เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าชายฟิลิป
ดยุกแห่งเอดินบะระ
HRH Prince Philip 3 Allan Warren.jpg
เจ้าชายฟิลิปในปี 1992
คู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์บริเตน
ระหว่าง6 กุมภาพันธ์ 1952 – ปัจจุบัน
คู่อภิเษกเอลิซาเบธที่ 2 (แต่งปี 1947)
พระบุตร
ราชวงศ์
พระบิดาเจ้าชายแอนดรูว์แห่งกรีซและเดนมาร์ก
พระมารดาเจ้าหญิงอลิซแห่งบัทเทินแบร์ค
ประสูติ10 มิถุนายน ค.ศ. 1921 (99 ปี)
ตำหนักมอนเรปอส เกาะคอร์ฟู
ราชอาณาจักรกรีซ

เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ[1] (อังกฤษ: Prince Philip, Duke of Edinburgh) เป็นเจ้าชายแห่งกรีซและเดนมาร์กซึ่งอภิเษกสมรสเข้าสู่พระราชวงศ์อังกฤษ ทรงเป็นพระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

เจ้าชายฟิลิปประสูติในราชวงศ์กรีซและเดนมาร์ก เดิมมีพระนามว่า เจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซและเดนมาร์ก แต่ในระหว่างที่ยังเป็นทารก ราชวงศ์ของพระองค์ต้องเสด็จหนีภัยการเมืองออกจากราชอาณาจักรกรีซ เจ้าชายฟิลิปจึงเติบโตและได้รับการศึกษาในฝรั่งเศส, เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พระองค์เข้ารับราชการทหารในราชนาวีอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1939 ในวัย 18 ชันษา และในปีนั้นเอง พระองค์ทรงเริ่มติดต่อทางจดหมายกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธในวัย 13 ชันษา

ในฐานะทหารเรืออังกฤษ ทรงเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองโดยปฏิบัติหน้าที่ในกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนและกองเรือแปซิฟิก ภายหลังสงครามสิ้นสุด ทรงได้รับพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ให้อภิเสกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ พระองค์ทรงสละฐานันดรทั้งหมดของกรีซและเดนมาร์ก และกลายเป็นสามัญชนข้าแผ่นดินสหราชอาณาจักรโดยใช้ชื่อและนามสกุลอังกฤษ "เมานต์แบ็ตเทน" ซึ่งแปลงมาจากนามสกุลเยอรมัน "บัทเทินแบร์ค" ของฝั่งมารดา

ฟิลิปได้รับพระราชทานยศขุนนางเป็นดยุกแห่งเอดินบะระ, เอิร์ลแห่งเมริออเน็ต และบารอนกรีนวิช แล้วจึงได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 ต่อมาเมื่อเจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1952 ดยุกฟิลิปก็ลาออกจากทหารเรือในยศนาวาโท ดยุกฟิลิปได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าอังกฤษอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1957

วัยเยาว์[แก้]

เจ้าชายฟิลิปปอสแห่งกรีซและเดนมาร์กประสูติที่เกาะคอร์ฟูในประเทศกรีซเมื่อวันที่ 10 มิถนุยน ค.ศ. 1921 เป็นพระโอรสองค์เดียวและเป็นบุตรคนที่ห้าของเจ้าชายแอนดรูว์แห่งกรีซและเดนมาร์ก กับเจ้าหญิงอลิซแห่งบัทเทินแบร์ค[2] ทรงเป็นสมาชิกในราชวงศ์ชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์-เซินเนอร์บอร์-กลึคส์บวร์ค อันเป็นสาขาหนึ่งของราชวงศ์อ็อลเดินบวร์ค เนื่องด้วยพระบิดาทรงเป็นทายาทโดยตรงของพระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งกรีซ และพระเจ้าคริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ทำให้ทรงมีศักดิ์เป็นเจ้าชายของทั้งกรีซและเดนมาร์ก อยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ของบัลลังก์ทั้งสอง อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์เดนมาร์ก ค.ศ. 1953 ได้ตัดสิทธิ์สืบราชบัลลังก์เดนมาร์กของครอบครัวฟิลิป[3]

