชาติ ดาวบริวารประดิษฐ์ที่โคจรรอบโลก

โลกมีดาวเคราะห์น้อยร่วมวงโคจรอย่างน้อยห้าดวงด้วยกัน อาทิเช่น 3753 ครูอิทเน และ 2002 AA29[255][256] ดาวเคราะห์น้อยโทรจันร่วมทางได้แก่ 2010 TK7 ซึ่งเคลื่อนไปตามเส้นทางล้ำหน้าโลก ณ ตำแหน่งจุดสามเหลี่ยมลากร็องจ์ หรือแอล4 ในวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์[257][258]

จนถึงปี 2011 (พ.ศ.๒๕๕๔) มีดาวเทียมฝีมือมนุษย์ในระหว่างปฏิบัติการ 931 ดวงโคจรรอบโลก[259] ยังมีดาวเทียมที่ยุติการใช้งานแล้วและขยะอวกาศอีกมากกว่า 300,000 ชิ้น ดาวเทียมประดิษฐ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกคือสถานีอวกาศนานาชาติ

เชิงอรรถ

  1. ปริมาณทางดาราศาสตร์ทุกค่าผันแปรไปได้ทั้งแบบสืบเนื่องและแบบรายคาบ ปริมาณที่ระบุเป็นค่า ณ จุดเจ2000.0 ของการผันแปรสืบเนื่องโดยตัดความผันแปรรายคาบออก
  2. 2.0 2.1 จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด = a × (1 + e); จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด = a × (1 – e), โดย a คือค่ากึ่งแกนเอก และ e คือค่าความเยื้องศูนย์กลาง ความแตกต่างระหว่างจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดและจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของโลกอยู่ที่ 5 ล้านกิโลเมตร
  3. ลองจิจูดของจุดโหนดขึ้นเป็นจุดที่ซึ่งวัตถุตัดผ่านสุริยวิถีหรือระนาบการโคจรของโลกในขณะที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้น โดยที่ "ขึ้น" หมายถึงทิศทางที่มาจากจุดที่ผู้สังเกตการณ์มอง ดาวเคราะห์และดาวเคราะห์น้อยเกือบทั้งหมดปรากฏเคลื่อนที่ทวนเข็มนาฬิกา แต่จากนิยามแล้ววงโคจรของโลกก็อย่างเดียวกันกับสุริยวิถี จุดดังกล่าวที่ตัดผ่านสุริยวิถีจึงเป็นทุกๆ จุดในวงโคจร ฉะนั้นจึงไม่มีการกำหนดนิยาม
  4. เนื่องจากความผันผวนตามธรรมชาติ ความไม่แน่ชัดบริเวณรอบหิ้งน้ำแข็ง และตัวแบบแผนที่จากข้อมูลการสำรวจแนวดิ่ง ค่าที่แท้จริงของพื้นดินและพื้นที่มหาสมุทรปกคลุมถือว่าไม่มีนัยสำคัญ อาศัยข้อมูลจากเว็คเตอร์แม็ป (VMAP) และชุดข้อมูลของ โกลบอลแลนด์โคเวอร์ ค่าสูงสุดของพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยทะเลสาบและทางน้ำอยู่ที่ร้อยละ 0.6 และ 1.0 ของพื้นผิวโลก โล่น้ำแข็งแอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์ถูกนับเป็นพื้นดินด้วยแม้ว่าส่วนใหญ่ของหินที่รองรับนั้นจะวางตัวอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลก็ตาม
  5. จำนวนวันสุริยะในหนึ่งปีน้อยกว่าจำนวนวันของวันดาวฤกษ์ไปหนึ่งวันเพราะการเคลื่อนที่ในวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์จึงเกิดส่วนเพิ่มล้ำหน้าตามแกนการหมุนของดาวเคราะห์
  6. แต่ละท้องที่ผันแปรระหว่าง 5 และ 200 กิโลเมตร
  7. แต่ละท้องที่ผันแปรระหว่าง 5 และ 70 กิโลเมตร
  8. ประกอบด้วยแผ่นโซมาลีซึ่งเกิดแยกตัวออกจากแผ่นแอฟริกา ดู: Chorowicz, Jean (October 2005). "The East African rift system". Journal of African Earth Sciences 43 (1–3): 379–410. Bibcode:2005JAfES..43..379C. doi:10.1016/j.jafrearsci.2005.07.019. 
  9. เป็นผลการตรวจวัดจากยานอาร์โอวี Kaikō เมื่อมีนาคม 1995 (๒๕๓๘) และเชื่อว่าเป็นการตรวจวัดที่แม่นยำที่สุดจวบจนบัดนี้ ดูหัวข้อแชลเลนเจอร์ดีปสำหรับรายละเอียดที่มากขึ้น
  10. Aoki, แหล่งข้อมูลทางการของตัวเลขนี้ ใช้ศัพท์ "วินาทีของยูที1" แทนที่ "วินาทีของเวลาสุริยะกลาง".—Seidelmann, S.; Kinoshita, H.; Guinot, B.; Kaplan, G. H.; McCarthy, D. D.; Seidelmann, P. K. (1982). "The new definition of universal time". Astronomy and Astrophysics 105 (2): 359–61. Bibcode:1982A&A...105..359A. 
  11. สำหรับโลก รัศมีฮิลล์เท่ากับ R_H = a\left ( \frac{m}{3M} \right )^{\frac{1}{3}}, โดย m คือมวลของโลก a คือหน่วยดาราศาสตร์ และ M คือมวลดวงอาทิตย์ ดังนั้นรัศมีในหน่วยดาราศาสตร์จะประมาณ \left ( \frac{1}{3 \cdot 332,946} \right )^{\frac{1}{3}} = 0.01
  12. จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดคิดเป็นระยะทางเทียบกับจุดใกล้ที่สุดคือร้อยละ 103.4 หากคำนวณตามกฎการผกผันกำลังสอง ปริมาณรังสีที่ได้รับ ณ จุดใกล้ที่สุดจะประมาณร้อยละ 106.9 ของพลังงาน ณ จุดไกลที่สุด

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 Standish, E. Myles; Williams, James C. "Orbital Ephemerides of the Sun, Moon, and Planets" (PDF). International Astronomical Union Commission 4: (Ephemerides). สืบค้นเมื่อ 2010-04-03.  See table 8.10.2. Calculation based upon 1 AU = 149,597,870,700(3) m.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 Staff (2007-08-07). "Useful Constants". International Earth Rotation and Reference Systems Service. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  3. 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 Williams, David R. (2004-09-01). "Earth Fact Sheet". NASA. สืบค้นเมื่อ 2010-08-09. 
  4. "Earth Mean Anomaly". Wolfram Alpha. สืบค้นเมื่อ 30 December 2014. 
  5. Allen, Clabon Walter; Cox, Arthur N. (2000). Allen's Astrophysical Quantities. Springer. p. 294. ISBN 0-387-98746-0. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  6. Cain, Fraser (24 October 2013). "How Many Satellites Are in Space?". Universe Today. สืบค้นเมื่อ 1 February 2014. 
  7. Various (2000). David R. Lide, ed. Handbook of Chemistry and Physics (81st ed.). CRC. ISBN 0-8493-0481-4. 
  8. "Selected Astronomical Constants, 2011". The Astronomical Almanac. สืบค้นเมื่อ 2011-02-25. 
