นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
"ไดอานา" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ไดอานา (แก้ความกำกวม)
ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
Princess Diana at Accord Hospice colorized.png
ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ใน พ.ศ. 2535

พระนามเต็ม ไดอานา ฟรานเซส [1]
ราชวงศ์
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504
ณ ปาร์กเฮาส์ เมืองซานดริงแฮม

นอร์ฟอล์ก ประเทศอังกฤษ

สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 (36 ชันษา)
ณ โรงพยาบาลปิเต-ซาลเปตริแยร์

กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ฝังพระศพ 6 กันยายน พ.ศ. 2540

คฤหาสน์อัลธอร์พ เมืองดาเวนทรี
นอร์ทแธมป์ตันเชอร์ ประเทศอังกฤษ

พระบิดา จอห์น สเปนเซอร์ เอิร์ลสเปนเซอร์ที่ 8
พระมารดา ฟรานเซส ชานด์ คิดด์
พระสวามี เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (พ.ศ. 2524–2539)[2]
พระบุตร เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์

เจ้าชายแฮร์รีแห่งเวลส์

ลายพระอภิไธย

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (อังกฤษ: Diana, Princess of Wales) มีพระนามเต็มว่า ไดอานา ฟรานเซส (อังกฤษ: Diana Frances) สกุลเดิม สเปนเซอร์ (อังกฤษ: Spencer) ประสูติ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 — สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 เป็นพระชายาองค์แรกของเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารอังกฤษ 

ไดอานาถือกำเนิดในตระกูลขุนนางที่สืบทอดเชื้อสายจากราชวงศ์อังกฤษโบราณ  เธอเป็นบุตรีคนที่ 3 ของ จอห์น สเปนเซอร์ ไวส์เคาน์ตอัลธอร์พ และคุณฟรานเซส โรช ในวัยเด็กไดอานาพักอาศัยที่คฤหาสน์พาร์กเฮาส์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ตำหนักซานดริงแฮม ไดอานาเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนที่ประเทศอังกฤษและศึกษาต่อเป็นเวลาสั้นๆ ในโรงเรียนการเรือนที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  เมื่ออายุได้ 14 ปี ไดอานาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เลดี้ ทันทีที่บิดาสืบทอดบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น เอิร์ลแห่งสเปนเซอร์ ไดอานาเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อเธอเข้าพิธีหมั้นกับเจ้าชายชาลส์ในปี พ.ศ. 2524

พระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเลดี้ไดอานา สเปนเซอร์และเจ้าชายแห่งเวลส์ ถูกจัดขึ้นภายในมหาวิหารเซนต์พอล เมื่อเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524  มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีนี้ทางโทรทัศน์และมีผู้รับชมมากกว่า 750 ล้านคนทั่วโลก  ไดอานาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าหญิงแห่งเวลส์, ดัชเชสแห่งคอร์นวอล, ดัชเชสแห่งรอธเซย์, และเคาน์เตสแห่งเชสเตอร์   ไม่นานภายหลังพระราชพิธีอภิเษกสมรส ไดอานามีพระประสูติกาลพระโอรสองค์แรก เจ้าชายวิลเลียม และพระโอรสองค์ที่สองในอีก 2 ปีถัดมา คือ เจ้าชายแฮร์รี  ทั้งสองพระองค์อยู่ในตำแหน่งรัชทายาทลำดับที่สองและสามแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ  ในระหว่างดำรงพระอิสริยศเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ไดอานาได้ออกปฏิบัติพระกรณียกิจมากมายแทนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 รวมทั้งเสด็จเยือนต่างประเทศอยู่สม่ำเสมอ  พระกรณียกิจที่สำคัญในบั้นปลายพระชนม์ชีพคือการรณรงค์ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด  นอกจากนี้ยังทรงดำรงตำแหน่งประธานโรงพยาบาลเด็กเกรทออร์มันด์สตรีท และให้การสนับสนุนโครงการและมูลนิธิอื่นๆ อีกกว่าหลายร้อยแห่งจนถึงปี พ.ศ. 2539

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทั้งก่อนอภิเษกสมรสและภายหลังหย่าร้าง สื่อมวลชนทั่วโลกต่างให้ความสนใจไดอานาอย่างมากมาย  ไดอานาทรงหย่าขาดจากพระสวามีในวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2539  และการสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างกะทันหันในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ยิ่งทำให้สื่อทุกแขนงล้วนแต่นำเสนอข่าวการสิ้นพระชนม์และภาพประชาชนที่แสดงความเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของพระองค์  หนึ่งสัปดาห์ต่อมาพิธีพระศพถูกจัดขึ้นที่เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์และมีการถ่ายทอดสดพิธีไปยังเครือข่ายโทรทัศน์ทั่วโลก

เนื้อหา

วัยเด็ก[แก้]

ไดอานา ฟรานเซส สเปนเซอร์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ในพาร์กเฮาส์ เมืองซานดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก เธอเป็นลูกสาวคนสุดท้ายและลูกคนที่สามจากทั้งหมด 5 คนของ จอห์น สเปนเซอร์ ไวสเคานท์อัลธอร์พ (2467-2535) และภริยาคนแรก คุณฟรานเซส โรช (2479-2547)[3]  ตระกูลสเปนเซอร์มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับราชวงศ์อังกฤษมานานหลายชั่วอายุคน[4]  ทั้งย่าและยายของไดอานาต่างเคยปฏิบัติหน้าที่นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี[5]  ในช่วงเวลานั้นไวสเคานต์หวังให้ทารกในครรภ์ (ไดอานา) กำเนิดเป็นเพศชาย เพื่อที่จะได้สืบทอดตระกูลสเปนเซอร์ต่อไป อีกทั้งไม่ได้เตรียมชื่อเด็กหญิงไว้ล่วงหน้า จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ฟรานเซสจึงตัดสินใจตั้งชื่อทารกเพศหญิงผู้นี้ว่า ไดอานา ฟรานเซส ซึ่งได้ชื่อหลัก ไดอานา มาจากญาติห่างๆ ของเธอคือ ไดอานา รัสเซล ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด หรือเป็นที่รู้จักในนาม เลดี้ไดอานา สเปนเซอร์​ (ก่อนเข้าพิธีแต่งงาน) นอกจากนี้เธอเคยถูกคาดหวังให้เป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์พระองค์ก่อนหน้า[6]

ไดอานาเข้ารับพิธีศีลล้างบาปในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ณ โบสถ์เซนต์แมรีแมกดาลีน เมืองซานดริงแฮม และมีเศรษฐีผู้มั่งคั่งหลายคนรับเป็นลูกทูนหัว[7] ไดอานามีพี่น้องรวม 4 คน ดังนี้ ซาราห์ (ปัจจุบันคือ เลดี้ซาราห์ แมคควอคอเดล), เจน (ปัจจุบันคือ เจน เฟลโลวส์ บารอนเนสเฟลโลวส์) และชาลส์ (ปัจจุบันเป็น เอิร์ลแห่งสเปนเซอร์ที่ 9)[8] ส่วนจอห์น พี่ชายเสียชีวิตขณะยังเป็นทารก ราวๆ 1 ปีก่อนไดอานากำเนิด[9]  ความต้องการลูกชายไว้สืบทอดวงศ์ตระกูลสร้างแรงกดดันให้กับครอบครัวสเปนเซอร์ที่ขณะนั้นมีลูกสาวอยู่แล้วถึง 2 คน[10][9] ดังนั้นมีการเล่าลือกันว่าเลดี้อัลธอร์พถูกนำตัวไปตรวจร่างกายที่คลินิกสูตินรีเวชย่านถนนฮาร์ลีย กรุงลอนดอน เพื่อตรวจหา”ความผิดปกติ” ชาลส์ กล่าวถึงความอับอายของแม่ว่า “เป็นช่วงเวลาเลวร้ายในครอบครัวและอาจเป็นชนวนเริ่มต้นของการหย่าร้าง เพราะไม่เชื่อว่าพ่อแม่จะลืมเลือนมันได้”[8] ไดอานาเติบโตในคฤหาสน์พาร์กเฮาส์ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของตำหนักซานดริงแฮม[8]  โดยครอบครัวสเปนเซอร์เช่าคฤหาสน์หลังนี้จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2  ผู้เป็นเจ้าของ  สมาชิกราชวงศ์อังกฤษมักเสด็จมาประทับที่ตำหนักซานดริงแฮมนี้เป็นประจำทุกปี  และไดอานายังเคยร่วมเป็นเพื่อนเล่นของเจ้าชายน้อยสองพระองค์ คือ เจ้าแอนดรูว์และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินี[11][12]

พ่อแม่ของไดอานาหย่าร้างกันเมื่อไดอานาอายุได้ 7 ปี  ฟรานเซสมีความสัมพันธ์กับ ปีเตอร์ ชานด์ คิดด์ และสมรสกับเขาในปี 2512[13]  ไดอานาได้อยู่กับแม่ที่ลอนดอนระหว่างที่พ่อแม่แยกกันอยู่ในปีช่วงปี 2510 แต่ในวันหยุดคริสต์มาสปีเดียวกันนั้น ลอร์ดอัลธอร์พผู้เป็นพ่อไม่ยอมให้ไดอานากลับลอนดอนพร้อมกับฟรานเซส และเวลาต่อมาพ่อชนะคดีฟ้องร้องสิทธิในการเป็นผู้ปกครองของไดอานา โดยได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากอดีตแม่ยาย รูธ โรช บารอนเนสเฟอร์มอย[14]

พ.ศ. 2515 ลอร์ดอัลธอร์พตกหลุมรัก เรน เคาน์เตสแห่งดาร์ตมัธ เธอเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของ อเล็กซานเดอร์​ แมคควอคอเดล และ ท่านผู้หญิงบาร์บารา คาร์ทแลนด์ และในที่สุดทั้งสองจดทะเบียนสมรสที่แค็กซ์ตันฮอลล์ กรุงลอนดอนเมื่อปี พ.ศ. 2519[15]

พ.ศ. 2518 ไดอานาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น คุณหญิง (เลดี้)[16] ภายหลังที่พ่อสืบทอดบรรดาศักดิ์เป็นเอิร์ลแห่งสเปนเซอร์ และครอบครัวสเปนเซอร์จึงต้องย้ายออกจากพาร์กเฮาส์เพื่อกลับไปพักอาศัยที่ยังคฤหาสน์อัลธอร์พอย่างถาวร โดยคฤหาสน์แห่งนี้คือบ้านประจำตระกูลสเปนเซอร์ในมณฑลนอร์ทแธมป์ตัน[17]

การศึกษาและอาชีพ[แก้]

ไดอานาเรียนอ่านเขียนครั้งแรกกับครูหญิงประจำบ้าน เกอร์ทรูด อัลเลน[18]  ต่อมาจึงได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนซิลฟิลด์ เมืองเกย์ตัน มณฑลนอร์ฟอล์ก เมื่ออายุได้ 9 ปี[19] จึงได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนริดเดิลสเวิร์ธ เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วน ใกล้เมืองดิส  ในปี พ.ศ. 2516 เธอจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนเวสต์ฮีธเกิร์ลส์สคูล เมืองเซเว่นโอ๊กส์ มณฑลเคนต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกันกับที่พี่สาวทั้งสองเรียนอยู่[20]ในตอนนั้น ไดอานามีผลการเรียนตำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ด้วยเหตุที่สอบไม่ผ่านการทดสอบความรู้วิชาพื้นฐานระดับประเทศ (O-Levels) ถึงสองครั้ง แต่งานกิจกรรมสาธารณะของเธอทำให้ไดอานาได้รับรางวัลนักเรียนดีจากโรงเรียนแห่งนี้[21]  เธอลาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ปี[22] และยังคงเป็นเด็กสาวขี้อายอยู่เหมือนเดิม[23][24]  แต่ความสามารถพิเศษทางดนตรี (เปียโน) และกีฬา (ว่ายน้ำและดำน้ำ) ของเธอนั้นโดดเด่นเกินใครๆ และเธอยังสนใจเรียนบัลเลต์และแท็ปแดนซ์[25]

พ.ศ. 2521 หลังเข้าเรียนที่โรงเรียนการเรือนอังสติตูอัลแป็งวิเดมาแน็ต เมืองรูฌมงต์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เพียงหนึ่งภาคการศึกษา ไดอานาเดินทางกลับลอนดอน และที่เมืองหลวงนี้เธอพักอาศัยอยู่ในห้องชุดของแม่ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกสองคน[26] ต่อมาไดอานาเข้าเรียนทำอาหารในหลักสูตรพิเศษ แต่แทบไม่เคยปรุงอาหารให้เพื่อนรับประทาน  เธอทำงานหลายอย่างและได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อย เคยเป็นครูสอนเต้นรำสำหรับเด็กแต่ต้องลาออกเมื่อขาดงานนานถึง 3 เดือนหลังประสบอุบัติเหตุระหว่างเล่นสกี[27] จากนั้นจึงเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยครูโรงเรียนเตรียมอนุบาล รับจ้างทำความสะอาดให้ซาราห์ พี่สาว รวมทั้งบรรดาเพื่อนๆ ของเธอเอง รับจ้างดูแลแขกและเตรียมอาหารเครื่องดื่มในงานปาร์ตี้[28]  ต่อมาจึงได้รับเป็นพี่เลี้ยงให้กับครอบครัวโรเบิร์ตสันซึ่งเป็นชาวอเมริกันในลอนดอน ไดอานายังทำงานเป็นผู้ช่วยครูโรงเรียนเตรียมอนุบาลยังอิงแลนด์สคูล ย่านพิมลิโค[29]

พ.ศ. 2522 ฟรานเซสซื้อห้องชุดที่โคลเฮิร์นคอร์ทในย่านเอิร์ลส์คอร์ทเพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดอายุ 18 ปีให้แก่ไดอานา[30] ไดอานาจึงได้ย้ายมาพักอยู่ที่ห้องชุดแห่งนี้พร้อมเพื่อนร่วมห้องอีก 3 คน จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2524[31]

ชีวิตสมรสกับเจ้าชายแห่งเวลส์[แก้]

