ข้ามไปเนื้อหา

เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าชายฟิลิป
ดยุกแห่งเอดินบะระ
พระฉายาลักษณ์ทางการในปี 1992
พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถ
แห่งสหราชอาณาจักร
ดำรงพระยศ6 กุมภาพันธ์ 1952 – 9 เมษายน 2021
(69 ปี 2 เดือน 3 วัน)
ก่อนหน้าสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี
(พระราชินี)
ถัดไปสมเด็จพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร
(พระราชินี)
ประสูติ(1921-06-10)10 มิถุนายน ค.ศ. 1921
มอนเรโปส คอร์ฟู ราชอาณาจักรกรีซ
สิ้นพระชนม์9 เมษายน ค.ศ. 2021(2021-04-09) (99 ปี)
ปราสาทวินด์เซอร์ วินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร
ฝังพระศพ17 เมษายน ค.ศ. 2021
โบสถ์น้อยเซนต์จอร์จ ปราสาทวินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร
คู่อภิเษกสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร (สมรส 1947)
พระบุตรสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร
เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี
แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์
เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ
ราชวงศ์
พระบิดาเจ้าชายแอนดรูว์แห่งกรีซและเดนมาร์ก
พระมารดาเจ้าหญิงอลิซแห่งบัทเทินแบร์ค
ลายพระอภิไธย

เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ[1] (อังกฤษ: Prince Philip, Duke of Edinburgh; พระนามเดิมคือ เจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซและเดนมาร์ก; Prince Philip of Greece and Denmark 10 มิถุนายน พ.ศ. 2464 – 9 เมษายน พ.ศ. 2564) เป็นสมาชิกของราชวงศ์บริติช เป็นพระราชสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

เจ้าชายฟิลิปประสูติที่ประเทศกรีซ ในราชวงศ์กรีกและเดนมาร์ก แต่ครอบครัวของพระองค์ถูกเนรเทศออกจากประเทศ เมื่อพระองค์มีพระชนม์มายุ 18 พรรษา ภายหลังจากทรงเข้ารับการศึกษาในฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พระองค์ทรงเข้ารับราชการทหารในราชนาวีของบริติชใน พ.ศ. 2482 โดยพระชนม์มายุ 18 พรรษา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2482 พระองค์ทรงเริ่มติดต่อทางจดหมายกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธที่มีพระชนม์มายุสิบสามพรรษา ซึ่งเป็นพระราชธิดาและทายาทโดยตรงกับสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 เจ้าชายฟิลิปทรงพบพระนางเป็นครั้งแรกในพ.ศ. 2477 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโดดเด่นในกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนและแปซิฟิกของบริติช

หลังสงคราม เจ้าชายฟิลิปทรงได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ให้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธ ก่อนที่จะมีการประกาศหมั้นหมายอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2490 พระองค์ทรงสละพระอิสริยยศและฐานันดรศักดิ์ทั้งหมดของกรีซและเดนมาร์ก กลายเป็น คนในบังคับอังกฤษ โดยทรงใช้ชื่อและนามสกุลอังกฤษ "เมานต์แบ็ตเทน" ซึ่งแปลงมาจากนามสกุลเยอรมัน "บัทเทินแบร์ค" ของฝ่ายพระมารดา พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ก่อนที่จะอภิเษกสมรส พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานฐานันดรศักดิ์แก่เจ้าชายฟิลิปให้เป็นฮิส รอยัลไฮเนส และสถาปนาพระองค์เป็นดยุกแห่งเอดินบะระ เอิร์ลแห่งแมริโอเน็ธ และบารอนกรีนิช เจ้าชายฟิลิปทรงลาออกจากการรับราชการทหาร เมื่อเจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถในพ.ศ. 2495 โดยทรงมีตำแหน่งยศเป็นผู้บัญชาการทหารและได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าชายบริติชใน พ.ศ. 2500 เจ้าชายฟิลิปทรงมีพระราชบุตรถึงสี่พระองค์กับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2: สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ,เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี ,แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ ผ่านทางพระราชเสาวนีย์ของควีนเอลิซาเบธที่สองแห่งบริติช(Order in Council) ได้ถูกประกาศขึ้นใน พ.ศ. 2503 ทายาทของเจ้าชายฟิลิปและควีนเอลิซาเบธที่สองจะไม่มีพระอิสริยยศและฐานันดรศักดิ์ ซึ่งสามารถใช้นามสกุลเป็น เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ซึ่งมีสมาชิกบางพระองค์ในราชวงศ์ที่ใช้พระนามเต็ม เช่น เจ้าหญิงแอนน์ เจ้าชายแอนดรูว์ และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด

ด้วยการที่ทรงเป็นผู้คลั่งไคล้ด้านกีฬา เจ้าชายฟิลิปทรงช่วยพัฒนางานกิจกรรมจากการขี่ม้ามาเป็นการขับขี่รถม้า พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ ประธาน หรือสมาชิกขององค์กรต่าง ๆ กว่า 780 องค์กร และดำรงตำแหน่งเป็นประธานแห่งรางวัลดยุกแห่งเอดินบะระ ซึ่งเป็นโครงการการพัฒนาตนเองสำหรับคนหนุ่มสาวที่มีอายุ 14 ถึง 24 ปี[2] พระองค์ทรงเป็นคู่อภิเษกสมรสที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของราชวงศ์บริติชและเป็นสมาชิกชายที่มีพระชนม์ที่ยาวนานที่สุดในราชวงศ์บริติช ทรงเกษียณจากพระราชกรณียกิจ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ด้วยพระชนม์มายุ 96 พรรษา โดยทรงสำเร็จจากพระราชกรณียกิจ 22,219 ครั้ง และกล่าวสุนทรพจน์ 5,493 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495[3] เจ้าชายฟิลิปสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564 สิริอายุได้ 99 ปี 9 เดือน 30 วัน ซึ่งอีกสองเดือนก่อนที่พระองค์จะมีพระชนมายุครบ 100 ปี

วัยเยาว์

[แก้]

เจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซและเดนมาร์กประสูติที่เกาะคอร์ฟูในประเทศกรีซเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2464 เป็นพระโอรสพระองค์เดียวและเป็นบุตรคนที่ห้าของเจ้าชายแอนดรูว์แห่งกรีซและเดนมาร์ก กับเจ้าหญิงอลิซแห่งบัทเทินแบร์ค[4] ทรงเป็นสมาชิกในราชวงศ์ชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์-เซอเนอร์ปอร์-กลึคส์บวร์ค อันเป็นสาขาหนึ่งของราชวงศ์อ็อลเดินบวร์ค เนื่องด้วยพระบิดาทรงเป็นทายาทโดยตรงของพระเจ้าเยออร์ยีโอสที่ 1 แห่งกรีซ และพระเจ้าคริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ทำให้ทรงมีศักดิ์เป็นเจ้าชายของทั้งกรีซและเดนมาร์ก อยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ของบัลลังก์ทั้งสอง อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์เดนมาร์ก พ.ศ. 2496 ได้ตัดสิทธิ์สืบราชบัลลังก์เดนมาร์กของครอบครัวฟิลิป พระองค์ยังเป็นพระภาคิไนยในสมเด็จพระราชินีลูอีสแห่งสวีเดน

ความพ่ายแพ้ในสงครามกรีก–ตุรกี บีบบังคับให้เสด็จลุงของฟิลิป พระเจ้ากอนสตันดีโนสที่ 1 แห่งกรีซ ต้องสละราชสมบัติใน พ.ศ. 2465 และลี้ภัยไปเกาะซิซิลี ส่วนเจ้าชายแอนดรูว์พร้อมครอบครัวถูกจับกุมโดยคำสั่งของรัฐบาลทหารที่ตั้งขึ้นใหม่ ผู้บัญชาการรบหลายคนถูกประหารชีวิต ในขณะนั้น หลายคนมองว่าเจ้าชายแอนดรูว์คงไม่รอดชีวิต[5] เดือนธันวาคมปีนั้นเอง ศาลปฏิวัติได้พิพากษาเนรเทศเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากประเทศกรีซตลอดชีวิต อังกฤษส่งเรือหลวงคาลิปโซมารับครอบครัวของเจ้าชายแอนดรูว์ไปยังประเทศฝรั่งเศส พวกเขาเลือกที่จะอาศัยอยู่ในบ้านเช่าแถบชานเมืองกรุงปารีส ซึ่งเช่าจากพระญาติในราชสำนักฝรั่งเศส[6]