  9. 9.0 9.1 World Geodetic System (WGS-84). Available online from National Geospatial-Intelligence Agency.
  10. Cazenave, Anny (1995). "Geoid, Topography and Distribution of Landforms" (PDF). In Ahrens, Thomas J. Global earth physics a handbook of physical constants. Washington, DC: American Geophysical Union. ISBN 0-87590-851-9. Archived from the original on 2006-10-16. สืบค้นเมื่อ 2008-08-03. 
  11. IERS Working Groups (2003). "General Definitions and Numerical Standards". In McCarthy, Dennis D.; Petit, Gérard. IERS Technical Note No. 32 (U.S. Naval Observatory and Bureau International des Poids et Mesures). สืบค้นเมื่อ 2008-08-03. 
  12. Humerfelt, Sigurd (October 26, 2010). "How WGS 84 defines Earth". สืบค้นเมื่อ 2011-04-29. 
  13. Earth's circumference is almost exactly 40,000 km because the metre was calibrated on this measurement—more specifically, 1/10-millionth of the distance between the poles and the equator.
  14. 14.0 14.1 Pidwirny, Michael (2006-02-02). Surface area of our planet covered by oceans and continents.(Table 8o-1). University of British Columbia, Okanagan. สืบค้นเมื่อ 2007-11-26. 
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 Staff (2008-07-24). "World". The World Factbook. Central Intelligence Agency. สืบค้นเมื่อ 2008-08-05. 
  16. "Solar System Exploration: Earth: Facts & Figures". NASA. 13 December 2012. สืบค้นเมื่อ 22 January 2012. 
  17. The international system of units (SI) (2008 ed.). United States Department of Commerce, NIST Special Publication 330. p. 52. 
  18. Williams, James G. (1994). "Contributions to the Earth's obliquity rate, precession, and nutation". The Astronomical Journal 108: 711. Bibcode:1994AJ....108..711W. doi:10.1086/117108. ISSN 0004-6256. 
  19. Allen, Clabon Walter; Cox, Arthur N. (2000). Allen's Astrophysical Quantities. Springer. p. 296. ISBN 0-387-98746-0. สืบค้นเมื่อ 2010-08-17. 
  20. Arthur N. Cox, ed. (2000). Allen's Astrophysical Quantities (4th ed.). New York: AIP Press. p. 244. ISBN 0-387-98746-0. สืบค้นเมื่อ 2010-08-17. 
  21. "World: Lowest Temperature". WMO Weather and Climate Extremes Archive. Arizona State University. สืบค้นเมื่อ 2010-08-07. 
  22. Kinver, Mark (December 10, 2009). "Global average temperature may hit record level in 2010". BBC Online. สืบค้นเมื่อ 2010-04-22. 
  23. "World: Highest Temperature". WMO Weather and Climate Extremes Archive. Arizona State University. สืบค้นเมื่อ 2010-08-07. 
  24. National Oceanic and Atmospheric Administration (5 December 2014). "Trends in Atmospheric Carbon Dioxide". Earth System Research Laboratory. 
  25. Oxford English Dictionary, 3rd ed. "world, n." Oxford University Press (Oxford), 2010.
  26. Particularly as the setting for human civilization and experience.[25]
  27. Oxford English Dictionary, 1st ed. "terra, n." Oxford University Press (Oxford), 1911.
  28. Oxford English Dictionary, 3rd ed. "Gaia, n." Oxford University Press (Oxford), 2007.
  29. From the name of the Greek earth goddess, but now particularly used for the global ecosystem.[28]
  30. Sahney, S., Benton, M.J. and Ferry, P.A. (27 January 2010). "Links between global taxonomic diversity, ecological diversity and the expansion of vertebrates on land" (PDF). Biology Letters 6 (4): 544–47. doi:10.1098/rsbl.2009.1024. PMC 2936204. PMID 20106856. 
  31. Stearns, Beverly Peterson; Stearns, S. C.; Stearns, Stephen C. (1 August 2000). Watching, from the Edge of Extinction. Yale University Press. p. 1921. ISBN 978-0-300-08469-6. สืบค้นเมื่อ 27 December 2014. 
  32. Novacek, Michael J. (8 November 2014). "Prehistory's Brilliant Future". New York Times. สืบค้นเมื่อ 25 December 2014. 
  33. May, Robert M. (1988). "How many species are there on earth?". Science 241 (4872): 1441–1449. Bibcode:1988Sci...241.1441M. doi:10.1126/science.241.4872.1441. PMID 17790039. 
  34. Miller, G.; Spoolman, Scott (1 January 2012). "Biodiversity and Evolution". Environmental Science. Cengage Learning. p. 62. ISBN 1-133-70787-4. สืบค้นเมื่อ 27 December 2014. 
  35. "Current World Population". worldometers. n.d. สืบค้นเมื่อ 4 November 2014. 
  36. 36.0 36.1 See:
  37. Harrison, Roy M.; Hester, Ronald E. (2002). Causes and Environmental Implications of Increased UV-B Radiation. Royal Society of Chemistry. ISBN 0-85404-265-2. 
  38. National Oceanic and Atmospheric Administration. "Ocean". NOAA.gov. สืบค้นเมื่อ 3 May 2013. 
  39. Yoder, Charles F. (1995). T. J. Ahrens, ed. Global Earth Physics: A Handbook of Physical Constants. Washington: American Geophysical Union. p. 8. ISBN 0-87590-851-9. สืบค้นเมื่อ 2007-03-17. 
  40. มหาวรรค ญาณกถา ข้อ ๒๗๕, พระไตรปิฎก เล่มที่ 31 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
  41. อรรถาธิบาย โลกวิทู, พระไตรปิฎกอรรถกถา เล่มที่ 1 อรรถกถาพระวินัย สมันตปาสาทิกา มหาวิภังควรรณนา
  42. พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
  43. 43.0 43.1 43.2 43.3 43.4 43.5 43.6 43.7 Oxford English Dictionary, 3rd ed. "earth, n.¹" Oxford University Press (Oxford), 2010.
  44. Including eorþe, erþe, erde, and erthe.[43]
  45. The New Oxford Dictionary of English, 1st ed. "earth". Oxford University Press (Oxford), 1998. ISBN 0-19-861263-X.
  46. 46.0 46.1 Beowulf. Trans. Chad Matlick in "Beowulf: Lines 1399 to 1799". West Virginia University. Accessed 5 Aug 2014. แม่แบบ:Ang icon & (อังกฤษ)
  47. As in Beowulf (1531–33):
    Wearp ða wundelmæl   wrættum gebunden
    yrre oretta,   þæt hit on eorðan læg,
    stið ond stylecg.