ไดอานาพบกับเจ้าชายชาลส์ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ขณะที่ยังทรงคบหากับเลดี้ซาราห์ พี่สาวคนโตของไดอานา[32][33]  ฤดูร้อน พ.ศ. 2523 ทั้งสองได้รับเชิญให้ไปร่วมพักผ่อนในชนบท ไดอานาชมเจ้าชายแข่งโปโล และเจ้าชายมีใจให้ไดอานาและปรารถนาได้เธอมาเป็นเจ้าสาว ความสัมพันธ์รุดหน้าไปอีกขั้นเมื่อพระองค์ส่งคำเชิญให้ไดอานาร่วมลงเรือพระที่นั่งบริตาเนียเพื่อเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดที่เมืองคาวส์ ซึ่งเป็นเมืองท่าชายทะเลบนเกาะไอล์ออฟไวต์ บริเวณตอนใต้ของอังกฤษ  และตามด้วยจดหมายเชิญให้ไปพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์และเข้าเฝ้าพระราชวงศ์ที่ปราสาทบัลมอรัลในสกอตแลนด์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2523[34][35] ไดอานาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากสมเด็จพระราชินีนาถ, เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ, และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี  และต่อมาเจ้าชายจึงได้คบหาดูใจกับเลดี้ไดอานาเป็นเวลาสั้นๆ
ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 เจ้าชายทรงขอหมั้นไดอานาและเธอตอบตกลง  แต่เรื่องการหมั้นถูกเก็บเป็นความลับนานกว่าสามสัปดาห์[31]

พิธีหมั้นและพระราชพิธีอภิเษกสมรส[แก้]

พระราชพิธีอภิเษกสมรส

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมประกาศพิธีหมั้นระหว่างเจ้าชายชาลส์และเลดี้ไดอานา สเปนเซอร์ อย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524[18] ไดอานาเลือกแหวนหมั้น ซึ่งประกอบด้วยเพชร 14 เม็ดล้อมแซฟไฟร์ซีลอนสีน้ำเงินน้ำหนัก 12 กะรัต ขึ้นวงเรือนด้วยแพลทินัมน้ำหนัก 18 กะรัต[18] แหวนหมั้นวงนี้มีความคล้ายคลึงกับแหวนหมั้นของฟรานเซส แม่ของไดอานา  แหวนผลิดโดยร้านเพชรเจอร์ราร์ด ผู้ผลิตอัญมณีสำหรับราชสำนัก (ณ ขณะนั้น) แต่สมาชิกราชวงศ์ไม่นิยมโปรดสั่งทำแหวนจากร้านเจอร์ราร์ด และพบว่าแหวนวงนี้ปรากฏอยู่ในคอลเลคชันเครื่องเพชรของเจอร์ราร์ดและแหวนไม่ได้ออกแบบให้มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์แก่ไดอานา  ในปี 2554 แหวนหมั้นไพลินนี้ถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อเป็นแหวนหมั้นสำหรับนางสาวแคเธอรีน มิดเดิลตัน[36] แหวนแซฟไฟร์สีน้ำเงินนี้จึงถูกทำเลียนแบบไปทั่วโลก[37] ทั้งนี้สมเด็จพระราชชนนีได้ประทานเข็มกลัดเพชรประดับไพลินเพื่อเป็นของขวัญหมั้นแก่ไดอานา[38]

หลังการประกาศหมั้น ไดอานาลาออกจากตำแหน่งครูโรงเรียนอนุบาลและย้ายเข้าพระตำหนักคลาเรนซ์เฮาส์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระราชชนนี ณ ขณะนั้น[39]  ต่อมาไดอานาจึงย้ายไปพักในพระราชวังเคนซิงตันจนกระทั่งวันอภิเษกสมรส[39]  ไดอานาเป็นหญิงสาวชาวอังกฤษคนแรกในรอบ 300 ปีที่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารอังกฤษ และยังถือว่าเป็นสะใภ้หลวงคนแรกที่ได้ประกอบอาชีพก่อนได้เป็นพระคู่หมั้น[21][18]  การปรากฏกายครั้งแรกต่อสาธารณชนของไดอานาพร้อมกับเจ้าชายชาลส์ คือ งานบอลล์เพื่อการกุศลในเดือนมีนาคม 2524 ที่โกลด์สมิธส์ฮอลล์ และเธอได้มีโอกาสเข้าเฝ้า เจ้าหญิงเกรซ เจ้าหญิงพระชายาแห่งโมนาโก[39][40]

เลดี้ไดอานาในอายุ 20 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2524 ณ มหาวิหารเซนต์พอล สาเหตุที่เลือกจัดพิธีในมหาวิหารแห่งนี้ เพราะสามารถรองรับผู้เข้าร่วมพิธีได้มากกว่าเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ ซึ่งนิยมใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีอภิเษกสมรสในราชสำนักมาเป็นเวลายาวนาน[21][18]  พระราชพิธีอภิเษกสมรสนี้ยิ่งใหญ่หรูหราจนมีผู้เปรียบเปรยว่าเหมือนงานแต่งงานในเทพนิยาย มีผู้ติดตามรับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีกว่า 750 ล้านคนทั่วโลก และตลอดเส้นทางขบวนเสด็จ ประชาชน 600,000 คนต่างเฝ้ารอชมพระโฉมของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว[18][41]

ที่หน้าแท่นบูชาภายในมหาวิหาร ไดอานาเอ่ยสองพระนามแรกของพระสวามีไม่ถูกต้องตามลำดับ พระองค์ตรัสว่า Philip Charles Arthur George แทนที่ควรจะเป็น Charles Philip[41]  ไดอานาไม่ได้ตรัสว่า "จะเชื่อฟังพระสวามี" ระหว่างทำพิธีกล่าวคำปฏิญาณของคู่บ่าวสาว เนื่องจากทั้งสองขอให้ตัดประโยคดังกล่าวออกไป[42] ไดอานาฉลองพระองค์ในชุดแต่งงานสีขาวมูลค่า 9,000 ปอนด์ (ราคา ณ ขณะนั้น) พร้อมชายกระโปรงยาว 7.62 เมตร[43] บทเพลงที่ใช้บรรเลงระหว่างประกอบพิธีในมหาวิหารได้แก่ พรินซ์ออฟเดนมาร์กส์มาร์ช, ไอวาวทูดี มายคันทรี, พอมพ์แอนด์เซอร์คัมสแตนซ์หมายเลข 4, และก็อดเซฟเดอะควีน[44]

หลังได้รับพระอิสริยศเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ไดอานาอยู่ในลำดับที่ 3 แห่งลำดับโปเจียมฝ่ายใน (ต่อจาก สมเด็จพระราชินีนาถ และสมเด็จพระราชชนนี) และอยู่ในลำดับที่ 5 หรือ 6 ในลำดับโปเจียมแห่งราชอาณาจักรเครือจักรภพ (ต่อจาก สมเด็จพระราชินีนาถ, วิซรอย, ดยุกแห่งเอดินบะระ, สมเด็จพระราชชนนี, และเจ้าชายแห่งเวลส์) ไม่นานภายหลังพิธีอภิเษกสมรส สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งราชวงศ์จำนวนหนึ่งแก่ไดอานา และทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้ไดอานาใช้มงกุฎเคมบริดจ์เลิฟเวอร์สน็อต[45][46] และยังทรงพระราชทานตราอาร์มให้แก่เจ้าหญิงอีกด้วย[47]

พระโอรส[แก้]

เมื่ออภิเษกสมรสแล้ว ที่ประทับในกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ คือ พระราชวังเคนซิงตัน นอกจากนี้ยังมีที่ประทับอีกแห่งในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ คือ พระตำหนักไฮโกรฟ เมืองเทตบรี

5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 สำนักพระราชวังแถลงข่าวเรื่องเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงตั้งพระครรภ์[48]  เดือนมกราคม 2525 ขณะที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ไดอานาประสบอุบัติเหตุลื่นล้มบันไดในตำหนักซานดริงแฮม เซอร์จอร์จ พิงเกอร์ สตูนรีแพทย์ประจำราชสำนัก ถูกเรียกตัวมาจากลอนดอนเพื่อถวายการรักษาเจ้าหญิง ไดอานาได้รับบาดแผลฟกซ้ำรุนแรง แต่พระกุมารในครรภ์ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด[49]

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2525 เจ้าหญิงไดอานาทรงมีพระประสูติกาลพระโอรสองค์แรก เจ้าชายวิลเลียม อาร์เธอร์ ฟิลิป หลุยส์[50] ที่อาคารลินโดวิง โรงพยาบาลเซนต์แมรี เขตแพดดิงตัน กรุงลอนดอน ภายใต้การควบคุมดูแลของเซอร์พิงเกอร์[49]

ท่ามกลางเสียงวิพากย์วิจารณ์จากสื่อ ไดอานาตัดสินพระทัยเสด็จเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์พร้อมด้วยพระโอรสน้อย แต่กลับได้รับความนิยมจากประชาชน เจ้าหญิงทรงเคยตรัสถึงเหตุนี้ว่าในตอนแรกไม่ต้องการให้พระโอรสร่วมเสด็จด้วย แต่ต่อมา มัลคอล์ม เฟรเซอร์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย (ในขณะนั้น) เสนอว่าควรให้เจ้าหญิงเสด็จเยือนออสเตรเลียพร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม[51]

ทรงมีพระประสูติกาลพระโอรสองค์ที่สอง เจ้าชายเฮนรี ชาลส์ อัลเบิร์ต เดวิด เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2527[52] ไดอานาตรัสว่าทรงมีความใกล้ชิดกับพระสวามีมากที่สุดระหว่างทรงพระครรภ์เจ้าชายเฮนรี เจ้าหญิงไม่ได้ทรงเปิดเผยเพศของพระกุมารให้แก่ผู้ใดทราบล่วงหน้า รวมทั้งพระสวามี มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าชายชาลส์มิใช่พระบิดาของเจ้าชายเฮนรีแต่เป็น เจมส์ ฮิววิตต์ ครูสอนขี่ม้าที่ไดอานาเคยมีความสัมพันธ์อย่างลับๆ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพที่คล้ายคลึงกันระหว่างพระองค์กับฮิววิตต์ แต่อย่างไรก็ดี มีหลักฐานยืนยันว่าไดอานามีพระประสูติกาลเจ้าชายแฮร์รีก่อนที่จะทรงมีสัมพันธ์กับเจมส์ ฮิววิตต์[53][54][55]

ไดอานามักพาพระโอรสออกนอกเขตพระราชฐานเพื่อท่องเที่ยวและเยี่ยมชมตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองอย่างเช่นสามัญชน[18][56][57] เจ้าหญิงทรงไม่ยอมอ่อนข้อต่อพระสวามีและราชสำนักในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระโอรส เจ้าหญิงทรงตั้งชื่อแรกของพระโอรสทั้งสองด้วยพระองค์เอง ทรงฝ่าฝืนธรรมเนียมปฏิบัติในราชสำนักหลายอย่างเช่น ไม่โปรดให้มีพระพี่เลี้ยงสำหรับพระโอรสทั้งสอง ทรงเลือกโรงเรียน เครื่องแต่งกาย วางแผนกิจกรรมต่างๆ หากตารางเวลางานของพระองค์เอื้ออำนวย เจ้าหญิงจะทรงขับรถยนต์ไปส่งพระโอรสที่โรงเรียนด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ยังทรงกำหนดเวลาประกอบพระกรณียกิจของพระองค์ให้อยู่ภายในช่วงเดียวกันกับคาบเรียนที่โรงเรียนของพระโอรส[58]

ชีวิตสมรสที่ล้มเหลวและการแยกกันอยู่กับเจ้าชายแห่งเวลส์[แก้]

ภายในระยะเวลา 5 ปี ชีวิตคู่ของเจ้าหญิงเริ่มระหองระแหงและส่อแววร้าวฉาน ทั้งสองพระองค์ไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ช่องว่างระหว่างวัยที่ต่างกันถึง 13 ปี[59] และความคลางแคลงใจของไดอานาในความสัมพันธ์ของพระสวามีกับนางคามิลลา พาร์กเกอร์ โบลส์[60] ต้นปี พ.ศ. 2533 สาธารณชนต่างรับรู้ว่า ชีวิตคู่ของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ล่มสลายลงแล้ว จากความพยายามปิดบังปัญหาชีวิตคู่ของทั้งสองในช่วงแรกๆ แต่กลับล้มเหลวเมื่อสื่อมวลชนนำเสนอเรื่องราวของสองพระองค์จนกลายเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงต่างกล่าวโทษกันและกันว่าเป็นผู้บ่อนทำลายชีวิตคู่ผ่านการให้ข่าวแก่นักข่าวหนังสือพิมพ์และพระสหาย[60]

ลำดับเรื่องราวความแตกหักในชีวิตคู่ของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ เริ่มมีเค้าลางชัดเจนในช่วงต้นปี พ.ศ. 2525[61] เมื่อเจ้าชายชาลส์กลับไปสานความสัมพันธ์กับนางคามิลลา พาร์กเกอร์​ โบลส์ อดีตคนรักเก่าที่แต่งงานแล้ว ไม่นานไดอานาก็ลอบมีสัมพันธ์ลับ กับพันตรี เจมส์ ฮิววิตต์ ความสัมพันธ์ชู้สาวของเจ้าชายและเจ้าหญิงถูกเปิดเผยในเดือนพฤษภาคม 2535 ในหนังสือ Diana: Her True Story (ไดอานา: เฮอร์ทรูสตอรี) เรียบเรียงโดย แอนดรูว์ มอร์ตัน[62][63] ซึ่งเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เคยได้รับการตีพิมพ์มาก่อนแล้วในคอลัมน์ของนิตยสารรายสัปดาห์ The Sunday Times เนื้อหาในหนังสืออ้างว่าเจ้าหญิงทรงพยายามปลงพระชนม์ชีพพระองค์เองจากชีวิตที่ทุกข์ทรมานจากมรสุมในชีวิต

ระหว่าง พ.ศ. 2535–2536 เทปบันทึกเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับบุคคลที่สามของทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงหลุดออกมาสู่สื่อมวลชน ทำให้สาธารณชนได้ล่วงรู้ถึงความเกลียดชังระหว่างสองพระองค์ เทปบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างไดอานากับเจมส์ กิลบี ถูกเผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์เดอะซันผ่านบริการโทรศัพท์สายด่วนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2535 บทสนทนาส่วนตัวนี้ได้รับการถอดความและตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะซันภายในเดือนเดียวกัน กรณีดังกล่าวเป็นที่รู้จักในนาม สควิดจีเกต ซึ่งอ้างอิงคำว่า สควิดจี ที่กิลบีใช้เรียกไดอานาอย่างหวานซึ้ง[64][18]

พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ข้อความส่วนหนึ่งจากเทปบันเสียง “คามิลลาเกต” ซึ่งบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเจ้าชายชาลส์และนางคามิลลา ปรากฏในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์หลายสำนักในอังกฤษ[65][66]

ธันวาคม พ.ศ. 2535 ณ สภาสามัญชนแห่งสหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรี จอห์น เมเจอร์ แถลงเรื่องการแยกกันอยู่ระหว่างเจ้าหญิงและเจ้าชายแห่งเวลส์[67]

มกราคม พ.ศ. 2536 ข้อความจากเทปบันทึกเสียงฉบับเต็มจากกรณีคามิลลาเกตถูกนำลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับอีกครั้ง[18]

