สถานีอวกาศนานาชาติ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สถานีอวกาศนานาชาติ
ISS March 2009.jpg
ภาพสถานีอวกาศนานาชาติจากกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี่ในเที่ยวบิน STS-119
ภาพสถานีอวกาศนานาชาติจากกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี่ในเที่ยวบิน STS-119
สัญลักษณ์ของ ISS
สัญลักษณ์ของ ISS
ข้อมูลของสถานี
NSSDC ID: 1998-067A
สัญญาณเรียกขาน: Alpha
จำนวนลูกเรือ: 6
ส่งขึ้นเมื่อ: 2541-2554 (ค.ศ.1998–2011)
ฐานส่ง: KSC LC-39,
Baikonur LC-1/5 & 81/23
มวล: 227,267 กิโลกรัม
(611,269 lb)
ความยาว: 73 ม. (240 ฟุต)
from Harmony to Zvezda
ความกว้าง: 102 ม. (336 ฟุต)
along truss, arrays extended
ความสูง: 27.4 ม. (90 ฟุต)
(22 กุมภาพันธ์ 2550)
ปริมาตรอากาศ: 750 เมตร³
(26,500 ฟุต³)
ความดันบรรยากาศ: 1013 hPa (29.91 inHg
จุดใกล้โลกที่สุด: 341 km altitude (184 nmi)
(15 กันยายน พ.ศ. 2552)
จุดไกลโลกที่สุด: 353 กม. altitude (191 nmi)
(15 กันยายน พ.ศ. 2552)
ความเอียงวงโคจร: 51.6419 องศา (22 ตุลาคม พ.ศ. 2551)
ความสูงวงโคจรปกติ: 340.5 กม. (183.86 nmi)
ความเร็วเฉลี่ย: 27,743.8  กม./ชม.
(17,239.2 mph, 7706.6 m/s)
คาบการโคจร: 91.34 นาที
จำนวนรอบโคจรต่อวัน: 15.72397664 (22 ตุลาคม พ.ศ. 2551)
จำนวนวันที่โคจร: 4010 (12 พฤศจิกายน 2009)
จำนวนวันที่มนุษย์อยู่: 3299 (12 พฤศจิกายน 2009)
จำนวนรอบโคจรรวม: 63286 รอบ (12 พฤศจิกายน 2009)
ระยะทางที่ทำได้รวม: c.2,000,000,000 กม.
(1,100,000,000 nmi)
อ้างอิง: [1][2][3][4][5]
Configuration
โครงสร้างของสถานีอวกาศนานาชาติ
โครงสร้างของสถานีอวกาศนานาชาติ
สถานีอวกาศนานาชาติ

สถานีอวกาศนานาชาติ (อังกฤษ: International Space Station; ISS) เป็นห้องทดลองและสถานอำนวยความสะดวกสำหรับงานค้นคว้าวิจัยในระดับนานาชาติซึ่งถูกประกอบขึ้นในวงโคจรต่ำของโลก การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 และมีแผนดำเนินการเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 2011 ขณะที่การปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี ค.ศ. 2015[6] เราสามารถมองเห็นสถานีอวกาศนานาชาติได้ด้วยตาเปล่าจากพื้นโลก[7] นับถึงปี ค.ศ. 2009 สถานีอวกาศแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ในวงโคจรของโลก โดยมีมวลมากกว่าสถานีอวกาศที่เคยสร้างมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด[8] สถานีอวกาศนานาชาติทำหน้าที่เป็นห้องทดลองวิจัยอย่างถาวรในอวกาศ ทำการทดลองด้านต่างๆ ได้แก่ ชีววิทยา ชีววิทยามนุษย์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และ อุตุนิยมวิทยา ซึ่งต้องอาศัยการทดลองในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยมากๆ[9][10][11] สถานีอวกาศแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นสถานที่ทดสอบสำหรับระบบกระสวยอวกาศที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้สำหรับปฏิบัติการระยะยาวเพื่อการไปสู่ดวงจันทร์และดาวอังคาร[12] การทดลองและการบริหารสถานีอวกาศนานาชาติดำเนินการโดยคณะนักบินอวกาศซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระยะยาว สถานีเริ่มปฏิบัติการนับแต่ลูกเรือถาวรคณะแรก คือ Expedition 1 ที่ไปถึงสถานีอวกาศตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2009) คณะลูกเรือชุด Expedition 21 อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่[13] นับรวมแล้วปฏิบัติการนี้ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา 9 ปี[14]

ตัวสถานีอวกาศนานาชาติประกอบด้วยสถานีอวกาศในโครงการต่างๆ ของหลายประเทศ ซึ่งรวมไปถึง สถานีอวกาศมีร์ 2 ของรัสเซีย, สถานีอวกาศฟรีดอมของสหรัฐ, โมดูลโคลัมบัสของสหภาพยุโรป และโมดูลคิโบของญี่ปุ่น[15][16] งบประมาณจากแต่ละโครงการทำให้ต้องแยกออกเป็นโครงการย่อยๆ หลายโครงการแล้วนำไปรวมกันเป็นสถานีนานาชาติที่เป็นหนึ่งเดียวภายหลัง[15] โครงการสถานีอวกาศนานาชาติเริ่มต้นปี ค.ศ. 1994 จากโครงการกระสวยอวกาศเมียร์[17] โมดูลแรกของสถานีอวกาศนานาชาติคือ Zarya ถูกส่งขึ้นในปี ค.ศ. 1998 โดยประเทศรัสเซีย[15] หลังจากนั้นได้มีการเชื่อมต่อกันหลายครั้งด้วยโมดูลที่ได้รับการปรับความดันอย่างซับซ้อน โครงสร้างภายนอกสถานี และองค์ประกอบอื่นๆ ที่นำส่งขึ้นโดยกระสวยอวกาศของสหรัฐอเมริกา จรวดโปรตอนของรัสเซีย และจรวดโซยูสของรัสเซีย[16] นับถึงเดือนกรกฎาคม 2009 สถานีอวกาศมีชิ้นส่วนโมดูลปรับความดัน 10 โมดูล ติดตั้งอยู่บนโครงค้ำหลัก (Integrated Truss Structure; ITS) ระบบไฟฟ้าของสถานีมาจากแผงรับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ 16 แผงติดตั้งอยู่บนโครงสร้างภายนอก และมีแผงขนาดเล็กกว่าอีก 4 แผงอยู่บนโมดูลของรัสเซีย[18] สถานีอวกาศนานาชาติลอยอยู่ในวงโคจรที่ความสูงระดับ 278-460 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเฉลี่ย 27,724 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โคจรรอบโลก 15.77 รอบต่อวัน[19]

