ยูโรปา (ดาวบริวาร)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ยูโรปา (แก้ความกำกวม)
ยูโรปา
ภาพถ่ายสีจริง โดยยานกาลิเลโอ
ดาวบริวารยูโรปา
การค้นพบ
ค้นพบโดย: กาลิเลโอ กาลิเลอี
ไซมอน มาริอุส
ค้นพบเมื่อ: 7 มกราคม ค.ศ. 1610
ชื่ออื่น ๆ: จูปิเตอร์ II
ลักษณะของวงโคจร[1]
จุดเริ่มยุค 8 มกราคม 2004
รัศมีวงโคจรเฉลี่ย: 670 900 km[2]
ความเยื้องศูนย์กลาง: 0.009[2]
อัตราเร็วเฉลี่ย
ในวงโคจร
:
13.740 km/s[2]
ความเอียง: 0.470° (to Jupiter's equator) [2]
ดาวบริวารของ: ดาวพฤหัสบดี
ลักษณะทางกายภาพ
พื้นที่ผิว: 3.09×107 กม.2 (0.061 ของโลก) [3]
ปริมาตร: 1.593×1010 กม.3 (0.015 ของโลก) [3]
มวล: 4.80×1022 kg (0.008 ของโลก) [2]
ความหนาแน่นเฉลี่ย: 3.01 ก./ซม.3[2]
ความโน้มถ่วง
ที่ศูนย์สูตร:
1.314 m/s2 (0.134 g) [4]
ความเร็วหลุดพ้น: 2.025 km/s[4]
ความเอียงของแกน: 0.1°[5]
อัตราส่วนสะท้อน: 0.67 ± 0.03[6]
อุณหภูมิพื้นผิว:
   พื้นผิว
ต่ำสุด เฉลี่ย สูงสุด
~50 K[7] 102 K 125 K
ลักษณะของบรรยากาศ
ความดันบรรยากาศ
ที่พื้นผิว:
0.1 µPa (10-12 bar) [8]

ยูโรปา (อังกฤษ: Europa; กรีก: Ευρώπη) เป็นดาวบริวารดวงหนึ่งของดาวพฤหัสบดี ค้นพบในปี ค.ศ. 1610 โดย กาลิเลโอ กาลิเลอี (เชื่อว่าในเวลาเดียวกันนั้น ไซมอน มาริอุส ก็ค้นพบด้วยเช่นเดียวกัน) ชื่อของดาวมาจากนางกษัตริย์ในตำนานปกรณัมกรีก คือ ยูโรปา ผู้ได้แต่งงานกับเทพซูสและได้เป็นราชินีแห่งครีต ยูโรปาเป็นดาวบริวารดวงเล็กที่สุดในบรรดาดาวบริวารกาลิเลียนทั้ง 4 ดวง

ยูโรปามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3000 กิโลเมตร มีบรรยากาศที่เบาบางประกอบไปด้วยออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ พื้นผิวที่เป็นน้ำแข็งและมีความเรียบมากนี้ประกอบไปด้วยรอยแตกและเส้นริ้วบางๆ โดยมีหลุมอุกกาบาตอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น พื้นผิวที่เรียบและดูใหม่นี้เองที่ทำให้เกิดสมมติฐานว่ามีมหาสมุทรอยู่ข้างใต้ซึ่งสามารถเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้ โดยสมมติฐานนี้เสนอว่าแรงดึงดูดที่มีมากของดาวพฤหัสบดีสร้างความร้อนให้กับยูโรปา

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 นาซาได้รายงานการตรวจพบแร่ธาตุที่คล้ายกับดิน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟิลโลซิลิเกต) ซึ่งปะปนอยู่กับอินทรียวัตถุบนเปลือกน้ำแข็งของยูโรปา นอกจากนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลยังตรวจพบพลูมไอน้ำคล้ายกับพลูมที่ตรวจพบในเอนเซลาดัส ดาวบริวารของดาวเสาร์