พ.ศ. 2536 กลุ่มหนังสือพิมพ์เดอะมิเรอร์ลงภาพแอบถ่ายของเจ้าหญิงไดอานาระหว่างทรงออกกำลังกายอยู่ภายในโรงยิมแอลเอฟิตเนส ในภาพ เจ้าหญิงทรงอยู่ในชุดออกกำลังกายแนบเนื้อและกางเกงขาสั้น[68][69] ภาพดังกล่าวลักลอบถ่ายโดย ไบรซ์ เทย์เลอร์ เจ้าของโรงยิม ทนายความของไดอานาดำเนินการทางกฎหมายทันทีที่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ โดยมีคำร้องให้ศาลห้ามให้มีการวางจำหน่ายและเผยแพร่ภาพดังกล่าวอย่างถาวร[68][69] แต่อย่างไรก็ตามภาพถ่ายชุดนี้ถูกลักลอบนำไปตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์นอกสหราชอาณาจักร[68] ท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งห้ามกลุ่มหนังสือพิมพ์มิเรอร์และนายเทย์เลอร์ให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ภาพถ่ายของไดอานาเพิ่มเติมอีกเป็นอันขาด[68]สุดท้ายกลุ่มหนังสือพิมพ์มิเรอร์ยอมประกาศขอโทษหลังถูกตั้งข้อครหาและวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่ายในสังคม มีการรายงานว่ากลุ่มหนังสือพิมพ์เดอะมิเรอร์ได้ชดเชยค่าเสียหายจำนวน 1 ล้านปอนด์ให้แก่เจ้าหญิงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย อีกทั้งยังบริจาคเงินจำนวน 2 แสนปอนด์ให้แก่องค์กรการกุศลของพระองค์[68] นายเทย์เลอร์ยอมจ่ายค่าเสียหายให้แก่ไดอานาเช่นเดียวกันด้วยเงิน 3 แสนปอนด์ แต่มีข่าวลือว่ามีสมาชิกราชวงศ์พระองค์หนึ่งได้ช่วยเหลือนายเลอร์ในเรื่องเงินค่าเสียหายดังกล่าว[68]

เจ้าหญิงมาร์กาเรต ซึ่งเป็นพระมาตุลานี (ป้าสะใภ้) ของไดอานาทรงเผาทำลายจดหมาย “ลับสุดยอด” ซึ่งไดอานาทรงเขียนถึงสมเด็จพระราชชนนีเมื่อ พ.ศ. 2536 เจ้าหญิงมาร์กาเรตทรงรับสั่งถึงเนื้อหาในจดหมายเหล่านั้นว่าเต็มไปด้วยเรื่องส่วนตัวจำนวนมาก วิลเลียม ชอว์ครอส นักประวัติศาสตร์ พูดถึงเรื่องนี้ว่า ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าหญิงมาร์กาเรตทรงกำลังช่วยปกป้องพระมารดาและสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นๆ” ชอว์ครอสเห็นว่าการกระทำของเจ้าหญิงมาร์กาเรตนั้นสมเหตุสมผล แต่หากพิจารณาในมุมนักประวัติศาสตร์ เขากลับรู้สึกเสียดายที่ทรงทำลายจดหมายเหล่านั้น[70]

ระหว่างที่ไดอานากล่าวหาคามิลลาว่าเป็นตัวทำลายครอบครัวของพระองค์ เจ้าหญิงทรงเริ่มหวาดระแวงว่าเจ้าชายชาลส์กำลังลอบมีสัมพันธ์ลับๆ กับผู้หญิงคนใหม่ เดือนตุลาคม 2536 เจ้าหญิงเขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ใจความว่า ทรงเชื่อว่าพระสวามีกำลังหลงรัก ทิกกี เล็กจ์-เบิร์ก ผู้ช่วยส่วนพระองค์ (อดีตพระพี่เลี้ยง) และต้องการสมรสใหม่ผู้หญิงคนนี้[71] นางสาวเล็กจ์-เบิร์กเคยได้รับการว่าจ้างโดยเจ้าชายชาลส์ในตำแหน่งพระพี่เลี้ยงของพระโอรสทั้งสองเมื่ออยู่ในความดูแลของพระบิดา[72] ไดอานาทรงกริ้วมากเมื่อทรงทราบความมิตรภาพที่ดีระหว่างพระโอรสกับเล็กจ์-เบิร์ก[73]

3 ธันวาคม พ.ศ. 2536 เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงประกาศถอนตัวจากชีวิตสาธารณชนอย่างเป็นทางการ

ในเวลาเดียวกันนั้น กระแสข่าวลือซุบซิบเรื่องสัมพันธ์รักระหว่างเจ้าหญิงไดอานากับฮิววิตต์ อดีตครูสอนขี่ม้าของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี กำลังแพร่สะพัดอย่างหนาหู จนถึงกับมีการตีพิมพ์เรื่องราวดังกล่าวเป็นหนังสือชื่อว่า Princess in Love และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันในปี พ.ศ. 2539[74]

29 มิถุนายน พ.ศ. 2537 เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงประทานสัมภาษณ์ผ่านทางรายการโทรทัศน์แก่ โจนาธาน ดิมเบิลบลี เพื่อชี้แจงถึงเรื่องชีวิตคู่ที่ล้มเหลวด้วยพระองค์เองต่อสาธารณชน ในระหว่างการสัมภาษณ์ เจ้าชายทรงยอมรับว่าพระองค์กลับไปมีความสัมพันธ์กับอดีตคนรัก นางคามิลลา พาร์กเกอร์ โบลส์ หลังจากที่ชีวิตคู่ของพระองค์กับเจ้าหญิงนั้นมาถึงจุดแตกหักในปี พ.ศ. 2529[75][76][77]

ทินา บราวน์, แซลลี บีเดล สมิธ และซาราห์ แบรดฟอร์ด และนักเขียนหลายคน เชื่อมั่นในคำสัมภาษณ์ของเจ้าหญิงในรายการโทรทัศน์ บีบีซีพาโนรามา ซึ่งดำเนินการสัมภาษณ์โดย มาร์ติน บาร์ชีร์ และออกอากาศช่วงปลายปี พ.ศ. 2538 ตอนหนึ่งของสัมภาษณ์เจ้าหญิงทรงเปิดเผยว่าทรงได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากโรคซึมเศร้าและโรคบูลีเมียขั้นรุนแรง และทรงพยายามทำร้ายพระองค์เองด้วยการกรีดข้อพระหัตถ์และพระเพลา[78] จากพระอาการต่างๆ ที่ทรงกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น ทำให้นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นว่าไดอานามีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง[79][80]

การหย่าร้าง[แก้]

มาร์ติน บาร์ชีร์ พิธีกรและผู้สื่อข่าว ได้รับพระอนุญาตจากเจ้าหญิงแห่งเวลส์เพื่อขอสัมภาษณ์พระองค์ในรายการ พาโนรามา ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในกระแส และเทปการสัมภาษณ์เจ้าหญิงออกอากาศเมื่อ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538[78]

ทรงตรัสถึงเจมส์ ฮิววิตต์ว่า "ใช่ ฉันชอบเขา ใช่ฉันเคยรักเขา แต่เขาทำให้ฉันเสื่อมเสียอย่างที่สุด” ทรงตรัสถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายชาลส์กับนางคามิลลาว่า “มีคนสามคนในชีวิตคู่ และเรารู้สึกอึดอัด” ทรงตรัสถึงพระองค์ในอนาคตว่า “ฉันปรารถนาที่จะเป็นราชินีในใจของประชาชน” และทรงแสดงความเป็นกังวลต่อความเหมาะสมในการขึ้นครองราชย์ของพระสวามีว่า “หน้าที่[ในฐานะประมุข] เป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง และมาพร้อมกับกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย และฉันไม่รู้ว่าเจ้าชายจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งพระประมุข ได้หรือไม่”[78]

20 ธันวาคม พ.ศ. 2538 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงแนะนำให้พระโอรสและพระสุณิสาทรงหย่าขาดกัน[81][82] สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าพระราชหัตถเลขาและความเคลื่อนไหวของสมเด็จพระราชินีนาถเกิดขึ้นหลังจากพระองค์ได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีและคณะองคมนตรีชั้นผู้ใหญ่หลังใช้เวลาปรึกษาหารือนาน 2 สัปดาห์[83] และในเวลาต่อมาไม่นานมีเอกสารแถลงการณ์ยินยอมหย่าร้างจากเจ้าชายแห่งเวลส์

กุมภาพันธ์​ พ.ศ. 2539 เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงยอมรับข้อตกลงการหย่าร้างหลังการเจรจากับเจ้าชายและตัวแทนของสมเด็จพระราชินีนาถ[84] ทั้งนี้เกิดความวุ่นวายภายในสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เมื่อไดอานาทรงยืนกรานให้มีการประกาศยินยอมหย่าของพระองค์พร้อมกับข้อตกลงต่างๆ อย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน

กรกฎาคม พ.ศ. 2539 เจ้าหญิงและเจ้าชายยอมรับข้อตกลงในการหย่าร้าง[85]

28 สิงหาคม พ.ศ. 2539 การหย่าร้างมีผลสมบูรณ์[73]

ไดอานาได้รับเงินจำนวนมหาศาลเพื่อดำรงชีพหลังการหย่าร้างจำนวน 17 ล้านปอนด์ พร้อมเบี้ยหวัดรายปีจำนวน 400,000 ปอนด์ต่อปี ทั้งสองพระองค์ลงนามในข้อตกลงพิเศษที่ห้ามมิให้ทั้งสองฝ่ายนำรายละเอียดต่างๆ ในระหว่างชีวิตคู่จนถึงการหย่าร้างไปเผยแพร่ไม่ว่าในกรณีใดๆ[86][85]

หลังการหย่าร้างไม่นาน ไดอานาทรงกล่าวหา นางสาวทิกกี เล็กจ์-เบิร์ก ผู้ช่วยของเจ้าชายชาลส์ ว่า ลอบไปทำแท้งเด็กหลังตั้งท้องกับเจ้าชาย โดยเล็กจ์-เบิร์กได้เรียกร้องคำขอโทษจากปีเตอร์ คาร์เตอร-รัก[87][88] ต่อมา แพทริก เจฟสัน เลขานุการของไดอานา ได้ลาออกหลังการกล่าวหาเกิดขึ้น และได้เขียนข้อความพาดพิงเจ้าหญิงไว้ว่า “ทรงสำราญพระทัยจากการให้ร้ายเล็กจ์-เบิร์กว่าหล่อนแอบไปทำแท้ง”[89][90]

ไม่กี่วันก่อนศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาด สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเผยแพร่เอกสารสิทธิระบุว่า ไดอานาจะต้องสูญเสียฐานันดรศักดิ์ชั้นเจ้าฟ้า (Her Royal Highness) เนื่องจากมิได้เป็นเจ้าหญิงพระชายาในเจ้าชายแห่งเวลส์อีกต่อไป และให้ใช้พระนาม “ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์” แต่เพียงเท่านั้น[91] มีการรายงานเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระราชินีนาถทรงตัดสินพระทัยให้คงไว้ซึ่งพระอิสริยศ “เจ้าหญิงแห่งเวลส์” ท้ายพระนามของหลังการหย่าร้าง แต่เจ้าชายชาลส์ทรงคัดค้านและเรียกร้องให้ริบคืนพระอิสริยศดังกล่าวจากอดีตพระชายา 

เนื่องจากทรงเป็นพระมารดาของเจ้าชายวิลเลียม ผู้ซึ่งเป็นรัชทายาทอันดับสองและมีความเป็นไปได้ที่จะได้ทรงขึ้นครองราชย์ในภายภาคหน้า จึงมีความเห็นพ้องกันภายในราชสำนักว่า หลังทรงหย่าร้าง ควรให้ไดอานาดำรงพระอิสริยศเช่นเดียวกับที่ทรงเคยได้รับระหว่างการเป็นพระชายาในเจ้าชายแห่งเวลส์ เจ้าชายวิลเลียมเคยตรัสปลอบใจพระมารดาครั้งหนึ่งว่า “ไม่เป็นไรครับแม่ ผมจะคืนยศให้แม่เองในวันที่ผมได้เป็นพระราชา”

ทินา บราวน์ ระบุว่าก่อนหน้าการหย่าร้างเพียง 1 ปี เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ ได้ทรงส่งจดหมายส่วนพระองค์เพื่อเตือนเจ้าหญิงไดอานา พระสุณิสา ว่า “ถ้าเธอไม่ประพฤติตัวให้ดี เราจะริบยศเธอคืน” และไดอานาทรงเขียนตอบกลับว่า “พระยศของหม่อมฉันเก่าแก่กว่าของท่านนะ ฟิลิป”[85]

เจ้าหญิงทรงทะเลาะกับพระมารดาอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2540 เมื่อนางฟรานเซสไปให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ฮัลโหล ว่า ไดอานาสุขใจที่โดนถอดยศชั้นเจ้าฟ้าหลังหย่าร้างกับเจ้าชายชาลส์ นับแต่นั้นทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมพูดจาหรือติดต่อกันอีกเลย จนกระทั่งไดอานาสิ้นพระชนม์[92]

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมชี้แจงว่า ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ สิ้นพระชนม์ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกราชวงศ์ เนื่องจากทรงเป็นพระมารดาของรัชทายาทอันดับที่สองและสาม และข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก บารอนเนส บัทเลอร์-สลอส เจ้าหน้าที่โคโรเนอร์แห่งราชสำนัก ก่อนการพิจารณาคดีการสิ้นพระชนม์ของไดอานาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2550 โดยกล่าวว่า "ดิฉันรู้สึกพึงพอใจที่ ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ยังคงถือว่าพระองค์เป็นสมาชิกราชวงศ์อยู่แม้ว่าจะสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ตาม”[93] และได้รับการรับรองอีกครั้งโดยคณะลูกขุนแห่งศาลสูงไฮคอร์ทที่กล่าวรับคำร้องพิจารณาคดีมรณกรรมของไดอานาและโดดีในฝรั่งเศส ดังนี้ “การพิจารณาคดีครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตสองคน ผู้หนึ่งเป็นสมาชิกแห่งพระราชวงศ์ (ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์) แต่อีกผู้หนึ่งไม่ใช่ (โดดี อัลฟาเยด)”[94]

ชีวิตสาธารณะ[แก้]

การปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะ[แก้]

พระกรณียกิจอย่างเป็นการครั้งแรกของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ คือ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเวลส์พร้อมกับเจ้าชายแห่งเวลส์เป็นเวลา 3 วัน ในเดือนตุลาคม พ.ศ​. 2524[21] 

ทรงเสด็จไปร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524[95]

เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ณ ทำเนียบขาว พร้อมด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโรนัลด์ เรแกน และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งนางแนนซี เรแกน เมื่อ พ.ศ. 2528

