วงแหวนของดาวเนปจูน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วงแหวนแต่ละวงแหวนของดาวเนปจูน

วงแหวนของดาวเนปจูน (อังกฤษ: Rings of Neptune) มีลักษณะมีความสว่างไม่มากนัก เพราะประกอบด้วยอนุภาคที่เป็นผงฝุ่นขนาด 1 ไมโครเมตร [1] จนถึงขนาดประมาณ 10 เมตร เช่นเดียวกับวงแหวนของดาวพฤหัสบดีและดาวยูเรนัส [2] ซึ่งนักดาราศาสตร์สำรวจพบระบบวงแหวนของดาวเนปจูนเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 60 และในปี ค.ศ. 1989 ยานวอยเอเจอร์ 2 ได้บินผ่านเข้าไปใกล้ดาวเนปจูนและบันทึกภาพส่งกลับมายังโลก ทำให้นักดาราศาสตร์พบว่าดาวเนปจูนมีวงแหวนล้อมรอบด้วยกันถึง 5 วง

วงแหวนของดาวเนปจูน ได้แก่ วงแหวนแอดัมส์, วงแหวนอราโก, วงแหวนแลสเซลล์, วงแหวนเลอ แวรีเย และวงแหวนกัลเลอ นอกจากนั้นยังมีวงแหวนที่จางมาก ๆ และยังไม่มีชื่ออีก 1 วง ที่อยู่ในวงโคจรเดียวกันกับดวงจันทร์แกลาเทีย และยังมีดวงจันทร์บริวารของดาวเนปจูนอีก 3 ดวง คือ เนแอด, ทาแลสซา และดิสพีนา ที่มีวงโคจรอยู่ภายในระบบวงแหวนเช่นเดียวกัน [3]

ประวัติการค้นพบ[แก้]

ภาพวงแหวนของดาวเนปจูนที่บันทึกโดยยายวอยเอเจอร์ 2 ซึ่งมองเห็นวงแหวน 2 วงหลักได้อย่างชัดเจน (NASA)

วงแหวนของดาวเนปจูนไม่สามารถมองเห็นได้ผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ขนานเล็ก โดยการค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1980 นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตการ์ณดาวเนปจูนกล้องโทรทรรศน์ขยายใหญ่ ซึ่งเห็นวงแหวนบางส่วน[4] และดาวเนปจูน "กะพริบตา" เพียงเล็กน้อย[5] จนถึงในปี ค.ศ. 1989 ยานวอยเอเจอร์ 2 ได้บินผ่านเข้าไปใกล้ดาวเนปจูนและบันทึกภาพส่งกลับมายังโลก ปรากฏว่าวงแหวนของดาวเนปจูนประกอบด้วย วัตถุเล็ก ๆ สีมืดคล้ำ กระจายเป็นวงรอบดาวเนปจูน วงแหวนบางส่วนเล็กและบาง จนไม่สามารถสังเกตเห็นจากโลก สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นฝุ่น ที่เกิดจากเศษดาวเคราะห์พุ่งชนดาวบริวาร ของดาวเนปจูนจนฟุ้งกระจาย และถูกดาวเนปจูนดึงดูดไว้ กลายเป็นส่วนประกอบในวงแหวน ในภายหลัง[6]

นักดาราศาสตร์พบว่าดาวเนปจูนมีวงแหวนล้อมรอบด้วยกันถึง 5 วง วงแหวนชั้นนอกสุดของดาวเนปจูนมีชื่อว่า วงแหวนแอดัมส์ ส่วนชั้นที่อยู่ถัดเข้าไปด้านในอีก 4 วง ได้แก่ วงแหวนอราโก, วงแหวนแลสเซลล์, วงแหวนเลอ แวรีเย และวงแหวนกัลเลอ นอกจากนั้นยังมีวงแหวนที่จางมาก ๆ และยังไม่มีชื่ออีก 1 วง[3]

ขนาดวงแหวน[แก้]

วงแหวนของดาวเนปจูนประกอบด้วยอนุภาคที่เป็นผงฝุ่นขนาด 1 ไมโครเมตร จนถึงขนาดประมาณ 10 เมตร โดยวงแหวนแต่วงมีขนาด ดังนี้

ชื่อวงแหวน รัศมี (กม.) ความกว้าง (กม.) ความลึก (กม.) ความห่างจากใจกลางของดาวเนปจูน (กม.) หมายเหตุ
กัลเลอ 40,900 - 42,900 2,000 0.15[7] 42,000 [8] -
เลอ แวรีเย 53,200 ± 20 113[9] 0.7 ± 0.2[9] 53,000[8] -
แลสเซลล์ 53,200 - 57,200 4,000 0.4[7]  ? -
อราโก 57,200 <100[7]  ? 57,000[8] -
แอดัมส์ 62,932 15 - 50[9] 0.4[7] 61,000[8] -

ข้อมูลจำเพาะ[แก้]

วงแหวนกัลเลอ[แก้]