ปฏิบัติการของยานสำรวจกาลิเลโอได้ส่งข้อมูลของยูโรปากลับมาเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันยังไม่มียานอวกาศลำใดที่ลงสำรวจในดาวบริวารดวงนี้ แต่ลักษณะพิเศษที่น่าสนใจของยูโรปาก็ทำให้มันเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการอันทะเยอทะยานหลายปฏิบัติการ ปฏิบัติการสำรวจดวงจันทร์น้ำแข็งดาวพฤหัส (JUICE) ขององค์การอวกาศยุโรปนั้นมีกำหนดการส่งปฏิบัติการในปี ค.ศ. 2022[9] ส่วนนาซาก็ได้วางแผนที่จะส่งหุ่นยนต์ปฏิบัติการบนยูโรปาในกลางคริสต์ทศวรรษที่ 2020 โดยประมาณ[10]

การค้นพบและตั้งชื่อ[แก้]

ยูโรปาและดวงบริวารที่ใหญ่ที่สุดของดาวพฤหัสบดีอีกสามดวงได้แก่ ไอโอ แกนีมีด และ คาลลิสโต ถูกค้นพบในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1610 โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี[11] และไซมอน มาริอุส ยูโรปาถูกตั้งชื่อตามสตรีชนชั้นสูงชาวฟินิเชียในเทพปกรณัมกรีกชื่อ ยูโรปา ผู้เป็นราชินีของครีตและถูกซูสเกี้ยวพาราสี

กาลิเลโอค้นพบยูโรปาและดวงจันทร์กาลิเลี่ยนดวงอื่นครั้งแรกโดยใช้กล้องโทรทรรศน์หักเหแสงกำลังขยาย 20 เท่าที่มหาวิทยาลัยปาโดวาในวันที่ 7 มกราคม อย่างไรก็ตามกาลิเลโอยังไม่สามารถแยกไอโอกับยูโรปาได้เนื่องจากประสิทธิภาพของกล้องต่ำเกินไป ดาวบริวารทั้งสองจึงถูกบันทึกเป็นจุดแสงจุดหนึ่งเท่านั้น ไอโอกับยูโรปาถูกค้นพบว่าเป็นคนละดวงได้ในวันต่อมา[11]

ยูโรปาถูกตั้งชื่อตามคนรักของซูสเหมือนกับดวงจันทร์แกลิเลี่ยนดวงอื่น ซึ่งในที่นี้คนรักนั้นคือ ยูโรปา ลูกสาวของกษัตริย์แห่งไทร์ โดยผู้ที่เสนอหลักการตั้งชื่อนี้คือ ไซมอน มาริอุส ที่เชื่อว่าน่าจะค้นพบดาวบริวารกาลิเลี่ยนทั้งสี่ด้วยเช่นกัน (แม้ว่ากาลิเลโอจะกล่าวหาว่าไซมอนเลียนแบบเขา) มาริอุสได้เสนอหลักการตั้งชื่อนี้ให้กับ โยฮันเนส เคปเลอร์[12][13]

ในบทเรียนดาราศาสตร์ยุคแรกๆ ยูโรปาถูกเรียกว่าดาวบริวารดวงที่สองของดาวพฤหัสบดี หรือ Jupiter II ส่วนชื่อยูโรปาไม่ได้ถูกพูดถึงโดยทั่วไปจนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20[14]

การโคจรและการหมุนรอบตัวเอง[แก้]

ภาพเคลื่อนไหวแสดงการสั่นพ้องของวงโคจรของดวงจันทร์ยูโรปา รวมทั้งดวงจันทร์ไอโอและดวงจันทร์แกนิมีด