จากนั้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 ทรงเสด็จทรงเป็นประธานเปิดไฟต้นคริสต์มาสบนถนนรีเจนต์ ซึ่งถือว่าเป็นการเสด็จประกอบพระกรณียกิจครั้งแรกที่ไม่ได้เสด็จร่วมพระสวามีและพระบรมวงศานุวงศ์[96] 

เดือนมิถุนายน 2525 ทรงเสด็จร่วมทอดพระเนตรการสวนสนามทหารกองเกียรติยศในวโรกาศวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีนาถ และเจ้าหญิงทรงปรากฏพระองค์บนระเบียงมุขพระราชวังบักกิงแฮมต่อประชาชนที่มาเข้าเฝ้า[21]

และในปี พ.ศ. 2525 เจ้าหญิงไดอานาเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศโดยลำพังครั้งแรก เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีพระศพของเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก ต่อมาในปีเดียวกัน ทรงเสด็จพร้อมด้วยเจ้าชายชาลส์ไปในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และเจ้าหญิงทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of the Crown จากสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์[97]

ปี พ.ศ. 2526 เจ้าชายแห่งเวลส์และเจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม และทั้งสามพระองค์ทรงได้รับการต้อนรับจากตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองมาวรีในนิวซีแลนด์[21]

กรกฎาคมและสิงหาคม พ.ศ. 2526 เจ้าชายและเจ้าหญิงเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดา ในการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ทรงร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อน 1983 ที่เมืองเอ็ดมันตัน และทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเกาะนิวฟันด์แลนด์เพื่อรำลึกการครบรอบ 400 ปีที่อังกฤษประกาศกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว[98] 

กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 เจ้าหญิงไดอานาทรงเป็นองค์อุปถัมภ์บริษัทลอนดอนซิตี้บัลเลต์ และได้เสด็จทอดพระเนตรการแสดงบัลเลต์ ซึ่งจัดการแสดงโดยบริษัทแห่งนี้ ณ ประเทศนอร์เวย์เป็นการส่วนพระองค์[21] 

เมษายน พ.ศ. 2528 เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี[21] เสด็จฯ เยือนประเทศอิตาลี และทรงได้พบกับประธานาธิบดีอาเลสซานโดร เปอร์ตินี และเสด็จพระราชดำเนินไปสันตะสำนักแห่งโรม และทรงเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2[99]

พฤศจิกายน 2528 เจ้าชายและเจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาทำเนียบขาว ทรงเข้าพบประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา นายโรนัลด์ เรแกน และนางแนนซี เรแกน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง[21]

พ.ศ. 2529 เจ้าหญิงและเจ้าชายแห่งเวลส์เสด็จฯ เยือนประเทศญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, สเปน และเสด็จไปทอดพระเนตรงานเวิลด์เอ็กซ์โป 1986 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา[98]

พ.ศ. 2531 เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จฯ เยือนออสเตรเลียเป็นเวลา 10 วัน และทรงเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันชาติออสเตรเลียครบรอบ 200 ปี[21][100]

ในระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 เจ้าหญิงและเจ้าชายแห่งเวลส์เสด็จฯ เยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะ เพื่อทรงร่วมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา[101]

กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และในระหว่างการเสด็จเยี่ยมโรงพยาบาลฮาร์เลม และทรงสร้างความประหลาดใจแก่สาธารณชนเมื่อทรงโอบกอดเด็กอายุ 7 ขวบคนหนึ่งซึ่งป่วยด้วยโรคเอดส์[102]

ในเดือนมีนาคม 2533 เจ้าชายชาลส์และเจ้าหญิงไดอานาเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไนจีเรียและแคเมอรูน และทรงร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำที่ประธานาธิบดีแห่งแคเมอรูนจัดเลี้ยงถวายที่กรุงยาอุนเด[103] โดยพระกรณียกิจหลักในการเสด็จฯ เยือนแคเมอรูนครั้งนี้คือ การเสด็จเยี่ยมโรงพยาบาลและเยี่ยมชมโครงการพัฒนาสตรี[103]

พฤษาภาคม 2533 เจ้าชายชาลส์และเจ้าหญิงไดอานาเสด็จฯ เยือนประเทศฮังการีเป็นเวลา 4 วัน[102][104] ซึ่งถือได้ว่าเจ้าชายและเจ้าหญิงเป็นสมาชิกราชวงศ์สองพระองค์แรกที่เสด็จฯ เยือนอดีตรัฐสมาชิกในกติกาสัญญาวอร์ซอ[102] ทั้งสองได้ร่วมงานเลี้ยงพระยาหารค่ำ ซึ่งจัดถวายโดยประธานาธิบดีรักษาการ อาร์พาร์ด กอนทส์ และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงแฟชันที่พิพิธศิลปะประยุกต์ในกรุงบูดาเปสต์[104]

ในเดือนพฤศจิกายน 2533 เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ[21][105]

เพื่อเป็นการส่งเสริมขวัญกำลังใจให้แก่หน่วยกำลังพลที่ปฏิบัติงานในสงครามอ่าวเปอร์เซีย เจ้าหญิงแห่งเวลส์จึงทรงเสด็จฯ เยือนประเทศเยอรมนีในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2533 เพื่อทรงพบกับครอบครัวทหารที่เข้าร่วมสงคราม[102] และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ทรงเสด็จฯ เยือนเยอรมนีอีกครั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2534 เพื่อเสด็จเยี่ยมฐานบินเบรอเกน และทรงเขียนจดหมายให้กำลังเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารทางการทหาร ได้แก่ Soldier, Navy News และ RAF News[102]

กันยายน พ.ศ. 2534 เจ้าหญิงทรงเสด็จฯ เยือนปากีสถานเพียงพระองค์เดียว และร่วมเสด็จฯ เยือนประเทศบราซิลพร้อมกับเจ้าชายชาลส์[106] ระหว่างการเสด็จฯ เยือนบราซิล เจ้าหญิงทรงเสด็จไปที่องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือคนไร้บ้านและเยาวชนเร่ร่อน[106]

การเสด็จฯ เยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ คือ การเสด็จฯ เยือนประเทศอินเดีย เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 และประเทศเกาหลีใต้ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2535[21] ในการเสด็จฯ เยือนอินเดียคราวนั้น เจ้าหญิงได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมแม่ชีเทเรซา ในสถานสงเคราะห์เมืองกัลกัตตา และทั้งสองจึงได้เริ่มติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการนับแต่นั้นมา[107]

พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนประเทศอียิปต์ โดยทรงประทับพักแรมอยู่ที่วิลลาเอกอัครราชทูตอังกฤษในกรุงไคโร และได้พบกับประธานาธิบดีฮุสนี มุบาร็อก[108]

แม้ว่าในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2536 ทรงประกาศถอนตัวจากกิจกรรมสาธารณะอย่างไม่มีกำหนด แต่เจ้าหญิงไดอานาทรงยืนยันว่าจะยังคงปรากฏพระองค์ในกิจกรรมการกุศลอยู่บ้างเป็นครั้งคราว[21][102] ในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งรองประธานสภากาชาดบริติช พระองค์ได้ทรงร่วมเป็นกำลังสำคัญในการจัดงานฉลองครบรอบ 125 ปี[102] สภากาชาดบริติช ต่อมาสมเด็จพระราชินีนาถทรงส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการให้เจ้าหญิงไดอานาทรงร่วมพิธีรำลึกวันดี-เดย์[21]

กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนประเทศญี่ปุ่น และได้ทรงเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะพระราชวังหลวงโตเกียว[105]

มิถุนายน พ.ศ. 2538 เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เพื่อทรงเข้าร่วมเทศกาลศิลปะเวนิสเบียนนาเล[109] 

พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนประเทศอาร์เจนตินา เป็นเวลา 4 วัน เพื่อร่วมงานการกุศล ทั้งนี้ได้ทรงเสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียน ณ ผู้ป่วยโรงพยาบาลดอกเตอร์แองเจิล รอฟโฟ กรุงบัวโนสไอเรส[110]

ในระหว่างปี พ.ศ. 2538–2540 พระองค์ได้เสด็จฯ เยือนอีกหลายประเทศ เช่น เบลเยียม, เนปาล, สวิตเซอร์แลนด์, ซิมบับเว, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แองโกลา[21] และอื่นๆ และระหว่างเวลา 4 ปีที่ทรงแยกกันอยู่กับเจ้าชายชาลส์ เจ้าหญิงทรงเสด็จพระราชดำเนินไปร่วมพิธีใหญ่สำคัญๆ ในฐานะพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ในปี พ.ศ. 2538 เช่น พิธีรำลึกครบรอบ 50 ปี วันชัยในทวีปยุโรป และพิธีรำลึกวันชัยเหนือญี่ปุ่น[21]

งานฉลองวันคล้ายวันประสูติปีที่ 36 ชันษาของพระองค์และเป็นครั้งสุดท้าย จัดขึ้นที่หอศิลป์เทต กรุงลอนดอน และยังประจวบเหมาะกับการฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งหอศิลป์แห่งนี้อีกด้วย[21]

กิจกรรมสาธารณกุศล[แก้]

ในปี พ.ศ. 2526 พระองค์ทรงปรับทุกข์กับ นายไบรอัน เพ็กฟอร์ด ผู้ว่าการรัฐนิวฟันด์แลนด์ ณ ขณะนั้น ว่า “ฉันรู้สึกว่าเป็นการยากมากเหลือเกินที่จะทนต่อความดันในการเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ แต่ฉันกำลังเรียนรู้เพื่อจะรับมือกับหน้าที่นี้” [111]โดยในฐานะเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงถูกคาดหวังให้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนโรงพยาบาล โรงเรียน และสถานที่สำคัญต่างๆ ดังที่สมาชิกพระราชวงศ์ทรงให้การสนับสนุนช่วยเหลือสังคมในช่วงศตวรรษที่ 20 

ไม่นานหลังทรงอภิเษกสมรส เจ้าหญิงทรงเริ่มปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการกุศลเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2531 ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 191 ครั้ง[112] และเพิ่มขึ้นเป็น 397 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2534[113]  เจ้าหญิงทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือโครงการหรือองค์กรการกุศลที่เกี่ยวข้องกับโรคร้ายและสุขอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคเอดส์และโรคเรื้อน ซึ่งยังไม่มีสมาชิกราชวงศ์พระองค์ใดทรงปฏิบัติมาก่อน สตีเฟน ลี ผู้อำนวยการสถาบันควบคุมการระดมทุนเพื่อการกุศลแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวถึงพระองค์ว่า พระองค์ประสบความสำเร็จอย่างมากในการระดมทุนเพื่อการกุศลในศตวรรษที่ 20[114]

นอกจากพระกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยแล้ว พระองค์ยังทรงขยายขอบเขตงานในอีกหลายด้าน เช่น การรณรงค์คุ้มครองสัตว์ และการรณรงค์ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด[115]  พระองค์เคยดำรงตำแหน่งองค์อุปถัมภ์องค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือคนไร้บ้าน เยาวชน ผู้ติดยาเสพติด และผู้สูงอายุ ทรงดำรงตำแหน่งประธานโรงพยาบาลเด็กเกรทออร์มันด์สตรีทตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ เฮดเวย์ ซึ่งเป็นสมาคมเพื่อผู้ป่วยทางสมอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534-2539[116][117] ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พิพิธภัณฑ์เนเชอรัลฮิสทรี[116][118] และทรงทำหน้าที่ประธานสถาบันดุริยางค์ศิลป์แห่งลอนดอนในพระราชูปถัมภ์[87][119][116]

พ.ศ. 2531 ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์สภากาชาดบริติชและทรงให้ความช่วยเหลือหน่วยงานย่อยของสภากาชาดบริติชในต่างประเทศ นอกจากพระองค์ยังมักจะเสด็จไปเยี่ยมผู้ป่วยโรคร้ายและผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาลรอยัลบรอมป์ตันเป็นประจำทุกสัปดาห์[102]

พ.ศ. 2535 เจ้าหญิงทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พระองค์แรกของโครงการเชสเตอร์ชายด์เบิร์ธแอพพีล ซึ่งเป็นโครงการด้านการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือด้านการผดุงครรภ์[120] และทรงใช้ช่องทางต่างๆ ในการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือโครงการแห่งนี้ จนได้รับเงินบริจาคจำนวนมากถึง 1 ล้านปอนด์ และทรงพระราชอนุญาตให้นำพระอิสริยศส่วนหนึ่งของพระองค์ (เคานท์เตสแห่งเชสเตอร์) มาใช้ในชื่อของโครงการ[120]

มิถุนายน พ.ศ. 2538 เจ้าหญิงทรงเสด็จฯ เยือนกรุงมอสโก และเสด็จฯ เยี่ยมโรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่ง ซึ่งทรงเคยให้ความช่วยด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ และมีการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลอินเตอร์เนชันแนลเลโอนาร์โดไพรซ์แก่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้เฉพาะแก่ผู้อุปถัมภ์และบุคคลที่มีความโดดเด่นในด้านศิลปะ การแพทย์ และกีฬา[115] 

เลดี้ไดอานา ขณะทรงมีพระปฏิสันธานกับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นางฮิลลารี คลินตัน ที่ทำเนียบขาว เมื่อ พ.ศ. 2540

ธันวาคม พ.ศ. 2538 เจ้าหญิงไดอานาทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมนุษยธรรมแห่งปีจากองค์กรยูไนเต็ดเซรีบรัลพอลซี ที่นครนิวยอร์ก จากการที่พระองค์ทรงให้การอุปถัมภ์องค์กรการสาธารณกุศลต่างๆ มากมาย[121][122][123]

ตุลาคม พ.ศ. 2539 เจ้าหญิงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองในการประชุมด้านสุขภาพ ซึ่งจัดการประชุมโดยศูนย์ปีโอมันซุ เมืองรีมีนี ประเทศอิตาลี[124]

หนึ่งวันหลังจากทรงหย่า เจ้าหญิงทรงประกาศลาออกจากองค์กรการกุศลจำนวนกว่า 100 แห่ง เพื่อทรงทุ่มเทพระราชกิจกับ 6 องค์กรหลัก ได้แก่ มูลนิธิเซ็นเตอร์พอยท์, บริษัทอิงลิชเนชันแนลบัลเลต์, โรงพยาบาลเด็กเกรทออร์มันด์สตรีท, พันธกิจเพื่อต่อสู้โรคเรื้อน กองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ และโรงพยาบาลรอยัลมาร์สเดน[125] แต่พระองค์จะยังทรงปฏิบัติงานร่วมกับโครงการรณรงค์ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดแห่งสภากาชาดบริติช แม้ว่าจะไม่ได้ทรงดำรงตำแหน่งในฐานะองค์อุปถัมภ์อีกต่อไป[126][127]