    [43][46]
    "He threw the artfully-wound sword so that it lay upon the earth, firm and sharp-edged."[46]
  48. Mounce Reverse-Intralinear New Testament: "Luke 13:7". Hosted at Bible Gateway. 2014. Accessed 5 Aug 2014. แม่แบบ:Grc icon & (อังกฤษ)
  49. As in the Old English glosses of the Lindisfarne Gospels (Luke 13:7):
    Succidite ergo illam ut quid etiam terram occupat: hrendas uel scearfað forðon ðailca uel hia to huon uutedlice eorðo gionetað uel gemerras.[43]
    "Remove it. Why should it use up the soil?"[48]
  50. Ælfric of Eynsham. Heptateuch. Reprinted by S.J. Crawford as The Old English Version of the Heptateuch, Ælfric’s Treatise on the Old and New Testament and his Preface to Genesis. Humphrey Milford (London), 1922. Hosted at Wordhord. Accessed 5 Aug 2014. แม่แบบ:Ang icon
  51. King James Version of the Bible: "Genesis 1:10". Hosted at Bible Gateway. 2014. Accessed 5 August 2014.
  52. As in Ælfric's Heptateuch (Gen. 1:10):
    Ond God gecygde ða drignysse eorðan ond ðære wætera gegaderunge he het sæ.[43][50]
    "And God called the dry land Earth; and the gathering together of the waters called he Seas."[51]
  53. Mounce Reverse-Intralinear New Testament: "Matthew 28:18". Hosted at Bible Gateway. 2014. Accessed 5 Aug 2014. แม่แบบ:Grc icon & (อังกฤษ)
  54. As in the Wessex Gospels (Matt. 28:18):
    Me is geseald ælc anweald on heofonan & on eorðan.[43]
    "All authority in heaven and on earth has been given to me."[53]
  55. "Genesis A". Hosted at the Dept. of Linguistic Studies at the University of Padua. Accessed 5 August 2014. แม่แบบ:Ang icon
  56. Killings, Douglas. Codex Junius 11, I.ii. 1996. Hosted at Project Gutenberg. Accessed 5 August 2014.
  57. As in the Codex Junius's Genesis (112–16):
    her ærest gesceop   ece drihten,
    helm eallwihta,   heofon and eorðan,
    rodor arærde   and þis rume land
    gestaþelode   strangum mihtum,
    frea ælmihtig.
    [43][55]
    "Here first with mighty power the Everlasting Lord, the Helm of all created things, Almighty King, made earth and heaven, raised up the sky and founded the spacious land."[56]
  58. Ælfric, Abbot of Eynsham. "De temporibus annis" Trans. P. Baker as "On the Seasons of the Year". Hosted at Old English at the University of Virginia, 1998. Accessed 6 August 2014.
  59. As in Ælfric's On the Seasons of the Year (Ch. 6, §9):
    Seo eorðe stent on gelicnysse anre pinnhnyte, & seo sunne glit onbutan be Godes gesetnysse.[43]
    "The earth can be compared to a pine cone, and the sun glides around it by God's decree.[58]
  60. Tacitus. Germania, Ch. 40.
  61. Simek, Rudolf. Trans. Angela Hall as Dictionary of Northern Mythology, p. 179. D.S. Brewer, 2007. ISBN 0-85991-513-1.
  62. Milbert, D. G.; Smith, D. A. "Converting GPS Height into NAVD88 Elevation with the GEOID96 Geoid Height Model". National Geodetic Survey, NOAA. สืบค้นเมื่อ 2007-03-07. 
  63. 63.0 63.1 Sandwell, D. T.; Smith, W. H. F. (2006-07-07). "Exploring the Ocean Basins with Satellite Altimeter Data". NOAA/NGDC. สืบค้นเมื่อ 2007-04-21. 
  64. The 'Highest' Spot on Earth? NPR.org Consultado el 25-07-2010
  65. Mohr, P. J.; Taylor, B. N. (October 2000). "Unit of length (meter)". NIST Reference on Constants, Units, and Uncertainty. NIST Physics Laboratory. สืบค้นเมื่อ 2007-04-23. 
  66. "Is a Pool Ball Smoother than the Earth?". Billiards Digest. 1 June 2013. สืบค้นเมื่อ 26 November 2014. 
  67. 67.0 67.1 "The 'Highest' Spot on Earth". Npr.org. 7 April 2007. สืบค้นเมื่อ 31 July 2012. 
  68. Senne, Joseph H. (2000). "Did Edmund Hillary Climb the Wrong Mountain". Professional Surveyor 20 (5): 16–21. 
  69. Sharp, David (2005-03-05). "Chimborazo and the old kilogram". The Lancet 365 (9462): 831–32. doi:10.1016/S0140-6736(05)71021-7. PMID 15752514. 
  70. "Tall Tales about Highest Peaks". Australian Broadcasting Corporation. สืบค้นเมื่อ 2008-12-29. 
  71. "Gravity Variations Over Earth Much Bigger Than Previously Thought". Science Daily. September 4, 2013. สืบค้นเมื่อ 2014-01-01. 
  72. Brown, Geoff C.; Mussett, Alan E. (1981). The Inaccessible Earth (2nd ed.). Taylor & Francis. p. 166. ISBN 0-04-550028-2.  Note: After Ronov and Yaroshevsky (1969).
  73. Morgan, J. W.; Anders, E. (1980). "Chemical composition of Earth, Venus, and Mercury". Proceedings of the National Academy of Sciences 77 (12): 6973–77. Bibcode:1980PNAS...77.6973M. doi:10.1073/pnas.77.12.6973. PMC 350422. PMID 16592930. 
  74. PD-icon.svg One or more of the preceding sentences incorporates text from a publication now in the public domain Chisholm, Hugh, ed. (1911). "Petrology". Encyclopædia Britannica (11th ed.). Cambridge University Press.
  75. Robinson, Eugene C. (January 14, 2011). "The Interior of the Earth". http://pubs.usgs.gov. U.S. Geological Survey. สืบค้นเมื่อ August 30, 2013. 
  76. "Structure and composition of the Earth". Australian Museum Online. สืบค้นเมื่อ 2007-09-14. 
  77. Earth. Channel4.com. Retrieved on 2011-12-13.
  78. Structure of the Earth. The Encyclopedia of Earth. March 3, 2010
  79. Rogers, N.; Blake, S.; Burton, K. (2008). An introduction to our dynamic planet. Cambridge University Press. p. 19. ISBN 978-0-521-49424-3. สืบค้นเมื่อ 16 January. 
  80. Condie, K.C. 1997. Plate Tectonics and Crustal Evolution (4th Edition). 288 page, Butterworth-Heinemann Ltd.
  81. Müller, R. Dietmar (April 2008). "Age, spreading rates, and spreading asymmetry of the world's ocean crust". Geochemistry, Geophysics, Geosystems (American Geophysical Union) 9 (4). doi:10.1029/2007GC001743. 
  82. Hawkesworth et al. 2010
  83. Cogley 1984
  84. "Team finds Earth's 'oldest rocks'". BBC News. 2008-09-26. สืบค้นเมื่อ 2010-03-27. 
  85. P. J. Patchett and S. D. Samson, 2003, Ages and Growth of the Continental Crust from Radiogenic Isotopes. In The Crust (ed. R. L. Rudnick) volume 3, pp. 321–348 of Treatise on Geochemistry (eds. H. D. Holland and K. K. Turekian), Elsevier-Pergamon, Oxford ISBN 0-08-043751-6
  86. Jordan, T. H. (1979). "Structural geology of the Earth's interior". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America 76 (9): 4192–4200. Bibcode:1979PNAS...76.4192J. doi:10.1073/pnas.76.9.4192. PMC 411539. PMID 16592703. 