ยูโรปาโคจรรอบดาวพฤหัสบดีโดยใช้เวลาเพียงสามวันครึ่งด้วยรัศมีวงโคจรประมาณ 670,000 กิโลเมตร และมีความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจร เพียง 0.009 ซึ่งค่อนข้างกลม มีความเอียงของวงโคจรอ้างอิงจากระนาบเส้นศูนย์สูตรฟ้าเล็กน้อย คือประมาณ 0.470 องศาเท่านั้น[15] ยูโรปาการหมุนรอบตัวเองแบบสมวาร คือมีคาบการหมุนรอบตัวเองเท่ากับคาบการโคจรรอบดาวพฤหัสบดีเหมือนดาวบริวารกาลิเลียนดวงอื่นๆ ดวงจันทร์ยูโรปาจึงหันหน้าเข้าหาดาวพฤหัสบดีเพียงด้านเดียวเสมอ ทำให้มีจุดๆหนึ่งบนดวงจันทร์ยูโรปาที่สามารถมองเห็นดาวพฤหัสบดี ณ จุดจอมฟ้าพอดี เส้นเมริเดียนที่ลากผ่านจุดๆนี้ถูกกำหนดให้เป็นเส้นเมริเดียนปฐมของดวงจันทร์ยูโรปา อย่างไรก็ตามผลการค้นคว้าได้ระบุว่าการหมุนของดวงจันทร์ยูโรปาอาจไม่ใช่การหมุนสมวาร เนื่องจากมีการเสนอว่าดวงจันทร์ยูโรปาหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าโคจรรอบดาวพฤหัสบดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระจายที่ไม่สมดุลของมวลภายในดวงจันทร์ยูโรปาและการมีน้ำในรูปของเหลวอยู่ระหว่างเปลือกน้ำแข็งและแกนหินข้างใน[16]

ความเบี้ยวเล็กน้อยของวงโคจรของดวงจันทร์ยูโรปาซึ่งเกิดจากการรบกวนทางแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์กาลิเลียนดวงอื่นทำให้จุดที่มองเห็นดาวพฤหัสบดี ณ จุดจอมฟ้าของยูโรปาแกว่งไปเล็กน้อย เมื่อดวงจันทร์ยูโรปาเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดี แรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดีจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยูโรปาขยายตัวเข้าหา(และออกจาก)ดาวพฤหัสบดี เมื่อยูโรปาเคลื่อนห่างจากดาวพฤหัสบดี แรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดีจะลดลง ทำให้ยูโรปากลับมาอยู่ในสภาพที่เป็นทรงกลมกว่า และดวงจันทร์ไอโอที่ส่งอิทธิพลกับความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจรของยูโรปาอยู่ตลอดเวลา[17]ก็ทำให้เกิดแรงไทดัลขึ้น ทั้งสองปรากฏการณ์นี้ทำให้ภายในยูโรปาเปลี่ยนแปลงและเกิดความร้อน และอาจส่งผลให้มีมหาสมุทรอยู่ในรูปของเหลวได้[17][18]

นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์รอยแตกบนพื้นผิวน้ำแข็งอันเป็นเอกลักษณ์ของยูโรปาว่าเกิดจากการที่ดวงจันทร์ดวงนี้เคยหมุนรอบตัวเองตามแกนที่เอียงมาก่อน หากสมมติฐานนี้เป็นจริง แกนที่เคยเอียงนี้จะสามารถอธิบายลักษณะพิเศษต่างๆบนดวงจันทร์ดวงนี้ได้หลายอย่าง เช่น ร่างแหของรอยร้าวขนาดมหึมาบนยูโรปาเป็นร่องรอยของความเค้นของพื้นผิวที่เกิดจากคลื่นขนาดยักษ์ของมหาสมุทรภายในดวงจันทร์ เนื่องจากการเอียงของยูโรปาส่งอิทธิพลต่อการคำนวณและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในพื้นผิวน้ำแข็ง, ปริมาณความร้อนที่มหาสมุทรภายในสร้างขึ้น หรือแม้กระทั่งระยะเวลาที่มหาสมุทรเป็นของเหลว พื้นผิวของดวงจันทร์จำเป็นต้องยืดออกเพื่อทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ และการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแตกนั่นเอง [19]