พฤษภาคม พ.ศ. 2540 เจ้าหญิงเสด็จฯ พระราชดำเนินไปเปิดศูนย์ริชาร์ด แอทเทนเบอเรอห์เพื่อผู้พิการและศิลปะ หลังจากทรงได้รับคำเชิญจากพระสหาย ริชาร์ด แอทเทนเบอเรอห์[128] 

มิถุนายน พ.ศ. 2540 ชุดราตรีและชุดสูทของพระองค์ถูกนำออกประมูลโดยสถาบันคริสตีส์ ในลอนดอน และนิวยอร์ก และรายได้จากการประมูลทั้งหมดถูกนำไปบริจาคให้แก่องค์กรการกุศล[21]

พระกรณียกิจสุดท้ายอย่างเป็นทางการก่อนสิ้นพระชนม์ คือ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงพยาบาลนอร์ธวิกพาร์ก ในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2540[21]

พระราชกิจในด้านต่างๆ[แก้]

ผู้ป่วยเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์[แก้]

เจ้าหญิงไดอานาทรงเริ่มปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้ป่วยโรคเอดส์ตั้งแต่ พ.ศ. 2525[129] เป็นต้นมา ในปี พ.ศ. 2532 เจ้าหญิงเสด็จฯ ไปทรงเปิดศูนย์บริการสุขภาพเพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์แลนด์มาร์ก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน[130][131] พระองค์ทรงไม่รังเกียจที่จะสัมผัสร่างกายผู้ป่วยเอดส์ ทั้งที่การแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าโรคเอดส์สามารถติดต่อผ่านทางการสัมผัสหรือไม่[107][132][133] และเจ้าหญิงจึงถือเป็นสมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษพระองค์แรกที่ทรงสัมผัสผู้ป่วยโรคเอดส์[129] ทรงพยายามลบล้างความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์ โดยทรงกุมมือผู้ป่วยโรคเอดส์คนหนึ่งในระหว่างเสด็จฯ เยี่ยมโรงพยาบาลเมื่อ พ.ศ. 2530 ทรงมีรับสั่งในเวลาต่อมาว่า “ผู้ป่วยเชื้อเอชไอวีไม่ได้น่ากลัวอย่างหลายคนคิด เราสามารถจับมือและโอบกอดพวกเขาได้ สวรรค์เท่านั้นที่ทรงรู้ว่าพวกเขาต้องการ ยิ่งกว่านั้น เรายังสามารถอยู่อาศัยในบ้านเดียวกันร่วมกับผู้ป่วยได้ ทำงานในสถานที่เดียวกันได้ ตลอดทั้งใช้สนามเด็กเล่นและของเล่นร่วมกันได้อีกด้วย”[102][134][135] เจ้าหญิงไดอานาทรงไม่พอทัยเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถทรงไม่โปรดให้พระองค์ทรงงานการกุศลเกี่ยวผู้ป่วยเอดส์ พร้อมทั้งทรงแนะนำให้เจ้าหญิงเลือกปฏิบัติพระราชกิจที่ “น่าอภิรมย์” มากกว่านี้[129]

ตุลาคม พ.ศ. 2533 เจ้าหญิงเสด็จฯ ไปทรงเปิดแกรนด์มาส์เฮาส์ ซึ่งเป็นสถานสงเคราะห์เพื่อเยาวชนที่ป่วยด้วยโรคเอดส์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา[136] และยังเคยเป็นองค์อุปถัมภ์กองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์  พ.ศ. 2534 เจ้าหญิงเสด็จฯ ไปโรงพยาบาลมิดเดิลเซ็กส์[102] และได้ทรงกอดผู้ป่วยคนหนึ่งที่แผนกผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งกลายเป็นภาพข่าวโด่งดังในเวลาต่อมา ระหว่างที่ทรงให้การอุปถัมภ์องค์การเทิร์นนิงพอยท์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2535 เจ้าหญิงทรงมีโอกาสเสด็จฯ ไปเยี่ยมชนโครงการของเทิร์นนิงพอยท์เพื่อผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและและผู้ป่วยเอดส์[137] ต่อมาทรงริเริ่มการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเพื่อรักษาโรคเอดส์[18]

มีนาคม พ.ศ. 2540 เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนประเทศแอฟริกาใต้ และทรงเข้าพบประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา[138][139] 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 นายแมนเดลาแถลงว่า กองทุนเนลสัน แมนเดลา เพื่อเด็กและเยาวชนจะร่วมงานภารกิจกับกองทุนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เพื่อต่อกรกับการแพร่ระบาดของโรคเอดส์อย่างรุนแรงในประเทศแอฟริกาใต้ โดยจะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยและเยาวชนในที่ได้รับผลกระทบจากโรคร้ายนี้[140] และเขายังระบุว่า ไม่กี่เดือนก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงทรงมีแผนที่จะผนวกสององค์กรเพื่อทำงานการกุศลด้านโรคเอดส์ร่วมกัน แมนเดลายังกล่าวถึงเจ้าหญิงผู้ล่วงลับว่า “เมื่อพระองค์ทรงสัมผัสร่างกายผู้ป่วยโรคเรื้อหรือทรงประทับนั่งบนเตียงร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ชายรายหนึ่งพร้อมทรงกุมมือให้กำลังใจเขา พระองค์ได้เปลี่ยนแปลงความคิดสาธารณชนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเหล่านั้นได้มีชีวิตอยู่ต่อ” แมนเดลายังกล่าวว่าเจ้าหญิงทรงใช้สถานะและชื่อเสียงของพระองค์เพื่อขจัดอคติที่มีต่อผู้ป่วยเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์[140][141]

การต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด[แก้]

เจ้าหญิงไดอานาทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรฮาโลทรัสต์ ซึ่งทำหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดที่หลงเหลือในพื้นที่ที่เคยเกิดสงคราม[142][143] เดือนมกราคม พ.ศ. 2540 ภาพข่าวเจ้าหญิงไดอานาในชุดเกราะและหน้ากากป้องกันแรงอัดระหว่างทรงเสด็จฯ ไปเขตพื้นที่ทุ่นระเบิดในประเทศแองโกลา ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก[142][143] ระหว่างการเสด็จฯ เยือนแองโกลา พระองค์ทรงถูกวิจารณ์ว่าทรงกำลังเข้าไปแทรกแซงการเมืองและเป็น ”ตัวอันตราย”[144] ท่ามกลางกระแสวิจารณ์องค์กรฮาโลทรัสต์ได้ออกมาชี้แจงว่า พระกรณียกิจของเจ้าหญิงกระตุ้นให้นานาชาติตระหนักถึงผลเสียหายร้ายแรงจากการใช้ทุ่นระเบิดและผู้ที่ได้บาดเจ็บจากอาวุธสงครามชนิดนี้[142][143]

มิถุนายน พ.ศ. 2540 พระองค์ทรงขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมเรื่องทุ่นระเบิด ซึ่งจัดขึ้น ณ สมาคมภูมิศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ และเสด็จฯ ไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมรณรงค์โครงการต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดของสภากาชาดอเมริกา[21] และในระหว่างวันที่ 7–10 สิงหาคม พ.ศ. 2540 เพียงไม่กี่วันก่อนจะสิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา พร้อมด้วยเจอร์รี ไวท์ และเคน รัทเทอร์ฟอร์ด ซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด[21][145][146][147]

พระราชกิจการต่อต้านทุ่นระเบิดของพระองค์นั้นเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง โดยเห็นได้ชัดจากการที่นานาประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาออตตาวาเพื่อการยกเลิกใช้ทุ่นระเบิดในภาวะสงคราม และต่อมาสภาสามัญชนแห่งรัฐสภาอังกฤษก็ได้ผ่านร่างกฎหมายต่อต้ารการใช้ทุ่นระเบิดเมื่อ พ.ศ.​2542[148]

แครอล เบลลามี ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า พื้นทุ่นระเบิดยังคงเป็นอันตรายต่อเด็กน้อยไร้เดียงสาทั่วโลก และเธอเสนอให้กลุ่มประเทศที่ผลิตและสะสมทุ่นระเบิดในคลังสรรพาวุธ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน และรัสเซีย เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านทุ่นระเบิด[149] และปลายปี พ.ศ. 2540 โครงการต่อต้านทุ่นระเบิดสากลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังจากที่เจ้าหญิงสิ้นพระชนม์เพียงไม่กี่เดือน[150] 

ผู้ป่วยโรคมะเร็ง[แก้]

การเสด็จพระราชดำเนินไปสถาบันเฉพาะทางด้านโรงมะเร็งครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพระองค์ คือ การเสด็จฯ ไปโรงพยาบาลศูนย์มะเร็งรอยัลมาร์สเดน เอ็นเอชเอสฟันเดชันทรัสต์ กรุงลอนดอน ใน พ.ศ. 2525[151]  และพระองค์ทรงมอบเงินจำนวนหนึ่งที่ได้จากการประมูลฉลองพระองค์เมื่อ พ.ศ. 2540 ให้แก่โรงพยาบาลแห่งนี้[151] ผู้จัดการกองทุนโรงพยาบาลรอยัลมาร์สเดนกล่าวถึงพระองค์ว่า “เจ้าหญิงทรงขจัดอคติและทัศนคติที่ไม่ดีของโรคร้าย เช่น โรคเอดส์ เชื้อเอชไอวี และโรคเรื้อน"[151] และทรงดำรงตำแหน่งประธานโรงพยาบาลศูนย์มะเร็งรอยัลมาร์สเดนตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2532[152][153][154] ในเวลาต่อมาทรงเสด็จฯ มาเปิดแผนกผู้ป่วยมะเร็งเด็กวูล์ฟสันในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536[152] 

มิถุนายน พ.ศ. 2539 เจ้าหญิงเสด็จฯ เยือนเมืองชิคาโกในฐานะประธานโรงพยาบาลรอยัลมาร์สเดน เพื่อทรงร่วมงานระดมทุนการกุศลและทรงจัดหาทุนได้มากถึง 1 ล้านปอนด์เพื่อการค้นคว้าวิจัยการรักษาโรงมะเร็ง[102]

กันยายน พ.ศ. 2539 พระองค์ทรงตอบรับคำเชิญของแคเธอรีน เกรแฮม และเสด็จฯ ไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมเสวยพระกระยาหารเช้าที่ทำเนียบขาว ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์นีนา ไฮด์ เพื่อการวิจัยมะเร็งทรวงอก[155] และพระองค์ยังเสด็จฯ ไปร่วมงานระดมทุนประจำปีสำหรับศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งนี้ด้วย ซึ่งมีสำนักพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน[18][156]

เจ้าหญิงเสด็จฯ ไปทรงเปิดมูลนิธิชิลเดรนวิธลูคีเมียอย่างเป็นทางการ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิชิลเดรนวิธแคนเซอร์ยูเค) เพื่อเป็นการรำลึกถึงเยาวชนที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเมื่อปี พ.ศ. 2531[157][158][159] ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2530 ไม่กี่วันหลังจาก เจ้าหญิงทรงได้พบกับพ่อและแม่ของจีน[158][159] โอกอร์แมน เด็กหญิงชาวอังกฤษที่เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง การเสียชีวิตของจีนและพี่ชายของเธอในเวลาไล่เลี่ยกันสร้างความสะเทือนใจให้พระองค์เป็นอันมาก และทรงมอบความช่วยเหลือแก่ครอบครัวโอกอร์แมนเพื่อจัดตั้งมูลนิธิด้วย[157][158][159] มูลนิธิดังกล่าวมีพิธีเปิดอย่างทางการเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2531 ที่โรงเรียนมัธยมมิลล์ฮิลล์ โดยเจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิด และทรงบริจาคเงินแก่มูลนิธิแห่งนี้จนกระทั่งทรงสิ้นพระชนม์[157][159]

พระราชกิจด้านอื่นๆ[แก้]

พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 เจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จฯ เยี่ยมโรงพยาบาลโรคเรื้อนในอินโดนีเซีย หลังจากนั้นไม่นานทรงให้การอุปถัมภ์พันธกิจเพื่อต่อสู้โรคเรื้อน ซึ่งองค์การกุศลที่ให้ความช่วยเหลือและการรักษาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อน และพระองค์ทรงสนับสนุนองค์การแห่งนี้จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ นอกจากนี้เจ้าหญิงยังทรงเสด็จฯ ไปโรงพยาบาลโรคเรื้อนในอีกหลายแห่งทั่วโลกในประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย เนปาล ซิมบับเว และไนจีเรีย และทรงสัมผัสผู้ป่วยโรคเรื้อน ทั้งที่ๆ ณ เวลานั้นผู้คนไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัวผู้ป่วยเพราะความเข้าใจที่ผิดว่าโรคเรื้อนสามารถติดต่อผ่านการสัมผัส พระองค์ทรงตรัสถึงการเสด็จเยี่ยมผู้ป่วยโรคเรื้อนว่า “ฉันคิดคำนึงอยู่ตลอดในเรื่องการสัมผัสตัวผู้ป่วยโรคเรื้อน จึงได้พยายามใช้วิธีอย่างง่ายๆ เพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกโดนหยามเหยียดหรือเป็นที่รังเกียจ"

หลังจากสิ้นพระชนม์ ศูนย์สุขศึกษาไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในเมืองนอยดา ประเทศอินเดีย มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.​2542 โดยศูนย์ดังกล่าวนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกเป็นพระเกียรติคุณของพระองค์ และเพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อนและภาวะทุพพลภาพ ศูนย์แห่งนี้ได้รับเงินทุนก่อตั้งโดยกองทุนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเป็นผู้สนับสนุนหลักขององค์กรเซ็นเตอร์พอยท์เป็นเวลายาวนาน โดยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 องค์กรแห่งนี้ให้การช่วยจัดหาที่อยู่และช่วยเหลือคนไร้บ้านในอังกฤษ พระองค์ทรงให้กำลังใจแก่เยาวชนเร่ร่อนและทรงตรัสว่า “พวกเขาสมควรได้โอกาสเพื่อเริ่มต้นชีวิตที่ดีอีกครั้ง” “พวกเรา ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ควรตระหนักว่า เยาวชนของเรา ผู้ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศนี้ สมควรได้รับโอกาสตามที่พึงมี” เจ้าหญิงไดอานาทรงมักพาเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รีเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เพื่อไปเยี่ยมศูนย์เซ็นเตอร์พอยท์ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในศูนย์แห่งนี้เล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า เยาวชนในศูนย์ทุกคนรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก เพราะทุกครั้งพระองค์เสด็จฯ เจ้าหญิงทรงไม่เสแสร้งและไม่ถือพระองค์แต่อย่างใด ปัจจุบันเจ้าชายวิลเลียมทรงดำรงตำแหน่งองค์อุปถัมภ์องค์การเซ็นเตอร์พอยท์