สถานีอวกาศนานาชาติเป็นโครงการร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านอวกาศ 5 หน่วยจากชาติต่างๆ ได้แก่ องค์การนาซา (สหรัฐอเมริกา), องค์การอวกาศสหพันธรัฐรัสเซีย (RKA, รัสเซีย), องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA, ญี่ปุ่น), องค์การอวกาศแคนาดา (CSA, แคนาดา) และ องค์การอวกาศยุโรป (ESA, สหภาพยุโรป)[20] การระบุความเป็นเจ้าของและการใช้สอยสถานีดำเนินการภายใต้สนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ[21] โดยที่รัสเซียเป็นเจ้าของชิ้นส่วนโมดูลของรัสเซียเองโดยสมบูรณ์[22] ESA ประเมินค่าใช้จ่ายของโครงการสถานีอวกาศนานาชาติอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านยูโรตลอดช่วงระยะเวลา 30 ปี[23] ด้วยงบประมาณมหาศาลนี้ทำให้โครงการกระสวยอวกาศนานาชาติตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งในด้านการเงิน ความสามารถในการทำวิจัย และการออกแบบทางเทคนิค[24]

ส่วนต่างๆ ของสถานีถูกควบคุมโดยศูนย์ควบคุมปฏิบัติการบนพื้นโลกหลายแห่ง รวมไปถึง ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการของนาซา (MCC-H) ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการของ RKA (TsUP) ศูนย์ควบคุมโครงการโคลัมบัส (Col-CC) ศูนย์ควบคุม ATV (ATV-CC) ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการของญี่ปุ่น (JEM-CC) และศูนย์ควบคุมปฏิบัติการสำคัญอื่นๆ (HTV-CC และ MSS-CC)[25] การซ่อมบำรุงสถานีอวกาศนานาชาติดำเนินการโดยกระสวยอวกาศทั้งแบบที่ใช้มนุษย์และไม่ใช้มนุษย์ควบคุม รวมถึงกระสวยอวกาศโซยูส กระสวยอวกาศโพรเกรส ยานขนส่งอัตโนมัติ และ ยานขนส่ง H-II[25] มีนักบินอวกาศและนักสำรวจอวกาศจากประเทศต่างๆ 15 ประเทศได้ขึ้นไปเยี่ยมชมแล้ว[8]

เนื้อหา

[แก้] วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์แต่เดิมของสถานีอวกาศนานาชาติสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องทดลองและวิจัย เพื่อประโยชน์ที่นอกเหนือจากการใช้งานกระสวยอวกาศ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ใช้งานได้อย่างถาวรในสภาวะสุญญากาศ ทำให้สามารถทำการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ ทั้งทางด้านการทดลองที่เฉพาะเจาะจง รวมไปถึงการพำนักอาศัยของลูกเรือที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่[8][26] การที่มีลูกเรืออยู่ประจำการอย่างถาวรทำให้สถานีอวกาศสามารถทำงานหลายอย่างที่กระสวยอวกาศแบบไม่มีคนควบคุมไม่อาจทำได้ เช่นสามารถเฝ้าดูการทดลองได้อย่างใกล้ชิด แต่งเติม ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ทันที คณะนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานบนพื้นโลกจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดการทดลองหรือริเริ่มการทดลองแบบใหม่ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้หากใช้กระสวยอวกาศแบบเดิม[26]

คณะลูกเรือจะอยู่ปฏิบัติการบนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลาติดต่อกันหลายเดือน ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ ทุกวัน (ประมาณ 160 คน-ชั่วโมง ต่อหนึ่งสัปดาห์)[27] รวมถึงการทดลองเกี่ยวกับชีววิทยามนุษย์ (ยาในอวกาศ) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ฟิสิกส์ และการสังเกตการณ์โลก เช่นกันกับการทดลองหลักการทางวิชาการและเทคโนโลยี[9] จากผลสรุปการปฏิบัติงานนับแต่เริ่มการส่ง Zarya ในปี ค.ศ. 1998 จนถึงคณะลูกเรือ Expedition 15 ได้มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญดำเนินไปทั้งสิ้น 138 หัวข้อ[28] มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญมากมายนับแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐานไปจนถึงการวิจัยในสาขาใหม่ได้รับการตีพิมพ์ออกมาตลอดทุกเดือน[12]

สถานีอวกาศนานาชาติยังเป็นสถานที่ทดสอบระบบกระสวยอวกาศที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำที่สุดเพื่อใช้ในปฏิบัติการระยะยาวสู่ดวงจันทร์และดาวอังคาร ทำให้สามารถประเมินเครื่องมือวัดต่างๆ ในตำแหน่งที่ปลอดภัยในวงโคจรต่ำของโลก ทำให้มีประสบการณ์ในการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และเปลี่ยนระบบในวงโคจร ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมกระสวยอวกาศจากโลกต่อไปในภายหน้า การทำการทดสอบนี้บนสถานีอวกาศนานาชาติทำให้ลดความเสี่ยงของปฏิบัติการลงได้อย่างมาก และยังเพิ่มความสามารถของกระสวยอวกาศที่จะใช้เดินทางระหว่างดาวเคราะห์ด้วย[12]

นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการทดลองและวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังมีความก้าวหน้าอีกมากมายในการศึกษาและในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ คณะลูกเรือของสถานีอวกาศนานาชาติได้มอบโอกาสแก่นักเรียนบนโลกให้ทำการศึกษาและพัฒนาการทดลอง ทดสอบและมีส่วนร่วมจากในห้องเรียน ให้สัมผัสกับการทดลองขององค์การนาซาและภารกิจด้านวิศวกรรมต่างๆ ของสถานีอวกาศ โครงการสถานีอวกาศนานาชาติยินยอมให้มีตัวแทนจาก 14 ประเทศขึ้นไปพำนักอาศัยและทำงานร่วมกันในอวกาศ เพื่อสร้างบทเรียนสำคัญที่สามารถนำไปสู่ภารกิจร่วมกันระหว่างนานาชาติในอนาคต[29]

[แก้] ประวัติ


[แก้] สถานีอวกาศ

[แก้] โครงสร้างและการประกอบสถานี

การประกอบโครงสถานีอวกาศนานาชาติเป็นความท้าทายด้านวิศวกรรมอากาศยานอย่างยิ่งครั้งหนึ่ง โครงการนี้เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1998 นับถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 การประกอบสถานีอวกาศคืบหน้าไปแล้ว 82.8%.[3]

ชิ้นส่วนแรกของสถานีอวกาศนานาชาติ คือ Zarya นำขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998 โดยจรวดโปรตอนของรัสเซีย หลังจากนั้นสองสัปดาห์จึงติดตามมาด้วยโหนดโมดูล 3 ชุด คือ ยูนิตี้ นำขึ้นสู่อวกาศโดยเที่ยวบิน STS-88 ชิ้นส่วนทั้งสองนี้ถูกทิ้งไว้ปราศจากผู้ควบคุมเป็นเวลากว่าหนึ่งปีครึ่ง จนกระทั่ง Zvezda โมดูลของรัสเซียถูกนำขึ้นไปประกอบเพิ่มเติมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2000 ทำให้สถานีอวกาศนานาชาติสามารถรองรับลูกเรือได้สูงสุดคราวละ 3 คนอย่างต่อเนื่อง คณะลูกเรือถาวรชุดแรกคือ Expedition 1 เดินทางไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2000 โดยนำชิ้นส่วน 2 ชิ้นไปประกอบในโครงค้ำหลัก(Integrated Truss Structure) คือโครงส่วนประกอบ Z1 และ P6 ทั้งสองส่วนนี้เป็นตัวตั้งต้นให้สถานีอวกาศสามารถทำการสื่อสาร การนำทาง เป็นระบบดินให้ระบบไฟฟ้า (สำหรับ Z1) และเป็นแหล่งพลังงานเริ่มต้นที่ได้จากแผงรับแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบน P6[30]

ช่วงสองปีถัดมา มีการขยายสถานีอวกาศโดยส่วนประกอบเทียบท่า Pirs docking compartment นำส่งโดยจรวด Soyuz-U พร้อมกันนั้น ห้องทดลอง เดสทินี กับ ห้องกักอากาศ เควสต์ ก็นำขึ้นประกอบโดยกระสวยอวกาศแอตแลนติสและกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ สถานีอวกาศยังติดตั้งแขนกลหลัก Canadarm2 และชิ้นส่วนต่างๆ อีกหลายชิ้นเข้ากับโครงค้ำหลักของสถานี[30]

แผนการต่อขยายสถานีอวกาศต้องหยุดชะงักไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุกับกระสวยอวกาศโคลัมเบียในปี ค.ศ. 2003 การก่อสร้างต้องหยุดชะงักไปพร้อมกับการระงับโครงการกระสวยอวกาศ จนกระทั่งกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี่ เที่ยวบิน STS-114 ขึ้นบินอีกครั้งในปี ค.ศ. 2005[31]

การประกอบสถานีเริ่มคืบหน้าอย่างเป็นทางการจากการนำส่งแผงรับแสงอาทิตย์ชุดที่สองของสถานีอวกาศที่นำส่งโดยกระสวยอวกาศแอตแลนติส เที่ยวบิน STS-115 หลังจากนั้นได้มีการติดตั้งโครงสร้างประกอบเพิ่มเติมจำนวนมาก รวมถึงแผงรับแสงอาทิตย์ชุดที่สาม นำส่งขึ้นโดยเที่ยวบิน STS-116 STS-117 และ STS-118 ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าของสถานี ทำให้สามารถติดตั้งโมดูลอัดอากาศเพิ่มเติมได้ มีการติดตั้งโหนดฮาร์โมนีและห้องทดลองโคลัมบัสของทางยุโรปหลังจากนั้น ตามด้วยอุปกรณ์สองชุดแรกของโมดูลคิโบของญี่ปุ่น เดือนมีนาคม ค.ศ. 2009 เที่ยวบินที่ STS-119 นำส่งอุปกรณ์ติดตั้งโครงค้ำหลักชุดสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์รวมถึงการติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์ชุดที่สี่ซึ่งเป็นชุดสุดท้าย เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009 กระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์เที่ยวบิน STS-127 นำส่งอุปกรณ์ชุดสุดท้ายของโมดูลคิโบขึ้นติดตั้ง[30]

นับถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009 สถานีอวกาศนานาชาติได้ติดตั้งโมดูลอัดอากาศทั้งสิ้น 10 โมดูล โครงค้ำหลักติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ กำลังรอ Tranquillity ซึ่งเป็นโหนดชุดที่สามและชุดสุดท้ายของสหรัฐอเมริกา, Permanent Logistics Module, แขนกลของยุโรป, โมดูลต่างๆ ของทางรัสเซีย และ Alpha Magnetic Spectrometer (AMS) ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2011 สถานีอวกาศนานาชาติจะมีมวลรวมทั้งสิ้นมากกว่า 400 เมตริกตัน[3][32]