ลักษณะทางกายภาพ[แก้]

เมื่อเปรียบเทียบยูโรปา (ซ้ายล่าง) กับดวงจันทร์ (ซ้ายบน) และโลก (ขวา) ตามมาตราส่วนโดยประมาณ

ยูโรปามีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลกเล็กน้อย คือมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3,100 กิโลเมตร (1,900 ไมล์) มันเป็นดาวบริวารที่ใหญ่เป็นอันดับที่หกและวัตถุที่ใหญ่เป็นอันดับที่สิบห้าของระบบสุริยะ แม้ว่ายูโรปาจะมีมวลน้อยที่สุดในบรรดาดาวบริวารของดาวพฤหัส แต่ก็มีมวลมากกว่าดาวบริวารอื่นๆในระบบสุริยะที่เล็กกว่ามันรวมกัน[20] ความหนาแน่นของยูโรปาบ่งบอกถึงองค์ประกอบพื้นฐานที่เป็นหินซิลิเกต คล้ายกันกับองค์ประกอบพื้นฐานของดาวเคราะห์ชั้นใน

โครงสร้างภายใน[แก้]

เชื่อกันว่ายูโรปามีโครงสร้างชั้นนอกที่ประกอบไปด้วยน้ำหนาประมาณ 100 กิโลเมตร (62 ไมล์) โดยที่ด้านบนของชั้นเป็นเปลือกน้ำแข็ง และมีน้ำซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวอยู่ข้างใต้ ข้อมูลที่ถูกส่งมาจากยานอวกาศกาลิเลโอเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่ายูโรปามีสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำผ่านทางการมีปฏิสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดี แสดงว่ายูโรปามีโครงสร้างบางอย่างที่นำกระแสไฟฟ้าได้อยู่ใต้เปลือกชั้นนอก[21] ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นมหาสมุทรน้ำเค็ม เปลือกน้ำแข็งส่วนหนึ่งผ่านการหมุนมาแล้วเกือบ 80° โดยประมาณ (เกือบจะเป็นการพลิกกลับหัว) ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากหากชั้นน้ำแข็งยึดติดกับชั้นแมนเทิลอย่างแน่นหนา[22] ยูโรปาน่าจะมีแกนกลางเป็นโลหะเหล็ก[23]

ลักษณะพื้นผิว[แก้]

สีตามธรรมชาติโดยประมาณ (ซ้าย) และสีที่ได้รับการปรับแต่งแล้ว (ขวา)

ยูโรปาเป็นหนึ่งในวัตถุที่เรียบที่สุดในระบบสุริยะ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพขนาดใหญ่เช่นภูเขาหรืออุกกาบาตอยู่ไม่มาก[24] อย่างไรก็ตาม มีทฤษฎีกล่าวว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตรของยูโรปานั้นถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่มีลักษณะแหลมเรียกว่า เพนิเทนเทส (Penitentes) สูงราว 10 เมตร ซึ่งเกิดจากการที่บริเวณดังกล่าวมีดวงอาทิตย์อยู่ในทิศเหนือศีรษะโดยตรง น้ำแข็งจึงละลายในแนวดิ่ง[25] ร่างแหของเส้นที่ตัดกันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นผิวของยูโรปาส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะแอลบีโด (albedo features) ที่ชี้ให้เห็นถึงภูมิประเทศที่ต่ำ ยูโรปามีหลุมอุกกาบาตอยู่ไม่มากเพราะพื้นผิวของมันค่อนข้างแข็งแรงและยังใหม่อยู่[26][27] เปลือกน้ำแข็งของยูโรปาทำให้อัตราส่วนสะท้อนของมันอยู่ที่ 0.64 ทำให้มันเป็นหนึ่งในดาวบริวารที่มีอัตราการสะท้อนแสงมากที่สุดในบรรดาดาวบริวารทั้งหมด[15][27] ซึ่งน่าจะชี้ให้เห็นได้ถึงพื้นผิวที่ใหม่และมีพลัง โดยพื้นผิวดวงจันทร์ยูโรปามีอายุประมาณ 20 ถึง 180 ล้านปีเมื่อคำนวณจากความถี่ของการถูกดาวหางพุ่งชน[28] อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายถึงลักษณะพื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปาทั้งหมดได้โดยสมบูรณ์[29]