เจ้าหญิงทรงให้การสนับสนุนมูลนิธิและองค์การกุศลที่ช่วยเหลือสังคมและให้บริการทางสุขภาพจิต เช่น รีเลตและเทิร์นนิงพอยท์ รีเลตเป็นองค์การก่อตั้งขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2530 จากเดิมเคยเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาด้านปัญหาชีวิตคู่ และเจ้าหญิงทรงให้ความอุปถัมภ์องค์การรีเลตมาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 

เทิร์นนิงพอยท์ คือ องค์การที่ดูแลด้านสาธารณสุขที่ให้การบำบัดช่วยเหลือแก่ผู้ติดยาเสพติดและแอลกอฮอล์ รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต พระองค์ทรงเริ่มให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 และได้เสด็จฯ มาเยี่ยมผู้เข้ารับการบำบัดที่องค์การแห่งนี้อยู่เป็นประจำ ทรงกล่าวสุนทรพจน์เมื่อ พ.ศ. 2533 ที่องค์การเทิร์นนิงพอยท์ ดังนี้ว่า "เราต้องใช้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เกลี้ยกล่อมสังคมที่หวาดกลัวให้ยอมรับบุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความวิกลจริตกลับเข้าสู่สังคม ตลอดจนผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยถูกผลักไสให้พ้นไปจากสังคมสมัยวิกตอเรีย"

แม้ว่าจะทรงประสบความยุ่งยากในการเดินทางไปประเทศกลุ่มมุสลิม แต่ภายในปีเดียวกัน พระองค์ก็ได้ทรงเสด็จฯ เยือนประเทศปากีสถาน เพื่อทรงเยี่ยมศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงลาฮอร์ เพื่อเป็นนัยบ่งบอกว่าการต่อต้านการใช้สารเสพติดคือหนึ่งในพระราชกิจหลัก

ชีวิตส่วนพระองค์หลังการหย่าร้าง[แก้]

หลังจากทรงหย่าร้าง ไดอานาทรงได้รับอพาร์ตเมนท์หมายเลข 8 และ 9 ทางปีกขวาด้านหลังพระราชวังเคนซิงตัน อพาร์ตเมนต์แห่งนี้เป็นที่ประทับอย่างเป็นการตั้งแต่ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายชาลส์ปี พ.ศ. 2524 และต่อมาไดอานาทรงประทับอยู่ที่อพาร์ทเมนต์ในพระราชวังเคนซิงตันจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้ทรงย้ายกองงานส่วนพระองค์มาที่พระราชวังเคนซิงตันด้วยเช่นกัน แต่ว่าได้พระบรมราชานุญาตให้ใช้สเตทอพาร์ตเมนท์ที่พระราชวังเซนต์เจมส์ นอกจากนี้พระองค์จะยังคงได้รับอภิสิทธิ์ในการยืมเครื่องประดับและอัญมณีต่อไปเช่นเดิมตามที่เคยทรงได้รับอภิสิทธิ์ดังกล่าวระหว่างดำรงพระอิสริยศเจ้าหญิงแห่งเวลส์ และพระองค์ยังทรงสามารถประทับเครื่องบินพระที่นั่งสำหรับพระราชวงศ์ของรัฐบาลอังกฤษได้ตามปกติ หากว่ามีพระกรณียกิจจำเป็นทั้งในสหราชอาณาจักรและในต่างประเทศ แต่ในหนังสือซึ่งถูกวางจำหน่ายในปี 2546 เขียนโดย พอล เบอร์เรล อดีตมหาดเล็กคนสนิทของไดอานา อ้างว่า ในจดหมายลับส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงได้เปิดเผยว่า น้องชายของพระองค์ ชาลส์ สเปนเซอร์ ปฏิเสธไม่ให้ไดอานาเสด็จกลับไปประทับที่คฤหาสน์อัลธอร์พตามความปรารถนาของพระองค์

ไดอานาคบหากับศัลยแพทย์โรคหัวใจชาวอังกฤษ-ปากีสถาน นายแพทย์ฮัสนัท ข่าน พระสหายหลายคนกล่าวถึงชายผู้นี้ว่า “รักแท้ของไดอานา” และไดอานาเรียกเขาว่า “มิสเตอร์วอนเดอร์ฟูล” เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539 ไดอานาเสด็จฯ เยือนกรุงลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน ตามคำทูลเชิญจากอิมราน ข่าน ญาติของฮัสนัท ข่าน และได้พบกับครอบครัวของฮัสนัทอย่างลับๆ ข่านเป็นผู้ที่รักความเป็นส่วนตัวอย่างมากและความสัมพันธ์ระหว่างไดอานากับเขาเป็นไปในทางลับ โดยที่ไดอานาทรงโกหกผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเมื่อทรงถูกถามในเรื่องความสัมพันธ์นี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองกินเวลายาวนานราวๆ 2 ปี และจบลงอย่างคลุมเครือ เนื่องจากไดอานาทรงเคยตรัสพ้อถึงความเสียพระทัยที่เขาบอกเลิกพระองค์ แต่คำให้การของฮัสนัทในระหว่างพิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ เขาเล่าว่าไดอานาเป็นผู้ยุติความสัมพันธ์นี้ในฤดูร้อน พ.ศ. 2540 และพอล เบอร์เรล ก็ได้ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า พระองค์เป็นผู้หยุดความรักระหว่างเขากับพระองค์ในเดือนกรกฎาคมปีนั้นเอง

หนึ่งเดือนต่อมา ไดอานาทรงมีโอกาสพบกับโดดี อัลฟาเยด ลูกชายของมหาเศรษฐี โมฮัมหมัด อัลฟาเยด ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการท่องเที่ยวในช่วงลาพักร้อนให้กับพระองค์ในปีนั้น  ทรงมีพระดำริที่จะนำพระโอรสทั้งสองเสด็จไปพักร้อนที่หมู่บ้านเศรษฐีแฮมป์ตัน บนเกาะลองไอส์แลนด์ รัฐนิวยอร์ก แต่เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยปฏิเสธแผนการของพระองค์ หลังจากทรงตัดสินพระทัยเลื่อนการเสด็จเยือนประเทศไทย พระองค์ทรงตอบตกลงโดดีเพื่อร่วมเดินทางไปพักร้อนกับครอบครัวอัลฟาเยดที่ฝรั่งเศสใต้ ภายใต้การอารักขากำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตระกูลนี้อย่างเข้มงวดจึงทำให้หน่วยราชองครักษ์ยินยอมให้พระองค์ได้เสด็จไปพักร้อนที่ฝรั่งเศส ในเวลานั้นโมฮัมหมัดได้ซื้อเรือยอชท์หรูชื่อว่า “โจนิคัล” ความยาว 60 เมตร เพื่อเป็นการรับรองไดอานาและพระโอรส

การสิ้นพระชนม์[แก้]

ในกลางดึกของคืนวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ไดอานาประสบอุบัติเหตุในรถยนต์ที่อุโมงค์ลอดใต้สะพานปองต์เดอลัลมา ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ความรุนแรงทำให้นายโดดี อัลฟาเยด พระสหาย และนายอองรี ปอล ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยของโรงแรมริตช์เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที เจ้าหญิงทรงได้รับบาดเจ็บสาหัส และสิ้นพระชนม์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมาในเวลาเช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2540 หลังจากทีมแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ ณ โรงพยาบาลปิเต-ซาลเปตริแยร์ กรุงปารีส

รถยนต์เมอร์ซีเดสเบนซ์ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

พระราชพิธีพระศพของพระองค์มีขึ้นในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2540 ที่เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ และมีผู้รับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีในสหราชอาณาจักรมากถึง 32.1 ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในการถ่ายทอดสดที่มีผู้ชมมากที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ยังมีผู้ติดตามรับชมพระราชพิธีนี้ทั่วทุกมุมโลกกว่าหลายร้อยล้านคน 

ทฤษฎีสมคบคิด การสืบสวนคดีสิ้นพระชนม์ และคำพิพากษาคดีสิ้นพระชนม์[แก้]

การไต่สวนคดีการสิ้นพระชนม์โดยเจ้าหน้าที่พิพากษาฝรั่งเศส สรุปว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความประมาทของพลขับ นายอองรี ปอล ซึ่งสูญเสียความสามารถในการควบคุมรถยนต์พระที่นั่ง และบิดาของโดดี นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด ซึ่งดำเนินกิจการโรงแรมริทซ์ปารีส และเป็นนายจ้างของอองรี ปอล [160] กล่าวอ้างว่า อุบัติเหตุนี้เป็นการปลงพระชนม์ไดอานา[161] ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยข่าวกรองเอ็มไอ 6 ของอังกฤษ และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ

การสืบสวนคดีสิ้นพระชนม์ของพระองค์ได้การรื้อฟื้นขึ้นมาสืบสวนใหม่อีกครั้งช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2547–2550[162] ท้ายที่สุด ศาลอังกฤษมีคำพิพากษาในคดีนี้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความประมาทร้ายแรงของนายอองรี ปอล พนักงานโรงแรมริทซ์ชาวฝรั่งเศสซึ่งขับรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีช่างภาพปาปารัสซีที่ติดตามถ่ายภาพไดอานาและโดดี ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2551 คณะลูกขุนยืนตามคำพิพากษาเดิม ตัดสินให้การสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เกิดจากการกระทำโดยประมาทของนายอองรี ปอล ไม่กี่วันหลังการตัดสินคดี นายโมฮัมหมัด ฟาเยด ประกาศวางมือจากต่อสู้คดีสิ้นพระชนมที่ดำเนินมายาวนานกว่า 10 ปี [163] เพื่อเห็นแก่พระเกียรติยศของพระโอรสทั้งสองของไดอานา

การถวายความอาลัยและพระราชพิธีพระศพ[แก้]

การจากไปอย่างกะทันหันของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ผู้ทรงเสน่ห์สร้างความโศกเศร้าสะเทือนใจไปทั่วโลก บุคคลสำคัญในหลายประเทศได้ส่งสาส์นแสดงความอาลัยมายังสหราชอาณาจักร ลานหน้าพระราชวังเคนซิงตันอันเคยเป็นที่พักของพระองค์ก็คลาคล่ำไปด้วยดอกไม้ เทียน การ์ดแสดงความอาลัย และจดหมายนานหลายเดือน

พิธีศพของไดอานาถูกจัดขึ้นที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ในวันที่ 6 กันยายน 2540 ซึ่งก่อนหน้านี่ไม่กี่วัน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้มีพระราชดำรัสแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการจากไปของไดอานาที่ถ่ายทอดสดจากพระราชวังบักกิงแฮม

พระโอรสทั้งสองของเจ้าหญิงไดอานา เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายเฮนรี่ ได้ร่วมเสด็จตามขบวนพระศพของพระมารดา พร้อมด้วยเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระและชาลส์ สเปนเซอร์ เอิร์ลสเปนเซอร์ที่ 9 พระอนุชา [164] และเซอร์เอลตัน จอห์น ได้ร้องเพลง Candle in the Wind เพื่อบรรเลงถวายอาลัยในช่วงหนึ่งของงานพระศพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการสิ้นพระชนม์[แก้]

มรดกตกทอด[แก้]

ภาพลักษณ์ของพระองค์[แก้]

แฟชัน[แก้]

อนุสรณ์รำลึก[แก้]

น้ำพุอนุสรณ์แห่งไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
(the Diana, Princess of Wales Memorial Fountain)
รูปหล่อทองแดง Innocent Victims ในห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ กรุงลอนดอน

ทันที่มีการรายงานข่าวการเสียชีวิตของไดอานา ทั่วทุกมุมโลกต่างแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้ ในที่สาธารณะ ประชาชนนำช่อดอกไม้และสิ่งของอื่นๆ เพื่อไว้อาลัยไปวางไว้ที่หน้าพระราชวังเคนซิงตันที่ถูกกองดอกไม้ขนาดมหึมาล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างอนุสรณ์สถานถาวรเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง ดังนี้

  • สวนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในไฮด์ปาร์ก, กรุงลอนดอน ที่ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
  • สนามเด็กเล่นอนุสรณ์แห่งไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในสวนเคนซิงตัน กรุงลอนดอน
  • ทางเดินอนุสรณ์แห่งไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เป็นทางเดินวงแหวนระหว่างสวนเคนซิงตัน, กรีนปาร์ก, ไฮด์ปาร์ก, เซนต์เจมส์ปาร์ก ในกรุงลอนดอน

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 อนุสรณ์ที่ไม่เป็นทางการที่ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์[165] ซึ่งนายโมฮัมหมัด ฟาเยดเป็นเจ้าของ ชิ้นแรกคือรูปถ่ายของไดอานากับโดดีตั้งอยู่เบื้องหลัง ทรงปิรามิดที่บรรจุแก้วไวน์เปื้อนลิปสติกของไดอานาในระหว่างอาหารมื้อเย็นมื้อสุดท้ายและแหวนที่นายโดดีเพิ่งซื้อให้เจ้าหญิงเมื่อไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิต และอีกชิ้นถูกจัดโชว์ในปี 2548[166] เป็นรูปหล่อทองแดงของนายโดดีที่กำลังเต้นรำกับไดอานาบนชายหาดภายใต้ปีกของนกอัลบาทรอส ใต้ฐานของรูปหล่อมีป้ายจารึกไว้ว่า "Innocent Victim" (เหยื่อผู้บริสุทธิ์) และยังมีอนุสรณ์ที่ไม่เป็นทางการในนครปารีสที่ปลาซ เดอ ลัลมา เป็นที่รู้จักในชื่อ เปลวไฟแห่งเสรีภาพ ถูกนำมาติดตั้งในปี 2542

ไดอานาในศิลปะร่วมสมัย[แก้]

ตั้งแต่เสียชีวิตไป ชื่อของไดอานาปรากฏอยู่ในผลงานศิลปะมากมายที่อ้างอิงถึงแผนการลอบสังหาร ความเห็นใจต่อชีวิตของไดอานาและการตกเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

กรกฎาคม 2540 เทรซี่ย์ เอมิน สร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ขาวดำที่อิงกับชีวิตจริงของไดอานา ในชุดผลงาน Temple of Diana จัดแสดงในเดอะบลูแกลเลอรี่ที่ลอนดอน เช่นผลงาน They want you to be destroyed (2538)[167] เป็นผลงานที่กล่าวถึงอาการป่วยด้วยโรคบูลิเมียของไดอานา เอมินยืนยันว่า ผลงานภาพศิลปะของเธอนั่นชวนให้รู้สึกสะเทือนอารมณ์และไม่ได้เป็นการเสียดสีพระองค์แต่อย่างใด [168]