เจ้าชายฟิลิปได้รับการศึกษาครั้งแรกที่ The Elms โรงเรียนอเมริกันในกรุงปารีส[7] ทรงมีภาพจำเป็นเด็กฉลาดแต่ถ่อมตัว[8] ต่อมาในปีพ.ศ. 2471 ทรงถูกส่งตัวไปอังกฤษและเข้าเรียนที่โรงเรียนแชม ช่วงนี้ทรงอยู่อาศัยกับพระอัยกีที่พระราชวังเค็นซิงตัน ซึ่งก็คือวิกตอเรีย เมานต์แบ็ทแตน มาร์เชเนสแห่งมิลด์ฟอร์ดเฮเวน และอาศัยกับท่านลุงที่ตำหนักลินเดิน ซึ่งก็คือจอร์จ เมานต์แบ็ทแตน มาร์ควิสที่ 2 แห่งมิลด์ฟอร์ดเฮเวน[9] และในช่วงสามปีหลังจากนี้ พี่สาวสี่พระองค์ได้สมรสกับเจ้าชายเยอรมันและย้ายไปพำนักในประเทศเยอรมนี ทางด้านพระมารดาถูกวิจนิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทและต้องอยู่ในสถานบำบัดของซีคมุนท์ ฟร็อยท์[10] พระบิดาก็ย้ายไปอยู่ในคฤหาสน์ที่มงเต-การ์โล เมืองทางใต้ของฝรั่งเศสใกล้ชายแดนอิตาลี ฟิลิปแทบไม่ได้ติดต่อกับพระมารดาอีกเลยตลอดช่วงวัยเด็ก

ใน พ.ศ. 2476 เจ้าชายฟิลิปในวัย 12 ชันษาถูกส่งตัวไปยังโรงเรียนของวังซาเลิมในประเทศเยอรมนี เนื่องด้วยครอบครัวพี่เขยของพระองค์เป็นเจ้าของโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อระบอบนาซีเรืองอำนาจในเยอรมนี นายควร์ท ฮาน ชาวยิวซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตจึงได้อพยพไปยังประเทศสกอตแลนด์และก่อตั้งโรงเรียนกอร์ดอนสตันที่นั่น เจ้าชายฟิลิปย้ายตามไปที่นั่นในสองภาคเรียนให้หลัง[11] ต่อมาใน พ.ศ. 2480 เจ้าชายฟิลิปได้ทราบข่าวร้ายว่า เจ้าหญิงเซซีลี พี่สาวของพระองค์ พร้อมด้วยสามีและบุตรน้อยสามคน ทั้งหมดเสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินตกในเที่ยวบินโคโลญ–ลอนดอน เจ้าชายฟิลิปในวัย 16 ชันษาเสด็จร่วมรัฐพิธีศพที่เมืองดาร์มชตัท ประเทศเยอรมนี[12] และในปีต่อมา จอร์จ เมานต์แบ็ทแตน ผู้เป็นลุงและผู้ปกครองของเจ้าชายก็เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง

เนื่องด้วยเจ้าชายฟิลิปเสด็จออกจากประเทศกรีซขณะเป็นทารก ทำให้พระองค์ไม่สามารถตรัสภาษากรีก พระองค์เคยกล่าวใน พ.ศ. 2535 ว่าทรงเข้าใจภาษากรีกอยู่บ้าง[13] และระบุว่าทรงคิดว่าตัวเองเป็นคนเดนมาร์ก แต่ครอบครัวพระองค์พูดภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมัน[13]

ราชการทหารเรือ

[แก้]

