การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพจำลองเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าชนโลก เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (อังกฤษ: Mass Extinction) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นข้อสันนิษฐานว่า เป็นสาเหตุให้สิ่งมีชีวิตบนโลกหลากชนิดหลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ไปในเวลาพร้อมๆกันหรือไล่เลี่ยกัน

เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียว ในช่วง ยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ซึ่งเป็นยุคที่ไดโนเสาร์เป็นสิ่งมีชีวิตอันดับบนสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ หากแต่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง การประเมินระยะเวลาการเกิดเหตุการณ์ ทำโดยการวินิจฉัยจากซากฟอสซิลจากทะเลเป็นส่วนใหญ่ เนื่องมาจากว่าสามารถ ค้นพบได้ง่ายกว่าฟอสซิลที่อยู่บนบก

เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เป็นที่สนใจและผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีที่สุดคือ เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงยุคครีเตเชียส (Cretaceous) เมื่อราว 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่สูญพันธุ์ทั้งหมด เมื่อทำการศึกษาพบว่าตั้งแต่ 550 ล้านปีก่อนเป็นต้นมา ได้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ขึ้นทั้งหมดประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปราวๆ 50% ของทั้งหมด เนื่องจากระยะเวลาที่เกิดขึ้นนานมาก การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ก่อนหน้ายุคครีเตเชียสมักลำบากในการศึกษารายละเอียด เพราะหลักฐานซากฟอสซิลสำหรับตรวจสอบมีหลงเหลือน้อยมาก


การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง[แก้]

ช่วงเวลาย้อนหลังโดยประมาณ จำนวนสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์โดยประมาณ ข้อสัณนิษฐานถึงสาเหตุ

429-439 ล้านปี

สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 25% คิดเป็น 60% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด

น้ำทะเลลดระดับลงจากการก่อตัวเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์ และต่อมาน้ำทะเลจึงเพิ่มระดับขึ้นกะทันหัน จากการละลายของก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์

364 ล้านปี

สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 22% คิดเป็น 57% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด

ยังไม่มีสมมติฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ

251 ล้านปี

  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไป 95% ของจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลก
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 53% คิดเป็น 83% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนพื้นดินทั้งพืชและสัตว์สูญพันธุ์ไป 70% ของจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมดที่อาศัยบนบก
  • สมมติฐานที่ 1 อุกกาบาตขนาดใหญ่ หรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าชนโลก
  • สมมติฐานที่ 2 ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิด ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง
  • สมมติฐานที่ 3 อุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลก และไปกระตุ้นให้เกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่

199-214 ล้านปี

  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 22% คิดเป็น 52% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนบกไม่ทราบจำนวนที่สูญพันธุ์ที่แน่ชัด

ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดครั้งใหญ่ที่บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแอตแลนติก ปลดปล่อยลาวาจำนวนมหาศาลออกมา และอาจทำให้เกิด ภาวะโลกร้อนขั้นวิกฤต โดยพบหลักฐานการระเบิดจากหินภูเขาไฟที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ทางตะวันออกของบราซิล และทางเหนือของแอฟริกาและสเปน

65 ล้านปี

  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 16% คิดเป็น 47% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนบกสูญพันธุ์ไป 18% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยบนบก รวมไปถึงไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ทั้งหมด

ดาวเคราะห์น้อยขนาดความกว้างหลายไมล์พุ่งเข้าชนโลก ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตชิกซูลูบ (Chicxulub Crater) ที่บริเวณคาบสมุทรยูคาทัน (Yucatan Peninsula) และใต้อ่าวเม็กซิโก

สมมติฐานเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อประมาณ 300 ล้านปีที่แล้ว[แก้]

ภาพฟอสซิล Pteridosperm

ดอกเตอร์ โฮวาร์ด ฟอลคอน-แลงค์ (Dr. Howard Falcon-Lang) แห่งมหาวิทยาลัยบริสทอล (University of Bristol) และทีมนักวิจัย ได้ค้นพบซากฟอสซิลป่าฝน ซึ่งคาดการณ์ว่ามีอายุราวๆ 300 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งประกอบไปด้วยพืชที่สูญพันธุ์ไปแล้วหลายชนิดปะปนกันอยู่ มีสนหางม้ายักษ์ (horsetails) มีพืชตระกูลมอส (mosses) อยู่รวมกับพวกเฟิร์นยักษ์ที่สูงประมาณ 4 เมตร บางต้นมีขนาดถึง 40 เมตร ซึ่งจากการประเมินคาดว่า ฟอสซิลป่าฝนนี้ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้แผ่นดินยุบตัวลงอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เป็นผลให้ผืนป่าทั้งหมดจมลงไปในโคลนกลายเป็นฟอสซิล มาถึงปัจจุบัน พื้นที่ป่าฟอสซิลที่ค้นพบนี้มีขนาดประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร การค้นพบดังกล่าวไม่นับว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่ช่วยสนับสนุนความเป็นไปได้ของสมมติฐานและทฤษฎีต่างๆ เช่น การสูญพันธุ์จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เป็นต้น

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]