  87. Robertson, Eugene C. (2001-07-26). "The Interior of the Earth". USGS. สืบค้นเมื่อ 2007-03-24. 
  88. Mantle: Schlumberger Oilfield Glossary. Glossary.oilfield.slb.com. Retrieved on 2013-05-11.
  89. Robertson, Eugene (2007). "The interior of the earth". USGS. สืบค้นเมื่อ 2009-01-06. 
  90. Louie, J. (1996). "Earth's Interior". University of Nevada, Reno. สืบค้นเมื่อ 2007-12-24. 
  91. Lithosphere: Schlumberger Oilfield Glossary. Glossary.oilfield.slb.com. Retrieved on 2013-05-11.
  92. Asthenosphere: Schlumberger Oilfield Glossary. Glossary.oilfield.slb.com. Retrieved on 2013-05-11.
  93. Burns, Roger George (1993). Mineralogical Applications of Crystal Field Theory. Cambridge University Press. p. 354. ISBN 0-521-43077-1. สืบค้นเมื่อ 2007-12-26. 
  94. "The structure of the Earth". Moorland School. 2005. สืบค้นเมื่อ 2007-12-26. 
  95. Alden, Andrew (2007). "Today's Mantle: a guided tour". About.com. สืบค้นเมื่อ 2007-12-25. 
  96. The Mantle. mediatheek.thinkquest.nl (2000)
  97. Tanimoto, Toshiro (1995). "Crustal Structure of the Earth" (PDF). In Thomas J. Ahrens. Global Earth Physics: A Handbook of Physical Constants. Washington, DC: American Geophysical Union. ISBN 0-87590-851-9. Archived from the original on 2006-10-16. สืบค้นเมื่อ 2007-02-03. 
  98. Monnereau, Marc; Calvet, Marie; Margerin, Ludovic; Souriau, Annie (May 21, 2010). "Lopsided Growth of Earth's Inner Core". Science 328 (5981): 1014–1017. Bibcode:2010Sci...328.1014M. doi:10.1126/science.1186212. PMID 20395477 
  99. E. R. Engdahl; E. A. Flynn & R. P. Massé (1974). "Differential PkiKP travel times and the radius of the core". Geophys. J. R. Astr. Soc. 40 (3): 457–463. Bibcode:1974GeoJI..39..457E. doi:10.1111/j.1365-246X.1974.tb05467.x. 
  100. First Measurement Of Magnetic Field Inside Earth's Core. Science20.com. Retrieved on 2012-01-27.
  101. Buffett, Bruce A. (2010). "Tidal dissipation and the strength of the Earth's internal magnetic field". Nature 468 (7326): 952–4. Bibcode:2010Natur.468..952B. doi:10.1038/nature09643. PMID 21164483. 
  102. Waszek, Lauren; Irving, Jessica; Deuss, Arwen (2011). "Reconciling the hemispherical structure of Earth's inner core with its super-rotation". Nature Geoscience 4 (4): 264–267. Bibcode:2011NatGe...4..264W. doi:10.1038/ngeo1083. 
  103. Kerr, Richard A. (2005-09-26). "Earth's Inner Core Is Running a Tad Faster Than the Rest of the Planet". Science 309 (5739): 1313. doi:10.1126/science.309.5739.1313a. PMID 16123276. 
  104. Wootton, Anne (September 2006) "Earth's Inner Fort Knox" Discover 27(9): p.18;
  105. 105.0 105.1 Turcotte, D. L.; Schubert, G. (2002). "4". Geodynamics (2 ed.). Cambridge, England, UK: Cambridge University Press. pp. 136–37. ISBN 978-0-521-66624-4. 
  106. Sanders, Robert (2003-12-10). "Radioactive potassium may be major heat source in Earth's core". UC Berkeley News. สืบค้นเมื่อ 2007-02-28. 
  107. http://www.esrf.eu/news/general/Earth-Center-Hotter/Earth-Centre-Hotter
  108. Alfè, D.; Gillan, M. J.; Vocadlo, L.; Brodholt, J.; Price, G. D. (2002). "The ab initio simulation of the Earth's core" (PDF). Philosophical Transactions of the Royal Society 360 (1795): 1227–44. Bibcode:2002RSPTA.360.1227A. doi:10.1098/rsta.2002.0992. สืบค้นเมื่อ 2007-02-28. 
  109. Vlaar, N; Vankeken, P.; Vandenberg, A. (1994). "Cooling of the Earth in the Archaean: Consequences of pressure-release melting in a hotter mantle" (PDF). Earth and Planetary Science Letters 121 (1–2): 1. Bibcode:1994E&PSL.121....1V. doi:10.1016/0012-821X(94)90028-0. 
  110. Turcotte, D. L.; Schubert, G. (2002). "4". Geodynamics (2 ed.). Cambridge, England, UK: Cambridge University Press. p. 137. ISBN 978-0-521-66624-4. 
  111. Pollack, Henry N.; Hurter, Suzanne J.; Johnson, Jeffrey R. (August 1993). "Heat flow from the Earth's interior: Analysis of the global data set". Reviews of Geophysics 31 (3): 267–80. Bibcode:1993RvGeo..31..267P. doi:10.1029/93RG01249. 
  112. Richards, M. A.; Duncan, R. A.; Courtillot, V. E. (1989). "Flood Basalts and Hot-Spot Tracks: Plume Heads and Tails". Science 246 (4926): 103–07. Bibcode:1989Sci...246..103R. doi:10.1126/science.246.4926.103. PMID 17837768. 
  113. Sclater, John G; Parsons, Barry; Jaupart, Claude (1981). "Oceans and Continents: Similarities and Differences in the Mechanisms of Heat Loss". Journal of Geophysical Research 86 (B12): 11535. Bibcode:1981JGR....8611535S. doi:10.1029/JB086iB12p11535. 
  114. Brown, W. K.; Wohletz, K. H. (2005). "SFT and the Earth's Tectonic Plates". Los Alamos National Laboratory. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02. 
  115. Kious, W. J.; Tilling, R. I. (1999-05-05). "Understanding plate motions". USGS. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02. 
  116. Seligman, Courtney (2008). "The Structure of the Terrestrial Planets". Online Astronomy eText Table of Contents. cseligman.com. สืบค้นเมื่อ 2008-02-28. 
  117. Duennebier, Fred (1999-08-12). "Pacific Plate Motion". University of Hawaii. สืบค้นเมื่อ 2007-03-14. 
  118. Mueller, R. D. และคณะ (2007-03-07). "Age of the Ocean Floor Poster". NOAA. สืบค้นเมื่อ 2007-03-14. 
  119. Bowring, Samuel A.; Williams, Ian S. (1999). "Priscoan (4.00–4.03 Ga) orthogneisses from northwestern Canada". Contributions to Mineralogy and Petrology 134 (1): 3. Bibcode:1999CoMP..134....3B. doi:10.1007/s004100050465. 
  120. Meschede, Martin; Barckhausen, Udo (2000-11-20). "Plate Tectonic Evolution of the Cocos-Nazca Spreading Center". Proceedings of the Ocean Drilling Program. Texas A&M University. สืบค้นเมื่อ 2007-04-02. 
  121. Staff. "GPS Time Series". NASA JPL. สืบค้นเมื่อ 2007-04-02. 
  122. "CIA – The World Factbook". Cia.gov. สืบค้นเมื่อ 2 November 2012. 