ในปี 2548 ผลงานภาพยนตร์ของมาร์ติน ซาสเตรอ Diana : The Rose Conspiracy ถูกฉายในงานเทศกาลหนังเมืองเวนิส เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นว่าชาวโลกได้ค้นพบไดอานายังมีชีวิตอยู่และสนุกสนานกับชีวิตใหม่ที่ถูกปิดเป็นความลับในสลัมชานมอนเตวิเดโอ ซึ่งถ่ายทำที่ชุมชนแออัดอุรุกวัยสถานที่จริง และได้นักแสดงที่เป็นเจ้าหญิงไดอานาตัวปลอมจากเซาเปาโล ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นผลงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ศิลปะอิตาลี[169]

ในปี 2550 มีการจัดแสดงผลงานทางศิลปะของสเตลลา ไวน์ ถือเป็นการแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกในโมเดิร์นอาร์ตอ็อกฟอร์ดแกลเลอรี่ โดยเป็นงานศิลปะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแผนลอบปลงพระชนม์ไดอานา ซึ่งศิลปินได้ผสมผสานความเข้มแข็งและความอ่อนแอในบุคลิกของไดอานา [170] รวมทั้งความผูกพันใกล้ชิดกับพระโอรส ในชื่อ Diana Branches, Diana Family Picnic, Diana Veil, & Diana Pram [171]

พระอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และตราอาร์มประจำพระองค์[แก้]

พระอิสริยศ[แก้]

ไดอานาดำรงฐานันดรศักดิ์และพระอิสริยยศต่างกันตามช่วงเวลา ดังนี้

พระนามและพระอิสริยยศเต็มของพระองค์นับตั้งแต่พระราชพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายชาลส์จนถึงการหย่าร้าง คือ

Her Royal Highness The Princess Charles, Princess of Wales and Countess of Chester, Duchess of Cornwall, Duchess of Rothesay, Countess of Carrick, Baroness of Renfrew, Lady of the Isles, Princess and Great Stewardess of Scotland.[173] [174]

หลังจากสิ้นพระชนม์ ประชาชนทั่วไปยังคงนิยมเรียกพระองค์ว่า "เจ้าหญิงไดอานา" ซึ่งเป็นอิสริยศที่พระองค์ไม่ได้รับพระราชทานจากการหย่าร้าง ส่วนสื่อมวลชนนิยมเรียกพระองค์ว่า "เลดี้ไดอานา สเปนเซอร์" หรือ "เลดี้ได" (ตามธรรมเนียมของชาวตะวันตกนั้น นิยมกล่าวชื่อของสตรีที่เสียชีวิตด้วย ชื่อและสกุลเดิมก่อนแต่งงาน) และทรงมีสมัญญานามอย่างไม่เป็นทางการว่า "เจ้าหญิงของประชาชน" ซึ่งนายโทนี่ แบลร์ อ้างอิงถึงพระองค์ระหว่างกล่าวคำไว้อาลัยในพิธีพระศพของไดอานา

ตราอาร์มประจำพระองค์[แก้]

คำบรรยายตราอาร์ม[แก้]

Coat of Arms of Lady Diana Spencer.svg
Coat of Arms of Diana, Princess of Wales (1981-1996).svg
Coat of Arms of Diana, Princess of Wales (1996-1997).svg

บรรพบุรุษ[แก้]

ไดอานามีเชื้อสายของพระเจ้าชาลส์ที่ 2 จากบรรพบุรุษทางฝ่ายพ่อ ผ่านโอรสนอกสมรสทั้ง 4 คน ดังนี้[ต้องการอ้างอิง]

  1. เฮนรี่ ฟิทซ์รอย (ดยุกแห่งกราฟตันที่ 1 บุตรของบาร์บารา วิลลิเลียร์ส ดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์)
  2. ชาลส์ เลนน็อกซ์ (ดยุกแห่งริชมอนด์และเลนนิกซ์ บุตรของลูอิซ การือแยร์)
  3. ชาลส์ โบเคลิร์ก (ดยุกแห่งเซนต์อัลบานส์ โอรสของเนล กวิน)
  4. เจมส์ ครอฟท์ สก็อต (ดยุกแห่งมอนมัธ ผู้นำกบฏมอนมัธอันโด่งดังในปี 1685 บุตรของลูซี่ วอลเตอร์)

นอกจากนี้แล้ว เธอยังสืบเชื้อสายจากพระเจ้าเจมส์ที่ 2 กับชายาลับ อราเบลลา เชอร์ชิล ผ่านทางธิดานอกสมรส เฮ็นริเอ็ตต้า ฟิทซ์เจมส์[ต้องการอ้างอิง] ตระกูลฝ่ายมารดาของไดอานามีเชื้อสายอังกฤษ-ไอริช

ตระกูลสเปนเซอร์นั้นถือว่าเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงที่มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์มายาวนานหลายศตวรรษ และเคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาตั้งแต่คริสตวรรษที่ 17 ยายของไดอานา รูธ ร็อฌ บารอนเนสเฟอร์มอยเป็นพระสหายและนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระราชชนนีเอลิซาเบธ โบวส์ ลีออน และพ่อของไดอานายังเคยเป็นทหารองครักษ์ของพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มาก่อน

แผนผังข้างล่างนี้แสดงบรรพบุรุษของไดอานานับขึ้นไป 4 ชั่วอายุคน

ก่อนหน้า ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ถัดไป
เจ้าหญิงแมรี่แห่งเทก เจ้าหญิงแห่งเวลส์ 2leftarrow.png Prince of Wales's feathers Badge.svg
เจ้าหญิงแห่งเวลส์
ใน เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์

2rightarrow.png คามิลลา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
(ทรงใช้พระอิสริยยศหลักเป็น ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์)
เจ้าหญิงแมรี่แห่งเทก ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ 2leftarrow.png Flag of the Duke of Cornwall.svg
ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์
ใน เจ้าชายชาลส์ ดยุกแห่งคอร์นวอลล์

2rightarrow.png คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์
เจ้าหญิงแมรี่แห่งเทก ดัชเชสแห่งรอธเซย์ 2leftarrow.png Royal Standard of the Duke of Rothesay.svg
ดัชเชสแห่งรอธเซย์
ใน เจ้าชายชาลส์ ดยุกแห่งรอธเซย์

