วงแหวนของดาวเสาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพถ่ายคราสดาวเสาร์บังดวงอาทิตย์ จากยานคาสสินี-ไฮเกนส์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2006

ดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์ที่มีระบบวงแหวนดาวเคราะห์ขนาดใหญ่มากกว่าดาวเคราะห์อื่นในระบบสุริยะ วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมากนับไม่ถ้วน ที่มีขนาดตั้งแต่ไม่กี่ไมโครเมตรไปจนถึงหลายเมตร กระจุกตัวรวมกันอยู่และโคจรไปรอบๆ ดาวเสาร์ อนุภาคในวงแหวนส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง มีบางส่วนที่เป็นฝุ่นและสสารอื่น

วงแหวนของดาวเสาร์ช่วยสะท้อนแสง ทำให้มองเห็นความสว่างของดาวเสาร์เพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่สามารถมองเห็นวงแหวนเหล่านี้ได้ด้วยตาเปล่า ในปี ค.ศ. 1610 ซึ่งกาลิเลโอเริ่มใช้กล้องโทรทรรศน์ในการสำรวจท้องฟ้า เขาเป็นกลุ่มคนยุคแรกๆ ที่พบและเฝ้าสังเกตวงแหวนของดาวเสาร์ แม้จะมองไม่เห็นลักษณะอันแท้จริงของมันได้อย่างชัดเจน ปี ค.ศ. 1655 คริสตียาน เฮยเคินส์ เป็นผู้แรกที่สามารถอธิบายลักษณะของวงแหวนว่าเป็นแผนจานวนรอบๆ ดาวเสาร์[1]

มีแถบช่องว่างระหว่างวงแหวนอยู่หลายช่อง ในจำนวนนี้มีอยู่ 2 แถบที่มีดวงจันทร์แทรกอยู่ ช่องอื่นๆ อีกหลายช่องอยู่ในตำแหน่งการสั่นพ้องของวงโคจรกับดวงจันทร์ของดาวเสาร์ และยังมีอีกหลายช่องที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้

การแบ่งและโครงสร้างภายในวงแหวน[แก้]

ส่วนที่หนาแน่นที่สุดของระบบวงแหวนของดาวเสาร์ เป็นวงแหวน A และ B ซึ่งถูกแยกออก โดย ส่วนของยานแคสสินี (ค้นพบในปี ค.ศ. 1675 โดย โจวันนี โดเมนีโก กัสซีนี) พร้อมกับวงแหวน C ซึ่งถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1850 และเป็นที่คล้ายกันในลักษณะส่วนที่ของยานแคสสินี บริเวณนี้ประกอบด้วยวงแหวนหลัก วงแหวนหลักเป็นแถวทึบและประกอบด้วยอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าวงแหวนฝุ่นเปราะบาง หลังจากรวมถึงวงแหวน D หลังจากรวมถึงวงแหวน D ขยายภายในไปยอดเมฆดาวเสาร์ G และวงแหวนE กับอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากระบบวงแหวนหลัก วงแหวนเหล่านี้แพร่กระจายมีลักษณะเป็น "ฝุ่น" เนื่องจากขนาดที่เล็กของอนุภาคของมัน (มักจะเกี่ยวกับไมโครเมตร) ส่วนประกอบทางเคมีของพวกมันคือเหมือนกับวงแหวนหลักเกือบทั้งหมดของน้ำแข็ง ที่คับแคบวงแหวน F ไม่ไกลจากขอบด้านนอกของวงแหวนเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะจำแนก ส่วนของมันมีความหนาแน่นมาก แต่ก็ยังมีการจัดการที่ดีของอนุภาคขนาดของฝุ่น

ภาพโมเสกสีธรรมชาติของยานแคสสินี ที่ภาพมุมมองแคบจากกล้องในด้าน unilluminated ของวงแหวนของดาวเสาร์ D, C, B, A และ F (ซ้ายไปขวา) ซึ่งถ่ายในวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 2007
ด้านสว่างของวงแหวนดาวเสาร์ ที่มีการแบ่งที่สำคัญที่ระบุไว้

ข้อมูลในตาราง[แก้]

หมายเหตุ
(1) ระยะทางไปยังศูนย์กลางของช่องว่างวงแหวน และอนุภาคเล็กที่มีความแคบกว่า 1,000 กิโลเมตร
(2) เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการ
(3) เป็นชื่อที่กำหนดไว้โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล เว้นแต่ถ้าไม่สังเกตเห็น
(4) การแยกที่กว้างขึ้นระหว่างชื่อวงแหวนเรียกว่าส่วน ในขณะที่การแยกแคบภายในชื่อวงแหวนเรียกว่าช่องว่าง
(5)ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ของดาวเคราะห์ศัพท์ ข้อมูลสำคัญของนาซา และเอกสารต่างๆ.[2][3][4]

การแบ่งที่สำคัญของวงแหวน[แก้]