ระดับการแผ่รังสีบนพื้นผิวของยูโรปามีค่าเทียบเท่ากับการได้รับปริมาณรังสี 5400 มิลลิซีเวอร์ต (540 เรม) ต่อวัน[30] ซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถทำให้มนุษย์เกิดอาการเจ็บป่วยร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในหนึ่งวัน[31]

เส้นบนพื้นผิวดาว[แก้]

ลิเนียบนดวงจันทร์ยูโรปาโดยยานอวกาศกาลิเลโอ
ภาพโมเสกจากยานอวกาศกาลิเลโอแสดงให้เห็นถึงลักษณะของลิเนีย, เนิน, หลุมบ่อ และภูมิประเทศที่ยุ่งเหยิงชื่อ โคนามารา เคออส (Conamara Chaos)

ลักษณะทางพื้นผิวที่โดดเด่นที่สุดบนยูโรปาก็คือ ลิเนีย (lineae) หรือ ลายเส้นยาวจำนวนมากที่ครอบคลุมไปทั่วดาว จากการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดพบว่าขอบของรอยแตกมีการเคลื่อนที่อย่างสัมพันธ์กัน แถบเส้นที่มีขนาดใหญ่ที่มีระยะทางมากกว่า 20 กิโลเมตร (12 ไมล์) มักจะเกิดริ้วลายที่มืดขนานกันไป[32]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "JPL HORIZONS solar system data and ephemeris computation service". Solar System Dynamics. NASA, Jet Propulsion Laboratory. สืบค้นเมื่อ 2007-08-10. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 "Overview of Europa Facts". NASA. สืบค้นเมื่อ 2007-12-27. 
  3. 3.0 3.1 ใช้ค่ารัศมีเฉลี่ย
  4. 4.0 4.1 คำนวณจากค่าพารามิเตอร์พื้นฐานอื่น
  5. Bills, Bruce G. (2005). "Free and forced obliquities of the Galilean satellites of Jupiter". Icarus 175: 233–247. doi:10.1016/j.icarus.2004.10.028. 
  6. Yeomans, Donald K. (2006-07-13). "Planetary Satellite Physical Parameters". JPL Solar System Dynamics. สืบค้นเมื่อ 2007-11-05. 
  7. Lucy-Ann McFadden, Paul Weissman, Torrence Johnson (2007). The Encyclopedia of the Solar System. Elsevier. p. 432. 
  8. McGrath (2009). "Atmosphere of Europa". In Pappalardo, R.T.; McKinnon, W. B.; Khurana, K. Europa. University of Arizona Press. ISBN 0-816-52844-6. 
  9. "Esa selects 1bn-euro Juice probe to Jupiter". BBC News Online. 2 May 2012. สืบค้นเมื่อ 2 May 2012. 
  10. Borenstein, Seth (4 March 2014). "NASA plots daring flight to Jupiter's watery moon". AP News. 
  11. 11.0 11.1 "Planet and Satellite Names and Discoverers". USGS. 
  12. "Simon Marius (January 20, 1573 – December 26, 1624)". Students for the Exploration and Development of Space. University of Arizona. สืบค้นเมื่อ 9 August 2007. 
  13. Marius, S.; (1614) Mundus Iovialis anno M.DC.IX Detectus Ope Perspicilli Belgici [1], where he attributes the suggestion to Johannes Kepler
  14. Marazzini, Claudio (2005). "I nomi dei satelliti di Giove: da Galileo a Simon Marius (The names of the satellites of Jupiter: from Galileo to Simon Marius)". Lettere Italiane 57 (3): 391–407. 
  15. 15.0 15.1 "Europa, a Continuing Story of Discovery". Project Galileo. NASA, Jet Propulsion Laboratory. สืบค้นเมื่อ 9 August 2007. [ลิงก์เสีย]