หลังจบจากโรงเรียนกอร์ดอนสตันในปีค.ศ. 1939 เจ้าชายฟิลิปในวัย 18 ชันษาเข้าศึกษาที่ราชนาวิกวิทยาลัยเป็นเวลาหนึ่งภาคเรียน แล้วจึงถูกส่งตัวกลับประเทศกรีซไปอยู่กับพระมารดาเป็นเวลาราวหนึ่งเดือนที่กรุงเอเธนส์ สมเด็จพระราชาธิบดีเยออร์ยีโอสที่ 2 แห่งกรีซ สั่งให้เจ้าชายกลับอังกฤษ พระองค์จึงเสด็จกลับอังกฤษในเดือนกันยายนและเข้าเป็นนายเรือฝึกหัดในราชนาวีอังกฤษ[14] พระองค์จบการศึกษาจากราชนาวิกวิทยาลัยในปีถัดมา ขณะนั้น สงครามโลกครั้งที่สองกำลังขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในยุโรป แต่เจ้าชายก็เลือกรับราชการทหารในกองทัพสหราชอาณาจักรต่อไป ในขณะที่พี่เขยทั้งสองของพระองค์ นั่นคือเจ้าชายคริสโทฟแห่งเฮ็สเซิน และแบร์โทลด์ มาร์คกราฟแห่งบาเดิน เข้าร่วมรบอยู่ฝ่ายเยอรมัน[15] เจ้าชายฟิลิปได้เป็นว่าที่เรือตรีในเดือนมกราคม ค.ศ. 1940 ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลาสี่เดือนบนเรือหลวงรามิลีย์ (HMS Ramillies) ในภารกิจคุ้มกันขบวนเรือขนส่งทหารออสเตรเลียที่ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ไม่นานจากนั้นก็ไปปฏิบัติหน้าที่บนเรือหลวงเคนต์ (HMS Kent) และเรือหลวงชรอปเชอร์ (HMS Shropshire) ในบริติชซีลอน ต่อมาหลังกองทัพอีตาลีบุกยึดประเทศกรีซในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 พระองค์ถูกโอนตัวจากมหาสมุทรอินเดียมาปฏิบัติหน้าที่บนเรือหลวงวาแลนต์ (HMS Valiant) ในกองเรือเมดิเตอร์เรเนียน[16]

สิ้นพระชนม์

[แก้]

เจ้าชายฟิลิปสิ้นพระชนม์ด้วยวัยชรา[17] ในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2021 ณ ปราสาทวินเซอร์ สิริพระชนมายุ 99 พรรษา ทรงเป็นคู่อภิเษกในพระมหากษัตริย์บริเตนที่ดำรงตำแหน่งเป็นเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์บริติช[18]

พระราชพิธีพระศพจัดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2021 ณ โบสถ์น้อยเซนต์จอร์จ ปราสาทวินด์เซอร์[19]

พระบุตร

[แก้]
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 กับเจ้าชายฟิลิป ในพิธีบรมราชาภิเษก ค.ศ. 1953

เจ้าชายฟิลิปทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร กับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 ทั้งสองมีพระราชโอรสและธิดาดังนี้

พระนามพระราชสมภพ/ประสูติ/เกิดสวรรคต/สิ้นพระชนม์/อนิจกรรมคู่สมรสบุตร
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 314 พฤศจิกายน 1948ยังทรงพระชนม์เลดีไดอานา สเปนเซอร์ (หย่า)
สมเด็จพระราชินีคามิลลา
เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์
เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์
เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี15 สิงหาคม 1950ยังทรงพระชนม์มาร์ก ฟิลลิปส์ (หย่า)
ทิโมที ลอเรนซ์
ปีเตอร์ ฟิลลิปส์
ซารา ทินดัลล์
แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์19 กุมภาพันธ์ 1960ยังมีชีวิตซาราห์ เฟอร์กูสัน (หย่า)เจ้าหญิงเบียทริซ นางเอโดอาร์โด มาเปลลี มอซซี
เจ้าหญิงยูเชนี นางแจ็ก บรุกส์แบงก์
เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ10 มีนาคม 1964ยังทรงพระชนม์โซฟี ไรส์-โจนส์เลดีลูอีส เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์
เจมส์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ เอิร์ลแห่งเวสเซกซ์