ชื่อ(3) ระยะห่างจากดาวเสาร์
(จากศูนย์กลางในกิโลเมตร)(4)
กว้าง (กิโลเมตร)(4) ตั้งชื่อจาก
วงแหวน D 66,900   –  74,510 7,500  
วงแหวน C 74,658   –   92,000 17,500  
วงแหวน B 92,000   –  117,580 25,500  
ส่วนยานแคสสินี 117,580   –   122,170 4,700 โจวันนี กัสซีนี
วงแหวน A 122,170   –   136,775 14,600  
ส่วนโรช 136,775   –   139,380 2,600 Édouard Roche
วงแหวน F 140,180 (1) 30   –  500  
วงแหวนเจนัส/เอพิมีเทียส(2) 149,000   –  154,000 5,000 เจนัส และเอพิมีเทียส
วงแหวน G 166,000   –  175,000 9,000  
วงแหวนอาร์คมีโทนี(2) 194,230 ? มีโทนี
วงแหวนอาร์คแอนที(2) 197,665 ? แอนที
วงแหวนพาลลีน(2) 211,000   –  213,500 2,500 พาลลีนี
วงแหวน E 180,000   –  480,000 300,000  
วงแหวนพออีบี ประมาณ 4,000,000 – มากกว่า 13,000,000 พออีบี  

โครงสร้างภายในวงแหวน C[แก้]

ชื่อ(3) ระยะห่างจากดาวเสาร์
(จากศูนย์กลางในกิโลเมตร)(4)
กว้าง (กิโลเมตร)(4) ตั้งชื่อจาก
ช่องว่างโกลอมโบ 77,870 (1) 150 จูเซปเป /"เบปี" โกลอมโบ
Titan Ringlet 77,870 (1) 25 ไททัน ดาวบริวารของดาวเสาร์
ช่องว่างแมกซ์เวล 87,491 (1) 270 เจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์
Maxwell Ringlet 87,491 (1) 64 เจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์
ช่องว่างบอนด์ 88,705 (1) 30 วิลเลียม แครนช์ บอนด์ และจอห์จ ฟิลิปส์ บอนด์
1.470RS Ringlet 88,716 (1) 16 รัศมี
1.495RS Ringlet 90,171 (1) 62 รัศมี
ช่องว่างเดเวส 90,210 (1) 20 วิลเลียม รูตเตอร์ เดเวส

โครงสร้างภายในส่วนแคสสินี[แก้]

  • แหล่งที่มา:[5]
ชื่อ(3) ระยะห่างจากดาวเสาร์
(จากศูนย์กลางในกิโลเมตร)(4)
กว้าง (กิโลเมตร)(4) ตั้งชื่อจาก
ช่องว่างเฮยเคินส์ 117,680 (1) 285–400 คริสตียาน เฮยเคินส์
Huygens Ringlet 117,848 (1) ~17 คริสตียาน เฮยเคินส์
ช่องว่างเฮอร์เชล 118,234 (1) 102 วิลเลียม เฮอร์เชล
ช่องว่างรัซเซลล 118,614 (1) 33 เฮนรี นอร์ริซ รัซเซลล์
ช่องว่างเจฟฟ์เรย์ส 118,950 (1) 38 ฮาร์โรลด์ เจฟฟ์เรย์ส
ช่องว่างไคเปอร 119,405 (1) 3 เจอราร์ด ปีเตอร์ ไคเปอร์
ช่องว่างลาปลัส 119,967 (1) 238 ปีแยร์-ซีมง ลาปลัส
ช่องว่างเบสเซล 120,241 (1) 10 ฟรีดดริค เบสเซล
ช่องว่างบาร์นาร์ด 120,312 (1) 13 เอ็ดเวิร์ด อีเมอร์สัน บาร์นาร์ด

โครงสร้างภายในวงแหวน A[แก้]

ชื่อ(3) ระยะห่างจากดาวเสาร์
(จากศูนย์กลางในกิโลเมตร)(4)
กว้าง (กิโลเมตร)(4) ตั้งชื่อจาก
Encke Gap 133,589 (1) 325 Johann Encke
Keeler Gap 136,505 (1) 35 James Keeler

อ้างอิง[แก้]

  1. "Historical Background of Saturn's Rings". สืบค้นเมื่อ 2006-03-08. 
  2. Porco, C.; Nicholson, P. D.; Borderies, N.; Danielson, G. E.; Goldreich, P.; Holberg, J. B.; Lane, A. L. (October 1984). "The Eccentric Saturnian Ringlets at 1.29RS and 1.45RS". Icarus (Elsevier Science) 60 (1): 1–16. Bibcode:1984Icar...60....1P. doi:10.1016/0019-1035(84)90134-9. 
  3. Porco, C. C.; Nicholson, P. D. (November 1987). "Eccentric features in Saturn's outer C ring". Icarus (Elsevier Science) 72 (2): 437–467. Bibcode:1987Icar...72..437P. doi:10.1016/0019-1035(87)90185-0. 
  4. Flynn, B. C.; Cuzzi, J. N. (November 1989). "Regular Structure in the Inner Cassini Division of Saturn's Rings". Icarus (Elsevier Science) 82 (1): 180–199. Bibcode:1989Icar...82..180F. doi:10.1016/0019-1035(89)90030-4. 
  5. Lakdawalla, E. (2009-02-09). "New names for gaps in the Cassini Division within Saturn's rings". New names for gaps in Saturn's rings – The Planetary Society Blog. Planetary Society. สืบค้นเมื่อ 2009-01-11. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]