[แก้] โมดูลที่ได้รับการปรับความดัน

สถานีอวกาศนานาชาติยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อสร้างเสร็จแล้วมันจะประกอบด้วยโมดูลที่ได้รับการปรับความดันทั้งหมด 14 โมดูล มีปริมาตรรวมทั้งหมดประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร โมดูลเหล่านี้ประกอบด้วยห้องทดลอง ส่วนเชื่อมต่อ โหนด และส่วนอยู่อาศัย ตอนนี้มีโมดูล 9 โมดูลอยู่ในวงโคจรแล้ว อีก 5 โมดูลยังคงรอการส่งขึ้นมา โมดูลแต่ละโมดูลจะถูกขนขึ้นมาด้วยกระสวยอวกาศ จรวดโปรตอน และจรวดโซยูซ[30] ดังตารางข้างล่างนี้

โมดูล เที่ยวบิน วันที่ปล่อย ยานขนส่ง วันที่เชื่อมต่อ ประเทศ มวล มุมมองแบบแยกชิ้น มุมมองหลังเชื่อมกับสถานี
ซาร์ยา 1A/R 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998 โปรตอน-เค - รัสเซีย (ผู้สร้าง)
สหรัฐฯ (เงินทุน)
19,323 กก. Zarya from STS-88.jpg Zarya from STS-88.jpg
ผลิตกระแสไฟฟ้า ขับเคลื่อน และนำทางการประกอบในช่วงต้น ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นโมดูลสำหรับเก็บของทั้งด้านในโมดูลและถังน้ำมันด้านนอก)
ยูนิตี (โหนด 1) 2A 4 ธันวาคม ค.ศ. 1998 กระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์, STS-88 7 ธันวาคม ค.ศ. 1998 สหรัฐฯ 11,612 กก. ISS Unity module.jpg Sts088-703-019e.jpg
ซเวซดา (โมดูลบริการ) 1R 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 โปรตอน-เค 26 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 รัสเซีย 19,051 กก. ISS Zvezda module-small.jpg Unity-Zarya-Zvezda STS-106.jpg
เดสทินี (ห้องทดลองสหรัฐฯ) 5A 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001 ยานขนส่งอวกาศแอตแลนติส, STS-98 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001 สหรัฐฯ 14,515 กก. ISS Destiny Lab.jpg Sts098-312-0020.jpg
Quest (จุดเชื่อมต่อแอร์ล็อก) 7A 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2001 ยานขนส่งอวกาศแอตแลนติส, STS-104 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2001 สหรัฐฯ 6,064 กก. ISS Quest airlock.jpg ISS on 20 August 2001.jpg
Pirs (Docking Compartment) 4R 14 กันยายน ค.ศ. 2001 โซยูซ-ยู 16 กันยายน ค.ศ. 2001 รัสเซีย 3,580 กก. Pirs docking module taken by STS-108.jpg S108e5628.jpg
ฮาร์โมนี (โหนด 2) 10A 23 ตุลาคม ค.ศ. 2007 กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี, STS-120 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ยุโรป (ผู้สร้าง)
สหรัฐฯ (เงินทุน)
14,288 กก. Harmony Relocation.jpg 211448main s122e007027 hires.jpg
โคลัมบัส (ห้องทดลองยุโรป) 1E 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008[33] ยานขนส่งอวกาศแอตแลนติส, STS-122 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ยุโรป 12,800 กก. S122e007873.jpg STS-122 ISS Flyaround.jpg
Experiment Logistics Module (JEM-ELM) 1J/A 11 มีนาคม ค.ศ. 2008 กระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์, STS-123 12 มีนาคม ค.ศ. 2008 ญี่ปุ่น 8,386 กก.[34] Kibo ELM-PS on ISS.jpg STS-123 ISS Flyaround cropped.jpg
Japanese Pressurised Module (JEM-PM) 1J 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี, STS-124 - ญี่ปุ่น 14,800 กก.[35] STS-124 Kibo.jpg ISS after STS-124 06 2008.jpg
 
กำหนดการปล่อยในอนาคต
โมดูล เที่ยวบิน วันที่ปล่อย ยานขนส่ง วันที่เชื่อมต่อ ประเทศ มวล มุมมองแบบแยกชิ้น มุมมองหลังเชื่อมกับสถานี
Mini-Research Module 2 5R ประมาณเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009 โซยูซ-เอฟจี - รัสเซีย
ยังไม่ได้ปล่อย
โหนด 3 20A ประมาณเดือนธันวาคม ค.ศ. 2009 กระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์, STS-130 - ยุโรป (ผู้สร้าง)
สหรัฐฯ (เงินทุน)
14,311 กก. Iss Node 3.JPG
ยังไม่ได้ปล่อย
คูโปลา 20A ประมาณเดือนธันวาคม ค.ศ. 2009 กระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์, STS-130 - ยุโรป (ผู้สร้าง)
สหรัฐฯ (เงินทุน)
1,800 กก. Cupola at KSC.jpg ISSFinalConfigEnd2006.jpg
ยังไม่ได้ปล่อย
Mini-Research Module 1 ULF4 ประมาณเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี, STS-132 - รัสเซีย 4,700 กก.
ยังไม่ได้ปล่อย
Multipurpose Laboratory Module 3R ประมาณเดือนธันวาคม ค.ศ. 2011[32] โปรตอน-เอ็ม - รัสเซีย 21,300 กก. MLM - ISS module.jpg ISS 3R.jpg
ยังไม่ได้ปล่อย

[แก้] โมดูลที่ยกเลิกแล้ว

[แก้] ชิ้นส่วนที่ไม่ได้ปรับความดัน

An astronaut, dressed in a white spacesuit, attached to the end of a long, jointed robotic arm covered in white insulation. The Earth's horizon and the blackness of space serves as a backdrop.
Astronaut Stephen K. Robinson anchored to the end of Canadarm2 during STS-114.