2rightarrow.png คามิลลา ดัชเชสแห่งรอธเซย์


เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. เนื่องจากเคยดำรงอิสริยศเจ้าหญิงพระชายา ไดอานาจึงไม่ต้องมีนามสกุล แต่พระองค์สามารถใช้นามสกุลของพระสวามี "เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์" ได้จนถึงการหย่าร้าง หากอ้างอิงตามพระราชเอกสารสิทธิ ปี ค.ศ.1960 นามสกุลอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษจะเป็น "วินด์เซอร์"
  2. "The Life of Diana, Princess of Wales 1961–1997: Separation And Divorce". BBC. สืบค้นเมื่อ 18 มิถุนายน 2560. 
  3.  Morton 1997, หน้า 70.
  4.  Morton 1997, หน้า 70-71.
  5.  Brown 2007, หน้า 32–33.
  6.  Bradford 2006, หน้า 2.
  7. Chua-Eoan, Howard (16 August 2007). "The Saddest Fairy Tale". Time. Archived from the original on 3 February 2017. สืบค้นเมื่อ 3 February 2017. "...she died, suddenly, the day after the 36th anniversary of her christening..." 
  8. 8.0 8.1 8.2 Morton 1997, หน้า 71.
  9. 9.0 9.1  Brown 2007, หน้า 37–38.
  10.  Brown 2007, หน้า 37.
  11.  Brown 2007, หน้า 41.
  12.  Bradford 2006, หน้า 2, 20.
  13.  Brown 2007, หน้า 42.
  14.  Bradford 2006, หน้า 40, 42.
  15. Bradford 2006, หน้า 25.
  16.  Bradford 2006, หน้า 34.
  17. Bradford 2006, หน้า 29.
  18. 18.00 18.01 18.02 18.03 18.04 18.05 18.06 18.07 18.08 18.09 18.10 "International Special Report: Princess Diana, 1961–1997". The Washington Post. 30 January 1999. Archived from the original on 19 August 2000. Retrieved 13 October 2008.
  19.  Bradford 2006, หน้า 21–22.
  20.  Bradford 2006, หน้า 23.
  21. 21.00 21.01 21.02 21.03 21.04 21.05 21.06 21.07 21.08 21.09 21.10 21.11 21.12 21.13 21.14 21.15 21.16 21.17 21.18 21.19 21.20 Diana, Princess of Wales". The British Monarchy. The Royal Household. Archived from the original on 24 January 2017. Retrieved 17 February 2017.
  22. Bradford 2006, หน้า 35.
  23. Bradford 2006, หน้า 35.
  24. Bradford 2006, หน้า 40–41.
  25. Brown 2007, หน้า 55.
  26. Brown 2007, หน้า 55.
  27. Brown 2007, หน้า 68.
  28. Morton 1997, หน้า 103.
  29. Bradford 2006, หน้า 45.
  30. Bradford 2006, หน้า 46.
  31. 31.0 31.1 Morton 1997, หน้า 118.
  32.  Bradford 2006, p. 40.
  33.  Glass, Robert (24 July 1981). "Descendant of 4 Kings Charms Her Prince". Daily Times. London. Retrieved 24 April 2016.
  34. "Royal weekend fuels rumours". The Age. London. 17 November 1980. Retrieved 22 July 2013.
  35.  Dimbleby 1994, p. 279.
  36. "Princess Diana's engagement ring". Ringenvy. September 2009. Retrieved 12 November 2010.
  37. Richard, Kay (17 November 2010). "Haunted by Diana's shadow". Mail Online. UK.
  38. "Queen Mother on 'abhorrent' Diana, Princess of Wales". The Telegraph. London. 17 September 2009. Retrieved 24 April 2015.
  39. 39.0 39.1 39.2 "It was love at first sight between British people and Lady Diana". The Leader Post. London. AP. 15 July 1981. Retrieved 23 July 2013.
  40. "The day a young Diana fretted about her dress before Princess Grace told her, 'Don't worry, it'll only get worse': Craig Brown on the most extraordinary encounters of the last century". Daily Mail. London. 19 September 2011. Retrieved 19 January 2014.
  41. 41.0 41.1 "1981: Charles and Diana marry". BBC News. 29 July 1981. Retrieved 27 November 2008.
  42.  Frum, David (2000). How We Got bare: The '70s. New York: Basic Books. p. 98. ISBN 0-465-04195-7.
  43. Denney, Colleen (April 2005). Representing Diana, Princess of Wales: cultural memory and fairy tales revisited. Fairleigh Dickinson University Press. p. 57. 
  44. Royal Wedding, The Times 29 July 1981, p. 15
  45.  Field, Leslie (2002). The Queen's Jewels: The Personal Collection of Elizabeth II. London: Harry N. Abrams. pp. 113–115. ISBN 0-8109-8172-6.
  46. Lucy Clarke-Billings (9 December 2015). "Duchess of Cambridge wears Princess Diana's favourite tiara to diplomatic reception at Buckingham Palace". The Telegraph. Retrieved 29 December 2015.
  47. "Duchess Kate 'to receive special honour from the Queen' to celebrate Her Majesty's record reign". Hello Magazine. Retrieved 25 February 2016.
  48. Brown 2007, p. 195.
  49. 49.0 49.1 "Obituary: Sir George Pinker". Daily Telegraph. London. 1 May 2007. Retrieved 22 December 2012.
  50. Morton 1997, p. 138.
  51. Morton 1997, pp. 142–143.
  52. Morton 1997, p. 147.
  53. "New controversial Princess Diana play asks 'Is James Hewitt Prince Harry's real father?'". Mirror Group. 28 December 2014. Retrieved 9 February 2017.
  54. Holder, Margaret (24 August 2011). "Who Does Prince Harry Look Like? James Hewitt Myth Debunked". The Morton Report.
  55. "Hewitt denies Prince Harry link". BBC News. 21 September 2002. Retrieved 23 April 2016.
  56. "Prince William Biography". People. Retrieved 15 October 2008.
  57. "Prince Harry". People. Retrieved 15 October 2008.
  58. Morton 1997, p. 184.
  59. Brown 2007, p. 174.
  60. 60.0 60.1 Smith 2000, p. 561.
  61. "Timeline: Long road to the altar". CNN. 25 March 2005. Retrieved 31 January 2016.
  62. "Interview: Andrew Morton: He couldn't shout: `Diana was in on this.' `She trusted me. It would have been a betrayal'". The Independent. 1 December 1997. Retrieved 7 January 2017.
  63. "Princess Di breaks down after making appearance". Eugene Register Guard. 12 June 1992. Retrieved 14 August 2013.
  64. "Princess Diana's 'admirer' named by Press". New Straits Times. London. 27 August 1992. Retrieved 14 August 2013.
  65. Brown 2007, pp. 304, 309.
  66. Brandreth, Gyles (2007). Charles and Camilla: Portrait of a Love Affair. Random House. pp. 257–264. ISBN 0-09-949087-0.
  67. Dimbleby 1994, p. 489.
  68. 68.0 68.1 68.2 68.3 68.4 68.5 "1993: Diana sues over gym photos". BBC. Retrieved 5 February 2017.
  69. 69.0 69.1 "Gym owner defends Princess pictures: Bryce Taylor says 98 per cent of people would also have tried his 'legal scam' to make money". The Independent. 17 November 1993. Retrieved 5 February 2017.
  70. Rayner, Gordon (17 September 2009). "Princess Margaret destroyed letters from Diana to Queen Mother". The Daily Telegraph. Retrieved 7 January 2017.
  71. Rosalind Ryan (7 January 2008). "Diana affair over before crash, inquest told". The Guardian. London. Retrieved 13 October 2008.
  72. "Tiggy Legge-Bourke". The Guardian. 12 October 1999. Retrieved 7 January 2017.
  73. 73.0 73.1 "Timeline: Diana, Princess of Wales". BBC News. 5 July 2004. Retrieved 13 October 2008.
  74. James, Caryn (15 May 1996). "TELEVISION REVIEW;Love-Starved Royalty, Partial to Babushkas". The New York Times. Retrieved 4 February 2017.
  75. "The Princess and the Press". PBS. Retrieved 7 January 2017.
  76. "Timeline: Charles and Camilla's romance". BBC. 6 April 2005. Retrieved 7 January 2017.
  77. Dimbleby 1994, p. 395.
  78. 78.0 78.1 78.2 "The Panorama Interview with the Princess of Wales". BBC News. 20 November 1995. Retrieved 8 January 2010.
  79. Cohen, David (2005). "Diana: Death of a Goddess". Random House. p. 18. Retrieved 13 June 2016. Jonathan Dimbleby and ...Penny Junor...said that there were several people who had mentioned Borderline Personality Disorder. Psychiatrists had provided learned opinions that sadly (Diana) had suffered form Borderline Personality Disorder as well as eating disorders...
  80. Kermode, Frank (22 August 1999). "Shrinking the Princess". The New York Times. Retrieved 5 February 2017.
  81. Montalbano, D. (21 December 1995). "Queen Orders Charles, Diana to Divorce". Los Angeles Times. London. Retrieved 23 July 2013.
  82. "Charles and Diana to divorce". Associated Press. 21 December 1995. Retrieved 23 July 2013.
  83. "'Divorce': Queen to Charles and Diana". BBC. 20 December 1995. Retrieved 2 November 2010.
  84. "Princess Diana agrees to divorce". Gadsden Times. London. AP. 28 February 1996. Retrieved 23 July 2013.
  85. 85.0 85.1 85.2 Lyall, Sarah (13 July 1996). "Charles and Diana Agree on Divorce Terms". The New York Times. Retrieved 23 April 2016.
  86. Bradford 2006, p. 306.
  87. 87.0 87.1 "Special: Princess Diana, 1961–1997". Time. 12 February 1996. Archived from the original on 6 April 2010. Retrieved 24 April 2016.
  88. "Diana 'wept as she read brother's cruel words'". The Telegraph. Retrieved 10 April 2015.
  89. Jephson, P.D. (2001). Shadows of a Princess: An Intimate Account by Her Private Secretary. HarperCollins. ISBN 0-380-82046-3. Retrieved 2 November 2010. extract published in The Sunday Times newspaper on 24 September 2000
  90. "Dark side of Diana described by ex-aide". The Guardian. 24 September 2000. Retrieved 7 January 2017.
  91. แม้ว่าจะมีการชี้แจงจากสำนักพระราชวังบักกิงแฮมว่า หลังการหย่าร้าง ไดอานาควรใช้พระนามใหม่ว่า เลดี้ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ แต่ต่อมาเว็บไซต์ของสำนักพระราชวังรายงานการสิ้นพระชนม์พระองค์และกล่าวถึงพระองค์ด้วยพระนาม ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เท่านั้น
  92. Milmo, Cahal (25 October 2002). "Diana did not talk to me in final months, admits her mother". The Independent. Retrieved 24 October 2016.
  93. "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: Decisions of 8 January 2007". Butler Sloss Inquests. Archived from the original on 30 October 2007. Retrieved 2 November 2010.
  94. "High Court Judgment Template" (PDF). Archived from the original (PDF) on 25 June 2008. Retrieved 13 October 2008.
  95. "Statement regarding the State Opening of Parliament in May 2013". The British Monarchy. 1 April 2013. Retrieved 16 October 2016.
  96. "The celebrities who have turned on the Christmas lights on Regent Street". The Telegraph. 16 November 2015. Retrieved 20 February 2017.
  97. Mosley, Charles, ed. (2003). Burke's Peerage, Baronetage and Knightage. III (107th ed.). Wilmington, Delaware: Burke's Peerage and Gentry LLC. p. 3696. ISBN 0-9711966-2-1.
  98. 98.0 98.1 "Royal Tours of Canada". Canadian Crown. Government of Canada. Archived from the original on 5 June 2012. Retrieved 29 January 2016.
  99. English, Rebecca. "24 years on, Charles takes another veiled lady to see the pope". Daily Mail. London. Retrieved 30 January 2016.
  100. Holden, Anthony; Lamanna, Dean (1 February 1989). "Charles and Diana: portrait of a marriage". Ladies Home Journal. Retrieved 19 December 2012 – via Highbeam.
  101. Roth-Hass, Richard (3 February 1988). "Charles, Diana visit Thailand". UPI. Retrieved 24 June 2017
  102. 102.00 102.01 102.02 102.03 102.04 102.05 102.06 102.07 102.08 102.09 102.10 "Diana, Princess of Wales". 31 August 1997. Archived from the original on 4 October 2015. Retrieved 25 February 2016.
  103. 103.0 103.1 "Elizabeth Blunt Remembers Diana". BBC. Retrieved 30 January 2016.
  104. 104.0 104.1 "Prince Charles, Princess Diana visit Hungary". Associated Press. Retrieved 27 December 2012.
  105. 105.0 105.1 "Distinguished guests from overseas such as State Guests, official guests (1989–1998)". The Imperial Household Agency. Retrieved 19 December 2012.
  106. 106.0 106.1 "Prince Charles, Princess Diana leave Brazil after issue-oriented visit". Deseret News. 28 April 1991. Archived from the original on 17 November 2015. Retrieved 16 October 2016
  107. 107.0 107.1 "Diana, Princess of Wales was a global humanitarian figure who dedicated her life to helping improve the lives of disadvantaged people". The Diana, Princess of Wales Memorial Fund. Retrieved 30 January 2016.
  108. "Fall of the Pharaoh: How Mubarak survived 30 years to crisis to be ousted by the people". Daily Mail. London. 12 February 2011. Retrieved 5 January 2012.
  109. "Princess Diana visits the British Pavilion". British Council - British Pavilion in Venice. Archived from the original on 17 November 2015. Retrieved 16 October 2016.
  110. "Diana Visits Argentina as 'Ambassador'". Los Angeles Times. 24 November 1995. Retrieved 7 January 2012.
  111. MacLeod, Alexander (28 June 1983). "The Princess of Wales: life as a star". The Christian Science Monitor. Retrieved 10 April 2015.
  112. "The Royal Watch". Philadelphia Daily News. Retrieved 11 October 2014.
  113. "Royal Watch". People. Retrieved 11 October 2014.
  114. Ali, Monica (30 March 2011). "Royal rebel: the legacy of Diana". The Guardian. Retrieved 2 February 2017.
  115. 115.0 115.1 Sayenko, Sergei (1 July 2011). "The bitter aftertaste of Princess Diana's 50th birthday". The Voice of Russia. Retrieved 30 January 2016.
  116. 116.0 116.1 116.2 "Diana's groups of charities". BBC. Retrieved 17 February 2017.
  117. Furness, Hannah (12 April 2013). "Prince Harry to follow in his mother's footsteps in support of Headway charity". The Telegraph. Retrieved 30 January 2016.
  118. Rayner, Gordon (21 April 2013). "Duchess of Cambridge walks in Diana's footsteps by becoming Patron of Natural History Museum". The Telegraph. London. Retrieved 21 April 2013.
  119. "Diana memorial service in detail". The Telegraph. 31 August 2007. Retrieved 30 January 2016.
  120. 120.0 120.1 "About the Chester Childbirth Appeal". Archived from the original on 6 January 2016. Retrieved 25 February 2016.
  121. "Harry honours his mother's legacy on the anniversary of her death". Hello!. 31 August 2011. Retrieved 24 April 2016.
  122. Clayton, Tim (2001). Diana: Story of a Princess. New York: Simon and Schuster. p. 288. ISBN 978-1-43911-803-0.
  123. [1]"Diana receives Humanitarian Award". The Standard. 13 December 1995. Retrieved 24 April 2016.
  124. "Diana appeals for the elderly after dropping their charity". The Herald Scotland. 14 October 1996. Retrieved 24 April 2016.
  125. Charities devastated after Diana quits as patron, The Independent, 17 July 1996. (Retrieved 5 September 2011.)
  126. "Diana Memorial Charity Fund Set Up". BBC. Retrieved 17 February 2017.
  127. Pieler, George (Winter 1998). "The philanthropic legacy of Princess Diana". Philanthropy. Retrieved 30 January 2016.
  128. "Diana, Princess of Wales, to open Richard Attenborough Centre" (PDF). University of Leicester. Retrieved 24 April 2016.
  129. 129.0 129.1 129.2 Allen, Nick; Rayner, Gordon (10 January 2008). "Queen 'was against' Diana's Aids work". The Telegraph. Retrieved 30 January 2016.
  130. "HIV/Aids: a timeline of the disease and its mutations". The Telegraph. Retrieved 24 April 2015.
  131. "1989: Diana opens Landmark Aids Centre". BBC. Archived from the original on 4 March 2016. Retrieved 21 May 2016.
  132. "Princess Diana: Charities". British Royals. Retrieved 24 April 2015.
  133. "Princess Diana". HIV Aware. Retrieved 24 April 2015.
  134. "Princess Diana Charity Work". Biography Online. Retrieved 24 April 2015.
  135. "Diana, Princess of Wales". Learning to Give. Retrieved 24 April 2015.
  136. "Princess Diana's charity work and causes (image 8)". The Telegraph. Retrieved 30 January 2016.
  137. "Princess Diana's charity work and causes (image 13)". The Telegraph. Retrieved 24 April 2016.
  138. Holt, William (18 July 2013). "Prince Harry posts photo of mother and Nelson Mandela". Yahoo. Retrieved 30 January 2016.
  139. "Diana 'Thrilled' To Meet Mandela In South Africa". Sun-Sentinel. 18 March 1997. Retrieved 30 January 2016.
  140. 140.0 140.1  "Mandela and Diana charities join forces". BBC. Archived from the original on 17 November 2015. Retrieved 23 May 2016.
  141. "Mandela tells world to learn from Diana". The Telegraph. 3 November 2002. Archived from the original on 29 February 2016. Retrieved 23 May 2016.
  142. 142.0 142.1 142.2 "Prince Harry becomes patron of the HALO Trust's 25th Anniversary Appeal". The HALO Trust. 6 March 2013. Retrieved 30 January 2016.
  143. 143.0 143.1 143.2 "Prince Harry becomes patron of the HALO Trust's 25th Anniversary Appeal". The HALO Trust. 6 March 2013. Retrieved 30 January 2016.
  144. "Princess Diana sparks landmines row". BBC News. 15 January 1997. Retrieved 13 October 2008.
  145. "Diana Meets Landmine Victim in Bosnia". BBC. Retrieved 10 April 2015.
  146. "Diana takes anti-land mine crusade to Bosnia". CNN. 8 August 1997. Retrieved 23 July 2013.
  147. "Diana refuels rumours of a Fayed romance". New Straits Times. 9 August 1997. Retrieved 16 October 2016.
  148. Maslen, Stuart; Herby, Peter (31 December 1998). "The background to the Ottawa process". International Review of the Red Cross (325): 693–713. Archived from the original on 13 May 2008. Retrieved 31 January 2016.
  149. "Landmines pose gravest risk for children". UNICEF. Retrieved 13 October 2008.
  150. "CNN – The 1997 Nobel Prizes". CNN. Retrieved 12 March 2010.
  151. 151.0 151.1 151.2 "Diana's Charities". BBC. Retrieved 24 May 2015.
  152. 152.0 152.1 "President of The Royal Marsden". The Royal Marsden Cancer Charity. Archived from the original on 12 January 2016. Retrieved 16 October 2016.
  153. "Our President". The Royal Marsden. Archived from the original on 4 March 2016. Retrieved 16 October 2016.
  154. "Prince William becomes President of the Royal Marsden Hospital". Official website of the Prince of Wales. 4 May 2007. Archived from the original on 16 February 2016. Retrieved 16 October 2016.
  155. "Diana Photo Gallery (13)". The Washington Post. Retrieved 17 February 2017.
  156. "Diana Photo Gallery (15)". The Washington Post. Retrieved 17 February 2017.
  157. 157.0 157.1 157.2 "Our history". Children with Cancer UK. Archived from the original on 5 March 2016. Retrieved 16 October 2016.
  158. 158.0 158.1 158.2 "27 years of saving young lives". Children with Cancer UK. 16 November 2015. Archived from the original on 5 March 2016. Retrieved 16 October 2016.
  159. 159.0 159.1 159.2 159.3 "Diana, Princess of Wales". Children with Cancer UK. Archived from the original on 5 March 2016. Retrieved 16 October 2016.
  160. "Diana crash caused by chauffeur, says report". The Daily Telegraph (1562) (London). 4 September 1999. Archived from the original on 22 May 2008. [ลิงก์เสีย]
  161. "Diana crash was a conspiracy - Al Fayed". BBC. 12 February 1998. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  162. "BBC NEWS | UK | Point-by-point: Al Fayed's claims". BBC. Last Updated:. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  163. "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: FAQs". Scottbaker-inquests.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  164. "Memorial Sites > Diana, Princess of Wales > The Queen's message". Royal.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  165. Rick Steves. "Rick Steves' Europe: Getting Up To Snuff In London". Ricksteves.com. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  166. "Harrods unveils Diana, Dodi statue". CNN. 1 September 2005. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  167. Work illustrated on page 21 of Neal Brown's book Tracey Emin (Tate's Modern Artists Series) (London: Tate, 2006) ISBN 1-85437-542-3
  168. Video footage and interview with Emin from The Blue Gallery exhibition is included in the 1999 ZCZ Films documentary Mad Tracey From Margate
  169. "Vídeo do artista Martín Sastre revive Lady Di em favela uruguaia - 24 August 2005 - Reuters - Entretenimento". Diversao.uol.com.br. 24 August 2005. สืบค้นเมื่อ 3 June 2010. 
  170. "Stella Vine: Paintings", Modern Art Oxford. Retrieved 8 December 2008.
  171. Stella Vine's Latest Exhibition Modern Art Oxford, 14 July 2007. Retrieved 7 January 2009.
  172. ไดอานายังคงทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ เช่นเดียวกับที่ซาราห์ยังคงทรงเป็นดัชเชสแห่งยอร์ค ทั้ง 2 พระองค์ยังคงทรงเป็นสมาชิกแห่งพระบรมราชวงศ์อังกฤษ แต่ทั้งคู่มิได้ทรงเป็น "เจ้าหญิง" แห่งอังกฤษอีกต่อไป โดยทั้งสองพระองค์มีลักษณะคล้ายกับคามิลลาในปัจจุบัน ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถพระราชทานพระบรมราชวินัจฉัยว่าเป็น "รอยัลดัชเชส แต่มิใช่ เจ้าหญิง"
  173. Robert III. "The Prince of Wales - Titles". Princeofwales.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  174. อย่างไรก็ตาม พระอิสริยยศข้างต้นมิได้ใช้ทั้งหมด ยกเว้นแต่ในกรณีที่เป็นทางการจริงๆ เท่านั้น หรืออาจใช้พระยศบางอย่างเป็นกรณีพิเศษเช่นเมื่อตอนที่เสด็จทรงเปิดส่วนที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ของสวนสัตว์ในเชสเตอร์ ทรงลงพระนามว่า ไดอาน่า ตามด้วยพระยศเจ้าหญิงแห่งเวลส์ และเคานท์เตสแห่งเชสเตอร์ (Diana, Her Royal Highness the Princess of Wales and Countess of Chester) ยกเว้นในสก็อตแลนด์ พระองค์ได้รับการรู้จักในพระนาม Her Royal Highness the Duchess of Rothesay พระอิสริยยศ Princess Diana หรือ เจ้าหญิงไดอานานั้น ถือว่าไม่ถูกต้องตลอดทั้งพระชนม์ชีพ

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]