พระเกียรติยศ

[แก้]
ธรรมเนียมพระยศของ
เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ
ตราประจำพระอิสริยยศ
ธงประจำพระอิสริยยศ
ตราประจำพระองค์
การทูลHis Royal Highness The Duke of Edinburgh (ใต้ฝ่าละอองพระบาท)
การขานรับYour Royal Highness The Duke of Edinburgh (พระพุทธเจ้าข้า/เพคะ)

พระราชอิสริยยศ

[แก้]
  • 10 มิถุนายน 1921 – 28 กุมภาพันธ์ 1947: ฮิสรอยัลไฮเนส เจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซและเดนมาร์ก (His Royal Highness Prince Philip of Greece and Denmark)
  • 28 กุมภาพันธ์ 1947 – 19 พฤศจิกายน 1947 : เรือเอก ฟิลิป เมานต์แบ็ตเทน (Lieutenant Philip Mountbatten)
  • 19 พฤศจิกายน 1947 – 20 พฤศจิกายน 1947 : เรือเอก ฮิสรอยัลไฮเนส เซอร์ฟิลิป เมานต์แบ็ตเทน (Lieutenant His Royal Highness Sir Philip Mountbatten)[20]
  • 20 พฤศจิกายน 1947 – 22 กุมภาพันธ์ 1957: ฮิสรอยัลไฮเนส ดยุกแห่งเอดินบะระ (His Royal Highness The Duke of Edinburgh)[20]
  • 22 กุมภาพันธ์ 1957 – 9 เมษายน 2021: ฮิสรอยัลไฮเนส เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ (His Royal Highness The Prince Philip, Duke of Edinburgh) [21][22]

พงศาวลี

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. พระราชสาส์นแสดงความยินดี ในโอกาสที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี[ลิงก์เสียถาวร], สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์, เผยแพร่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555, เรียกข้อมูลวันที่ 5 กรกฎาคม 2555
  2. "Do your DofE – The Duke of Edinburgh's Award". dofe.org. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 29 มกราคม 2019. สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. Low, Valentine (9 เมษายน 2021). "Prince Philip was a man determined to make an impact". The Times. สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2021.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. Brandreth, p. 56
  5. "News in Brief: Prince Andrew's Departure". The Times: 12. 5 ธันวาคม 1922.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. Alexandra, pp. 35–37; Heald, p. 31; Vickers, pp. 176–178
  7. Boothroyd, Basil (1971). Prince Philip: An Informal Biography (พิมพ์ครั้งที่ First American). New York: McCall Publishing Company. ISBN 0841501165.
  8. Alexandra, p. 42; Heald, p. 34
  9. Heald, pp. 35–39
  10. Brandreth, p. 66; Vickers, p. 205
  11. Brandreth, p. 72; Heald, p. 42
  12. Brandreth, p. 69; Vickers, p. 273
  13. 1 2 Rocco, Fiammetta (13 ธันวาคม 1992). "A strange life: Profile of Prince Philip". The Independent. London. สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. Eade, pp. 129–130; Vickers, pp. 284–285, 433.
  15. Vickers, pp. 293–295.
  16. Heald, p. 60.
  17. "Official cause of Prince Philip's death revealed". NZ Herald (ภาษาNew Zealand English).
  18. "Prince Philip has died aged 99, Buckingham Palace announces". BBC News. 9 เมษายน 2021. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 เมษายน 2021. สืบค้นเมื่อ 2021-04-12.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. "Prince Philip: Funeral to take place on 17 April". BBC News. 10 เมษายน 2021. สืบค้นเมื่อ 2021-04-12.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  20. 1 2 "No. 38128". The London Gazette. 21 พฤศจิกายน 1947. น. 5495.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. "No. 41009". The London Gazette. 22 กุมภาพันธ์ 1957. น. 1209.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  22. "The Current Royal Family > The Duke of Edinburgh >Styles and Titles".