  16. Geissler, P. E.; Greenberg, R.; Hoppa, G.; Helfenstein, P.; McEwen, A.; Pappalardo, R.; Tufts, R.; Ockert-Bell, M.; Sullivan, R.; Greeley, R.; Belton, M. J. S.; Denk, T.; Clark, B. E.; Burns, J.; Veverka, J. (1998). "Evidence for non-synchronous rotation of Europa". Nature 391 (6665): 368–70. Bibcode:1998Natur.391..368G. doi:10.1038/34869. PMID 9450751. 
  17. 17.0 17.1 Showman, Adam P.; Malhotra, Renu (1997). "Tidal Evolution into the Laplace Resonance and the Resurfacing of Ganymede" (PDF). Icarus 127 (1): 93–111. Bibcode:1997Icar..127...93S. doi:10.1006/icar.1996.5669. 
  18. "Tidal Heating". geology.asu.edu. Archived from the original on 2006-03-29. 
  19. Cook, Jia-Rui C. (18 September 2013) Long-stressed Europa Likely Off-kilter at One Time. jpl.nasa.gov
  20. มวลของยูโรปา: 48×1021 กก. มวลของไทรทันรวมกับดวงจันทร์ที่เล็กกว่า: 39.5×1021 กก.)
  21. Phillips, Cynthia B.; Pappalardo, Robert T. (20 May 2014). "Europa Clipper Mission Concept:". Eos, Transactions American Geophysical Union 95 (20): 165–167. doi:10.1002/2014EO200002. สืบค้นเมื่อ 2014-06-03. 
  22. Cowen, Ron (7 June 2008). "A Shifty Moon". Science News. 
  23. Kivelson, Margaret G.; Khurana, Krishan K.; Russell, Christopher T.; Volwerk, Martin; Walker, Raymond J.; and Zimmer, Christophe (2000). "Galileo Magnetometer Measurements: A Stronger Case for a Subsurface Ocean at Europa". Science 289 (5483): 1340–1343. Bibcode:2000Sci...289.1340K. doi:10.1126/science.289.5483.1340. PMID 10958778. 
  24. "Europa: Another Water World?". Project Galileo: Moons and Rings of Jupiter. NASA, Jet Propulsion Laboratory. 2001. สืบค้นเมื่อ 9 August 2007. 
  25. Ice blades threaten Europa landing
  26. Arnett, Bill (7 November 1996) Europa. astro.auth.gr
  27. 27.0 27.1 Hamilton, Calvin J. "Jupiter's Moon Europa". solarviews.com. 
  28. Schenk, Paul M.; Chapman, Clark R.; Zahnle, Kevin; and Moore, Jeffrey M. (2004) "Chapter 18: Ages and Interiors: the Cratering Record of the Galilean Satellites", pp. 427 ff. in Jupiter: The Planet, Satellites and Magnetosphere, Cambridge University Press, ISBN 0-521-81808-7.
  29. "High Tide on Europa". Astrobiology Magazine. astrobio.net. 2007. สืบค้นเมื่อ 20 October 2007. 
  30. Frederick A. Ringwald (29 February 2000). "SPS 1020 (Introduction to Space Sciences)". California State University, Fresno. สืบค้นเมื่อ 4 July 2009.  (Webcite from 20 September 2009)
  31. The Effects of Nuclear Weapons, Revised ed., US DOD 1962, pp. 592–593
  32. doi:10.1006/icar.1998.5980
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]