  123. Kring, David A. "Terrestrial Impact Cratering and Its Environmental Effects". Lunar and Planetary Laboratory. สืบค้นเมื่อ 2007-03-22. 
  124. Staff. "Layers of the Earth". Volcano World. สืบค้นเมื่อ 2007-03-11. 
  125. Jessey, David. "Weathering and Sedimentary Rocks". Cal Poly Pomona. สืบค้นเมื่อ 2007-03-20. 
  126. de Pater, Imke; Lissauer, Jack J. (2010). Planetary Sciences (2nd ed.). Cambridge University Press. p. 154. ISBN 0-521-85371-0. 
  127. Wenk, Hans-Rudolf; Bulakh, Andreĭ Glebovich (2004). Minerals: their constitution and origin. Cambridge University Press. p. 359. ISBN 0-521-52958-1. 
  128. FAO Staff (1995). FAO Production Yearbook 1994 (Volume 48 ed.). Rome, Italy: Food and Agriculture Organization of the United Nations. ISBN 92-5-003844-5. 
  129. Sverdrup, H. U.; Fleming, Richard H. (1942-01-01). The oceans, their physics, chemistry, and general biology. Scripps Institution of Oceanography Archives. ISBN 0-13-630350-1. สืบค้นเมื่อ 2008-06-13. 
  130. "7,000 m Class Remotely Operated Vehicle KAIKO 7000". Japan Agency for Marine-Earth Science and Technology (JAMSTEC). สืบค้นเมื่อ 2008-06-07. 
  131. Charette, Matthew A.; Smith, Walter H. F. (June 2010). "The Volume of Earth's Ocean". Oceanography 23 (2): 112–14. doi:10.5670/oceanog.2010.51. สืบค้นเมื่อ 2013-06-06. 
  132. Sphere depth of the ocean, Encyclopædia Britannica
  133. Third rock from the Sun - restless Earth, NASA's Cosmos
  134. "The World of Water", USGS
  135. Kennish, Michael J. (2001). Practical handbook of marine science. Marine science series (3rd ed.). CRC Press. p. 35. ISBN 0-8493-2391-6. 
  136. Mullen, Leslie (2002-06-11). "Salt of the Early Earth". NASA Astrobiology Magazine. สืบค้นเมื่อ 2007-03-14. 
  137. Morris, Ron M. "Oceanic Processes". NASA Astrobiology Magazine. สืบค้นเมื่อ 2007-03-14. 
  138. Scott, Michon (2006-04-24). "Earth's Big heat Bucket". NASA Earth Observatory. สืบค้นเมื่อ 2007-03-14. 
  139. Sample, Sharron (2005-06-21). "Sea Surface Temperature". NASA. สืบค้นเมื่อ 2007-04-21. 
  140. Geerts, B.; Linacre, E. (November 1997). "The height of the tropopause". Resources in Atmospheric Sciences. University of Wyoming. สืบค้นเมื่อ 2006-08-10. 
  141. 141.0 141.1 141.2 Zimmer, Carl (3 October 2013). "Earth’s Oxygen: A Mystery Easy to Take for Granted". New York Times. สืบค้นเมื่อ 3 October 2013. 
  142. 142.0 142.1 Staff (2003-10-08). "Earth's Atmosphere". NASA. สืบค้นเมื่อ 2007-03-21. 
  143. Pidwirny, Michael (2006). "Fundamentals of Physical Geography (2nd Edition)". PhysicalGeography.net. สืบค้นเมื่อ 2007-03-19. 
  144. 144.0 144.1 Moran, Joseph M. (2005). "Weather". World Book Online Reference Center. NASA/World Book, Inc. สืบค้นเมื่อ 2007-03-17. 
  145. 145.0 145.1 Berger, Wolfgang H. (2002). "The Earth's Climate System". University of California, San Diego. สืบค้นเมื่อ 2007-03-24. 
  146. Rahmstorf, Stefan (2003). "The Thermohaline Ocean Circulation". Potsdam Institute for Climate Impact Research. สืบค้นเมื่อ 2007-04-21. 
  147. Various (1997-07-21). "The Hydrologic Cycle". University of Illinois. สืบค้นเมื่อ 2007-03-24. 
  148. Sadava, David E.; Heller, H. Craig; Orians, Gordon H. (2006). Life, the Science of Biology (8th ed.). MacMillan. p. 1114. ISBN 0-7167-7671-5. 
  149. Staff. "Climate Zones". UK Department for Environment, Food and Rural Affairs. สืบค้นเมื่อ 2007-03-24. 
  150. Staff (2004). "Stratosphere and Weather; Discovery of the Stratosphere". Science Week. สืบค้นเมื่อ 2007-03-14. 
  151. de Córdoba, S. Sanz Fernández (2004-06-21). "Presentation of the Karman separation line, used as the boundary separating Aeronautics and Astronautics". Fédération Aéronautique Internationale. สืบค้นเมื่อ 2007-04-21. 
  152. Liu, S. C.; Donahue, T. M. (1974). "The Aeronomy of Hydrogen in the Atmosphere of the Earth". Journal of Atmospheric Sciences 31 (4): 1118–36. Bibcode:1974JAtS...31.1118L. doi:10.1175/1520-0469(1974)031<1118:TAOHIT>2.0.CO;2. 
  153. Catling, David C.; Zahnle, Kevin J.; McKay, Christopher P. (2001). "Biogenic Methane, Hydrogen Escape, and the Irreversible Oxidation of Early Earth". Science 293 (5531): 839–43. Bibcode:2001Sci...293..839C. doi:10.1126/science.1061976. PMID 11486082. 
  154. Abedon, Stephen T. (1997-03-31). "History of Earth". Ohio State University. สืบค้นเมื่อ 2007-03-19. 
  155. Hunten, D. M.; Donahue, T. M (1976). "Hydrogen loss from the terrestrial planets". Annual review of earth and planetary sciences 4 (1): 265–92. Bibcode:1976AREPS...4..265H. doi:10.1146/annurev.ea.04.050176.001405. 
  156. Lang, Kenneth R. (2003). The Cambridge guide to the solar system. Cambridge University Press. p. 92. ISBN 0-521-81306-9. 
  157. Fitzpatrick, Richard (2006-02-16). "MHD dynamo theory". NASA WMAP. สืบค้นเมื่อ 2007-02-27. 
  158. Campbell, Wallace Hall (2003). Introduction to Geomagnetic Fields. New York: Cambridge University Press. p. 57. ISBN 0-521-82206-8. 
  159. Stern, David P. (2005-07-08). "Exploration of the Earth's Magnetosphere". NASA. สืบค้นเมื่อ 2007-03-21. 
  160. McCarthy, Dennis D.; Hackman, Christine; Nelson, Robert A. (November 2008). "The Physical Basis of the Leap Second". The Astronomical Journal 136 (5): 1906–08. Bibcode:2008AJ....136.1906M. doi:10.1088/0004-6256/136/5/1906. 
  161. "Leap seconds". Time Service Department, USNO. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  162. http://maia.usno.navy.mil/ser7/ser7.dat
  163. Seidelmann, P. Kenneth (1992). Explanatory Supplement to the Astronomical Almanac. Mill Valley, CA: University Science Books. p. 48. ISBN 0-935702-68-7. 