ความพ่ายแพ้ในสงครามกรีก–ตุรกี ได้บีบบังคับให้เสด็จลุงของฟิลิป พระเจ้าคอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซ ต้องสละราชสมบัติในปีค.ศ. 1922 เจ้าชายแอนดรูว์พร้อมครอบครัวถูกจับกุมโดยคำสั่งของรัฐบาลทหารที่ตั้งขึ้นใหม่ ผู้บัญชาการกองทัพพร้อมนายทหารระดับสูงถูกประหารชีวิต ในขณะนั้น หลายคนมองว่าเจ้าชายแอนดรูว์คงไม่รอดชีวิต[4] เดือนธันวาคมปีนั้นเอง ศาลปฏิวัติได้พิพากษาเนรเทศเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากประเทศกรีซตลอดชีวิต อังกฤษส่งเรือหลวงคาลิปโซ มารับครอบครัวของเจ้าชายแอนดรูว์ไปยังประเทศฝรั่งเศส พวกเขาเลือกที่จะอาศัยอยู่ในบ้านเช่าแถบชานเมืองกรุงปารีส ซึ่งเช่าจากพระญาติในราชสำนักฝรั่งเศส[5]

เจ้าชายฟิลิปได้รับการศึกษาครั้งแรกที่ The Elms โรงเรียนอเมริกันในกรุงปารีส[6] ทรงมีภาพจำเป็นเด็กฉลาดแต่ถ่อมตัว[7] ต่อมาในปีค.ศ. 1928 ทรงถูกส่งตัวไปอังกฤษและเข้าเรียนที่โรงเรียนแชม ช่วงนี้ทรงอยู่อาศัยกับท่านยายที่พระราชวังเค็นซิงตัน ซึ่งก็คือวิกตอเรีย เมานต์แบ็ทแตน มาร์เชเนสแห่งมิลด์ฟอร์ดเฮเวน และอาศัยกับท่านลุงที่ตำหนักลินเดิน ซึ่งก็คือจอร์จ เมานต์แบ็ทแตน มาร์ควิสแห่งมิลด์ฟอร์ดเฮเวน[8] และในช่วงสามปีหลังจากนี้ พี่สาวสี่พระองค์ได้สมรสกับเจ้าชายเยอรมันและย้ายไปพำนักในประเทศเยอรมนี เมื่อพระมารดาถูกวิจนิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทและต้องอยู่ในสถานบริบาล[9] พระบิดาก็ย้ายไปอยู่ในคฤหาสน์ที่มงเต-การ์โล เมืองทางใต้ของฝรั่งเศสใกล้ชายแดนดิตาลี ฟิลิปแทบไม่ได้ติดต่อกับพระมารดาอีกเลยตลอดช่วงวัยเด็ก

ในปีค.ศ. 1933 เจ้าชายฟิลิปในวัย 12 ชันษาถูกส่งตัวไปยังโรงเรียนของวังซาเลิมในประเทศเยอรมนี เนื่องด้วยครอบครัวพี่เขยของพระองค์เป็นเจ้าของโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อระบอบนาซีเรืองอำนาจในเยอรมนี นายควร์ท ฮาน ชาวยิวซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตจึงได้อพยพไปยังประเทศสกอตแลนด์และก่อตั้งโรงเรียนกอร์ดอนสตันที่นั่น เจ้าชายฟิลิปย้ายตามไปที่นั่นในสองภาคเรียนให้หลัง[10] ต่อมาในปีค.ศ. 1937 เจ้าชายฟิลิปได้ทราบข่าวร้ายว่า เจ้าหญิงเซซีลี พี่สาวของพระองค์ พร้อมด้วยสามีและบุตรน้อยสามคน ทั้งหมดเสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินตกในเที่ยวบินโคโลญ–ลอนดอน เจ้าชายฟิลิปในวัย 16 ชันษาเสด็จร่วมรัฐพิธีศพที่เมืองดาร์มชตัท ประเทศเยอรมนี[11] และในปีต่อมา จอร์จ เมานต์แบ็ทแตน ผู้เป็นลุงและผู้ปกครองของเจ้าชายก็เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง

เนื่องด้วยเจ้าชายฟิลิปเสด็จออกจากประเทศกรีซขณะเป็นทารก ทำให้พระองค์ไม่สามารถตรัสภาษากรีก พระองค์เคยกล่าวในปีค.ศ. 1992 ว่าทรงเข้าใจภาษากรีกอยู่บ้าง[12] และระบุว่าทรงคิดว่าตัวเองเป็นคนเดนมาร์ก แต่ครอบครัวพระองค์พูดภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมัน[12]

ราชการทหารเรือ[แก้]

หลังจบจากโรงเรียนกอร์ดอนสตันในปีค.ศ. 1939 เจ้าชายฟิลิปในวัย 18 ชันษาเข้าศึกษาที่ราชนาวิกวิทยาลัยเป็นเวลาหนึ่งภาคเรียน แล้วจึงถูกส่งตัวกลับประเทศกรีซไปอยู่กับพระมารดาเป็นเวลาราวหนึ่งเดือนที่กรุงเอเธนส์ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 2 แห่งกรีซ สั่งให้เจ้าชายกลับอังกฤษ พระองค์จึงเสด็จกลับอังกฤษในเดือนกันยายนและเข้าเป็นนายเรือฝึกหัดในราชนาวีอังกฤษ[13] พระองค์จบการศึกษาจากราชนาวิกวิทยาลัยในปีถัดมา ขณะนั้น สงครามโลกครั้งที่สองกำลังขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในยุโรป แต่เจ้าชายก็เลือกรับราชการทหารในกองทัพสหราชอาณาจักรต่อไป ในขณะที่พี่เขยทั้งสองของพระองค์ นั่นคือเจ้าชายคริสโทฟแห่งเฮ็สเซิน และแบร์โทลด์ มาร์คกราฟแห่งบาเดิน เข้าร่วมรบอยู่ฝ่ายเยอรมัน[14] เจ้าชายฟิลิปได้เป็นว่าที่เรือตรีในเดือนมกราคม ค.ศ. 1940 ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลาสี่เดือนบนเรือหลวงรามิลีย์ (HMS Ramillies) ในภารกิจคุ้มกันขบวนเรือขนส่งทหารออสเตรเลียที่ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ไม่นานจากนั้นก็ไปปฏิบัติหน้าที่บนเรือหลวงเคนต์ (HMS Kent) และเรือหลวงชรอปเชอร์ (HMS Shropshire) ในบริติชซีลอน ต่อมาหลังกองทัพอีตาลีบุกยึดประเทศกรีซในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 พระองค์ถูกโอนตัวจากมหาสมุทรอินเดียมาปฏิบัติหน้าที่บนเรือหลวงวาแลนต์ (HMS Valiant) ในกองเรือเมดิเตอร์เรเนียน[15]

พระบุตร[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 กับเจ้าชายฟิลิป ในพิธีบรมราชาภิเษก ค.ศ. 1953

เจ้าชายฟิลิปทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร กับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ โบวส์-ลีออน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 ทั้งสองมีพระราชโอรสและธิดาดังนี้

พระนาม ประสูติ สิ้นพระชนม์ คู่สมรส บุตร
เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ 14 พฤศจิกายน 1948 ยังทรงพระชนม์ เลดีไดอานา สเปนเซอร์ (หย่า)
คามิลลา พาร์กเกอร์ โบลส์
เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์

เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี 15 สิงหาคม 1950 ยังทรงพระชนม์ มาร์ก ฟิลลิปส์ (หย่า)
ทิโมที ลอเรนซ์
ปีเตอร์ ฟิลลิปส์

ซารา ทินดัลล์

เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก 19 กุมภาพันธ์ 1960 ยังทรงพระชนม์ ซาราห์ มาร์กาเรต เฟอร์กูสัน (หย่า) เจ้าหญิงเบียทริซ