นอกเหนือจากโมดูลปรับความดันแล้ว สถานีอวกาศนานาชาติยังติดตั้งอุปกรณ์ภายนอกเอาไว้เป็นจำนวนมาก โครงค้ำหลัก (ITS) ซึ่งเป็นโครงติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์หลักของสถานีและเครื่องกำเนิดความร้อน เป็นโครงสร้างภายนอกที่ใหญ่ที่สุด[18] ประกอบไปด้วยส่วนประกอบย่อย 10 ชิ้นต่อเข้าด้วยกันเป็นโครงค้ำขนาดยาว 108.5 เมตร (356 ฟุต)[3]

อัลฟาแม็กเนติกสเปกโตรมิเตอร์ (AMS) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทดลองฟิสิกส์อนุภาค มีกำหนดจะส่งขึ้นโดยเที่ยวบิน STS-134 ในปี ค.ศ. 2010 จะถูกติดตั้งเข้ากับโครงด้านนอกของโครงค้ำหลัก อุปกรณ์ AMS นี้จะค้นหาสสารผิดประหลาดด้วยการตรวจวัดรังสีคอสมิก เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพ รวมถึงการค้นหาหลักฐานแสดงการมีอยู่ของสสารมืดและปฏิสสาร[36]

โครงค้ำหลักยังทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับระบบควบคุมแขนกลจากทางไกล (Remote Manipulator System; RMS) ของสถานี รวมถึงระบบซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ (Mobile Servicing System; MSS) ซึ่งประกอบด้วยระบบฐาน, Canadarm2, และ Special Purpose Dexterous Manipulator โดยมีรางติดตั้งอยู่บนส่วนต่างๆ ของโครงค้ำหลักเพื่อให้แขนกลสามารถเข้าถึงทุกซอกส่วนของสถานีอวกาศในบริเวณกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกา[37] ระบบซ่อมบำรุงเคลื่อนที่จะได้รับการติดตั้ง Orbiter Boom Sensor System ซึ่งมีกำหนดนำส่งโดยเที่ยวบิน STS-133 เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ส่วนต่างๆ มากขึ้น[38]

ยังมีการติดตั้งระบบ RMS อีก 2 ระบบเข้าในการปรับแต่งสถานีครั้งสุดท้าย คือระบบแขนกลของยุโรปที่จะทำหน้าที่ให้บริการในส่วนวงโคจรของรัสเซีย นำส่งขึ้นพร้อมกับ โมดูลห้องทดลองเอนกประสงค์[39] กับระบบแขนกลของญี่ปุ่นที่จะทำหน้าที่ให้บริการระบบสนับสนุนภายนอกของ JEM[40] นำส่งขึ้นพร้อมกับโมดูลปรับความดัน JEM ในเที่ยวบิน STS-124 นอกจากนี้ยังมีเครนขนส่ง Strela ของรัสเซียอีก 2 ชิ้น ใช้สำหรับการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนต่างๆ และเป็นทางเดินอวกาศสำหรับมนุษย์อวกาศในบริเวณรอบนอกของบริเวณวงโคจรรัสเซีย[41]

สถานีที่เสร็จสมบูรณ์จะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ภายนอกชิ้นย่อมกว่าอีกหลายชิ้น เช่น External Stowage Platform (ESP) 3 ชุด นำส่งขึ้นโดยเที่ยวบิน STS-102, STS-114 และ STS-118 ใช้สำหรับเก็บชิ้นส่วนอะไหล่ของโครงภายนอกของสถานี, ExPRESS Logistics Carrier (ELC) 4 ชุดใช้สำหรับช่วยเหลือการทดลองที่ต้องกระทำในภาวะสุญญากาศ ใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าที่จำเป็นรวมถึงการประมวลผลข้อมูลทดลองด้วยตนเอง มีกำหนดนำส่งขึ้นโดยเที่ยวบิน STS-129 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2009 เที่ยวบิน STS-134 ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 และเที่ยวบิน STS-133 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010[32][42], อุปกรณ์สนับสนุน JEM แบบเปิดใช้เพื่อช่วยเหลือการทดลองที่กระทำในอวกาศที่เปิดโล่ง ทำหน้าที่เหมือน "ลานบ้าน" สำหรับโมดูลการทดลองของญี่ปุ่นทั้งหมด[43] เช่นกันกับโมดูลห้องทดลองโคลัมบัสของยุโรปที่เป็นสนามทดสอบสำหรับการทดลองในที่เปิดโล่ง เช่น European Technology Exposure Facility[44][45] และ Atomic Clock Ensemble in Space.[46]

[แก้] ระบบจ่ายพลังงาน

แผงรับแสงอาทิตย์ของสถานีอวกาศนานาชาติ

แหล่งพลังงานหลักของสถานีอวกาศนานาชาติคือดวงอาทิตย์ แผงรับแสงอาทิตย์จะแปลงพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ก่อนที่จะมีการติดตั้งเที่ยวบินที่ A4 (เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000) แหล่งพลังงานหลักของสถานีมาจากแผงดวงอาทิตย์ของรัสเซียที่ติดอยู่กับส่วน Zarya และส่วน Zvezda ส่วนของรัสเซียใช้ไฟกระแสตรง 28 โวลต์ ส่วนที่เหลือของสถานีใช้ไฟฟ้าที่ได้จากโซลาเซลล์ที่ติดกับโครงยึดโดยให้ไฟฟ้ากระแสตรงตั้งแต่ 130 ถึง 180 โวลต์ พลังงานไฟฟ้าจะถูกทำให้คงที่อยู่ที่ระดับ 160 โวลต์และแปลงให้อยู่ในระดับที่ผู้ใช้ต้องการคือ 124 โวลต์ สถานีทั้งสองส่วนสามารถใช้พลังงานร่วมกันได้โดยอาศัยตัวแปลง หลังจากที่เลิกใช้ Russian Science Power Platform แล้ว ส่วนของรัสเซียจะใช้พลังงานที่ได้จากแผงดวงอาทิตย์ของสหรัฐฯ[47]