  164. Staff. "IERS Excess of the duration of the day to 86400s ... since 1623". International Earth Rotation and Reference Systems Service (IERS). สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. —Graph at end.
  165. Staff. "IERS Variations in the duration of the day 1962–2005". International Earth Rotation and Reference Systems Service (IERS). Archived from the original on 2007-08-13. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  166. Zeilik, M.; Gregory, S. A. (1998). Introductory Astronomy & Astrophysics (4th ed.). Saunders College Publishing. p. 56. ISBN 0-03-006228-4. 
  167. 167.0 167.1 Williams, David R. (2006-02-10). "Planetary Fact Sheets". NASA. สืบค้นเมื่อ 2008-09-28. —See the apparent diameters on the Sun and Moon pages.
  168. Williams, David R. (2004-09-01). "Moon Fact Sheet". NASA. สืบค้นเมื่อ 2007-03-21. 
  169. Vázquez, M.; Rodríguez, P. Montañés; Palle, E. (2006). "The Earth as an Object of Astrophysical Interest in the Search for Extrasolar Planets" (PDF). Instituto de Astrofísica de Canarias. สืบค้นเมื่อ 2007-03-21. 
  170. Astrophysicist team (2005-12-01). "Earth's location in the Milky Way". NASA. สืบค้นเมื่อ 2008-06-11. 
  171. Bromberg, Irv (2008-05-01). "The Lengths of the Seasons (on Earth)". University of Toronto. สืบค้นเมื่อ 2008-11-08. 
  172. Lin, Haosheng (2006). "Animation of precession of moon orbit". Survey of Astronomy AST110-6. University of Hawaii at Manoa. สืบค้นเมื่อ 2010-09-10. 
  173. Fisher, Rick (1996-02-05). "Earth Rotation and Equatorial Coordinates". National Radio Astronomy Observatory. สืบค้นเมื่อ 2007-03-21. 
  174. Williams, Jack (2005-12-20). "Earth's tilt creates seasons". USAToday. สืบค้นเมื่อ 2007-03-17. 
  175. Staff (September 2003). "Astrobiology Roadmap". NASA, Lockheed Martin. สืบค้นเมื่อ 2007-03-10. 
  176. Dole, Stephen H. (1970). Habitable Planets for Man (2nd ed.). American Elsevier Publishing Co. ISBN 0-444-00092-5. สืบค้นเมื่อ 2007-03-11. 
  177. Hillebrand, Helmut (2004). "On the Generality of the Latitudinal Gradient". American Naturalist 163 (2): 192–211. doi:10.1086/381004. PMID 14970922. 
  178. Doolittle, W. Ford; Worm, Boris (February 2000). "Uprooting the tree of life". Scientific American 282 (6): 90–95. doi:10.1038/scientificamerican0200-90. PMID 10710791. 
  179. Berkner, L. V.; Marshall, L. C. (1965). "On the Origin and Rise of Oxygen Concentration in the Earth's Atmosphere". Journal of Atmospheric Sciences 22 (3): 225–61. Bibcode:1965JAtS...22..225B. doi:10.1175/1520-0469(1965)022<0225:OTOARO>2.0.CO;2. 
  180. Burton, Kathleen (2002-11-29). "Astrobiologists Find Evidence of Early Life on Land". NASA. สืบค้นเมื่อ 2007-03-05. 
  181. Yoko Ohtomo, Takeshi Kakegawa, Akizumi Ishida, Toshiro Nagase, Minik T. Rosing (8 December 2013). "Evidence for biogenic graphite in early Archaean Isua metasedimentary rocks". Nature Geoscience. doi:10.1038/ngeo2025. สืบค้นเมื่อ 9 Dec 2013. 
  182. Borenstein, Seth (13 November 2013). "Oldest fossil found: Meet your microbial mom". AP News. สืบค้นเมื่อ 15 November 2013. 
  183. Noffke, Nora; Christian, Daniel; Wacey, David; Hazen, Robert M. (8 November 2013). "Microbially Induced Sedimentary Structures Recording an Ancient Ecosystem in the ca. 3.48 Billion-Year-Old Dresser Formation, Pilbara, Western Australia". Astrobiology (journal) 13 (12): 1103–24. Bibcode:2013AsBio..13.1103N. doi:10.1089/ast.2013.1030. PMC 3870916. PMID 24205812. สืบค้นเมื่อ 15 November 2013. 
  184. Kirschvink, J. L. (1992). Schopf, J.W.; Klein, C. and Des Maris, D, ed. Late Proterozoic low-latitude global glaciation: the Snowball Earth. The Proterozoic Biosphere: A Multidisciplinary Study. Cambridge University Press. pp. 51–52. ISBN 0-521-36615-1. 
  185. Raup, D. M.; Sepkoski Jr, J. J. (1982). "Mass Extinctions in the Marine Fossil Record". Science 215 (4539): 1501–03. Bibcode:1982Sci...215.1501R. doi:10.1126/science.215.4539.1501. PMID 17788674. 
  186. Gould, Stephan J. (October 1994). "The Evolution of Life on Earth". Scientific American 271 (4): 84–91. doi:10.1038/scientificamerican1094-84. PMID 7939569. สืบค้นเมื่อ 2007-03-05. 
  187. Wilkinson, B. H.; McElroy, B. J. (2007). "The impact of humans on continental erosion and sedimentation". Bulletin of the Geological Society of America 119 (1–2): 140–56. Bibcode:2007GSAB..119..140W. doi:10.1130/B25899.1. สืบค้นเมื่อ 2007-04-22. 
  188. Lambin, Eric F.; Meyfroidt, Patrick (1 March 2011). "Global land use change, economic globalization, and the looming land scarcity". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America (National Academy of Sciences) 108 (9): 3465–72. Bibcode:2011PNAS..108.3465L. doi:10.1073/pnas.1100480108. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014.  See Table 1.
  189. Staff (2006-11-24). "Mineral Genesis: How do minerals form?". Non-vertebrate Paleontology Laboratory, Texas Memorial Museum. สืบค้นเมื่อ 2007-04-01. 
  190. Rona, Peter A. (2003). "Resources of the Sea Floor". Science 299 (5607): 673–74. doi:10.1126/science.1080679. PMID 12560541. สืบค้นเมื่อ 2007-02-04. 
  191. Turner, B. L., II (1990). The Earth As Transformed by Human Action: Global And Regional Changes in the Biosphere Over the Past 300 Years. CUP Archive. p. 164. ISBN 0521363578. 
  192. Walsh, Patrick J. (1997-05-16). Sharon L. Smith, Lora E. Fleming, ed. Oceans and human health: risks and remedies from the seas. Academic Press, 2008. p. 212. ISBN 0-12-372584-4. 
  193. Staff (2007-02-02). "Evidence is now 'unequivocal' that humans are causing global warming – UN report". United Nations. Archived from the original on 21 December 2008. สืบค้นเมื่อ 2007-03-07. 
  194. World at the Xpeditions Atlas, National Geographic Society, Washington D.C., 2006.
  195. "Various '7 billionth' babies celebrated worldwide". สืบค้นเมื่อ 2011-10-31. 
  196. Staff. "World Population Prospects: The 2006 Revision". United Nations. Archived from the original on 5 September 2009. สืบค้นเมื่อ 2007-03-07. 