เจ้าหญิงยูเชนี

เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์ 10 มีนาคม 1964 ยังทรงพระชนม์ โซฟี ไรส์-โจนส์ เลดีลูอีส วินด์เซอร์

เจมส์ ไวเคานต์เซเวิร์น

ฐานันดรและพระอิสริยยศ[แก้]

Coat of Arms of Philip, Duke of Edinburgh.svg
  • 10 มิถุนายน 1921–28 กุมภาพันธ์ 1947: เจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซและเดนมาร์ก (His Royal Highness Prince Philip of Greece and Denmark)
  • 28 กุมภาพันธ์ 1947–19 พฤศจิกายน 1947: เรือโทฟิลิป เมานต์แบ็ตเทน (Lieutenant Philip Mountbatten)
  • 19 พฤศจิกายน 1947–20 พฤศจิกายน 1947: เรือโท เซอร์ฟิลิป เมานต์แบ็ตเทน (Lieutenant His Royal Highness Sir Philip Mountbatten)[16]
  • 20 พฤศจิกายน 1947–22 กุมภาพันธ์ 1957: ฟิลิป เมานต์แบ็ตเทน ดยุกแห่งเอดินบะระ (His Royal Highness Philip Mountbatten, Duke of Edinburgh)[16]
  • 22 กุมภาพันธ์ 1957–ปัจจุบัน: เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ (His Royal Highness The Prince Philip, Duke of Edinburgh) [17][18]
Royal Monogram of Prince Philip of Great Britain.svg
ตราอาร์มประจำพระองค์ ตราพระนามาภิไธยย่อ

พระราชวงศ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. พระราชสาส์นแสดงความยินดี ในโอกาสที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี, สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์, เผยแพร่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555, เรียกข้อมูลวันที่ 5 กรกฎาคม 2555
  2. Brandreth, p. 56
  3. Tågholt, Knud (1963). Det glücksburgske kongehus, fra Christian IX til prinsesse Margrethe: Den danske kongeslægt gennem hundrede år, 1863-1963. Aros. p. 6.
  4. "News in Brief: Prince Andrew's Departure". The Times: 12. 5 December 1922.
  5. Alexandra, pp. 35–37; Heald, p. 31; Vickers, pp. 176–178
  6. Boothroyd, Basil (1971). Prince Philip: An Informal Biography (First American ed.). New York: McCall Publishing Company. ISBN 0841501165.
  7. Alexandra, p. 42; Heald, p. 34
  8. Heald, pp. 35–39
  9. Brandreth, p. 66; Vickers, p. 205
  10. Brandreth, p. 72; Heald, p. 42
  11. Brandreth, p. 69; Vickers, p. 273
  12. 12.0 12.1 Rocco, Fiammetta (13 December 1992). "A strange life: Profile of Prince Philip". The Independent. London. สืบค้นเมื่อ 22 May 2010.
  13. Eade, pp. 129–130; Vickers, pp. 284–285, 433.
  14. Vickers, pp. 293–295.
  15. Heald, p. 60.
  16. 16.0 16.1 "No. 38128". The London Gazette. 21 November 1947. p. 5495.
  17. "No. 41009". The London Gazette. 22 February 1957. p. 1209.
  18. "The Current Royal Family > The Duke of Edinburgh >Styles and Titles".
ก่อนหน้า เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ ถัดไป
สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี 2leftarrow.png เจ้าชายพระราชสวามีแห่งสหราชอาณาจักร
ใน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

2rightarrow.png ยังไม่มี
อินเดีย ฮิกส์ 2leftarrow.png ลำดับการสืบสันตติวงศ์
ราชบัลลังก์ สหราชอาณาจักร

2rightarrow.png เจ้าชายแบร์นฮาร์ดแห่งบาเดิน
ไม่มี (พระองค์แรก) 2leftarrow.png ลำดับโปเจียม (ฝ่ายหน้า)
แห่งสหราชอาณาจักร

2rightarrow.png เจ้าชายชาลส์