วงแหวนกัลเลอ (อังกฤษ: Galle) เป็นวงแหวนชั้นในสุดของดาวเนปจูน โดยชื่อ "Galle" มาจาก โยฮันน์ กอทท์ฟรีด กัลเลอ เพื่อเป็นการให้เกียรติ วงแหวนกัลเลอมีรัศมี 40,900 - 42,900 กม. ความกว้าง 2,000 กม. และมีปริมาณเศษฝุ่น 40 - 70%

วงแหวนเลอ แวรีเย[แก้]

วงแหวนเลอ แวรีเย (อังกฤษ: Le Verrier) เป็นวงแหวนชั้นที่สองของดาวเนปจูน ลักษณะเป็นวงแหวนที่แคบ มีรัศมี 53,200 กม. ความกว้าง 113 กม.[9] และมีปริมาณเศษฝุ่น 40 - 70%

วงแหวนแลสเซลล์[แก้]

วงแหวนแลสเซลล์ (อังกฤษ: Lassell) เป็นวงแหวนชั้นที่สามของดาวเนปจูน มีรัศมี 53,200 - 57,200 กม. ความกว้าง 4,000 กม. และมีปริมาณเศษฝุ่น 20 - 40%

วงแหวนอราโก[แก้]

วงแหวนอราโก (อังกฤษ: Arago) เป็นวงแหวนชั้นที่สี่ของดาวเนปจูน มีรัศมี 57,200 กม. และมีความกว้างมากกว่า 100 กม.[7]

วงแหวนแอดัมส์[แก้]

ส่วนอาร์คของวงแหวนแอดัมส์

วงแหวนแอดัมส์ (อังกฤษ: Adams) เป็นวงแหวนชั้นนอกสุดของดาวเนปจูนที่ถูกค้นพบโดย ยานวอยเอเจอร์ 2 ในปี ค.ศ. 1989 โดยซึ่งได้ส่งภาพวงแหวนนี้ตรงส่วนอาร์ค มีลักษณะบิดโค้ง และประกอบด้วยอาร์ค 5 อาร์ค ชื่อ ลิเบอร์ตี้, อีควอลิตี้ 1, อีควอลิตี้ 2, เคอริจ และฟราเทอนีตี้[10] วงแหวนแอดัมส์มีรัศมี 62,932 กม. ความกว้าง 15 - 50[9] มีปริมาณเศษฝุ่น 20 - 40% และมีปริมาณเศษฝุ่นในอาร์ค 40 - 70% โดยชื่อ "Adams" มาจาก จอห์น คูช แอดัมส์ เพื่อเป็นการให้เกียรติ

อาร์ค[แก้]

ชื่ออาร์ค รัศมี (กม.) ความกว้าง (กม.) ความลึก (กม.) หมายเหตุ
ลิเบอร์ตี้ 62,933[11] 15[11] 1.25–2.15[9] -
อีควอลิตี้ 1 62,933[11] 15[11] 1.25–2.15[9] -
อีควอลิตี้ 2 62,933[11] 15[11] 1.25–2.15[9] -
เคอริจ 62,933[11] 15[11] 1.25–2.15[9] -
ฟราเทอนีตี้ 62,933[11] 15[11] 1.25–2.15[9] -

การจางหายไปของอาร์ค[แก้]

ในปี ค.ศ. 1989 ยานวอยเอเจอร์ 2ได้ส่งภาพอาร์คของวงแหวน สามารถมองเห็นอย่างชัดเจน แต่ในปี ค.ศ. 2002 และ ค.ศ. 2003 Imke de Pater จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และเพื่อนร่วมงานอีก 10 คน เดินทางมาที่รัฐฮาวาย และใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องไปที่วงแหวนแอดัมส์พร้อมกับวิเคราะห์ ปรากฏว่าอาร์คของวงแหวนแอดัมส์กลับได้จางหายไป โดยพวกเขาได้เรียกอาร์คของวงแหวนแอดัมส์นั้นว่า ลิเบอร์ตี้[12]

อ้างอิง[แก้]

  1. โครงการเครือข่ายสารสนเทศดาราศาสตร์สำหรับโรงเรียน
  2. ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์
  3. 3.0 3.1 Science&Technology, รู้หรือไม่? ดาวเนปจูนก็มีวงแหวน
  4. เอกภพ, นานมี บุ๊คส์, 2004. ISBN 9749656466, 9789749656464
  5. NASA, วงแหวนดาวของเนปจูน
  6. วงแหวนของดาวเนปจูน, ดาวเนปจูน (Neptune), เรื่องที่ ๘ ระบบสุริยะ, สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 31
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 doi:10.1126/science.246.4936.1422
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 วงแหวนของดาวเนปจูน, Daviddarling
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6 9.7 9.8 9.9 Horn, Linda J.; Hui, John; Lane, Arthur L. (1990). "Observations of Neptunian rings by Voyager photopolarimeter experiment". Geophysics Research Letters 17 (10): 1745–1748. Bibcode:1990GeoRL..17.1745H. doi:10.1029/GL017i010p01745. 
  10. กลุ่มควันน้ำแข็ง, ดาวเนปจูน, student.nu.ac.th
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 11.4 11.5 11.6 11.7 11.8 11.9 Neptunian Rings Fact Sheet, NASA
  12. Neptune's rings are fading away, SPACE & SCIENCE NEWS: March 2005, Daviddarling. 23 มีนาคม 2005