  197. Staff (2007). "Human Population: Fundamentals of Growth: Growth". Population Reference Bureau. สืบค้นเมื่อ 2007-03-31. 
  198. Peel, M. C.; Finlayson, B. L.; McMahon, T. A. (2007). "Updated world map of the Köppen-Geiger climate classification". Hydrology and Earth System Sciences Discussions 4 (2): 439–73. doi:10.5194/hessd-4-439-2007. สืบค้นเมื่อ 2007-03-31. 
  199. Staff. "Themes & Issues". Secretariat of the Convention on Biological Diversity. สืบค้นเมื่อ 2007-03-29. 
  200. Staff (2006-08-15). "Canadian Forces Station (CFS) Alert". Information Management Group. สืบค้นเมื่อ 2007-03-31. 
  201. [1]
  202. [2]
  203. Kennedy, Paul (1989). The Rise and Fall of the Great Powers (1st ed.). Vintage. ISBN 0-679-72019-7. 
  204. "U.N. Charter Index". United Nations. Archived from the original on 20 February 2009. สืบค้นเมื่อ 2008-12-23. 
  205. Staff. "International Law". United Nations. Archived from the original on 31 December 2009. สืบค้นเมื่อ 2007-03-27. 
  206. Kuhn, Betsy (2006). The race for space: the United States and the Soviet Union compete for the new frontier. Twenty-First Century Books. p. 34. ISBN 0-8225-5984-6. 
  207. Ellis, Lee (2004). Who's who of NASA Astronauts. Americana Group Publishing. ISBN 0-9667961-4-4. 
  208. Shayler, David; Vis, Bert (2005). Russia's Cosmonauts: Inside the Yuri Gagarin Training Center. Birkhäuser. ISBN 0-387-21894-7. 
  209. Wade, Mark (2008-06-30). "Astronaut Statistics". Encyclopedia Astronautica. สืบค้นเมื่อ 2008-12-23. 
  210. "Reference Guide to the International Space Station". NASA. 2007-01-16. สืบค้นเมื่อ 2008-12-23. 
  211. Cramb, Auslan (2007-10-28). "Nasa's Discovery extends space station". Telegraph. สืบค้นเมื่อ 2009-03-23. 
  212. Liungman, Carl G. (2004). "Group 29: Multi-axes symmetric, both soft and straight-lined, closed signs with crossing lines". Symbols – Encyclopedia of Western Signs and Ideograms. New York: Ionfox AB. pp. 281–82. ISBN 91-972705-0-4. 
  213. Arnett, Bill (July 16, 2006). "Earth". The Nine Planets, A Multimedia Tour of the Solar System: one star, eight planets, and more. สืบค้นเมื่อ 2010-03-09. 
  214. Dutch, S. I. (2002). "Religion as belief versus religion as fact" (PDF). Journal of Geoscience Education 50 (2): 137–44. สืบค้นเมื่อ 2008-04-28. 
  215. Edis, Taner (2003). A World Designed by God: Science and Creationism in Contemporary Islam (PDF). Amherst: Prometheus. ISBN 1-59102-064-6. สืบค้นเมื่อ 2008-04-28. 
  216. Ross, M. R. (2005). "Who Believes What? Clearing up Confusion over Intelligent Design and Young-Earth Creationism" (PDF). Journal of Geoscience Education 53 (3): 319. สืบค้นเมื่อ 2008-04-28. 
  217. Pennock, R. T. (2003). "Creationism and intelligent design". Annual Review of Genomics Human Genetics 4 (1): 143–63. doi:10.1146/annurev.genom.4.070802.110400. PMID 14527300. 
  218. National Academy of Sciences, Institute of Medicine (2008). Science, Evolution, and Creationism. Washington, D.C: National Academies Press. ISBN 0-309-10586-2. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  219. Colburn,, A.; Henriques, Laura (2006). "Clergy views on evolution, creationism, science, and religion". Journal of Research in Science Teaching 43 (4): 419–42. Bibcode:2006JRScT..43..419C. doi:10.1002/tea.20109. 
  220. Frye, Roland Mushat (1983). Is God a Creationist? The Religious Case Against Creation-Science. Scribner's. ISBN 0-684-17993-8. 
  221. Gould, S. J. (1997). "Nonoverlapping magisteria" (PDF). Natural History 106 (2): 16–22. สืบค้นเมื่อ 2008-04-28. 
  222. Russell, Jeffrey B. "The Myth of the Flat Earth". American Scientific Affiliation. สืบค้นเมื่อ 2007-03-14. ; but see also Cosmas Indicopleustes.
  223. William Godwin (1876). "Lives of the Necromancers". p. 49. 
  224. Bowring, S.; Housh, T. (1995). "The Earth's early evolution". Science 269 (5230): 1535–40. Bibcode:1995Sci...269.1535B. doi:10.1126/science.7667634. PMID 7667634. 
  225. Yin, Qingzhu; Jacobsen, S. B.; Yamashita, K.; Blichert-Toft, J.; Télouk, P.; Albarède, F. (2002). "A short timescale for terrestrial planet formation from Hf-W chronometry of meteorites". Nature 418 (6901): 949–52. Bibcode:2002Natur.418..949Y. doi:10.1038/nature00995. PMID 12198540. 
  226. Kleine, Thorsten; Palme, Herbert; Mezger, Klaus; Halliday, Alex N. (2005-11-24). "Hf-W Chronometry of Lunar Metals and the Age and Early Differentiation of the Moon". Science 310 (5754): 1671–74. Bibcode:2005Sci...310.1671K. doi:10.1126/science.1118842. PMID 16308422. 
  227. Reilly, Michael (October 22, 2009). "Controversial Moon Origin Theory Rewrites History". สืบค้นเมื่อ 2010-01-30. 
  228. Canup, R. M.; Asphaug, E. (2001). "An impact origin of the Earth-Moon system". American Geophysical Union, Fall Meeting 2001Abstract #U51A-02. Bibcode:2001AGUFM.U51A..02C. 
  229. Canup, R.; Asphaug, E. (2001). "Origin of the Moon in a giant impact near the end of the Earth's formation". Nature 412 (6848): 708–12. Bibcode:2001Natur.412..708C. doi:10.1038/35089010. PMID 11507633. 
  230. Morbidelli, A. และคณะ (2000). "Source regions and time scales for the delivery of water to Earth". Meteoritics & Planetary Science 35 (6): 1309–20. Bibcode:2000M&PS...35.1309M. doi:10.1111/j.1945-5100.2000.tb01518.x. 
  231. Guinan, E. F.; Ribas, I. "Our Changing Sun: The Role of Solar Nuclear Evolution and Magnetic Activity on Earth's Atmosphere and Climate". In Benjamin Montesinos, Alvaro Gimenez and Edward F. Guinan. ASP Conference Proceedings: The Evolving Sun and its Influence on Planetary Environments (San Francisco: Astronomical Society of the Pacific). Bibcode:2002ASPC..269...85G. ISBN 1-58381-109-5. 
  232. Staff (March 4, 2010). "Oldest measurement of Earth's magnetic field reveals battle between Sun and Earth for our atmosphere". Physorg.news. สืบค้นเมื่อ 2010-03-27. 
  233. Rogers, John James William; Santosh, M. (2004). Continents and Supercontinents. Oxford University Press US. p. 48. ISBN 0-19-516589-6. 