แผงดวงอาทิตย์จะหันหน้าเข้าสู่ดวงอาทิตย์เพื่อให้รับพลังงานได้มากที่สุด แผงดวงอาทิตย์มีพื้นที่ 375 ตารางเมตร และยาว 58 เมตร วงแหวนอัลฟาจะปรับแผงดวงอาทิตย์ให้หันหน้าเข้าสู่ดวงอาทิตย์ในการโคจรแต่ละรอบ วงแหวนบีตาจะปรับมุมของดวงอาทิตย์กับระนาบการโคจร นอกจากนี้ยังมีการใช้ Night Glider mode เพื่อลดแรงลากของยานโดยการหมุนแผงดวงอาทิตย์ให้ชี้ไปในทิศการเคลื่อนที่ของยาน

[แก้] ระบบสนับสนุนการดำรงชีพ

ระบบสนับสนุนการดำรงชีพของสถานีทำหน้าที่หลายๆอย่าง เช่น ควบคุมความดันอากาศ ระดับออกซิเจน น้ำ ระบบดับเพลิง และอื่นๆอีกมากมาย ระบบ Elektron ทำหน้าที่สร้างออกซิเจนไปทั่วสถานี สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้มนุษย์อยู่บนนี่ได้ก็คืออากาศ นอกจากนี้ระบบยังทำหน้าที่จัดการกับของเสียของลูกเรือ ตัวอย่างเช่น ระบบจะทำการรีไซเคิลน้ำที่ได้จากอ่าง ที่อาบน้ำ โถปัสสาวะ มีการใช้ถ่านกัมมันต์เพื่อกำจัดของเสียในอากาศที่เกิดจากเมตาบอลิซึมของมนุษย์

[แก้] ระบบควบคุมทิศทาง

สถานีมีกลไกการควบคุมทิศทางอยู่สองกลไก โดยปกติยานจะใช้ไจโรสโคปหลายตัวช่วยรักษาทิศทาง ในกรณีที่ไจโรสโคปอิ่มตัวแล้ว (รับโมเมนตัมจนถึงระดับที่ไม่สามารถรับเพิ่มได้อีกแล้ว) ระบบควบคุมทิศทางของรัสเซียจะทำงานโดยใช้ตัวปรับทิศทำการปรับทิศทางของยาน และให้ไจโรสโคปคลายโมเมนตัมเพื่อจะได้ใช้ได้ใหม่อีกครั้ง

[แก้] ระบบควบคุมความสูง

สถานีอวกาศนานาชาติรักษาความสูงอยู่ที่ระดับ 278 กิโลเมตรถึง 460 กิโลเมตร ความสูงของสถานีจะลดลงอยู่เรื่อยๆเนื่องจากแรงลากในชั้นบรรยากาศและแรงโน้มถ่วงของโลก มันจึงต้องทำการปรับความสูงทุกๆปี กราฟความสูงแสดงให้เห็นว่าความสูงของมันลดลง 2.5 กิโลเมตรต่อเดือน การเพิ่มความสูงทำโดยใช้ส่วนเพิ่มความสูงที่ติดอยู่ที่ส่วน Zvezda หรืออาจใช้ยานลำเลียง Progress แล้วใช้เวลาประมาณสองรอบวงโคจร (สามชั่วโมง) เพื่อเพิ่มความสูงอีกหลายกิโลเมตร ขณะที่มันกำลังถูกก่อสร้าง ความสูงของมันจะอยู่ในระดับต่ำมาก เพื่อให้กระสวยอวกาศจากพื้นโลกขนส่งของไปยังสถานีได้อย่างสะดวก

[แก้] แง่มุมทางการเมือง การใช้สอย และการเงิน

[แก้] การวิจัยทางวิทยาศาสตร์

เป้าหมายหนึ่งของสถานีอวกาศนานาชาติ คือการทำการทดลองที่จำเป็นต้องทำบนสถานีอวกาศ การวิจัยสาขาหลักได้แก่ ชีววิทยา (การวิจัยทางแพทย์และเทคโนโลยีทางชีววิทยา) ฟิสิกส์ (กลศาสตร์ของไหล วัสดุศาสตร์ และควอนตัมฟิสิกส์) ดาราศาสตร์ (รวมถึงจักรวาลวิทยา) และอุตุนิยมวิทยา รัฐบัญญัติ NASA Authorization ค.ศ. 2005 กำหนดให้สถานีอวกาศส่วนของสหรัฐฯ เป็นห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯที่มีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากสถานีอวกาศโดยภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา มีการทดลองไม่กี่การทดลองนอกจากการทดลองเกี่ยวกับผลกระทบจากสภาวะไร้น้ำหนักต่อร่างกายมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2010 นี้ จะมีโมดูลเกี่ยวกับการวิจัยขึ้นไปติดตั้งอีกสี่โมดูล คาดว่าจะมีการวิจัยที่ละเอียดมากกว่านี้

[แก้] ขอบเขตของการวิจัย

ภาพเปรียบเทียบระหว่างไฟที่จุดบนโลก (ซ้าย) กับไฟที่จุดขึ้นบนสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบน ISS (ขวา)

เป้าหมายหนึ่งของการวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยา คือการทำความเข้าใจกับผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ที่อยู่ในอวกาศเป็นเวลานาน เช่น การเสื่อมของกล้ามเนื้อและกระดูก และศึกษาเกี่ยวกับของไหลในร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตั้งถิ่นฐานในอวกาศและการเดินทางในอวกาศเป็นเวลานาน ข้อมูลล่าสุดพบว่าเนื้อเยื่อสามมิติของมนุษย์สามารถเติบโตได้ในสภาวะไร้น้ำหนัก และผลึกโปรตีนรูปร่างประหลาดก็สามารถก่อตัวขึ้นได้ในสภาวะนี้ นาซ่ากล่าวว่าจะศึกษาปรากฏการณ์เหล่านี้

นาซ่าจะศึกษาปัญหาฟิสิกส์เด่นๆ เช่น กลศาสตร์ของไหลในสภาพไร้น้ำหนักที่ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีนัก นักวิจัยจะทำความเข้าใจกับของไหลโดยละเอียดในอนาคต นักวิทยาศาสตร์สนใจที่จะศึกษาการรวมตัวของของไหลบนอวกาศที่ไม่สามารถผสมกันได้ดีบนโลก เพราะของไหลในอวกาศสามารถรวมตัวกันได้เกือบสนิทโดยไม่ขึ้นกับน้ำหนักที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์หวังจะได้รับข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับสถานะของสสาร (เน้นในเรื่องสารตัวนำยิ่งยวด) โดยการตรวจสอบปฏิกิริยาบนอวกาศที่ดำเนินไปช้ากว่าบนโลกเพราะความโน้มถ่วงและอุณหภูมิที่ต่ำ

นอกจากนี้ นักวิจัยต่างก็หวังที่จะศึกษากระบวนการเผาไหม้ในสภาพที่แรงโน้มถ่วงน้อยกว่าบนโลก เพื่อค้นหาหนทางพัฒนาประสิทธิภาพการเผาไหม้ อันจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะใช้สถานีอวกาศเพื่อตรวจสอบละออง โอโซน ไอน้ำ และออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลก และรังสีคอสมิก ฝุ่นอวกาศ ปฏิสสาร และสสารมืดในจักรวาล

เป้าหมายระยะยาวของการวิจัยก็คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการสำรวจอวกาศและดาวเคราะห์โดยใช้มนุษย์เป็นผู้สำรวจ การตั้งถิ่นฐานในอวกาศ (รวมถึงระบบสนับสนุนการดำรงชีพ ระบบเตือนภัย และการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมในอวกาศ) หาหนทางใหม่ในการรักษาโรค หาวิธีสร้างวัสดุที่มีประสิทธิภาพ สร้างเครื่องมือวัดที่เที่ยงตรงมากขึ้นที่ไม่สามารถสร้างได้บนโลก และทำความเข้าใจกับจักรวาลให้มากขึ้น

[แก้] ยานอวกาศที่มาสถานีอวกาศ

[แก้] การเทียบท่าปัจจุบัน

ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

[แก้] เตรียมการแล้ว

[แก้] ยกเลิกแล้ว

  • Russian (Roskosmos) Space Shuttle Kliper for possible crew rotation and as resupply transporter
  • Kistler K-1 for NASA Commercial Orbital Transportation Services[49]

[แก้] เบ็ดเตล็ด

[แก้] การท่องเที่ยวอวกาศ

ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนสถานีอวกาศทั้งหมด 5 คน โดยจ่ายเงินคนละประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

[แก้] สภาวะเกือบไร้แรงโน้มถ่วง

สถานีอวกาศได้รับแรงโน้มถ่วงประมาณ 88% ของแรงโน้มถ่วงที่ระดับน้ำทะเล สภาวะไร้น้ำหนักภายในยานเกิดขึ้นเนื่องจากการตกอย่างอิสระของสถานีอวกาศ ซึ่งเป็นไปตามหลักความสมมูล อย่างไรก็ตาม สภาพในยานยังคงเป็นสภาวะ"เกือบ"ไร้น้ำหนัก ไม่ใช่ สภาวะไร้น้ำหนักอย่างสิ้นเชิง เพราะมีแรงสี่แรงที่รบกวนดังนี้

  • แรงลากที่เกิดจากชั้นบรรยากาศที่หลงเหลืออยู่
  • การสั่นที่เกิดจากเครื่องยนต์และลูกเรือบนสถานีอวกาศ
  • การปรับการโคจรโดยไจโรสโคปและเครื่องปรับทิศทาง
  • การแยกจากศูนย์กลางมวลที่แท้จริงของสถานี ทำให้เกิดความโน้มถ่วงที่ระดับ 2 ในพันล้านส่วนของแรงโน้มถ่วงบนโลก

[แก้] เขตเวลา

สถานีอวกาศนานาชาติใช้เวลาสากลเชิงพิกัด (UTC, บางครั้งเรียกว่า GMT) เป็นตัวกำหนดวัน หน้าต่างจะปิดในเวลาที่ควรจะเป็นกลางคืน เพื่อสร้างบรรยากาศความมืดเนื่องจากสถานีอวกาศจะต้องพบดวงอาทิตย์ขึ้น/ตกถึง 16 ครั้งต่อวัน โดยทั่วไป ลูกเรือจะตื่นเวลา 7:00 UTC ทำงานประมาณสิบชั่วโมงในวันจันทร์ถึงศุกร์ และทำงานห้าชั่วโมงในวันเสาร์ ในระหว่างภารกิจขนส่ง ลูกเรือมักจะใช้เวลาตามเวลาปล่อยยาน แต่เนื่องจากเวลาปล่อยยานกับเวลา UTC มักไม่ค่อยตรงกัน ลูกเรือจึงต้องปรับเวลานอนก่อนที่ยานจะมาถึงและหลังจากที่ออกไปแล้ว

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named ISStD
  2. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named iss-height
  3. ^ 3.0 3.1 3.2 3.3 NASA (May 29, 2009). On-Orbit Elements. NASA. สืบค้นวันที่ October 24, 2008
  4. ^ Chris Peat (September 15, 2009). ISS—Orbit Data. Heavens-Above.com. สืบค้นวันที่ September 16, 2009
  5. ^ Steven Siceloff (February 1, 2001). NASA Yields to Use of Alpha Name for Station. Space.com. สืบค้นวันที่ January 18, 2009
  6. ^ Rand Simberg (July 29, 2008). The Uncertain Future of the International Space Station: Analysis. Popular Mechanics. สืบค้นวันที่ March 6, 2009
  7. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named see
  8. ^ 8.0 8.1 8.2 Nations Around the World Mark 10th Anniversary of International Space Station. NASA (November 17, 2008). สืบค้นวันที่ March 6, 2009
  9. ^ 9.0 9.1 International Space Station Overview. ShuttlePressKit.com (June 3, 1999). สืบค้นวันที่ February 17, 2009
  10. ^ Fields of Research. NASA (June 26, 2007). สืบค้นจาก the original วันที่ March 25, 2008
  11. ^ Getting on Board. NASA (June 26, 2007). สืบค้นจาก the original วันที่ December 8, 2007
  12. ^ 12.0 12.1 12.2 ISS Research Program. NASA. สืบค้นวันที่ February 27, 2009
  13. ^ Expedition 21. NASA. สืบค้นวันที่ October 4, 2009
  14. ^ We've Only Just Begun. NASA (June 26, 2008). สืบค้นวันที่ March 6, 2009
  15. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named SSSM
  16. ^ 16.0 16.1 John E, Catchpole (June 17, 2008). The International Space Station: Building for the Future. Springer-Praxis. ISBN 978-0387781440. http://www.amazon.co.uk/International-Space-Station-Springer-Praxis/dp/0387781447/ref=sr_1_1?ie=UTF8&s=books&qid=1254674025&sr=8-1. 
  17. ^ Kim Dismukes (April 4, 2004). Shuttle–Mir History/Background/How "Phase 1" Started. NASA. สืบค้นวันที่ April 12, 2007
  18. ^ 18.0 18.1 Spread Your Wings, It's Time to Fly. NASA (July 26, 2006). สืบค้นวันที่ September 21, 2006
  19. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named tracking
  20. ^ มี 10 ประเทศที่เข้าร่วม; ออสเตรีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร เลือกที่จะไม่เข้าร่วม; กรีซและลักเซมเบิร์กเข้าร่วมกับ ESA ในเวลาต่อมา. ESA - Human Spaceflight and Exploration - European Participating States. ESA. สืบค้นวันที่ 2005-07-03 (อังกฤษ)
  21. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named ESA-IGA
  22. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named RSA-MOU
  23. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named costs
  24. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named Crit1
  25. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named ISSRG
  26. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named Worldbook_at_NASA
  27. ^ The International Space Station: life in space. Science in School (December 10, 2008). สืบค้นวันที่ February 17, 2009
  28. ^ Chris Bergin (August 22, 2009). ISS: Still in assembly, producing science research accomplishments. NASASpaceflight.com. สืบค้นวันที่ September 27, 2009
  29. ^ What Is ISS: International Space Station?. Astronomy Expert (September 24, 2008). สืบค้นวันที่ February 17, 2009
  30. ^ 30.0 30.1 30.2 30.3 HSF: ISS assembly sequence and on-orbit configuration. European Space Agency (ESA). สืบค้นวันที่ March 6, 2009
  31. ^ Chris Bergin (July 26, 2005). Discovery launches—The Shuttle is back. NASASpaceflight.com. สืบค้นวันที่ March 6, 2009
  32. ^ 32.0 32.1 32.2 32.3 NASA (ค.ศ. 2008). Consolidated Launch Manifest. NASA. สืบค้นวันที่ 8 ก.ค., 2008
  33. ^ Chris Bergin (2008-01-10). PRCB plan STS-122 for NET Feb 7 - three launches in 10-11 weeks. NASASpaceflight.com. สืบค้นวันที่ 2008-01-12
  34. ^ STS-123 Press Kit (PDF). NASA (ค.ศ. 2008).
  35. ^ STS-124 Press Kit (PDF). NASA (ค.ศ. 2008).
  36. ^ The Alpha Magnetic Spectrometer Experiment. CERN (January 21, 2009). สืบค้นวันที่ March 6, 2009
  37. ^ International Space Station. CSA (March 9, 2006). สืบค้นวันที่ October 4, 2009
  38. ^ Chris Bergin (January 27, 2009). NASA approve funding to leave OBSS permanently on the ISS. NASASpaceflight.com. สืบค้นวันที่ October 5, 2009
  39. ^ ERA: European Robotic Arm. ESA. สืบค้นวันที่ October 4, 2009
  40. ^ Remote Manipulator System:About Kibo. JAXA (August 29, 2008). สืบค้นวันที่ October 4, 2009
  41. ^ International Space Station Status Report #02-03. NASA (January 14, 2002). สืบค้นวันที่ October 4, 2009
  42. ^ EXPRESS Racks 1 and 2 fact sheet (April 12, 2008). สืบค้นวันที่ October 4, 2009
  43. ^ Exposed Facility:About Kibo. JAXA (August 29, 2008). สืบค้นวันที่ October 9, 2009
  44. ^ NASA - European Technology Exposure Facility (EuTEF). NASA (6 October 2008). สืบค้นวันที่ 2009-02-28
  45. ^ ESA - Columbus - European Technology Exposure Facility (EuTEF). ESA (13 January 2009). สืบค้นวันที่ 2009-02-28
  46. ^ Atomic Clock Ensemble in Space (ACES). ESA. สืบค้นวันที่ October 9, 2009
  47. ^ Boeing: Integrated Defense Systems - NASA Systems - International Space Station - Solar Power. Boeing. สืบค้นวันที่ 2006-06-05 (อังกฤษ)
  48. ^ Orbital Sciences Corporation (February 19, 2008) NASA Selects Orbital To Demonstrate New Commercial Cargo Delivery System For The International Space Station ข่าวหนังสือพิมพ์ เรียกดูเมื่อ 2008-11-23
  49. ^ Warwick, Graham (October 9, 2007). NASA warns Rocketplane Kistler on COTS cancellation. FlightGlobal.com. สืบค้นวันที่ 2008-11-23

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
สถานีอวกาศนานาชาติ
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสถานีอวกาศนานาชาติที่ร่วมมือกับองค์กรอวกาศต่างๆ 
สื่อเคลื่อนไหว


Q space.svg สถานีอวกาศนานาชาติ เป็นบทความเกี่ยวกับ การสำรวจอวกาศ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มแหล่งอ้างอิง คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น
ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานีอวกาศนานาชาติ ในภาษาอื่น อาจสามารถหาอ่านได้จากเมนู ภาษาอื่น ด้านซ้ายมือ หรือ ดูเพิ่มที่ สถานีย่อย:ดาราศาสตร์