  234. Hurley, P. M.; Rand, J. R. (Jun 1969). "Pre-drift continental nuclei". Science 164 (3885): 1229–42. Bibcode:1969Sci...164.1229H. doi:10.1126/science.164.3885.1229. PMID 17772560. 
  235. De Smet, J.; Van Den Berg, A.P.; Vlaar, N.J. (2000). "Early formation and long-term stability of continents resulting from decompression melting in a convecting mantle". Tectonophysics 322 (1–2): 19. Bibcode:2000Tectp.322...19D. doi:10.1016/S0040-1951(00)00055-X. 
  236. Armstrong, R. L. (1968). "A model for the evolution of strontium and lead isotopes in a dynamic earth". Reviews of Geophysics 6 (2): 175–99. Bibcode:1968RvGSP...6..175A. doi:10.1029/RG006i002p00175. 
  237. Harrison, T. และคณะ (December 2005). "Heterogeneous Hadean hafnium: evidence of continental crust at 4.4 to 4.5 ga". Science 310 (5756): 1947–50. Bibcode:2005Sci...310.1947H. doi:10.1126/science.1117926. PMID 16293721. 
  238. Hong, D.; Zhang, Jisheng; Wang, Tao; Wang, Shiguang; Xie, Xilin (2004). "Continental crustal growth and the supercontinental cycle: evidence from the Central Asian Orogenic Belt". Journal of Asian Earth Sciences 23 (5): 799. Bibcode:2004JAESc..23..799H. doi:10.1016/S1367-9120(03)00134-2. 
  239. Armstrong, R. L. (1991). "The persistent myth of crustal growth". Australian Journal of Earth Sciences 38 (5): 613–30. Bibcode:1991AuJES..38..613A. doi:10.1080/08120099108727995. 
  240. Murphy, J. B.; Nance, R. D. (1965). "How do supercontinents assemble?". American Scientist 92 (4): 324–33. doi:10.1511/2004.4.324. สืบค้นเมื่อ 2007-03-05. 
  241. Staff. "Paleoclimatology – The Study of Ancient Climates". Page Paleontology Science Center. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02. 
  242. 242.0 242.1 242.2 Britt, Robert (2000-02-25). "Freeze, Fry or Dry: How Long Has the Earth Got?". 
  243. 243.0 243.1 Carrington, Damian (2000-02-21). "Date set for desert Earth". BBC News. สืบค้นเมื่อ 2007-03-31. 
  244. 244.0 244.1 Li, King-Fai; Pahlevan, Kaveh; Kirschvink, Joseph L.; Yung, Yuk L. (2009). "Atmospheric pressure as a natural climate regulator for a terrestrial planet with a biosphere". Proceedings of the National Academy of Sciences 106 (24): 9576–79. Bibcode:2009PNAS..106.9576L. doi:10.1073/pnas.0809436106. PMC 2701016. PMID 19487662. สืบค้นเมื่อ 2009-07-19. 
  245. 245.0 245.1 245.2 Sackmann, I.-J.; Boothroyd, A. I.; Kraemer, K. E. (1993). "Our Sun. III. Present and Future". Astrophysical Journal 418: 457–68. Bibcode:1993ApJ...418..457S. doi:10.1086/173407. 
  246. Kasting, J.F. (1988). "Runaway and Moist Greenhouse Atmospheres and the Evolution of Earth and Venus". Icarus 74 (3): 472–94. Bibcode:1988Icar...74..472K. doi:10.1016/0019-1035(88)90116-9. PMID 11538226. 
  247. 247.0 247.1 Ward, Peter D.; Brownlee, Donald (2002). The Life and Death of Planet Earth: How the New Science of Astrobiology Charts the Ultimate Fate of Our World. New York: Times Books, Henry Holt and Company. ISBN 0-8050-6781-7. 
  248. Bounama, Christine; Franck, S.; Von Bloh, W. (2001). "The fate of Earth's ocean". Hydrology and Earth System Sciences (Germany: Potsdam Institute for Climate Impact Research) 5 (4): 569–75. Bibcode:2001HESS....5..569B. doi:10.5194/hess-5-569-2001. สืบค้นเมื่อ 2009-07-03. 
  249. 249.0 249.1 Schröder, K.-P.; Connon Smith, Robert (2008). "Distant future of the Sun and Earth revisited". Monthly Notices of the Royal Astronomical Society 386 (1): 155. arXiv:0801.4031. Bibcode:2008MNRAS.386..155S. doi:10.1111/j.1365-2966.2008.13022.x. 
    See also Palmer, Jason (2008-02-22). "Hope dims that Earth will survive Sun's death". NewScientist.com news service. สืบค้นเมื่อ 2008-03-24. 
  250. Espenak, F.; Meeus, J. (2007-02-07). "Secular acceleration of the Moon". NASA. สืบค้นเมื่อ 2007-04-20. 
  251. Poropudas, Hannu K. J. (1991-12-16). "Using Coral as a Clock". Skeptic Tank. สืบค้นเมื่อ 2007-04-20. 
  252. Laskar, J. และคณะ (2004). "A long-term numerical solution for the insolation quantities of the Earth". Astronomy and Astrophysics 428 (1): 261–85. Bibcode:2004A&A...428..261L. doi:10.1051/0004-6361:20041335. 
  253. Murray, N.; Holman, M. (2001). "The role of chaotic resonances in the solar system". Nature 410 (6830): 773–79. arXiv:astro-ph/0111602. doi:10.1038/35071000. PMID 11298438. 
  254. Canup, R.; Asphaug, E. (2001). "Origin of the Moon in a giant impact near the end of the Earth's formation". Nature 412 (6848): 708–12. Bibcode:2001Natur.412..708C. doi:10.1038/35089010. PMID 11507633. 
  255. Whitehouse, David (2002-10-21). "Earth's little brother found". BBC News. สืบค้นเมื่อ 2007-03-31. 
  256. Christou, Apostolos A.; Asher, David J. (March 31, 2011). "A long-lived horseshoe companion to the Earth". arΧiv:1104.0036 [astro-ph.EP].  See table 2, p. 5.
  257. Connors, Martin; Wiegert, Paul; Veillet, Christian (July 27, 2011). "Earth's Trojan asteroid". Nature 475 (7357): 481–83. Bibcode:2011Natur.475..481C. doi:10.1038/nature10233. PMID 21796207. สืบค้นเมื่อ 2011-07-27. 
  258. Choi, Charles Q. (July 27, 2011). "First Asteroid Companion of Earth Discovered at Last". Space.com. สืบค้นเมื่อ 2011-07-27. 
  259. "UCS Satellite Database". Nuclear Weapons & Global Security. Union of Concerned Scientists. January 31, 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-05-12. 

อ่านเพิ่ม

เชื่อมโยงภายนอก

คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ โลก (ดาวเคราะห์) ได้โดยค้นหาจาก
โครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย :
Wiktionary-logo-th.png หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
Wikibooks-logo.svg หนังสือ จากวิกิตำรา
Wikiquote-logo.svg คำคม จากวิกิคำคม
Wikisource-logo.svg ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
Commons-logo.svg ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
Wikinews-logo.svg เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
Wikiversity-logo-en.svg แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย