การสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
การสิ้นพระชนม์ของไดอานา
เจ้าหญิงแห่งเวลส์
ทางเข้าอุโมงค์ถนนลอดสะพานปองต์เดอลัลมา

สถานที่ อุโมงค์ลอดสะพานปองต์เดอลัลมา

กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พิกัดภูมิศาสตร์: 48°51′51.7″N 2°18′06.8″E / 48.864361°N 2.301889°E / 48.864361; 2.301889

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540; 22 ปีก่อน
ตาย 3 ราย
  • โดดี อัลฟาเยด
  • อองรี ปอล
  • ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
  • ผลลัพธ์ เทรเวอร์ รีส์–โจนส์ รอดชีวิต

    วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.​ 2540 ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ สิ้นพระชนม์ภายหลังทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ภายในอุโมงค์ทางลอดสะพานปองต์เดอลัลมา กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดดี ฟาเยด พระสหาย และอองรี ปอล คนขับรถ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ มีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวคือ เทรเวอร์ รีส์–โจนส์ ผู้ทำหน้าที่องครักษ์ 

    ขบวนช่างภาพปาปารัสซีที่ติดตามไดอานาตกเป็นจำเลยสังคมทันที เนื่องจากมีการนำเสนอข่าวว่าช่างภาพปาปารัสซีเป็นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ แต่การสืบสวนของหน่วยงานยุติธรรมของฝรั่งเศสซึ่งใช้เวลานานกว่า 18 เดือน สรุปผลว่า นายอองรี ปอล อยู่ในอาการมึนเมาขณะขับรถยนต์และไม่สามารถควบคุมรถซึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงได้ จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในคืนนั้น อองรี ปอล นั้นเป็นรองหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยโรงแรมริตซ์ และก่อนเกิดอุบัติเหตุเขาได้ท้าทายกลุ่มช่างภาพปาปารัสซีที่คอยอยู่หน้าโรงแรม[2] เจ้าหน้าที่นิติเวชยังตรวจพบยาต้านอาการทางจิต และยาต้านโรคซึมเศร้าในตัวอย่างเลือดของอองรี ปอล[3][4] และอีกหนึ่งข้อสรุปก็คือ กลุ่มช่างภาพปาปารัสซีไม่ได้อยู่ใกล้รถเบนซ์ในช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ[5]

    เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 โมฮัมเหม็ด ฟาเยด บิดาของโดดี และเจ้าของโรงแรมริทซ์ กล่าวอ้างว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเป็นแผนลอบสังหาร[6] ซึ่งปฏิบัติการโดยหน่วยสืบราชการลับ MI6 ตามคำพระบัญชาของพระราชวงศ์[7] แต่คำกล่าวอ้างของโมฮัมเหม็ดขัดแย้งกับผลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส[3] และปฏิบัติการแพเจต ของตำรวจนครบาลอังกฤษ พ.ศ. 2549[8]

    2 ตุลาคม พ.ศ. 2550 มีการเบิกความคดีการสิ้นพระชนม์อีกครั้งหนึ่งโดยผู้พิพากษา สกอต เบเกอร์ ณ ศาลอุทธรณ์ กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีต่อเนื่องมาจากครั้งแรกใน พ.ศ. 2547[9]

    7 เมษายน พ.ศ. 2551 คณะลูกขุนแถลงคำตัดสินปิดคดีว่า การสิ้นพระชนม์ไดอานาและการเสียชีวิตของโดดีเกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของอองรี ปอล และความประมาทอย่างร้ายแรงกลุ่มช่างภาพปาปารัสซีที่ไล่ติดตาม[10] นอกจากนี้คณะลูกขุนยังระบุถึงปัจจัยอื่นเพิ่มเติมที่มีส่วนให้เกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ 1) คนขับรถบกพร่องในการตัดสินใจเนื่องจากตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์แอลกอฮอล์ 2) ข้อเท็จจริงที่ผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัยอาจเป็นเหตุหรือมีส่วนทำให้ถึงแก่ความตาย 3) ข้อเท็จจริงที่รถเบนซ์พุ่งชนตอม่อภายในถนนลอดอุโมงค์สะพานปองต์เดอลัลมา และไม่ได้พุ่งชนวัตถุหรือสิ่งอื่นใด[11]

    ประสบอุบัติเหตุ[แก้]

    หลังเสร็จสิ้นการพักผ่อนล่องเรือยอชท์ในเฟรนช์และอิตาเลียนริเวียราเป็นเวลา 9 วัน ไดอานาจึงเสด็จออกจากเกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี พร้อมกับโดดี ฟาเยด ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและเสด็จถึงสนามบินเลอบูเฌ กรุงปารีส เพื่อแวะพักค้างคืนที่อะพาร์ตเมนท์บนถนนอาร์แซน อูเซ ในย่านช็องเซลีเซ ก่อนเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอน 

    อองรี ปอล รองหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยโรงแรมริทซ์ ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่ขับรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ รุ่น เอส280 เพื่อพาไดอานาและโดดีหลบหนีช่างภาพปาปารัสซี ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่โรงแรมได้เตรียมรถอีกคันหนึ่งเพื่อใช้หลอกล่อกลุ่มช่างภาพที่เฝ้ารออยู่หน้าโรงแรม เวลาประมาณ 0.20 น. (เขตเวลาออมแสงยุโรปกลาง UTC+2) ไดอานาและโดดีออกจากทางประตูด้านหลังโรงแรม และขึ้นรถเมอร์เซเดส–เบนซ์ซึ่งจอดรออยู่บนถนนแกมบง เพื่อเดินทางกลับที่พักซึ่งตั้งอยู่บนถนนอาร์แซน อูเซ 

    ไดอานาและโดดีนั่งอยู่ตอนท้ายของห้องโดยสาร และนายเทรเวอร์ รีส์–โจนส์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาของตระกูลอัลฟาเยด ได้ร่วมเดินทางด้วยและนั่งข้างคนขับ จากนั้นรถจึงมุ่งหน้าออกจากถนนกอมบง สู่จตุรัสปลัสเดอลากงกอร์ด แล้วเลี้ยวขวามุ่งสู่ถนนกูร์ลาแรน และถนนกูร์อัลแบร์ที่ 1 ซึ่งเป็นถนนเลียบแม่น้ำเซน

    เวลาประมาณ 0.23 น. รถเมอร์เซเดส–เบนซ์ขับมาถึงทางลงอุโมงค์ลอดสะพานปองต์เดอลัลมา แต่ อองรี ปอล ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ รถจึงลื่นไถลเข้าสู่เลนซ้ายอย่างฉับพลัน ก่อนพุ่งชนตอม่อรองรับหลังคาอุโมงค์ตอม่อที่ 13 ด้วยความเร็วที่ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นรถได้หมุนคว้างและหันท้ายชนผนังอุโมงค์อีกฝั่ง แล้วจอดแน่นิ่งอยู่บนเลนขวา ความรุนแรงของการชนทำให้รถยนต์เสียหายยับเยินเกือบทั้งคัน โดยเฉพาะบริเวณส่วนหัวรถ เนื่องจากภายในอุโมงค์ไม่มีการ์ดเรลหรือเหล็กราวกั้นป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งนี้ถนนลอดอุโมงค์ใต้สะพานปองต์เดอลัลมาเป็นถนนลอดอุโมงค์ริมทางเลียบแม่น้ำเพียงแห่งเดียวที่มีเสาตอม่อรองรับหลังคา

    ขณะที่ผู้ประสบอุบัติเหตุนอนอยู่ภายในซากรถเบนซ์ บรรดาช่างภาพก็ตามมาถ่ายรูปต่อ เจ้าหญิงไดอานาที่ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสทรงพึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า "Oh my God!" (โอ้พระเจ้า!) และ "leave me alone" (ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว) หลังบรรดาช่างภาพถูกผลักออกไปโดยหน่วยกู้ภัย[12]

    โดดี ฟาเยด ที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้โดยสารด้านหลังซ้าย ซึ่งเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงพยายามกู้ชีพเขา แต่ต่อมาแพทย์ผู้หนึ่งยืนยันว่าเขาเสียชีวิตแล้วเมื่อ เวลา 1.32 น. ส่วนอองรี ปอล คนขับรถ ถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อร่างถูกย้ายออกจากซากรถ ศพทั้งสองถูกนำไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพของกรุงปารีส แอ็งสตีตืตท์ เมดีโก-เลกาล ผลการชันสูตรพลิกศพออกมาว่า ทั้งโดดีและอองรี เสียชีวิตจากหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาแตกและกระดูกสันหลังร้าว อองรีไขสันหลังแตก และโดดีเสียชีวิตจากไขสันหลังที่บริเวณต้นคอแตก สภาพของทั้งสองศพแหลกเละจนจำเค้าเดิมไม่ได้

    เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ องครักษ์ที่ติดตามไปด้วย ยังคงมีสติอยู่ แต่ได้รับบาดเจ็บหลายแห่งที่ใบหน้า ส่วนถุงลมนิรภัยหน้ารถยังทำงานตามปกติ แต่ไม่มีผู้โดยสารคนใดในรถคาดเข็มขัดนิรภัย

    เจ้าหญิงไดอานา ผู้ทรงประทับอยู่เบาะหลังด้านขวาก็ยังคงมีสติอยู่เช่นกัน ทรงหมอบลงพื้นบนรถ และหันหลังออกมาให้ถนน มีรายงานว่าช่างภาพคนหนึ่งบรรยายสภาพของเจ้าหญิง ณ ขณะนั้น ว่า พระโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิกและพระกรรณของพระองค์ ขณะที่กำลังพิงพระเศียรกับเบาะรถ เขาพยายามดึงพระองค์ออกจากซากรถยนต์แต่ว่าพระบาทติด เขาจึงทูลกับพระองค์ว่า ความช่วยเหลือกำลังมาถึง และให้ตื่นไว้ แต่ไม่มีคำตอบใดจากไดอานา นอกจากทรงกะพริบพระเนตรเท่านั้น

    ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 สารคดี Diana: The Witnesses in the Tunnel ที่ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ยืนยันว่าบุคคลแรกที่ได้แตะต้องพระวรกายของไดอานา คือ นายแพทย์มาลแลซ์[13] ที่ขับรถผ่านที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ มาลแลซ์เล่าว่า เจ้าหญิงทรงไม่มีบาดแผลที่พบเห็นได้ภายนอก แต่ทรงตกอยู่ในอาการช็อก ดังนั้นเขาจึงได้ให้ออกซิเจนแก่พระองค์

    เจ้าหน้าที่ตำรวจลาดตระเวนกลุ่มแรงมาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 0.30 น. และช่างภาพทั้งหมด 7 คนในที่เกิดเหตุถูกจับกุมทันที เจ้าหญิงทรงได้รับการช่วยเหลือให้ออกมาจากรถเบนซ์ในเวลาตีหนึ่ง แต่พระหทัยล้มเหลว การนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพช่วยให้พระหทัยของพระองค์กลับมาเต้นอีกครั้ง พระองค์ทรงถูกนำตัวขึ้นไปถวายการรักษาบนรถพยาบาล SAMU เมื่อเวลา 1.18 น. และรถพยาบาลได้ขับออกจากสถานที่เกิดเหตุเมื่อ 1.41 น. และถึงโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์เวลา 2.06 น.[14] พระองค์ทรงได้รับถวายการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล โดยมีนายแพทย์บรูโน ริอู เป็นหัวหน้าทีมแพทย์ถวายการรักษา แต่แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ทำการช่วยชีวิตของเจ้าหญิงอย่างสุดความสามารถ แต่อาการบาดเจ็บของพระองค์สาหัสเกินไป พระหทัยย้ายตำแหน่งจากอุระข้างซ้ายไปข้างขวา ซึ่งมีผลทำให้เส้นเลือดดำในปอดและเยื่อหุ้มหัวใจฉีกขาด ในท้ายสุดการยื้อชีวิตของพระองค์ไร้ผล หลังจากทีมแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพ รวมทั้งการนวดพระหทัยภายใน เจ้าหญิงไดอานาทรงสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 4.00 น.[15] เวลา 5.30 น. นายแพทย์ฌ็อง ปิแอร์ เชอแวเนอมองต์ แถลงข่าวการสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่ห้องประชุมของโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส และเซอร์ไมเคิล เจย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส

    หลายคนให้ความเห็นว่า ถ้าในคืนนั้นไดอานาทรงคาดเข็มขัดนิรภัย พระองค์อาจทรงได้รับบาดเจ็บน้อยกว่านี้มาก[16] รายงานข่าวในเบื้องต้น อ้างว่า เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ เป็นผู้โดยสารในรถเพียงคนเดียวที่คาดเข็มนิรภัย แต่ต่อมาข้อมูลนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง จากผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและอังกฤษสรุปว่า ไม่มีผู้โดยสารในรถคาดเข็มขัดแม้แต่คนเดียวในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ[17][18]

    ตอนสายของวันที่ 31 สิงหาคม นายแพทย์เชอแวเนอมองต์ พร้อมด้วย ลีออนาล โฌสแป็ง นายกรัฐมนตรีแห่งฝรั่งเศส, เบนาเด็ต ชีรัค (ภริยาของประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ฌาค ชีรัค) และเบนาร์ด กูชเน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส เดินทางถึงโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์ เพื่อถวายความไว้อาลัยครั้งสุดท้ายต่อพระศพของไดอานา หลังจากนั้นคุณพ่อมาร์ติน เดรเปอร์ อัครพันธบริกร (archdeacon) นิกายแองกลิคันแห่งฝรั่งเศส ได้เข้ามาในห้องที่เก็บพระศพ และได้สวดบทสรรเสริญจากหนังสือสวดมนต์ Book of Common Prayer

    เวลา 14.00 น. วันเดียวกัน เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (อดีตพระสวามีของไดอานา) พร้อมด้วยพี่สาวของไดอานา เลดีซาราห์ แมคคอร์ควอเดล และเลดี้เจน เฟลโลวส์ เดินทางถึงนครปารีสเพื่อรับพระศพของไดอานากลับเกาะอังกฤษ

    การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน[แก้]

    ในตอนแรก สื่อมวลชนระบุว่า รถเบนซ์ได้พุ่งชนเสาตอม่อของอุโมงค์ด้วยความเร็ว 190 กม/ชม. เพราะเข็มไมล์บนแผงหน้าปัดค้างอยู่ที่ตำแหน่งนี้ แต่ต่อมาได้แก้ข่าวว่าความเร็วของรถอยู่ที่ประมาณ 95-110 กม./ชม. เท่านั้น และเครื่องวัดความเร็วบนแผงหน้าปัดที่ติดตั้งมากับรถเมอร์เซเดสเบนซ์ W140 S-Class เป็นหน้าปัดบอกความเร็วแบบดิจิตอลและไม่สามารถอ่านค่าความเร็วได้จากหน้าจอโดยตรงหลังเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะมาด้วยความเร็วใดก็ตาม รถคันดังกล่าวน่าจะขับมาด้วยความเร็วเกินกว่า 50 กม/ชมอย่าแน่นอน ซึ่งความเร็ว 50 ก./ชมนี้เป็นความเร็วที่กำหนดไว้สำหรับถนนลงอุโมงค์ในฝรั่งเศส

    ในปี 2542 หน่วยสืบสวนฝรั่งเศสตั้งข้อสงสัยว่า รถเมอร์เซเดสเบนซ์อาจเฉี่ยวชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นรถเฟียต อูโนสีขาว ในอุโมงค์ก่อนเกิดการชนครั้งรุนแรง แต่ก็ไม่มีผู้ใดออกมายืนยันว่าเป็นเจ้าของรถเฟียตลึกลับนี้ และไม่สามารถตรวจสอบว่ารถเฟียตอูโนคันนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ในที่สุดหน่วยสืบสวนใช้เวลานานกว่า 18 เดือนในการสรุปคดีอุบัติเหตุที่พรากชีวิตเจ้าหญิงนั้นมีสาเหตุมาจากคนขับที่มีอาการมึนเมาและไม่สามารถควบคุมรถยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูงได้ และทำให้โศกนาฏกรรมขึ้นในคืนนั้น[16]

    ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 หนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ในอังกฤษ ตีพิมพ์จดหมายส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ที่เขียนไว้ 10 เดือนก่อนหน้าที่จะสิ้นพระชนม์ ซึ่งระบุว่า มีแผนการลอบปลงพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยการทำให้ระบบเบรกรถยนต์ทำงานขัดข้อง ซึ่งส่วนหนึ่งของจดหมายฉบับนั้นที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เขียนไว้ว่า "ชีวิตของฉันตอนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด สามีของฉันกำลังวางแผนที่จะทำให้รถยนต์ของฉันเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ระบบเบรกทำงานผิดผลาดและทำให้ฉันได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ เพื่อกำจัดฉันให้พ้นทางและชาร์ลส์จะได้เสกสมรสใหม่อีกครั้ง" [19][20]

    ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2547 6 ปีหลังการสิ้นพระชนม์ คดีสิ้นพระชนม์ของไดอานาและการเสียชีวิตของโดดี อัล ฟาเยด ถูกรื้อฟื้นมาไต่สวนใหม่อีกครั้งที่กรุงลอนดอน ภายใต้การนำขอวไมเคิล เบอร์เจส เจ้าหน้าที่ไต่สวนคดีมรณกรรมของสมเด็จพระราชินีและคณะพิจารณาคดีได้ขอให้เซอร์จอห์น สตีเว่นส์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากหน่วยตำรวจนครบาลลอนดอน เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยว่าไดอานาไม่ได้สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุ และทีมโอเปอเรชั่นพาเก็ตได้ทำการสรุปผลการสืบสวนลงในผลรายงานในเดือนธันวาคม 2548

    ต่อมาในปีพ.ศ. 2547 สถานีโทรทัศน์ CBS ในสหรัฐอเมริกาเผยแพร่ภาพถ่ายรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ในอุโมงค์ปองต์ เดอ ลัลมา ที่หน้ารถพังยับเยินรวมทั้งภาพของเจ้าหญิงไดอานาที่ไม่มีเลือดไหลและบาดแผลภายนอก ในภาพพระองค์ก้มลงบนพื้นรถยนต์ และประตูรถยนต์ด้านขวาเปิดอ้าอยู่.[21] การนำเสนอภาพนี้สร้างความไม่พอใจไปทั่วเกาะอังกฤษ เพราะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของพระองค์มากเกินไป และทำให้นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยดฟ้องร้องคดีนี้กับสถานีโทรทัศน์

    ในเดือนมกราคม 2548 ลอร์ดสตีเว่นส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ GMTV ว่าพยานหลักฐานในคดีนี้ซับซ้อนกว่าที่คาดไว้ตั้งแต่แรก

    หนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทมส์ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2548 ได้นำเสนอข่าวการออกมาปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ของหน่วย MI-6 ในประเด็นที่ว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่ในกรุงปารีสในวันที่เจ้าหญิงไดอานาประสบอุบัติเหตุ และเจ้าหน้าที่จากองค์การลับนี้ได้สลับผลการตรวจเลือดของคนขับรถด้วยตัวอย่างจากผลตรวจอื่น (ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่) [22] [23]

    ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 นิตยสารรายสัปดาห์ของอิตาลี Chi ตีพิมพ์ภาพถ่ายของไดอานาในนาทีสุดท้ายของชีวิต แม้ว่าจะได้มีการสั่งห้ามมิให้เผยแพร่ภาพชุดดังกล่าว ภาพชุดนี้ถูกถ่ายหลังจากเกิดอุบัติเหตุได้ไม่นาน และภาพแสดงให้เห็นไดอานาที่ทรุดตัวลงที่เบาะหลัง ขณะที่หน่วยกู้ชีพได้พยายามสวมเครื่องช่วยหายใจให้พระองค์ และภาพนี้ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสาร, หนังสือพิมพ์ภาษาอิตาลีและสเปนหลายสำนักพิมพ์

    บรรณาธิการนิตยสาร Chi ออกมากล่าวปกป้องการตัดสินใจในครั้งนี้ว่า ได้ยอมให้เผยแพร่ภาพของเจ้าหญิงเพราะได้มาจากสำนวนคดีของทางการฝรั่งเศส และแก้ตัวง่าย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไม่เคยมีใครเห็นภาพนี้มาก่อนและไม่ได้คิดว่าภาพพวกนี้จะเป็นการหมิ่นพระเกียรติของเจ้าหญิงผู้ล่วงลับแต่อย่างใด [24]

    พิธีพระศพ[แก้]

    ดูเพิ่มเติมที่ พิธีพระศพของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

    การสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของไดอานาสร้างความตกตะลึงให้กับชาวโลก ประชาชนชาวอังกฤษต่างตกอยู่ในอาการโศกเศร้าและร้องไห้คร่ำครวญต่อเจ้าหญิงในดวงใจ พิธีพระศพถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2540 โดยมีประชาชนราว 3 ล้านคนมาร่วมไว้อาลัยและยืนรอบนถนนเพื่อชมขบวนพระศพที่ดำเนินผ่านในกรุงลอนดอน [25] และพิธีนี้ได้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก กลายเป็นข่าวสำคัญกว่าการเสียชีวิตของแม่ชีเทเรซาที่เสียชีวิตในสัปดาห์เดียวกันนั้น

    ประชาชนจำนวนมากได้ร่วมลงนามถวายความอาลัยที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ตลอดทั้งวันมีสมาชิกจากหน่วยอาสาสมัครหญิงในสหราชอาณาจักรและกองทหารราบจากแคว้นเวลส์มาผลัดเปลี่ยนหน้าที่ดูแลควบคุมฝูงชนจนถึงกลางคืน [26] และยังมีกองดอกไม้จำนวนมหาศาลหลายล้านช่อที่ประชาชนได้นำมาวางไว้ที่ถนนหน้าพระราชวังเคนซิงตัน พระราชวังที่ไดอานาเคยพำนักอยู่ ส่วนที่คฤหาสน์อัลธอร์พประจำตระกูลของพระองค์ได้ขอร้องห้ามให้ประชาชนนำดอกไม้วางบนถนนหน้าคฤหาสน์ เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

    กระทั่งวันที่ 10 กันยายน กองดอกไม้ภายนอกพระราชวังเคนซิงตันกองทับกันสูงกว่า 1.5 เมตร ชั้นดอกไม้ชั้นล่างสุดเริ่มเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็น [27] ส่วนที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ประชาชนยังคงอดทนรอต่อแถวเพื่อลงนามถวายการไว้อาลัยด้วยอาการสงบ

    ทั้งนี้ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยเมื่อ ฟาบิโอ ปีราส นักท่องเที่ยวชาวซาร์ดิเนีย ถูกจำคุก 1 สัปดาห์หลังหยิบเอาตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ออกจากกองดอกไม้และถูกปรับเป็นเงิน 100 ปอนด์ นายปีราสถูกประชาชนกลุ่มหนึ่งชกเข้าที่ใบหน้าหลังเดินทางออกจากศาล [28] วันต่อมา มาเรีย ริโกซีโอวา ครูโรงเรียนมัธยมวัย 54 ปี และอิกเนสซา ซิเฮลกา ช่างเทคนิคโทรคมนาคมถูกจับกุมและศาลตัดสินให้จำคุกนาน 28 วัน เพราะได้ขโมยตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ 11 ตัวและช่อตอกไม้จำนวนหนึ่งที่หน้าพระราชวังเซนต์เจมส์ แต่ต่อมาถูกลดโทษเป็นค่าปรับคนละ 200 ปอนด์ หลังถูกกักขังนาน 2 วัน [29]

    บางคนวิจารณ์ว่าปฏิกิริยาของประชาชนที่มีต่อการสิ้นพระชนม์ของไดอานาในตอนนั้นว่า "ร้องไห้ตีโพยตีพายเกินไป" และ "ไม่มีเหตุผล"

    ในปีพ.ศ. 2542 แอนโทนี โอเฮียร์ ระบุว่า ความเศร้าสลดเสียใจในครั้งนั้นได้นิยามความหมายของคำ "การแสดงความรู้สึกออกมามากไปของชาวอังกฤษ" เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นโดยมีสื่อเป็นต้นเหตุ ทำให้ภาพลักษณ์และความเป็นจริงปะปนสับสนกันจนแยกไม่ออก [30] และนักวิจารณ์ยังคงกล่าวพาดพิงเหตุการณ์นี้ซำอีก ในวันครบรอบปีที่ 10 ของการสิ้นพระชนม์ ซึ่งนักหนังสือพิมพ์โจนาธาน ฟรีดแลนด์ แสดงความเห็นว่า "เป็นความหลังที่น่าอับอาย เหมือนสมุดไดอารี่ของวัยรุ่นที่น่าหมั่นไส้และชวนให้สมเพชตัวเอง เราต้องแสร้งทำเป็นก้มหน้าอายเมื่อหวนรำลึกถึงเรื่องนี้" แต่ว่านักวิเคราะห์บางคนกลับไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เดบอราห์ สไตนเบิร์ก นักสังคมวิทยา ชี้แจงว่า ชาวอังกฤษมากมายมีความสัมพันธ์กับเจ้าหญิงไดอานาผ่านทางสังคมที่แปรเปลี่ยนไปและโอออ้อมอารีกว่าเดิม โดยไม่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย และกล่าวทิ้งท้ายว่า "ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคร่ำครวญเกินกว่าเหตุ การสูญเสียบุคคลสำคัญจะเป็นสิ่งทดสอบทุกอย่างในสังคม"[31]

    เหตุการณ์หลังสิ้นพระชนม์[แก้]

    ปฏิกิริยาจากราชวงศ์[แก้]

    ปฏิกิริยาของราชวงศ์ต่อการสิ้นพระชนม์ของไดอานาสร้างความไม่พอใจและขุ่นเคืองให้กับประชาชนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งในเวลานั้นสมาชิกราชวงศ์ต่างประทับอยู่ที่ปราสาทบัลมอรัล พระราชวังฤดูร้อนในสกอตแลนด์ และทั้งหมดทรงตัดสินพระทัยว่าจะไม่เสด็จกลับลอนดอนเพื่อร่วมพิธีพระศพ การตัดสินพระทัยของสมเด็จพระราชินีเช่นนี้ทำให้พระองค์ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนอย่างหนัก เพราะราชวงศ์ยังยึดติดอยู่กับราชประเพณีโบราณอย่างเข้มงวด และไม่ใส่พระทัยต่อพระโอรสทั้งสองของไดอานาที่กำลังเศร้าโศกต่อการจากไปของพระมารดา และทำให้สื่อมวลชนให้ความเห็นว่าเย็นชาเกินไป

    ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิเสธลดธงราชวงศ์ลงครึ่งเสาบนพระราชวังบักกิงแฮม ได้ทำให้หนังสือพิมพ์ในอังกฤษพาดหัวข่าวด้วยภาษาที่รุนแรงว่า "Where's our Queen? Where's her flag?" [32] ทั้งนี้ท่าทีของสำนักพระราชวังเป็นไปตามราชประเพณีข้อหนึ่ง ซึ่งการเชิญธงราชวงศ์ขึ้นสู่ยอดเสาบนพระราชวังบักกิงแฮมจะกระทำต่อเมื่อสมเด็จพระราชินีประทับอยู่ในพระราชฐานเท่านั้น แต่ในเวลานั้นพระองค์กำลังประทับอยู่ในสกอตแลนด์ นอกจากนี้ธงประจำพระองค์ไม่เคยเชิญลงครึ่งเสาเพราะพระมหากษัตริย์ไม่เคยสวรรคตเนื่องจากกษัตริย์องค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ทันที

    ในที่สุด สำนักพระราชวังยอมเชิญธงยูเนียนแจ็กขึ้นสู่ยอดเสาของพระราชวังบักกิงแฮมแทน โดยลดธงลงครึ่งเสาซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่มีการเชิญธงยูเนี่ยนแจ็กขึ้นสู่ยอดเสาของพระราชวังบักกิ้งแฮม และหลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปร่วมพิธีพระศพของไดอานา สมเด็จพระราชินีเสด็จกลับสก็อตแลนด์ทันทีในเวลาเที่ยงของวันเดียวกัน และตั้งแต่นั้นมาธงยูเนียนแจ็กจะขึ้นสู่ยอดเสาเมื่อสมเด็จพระราชินีไม่อยู่ในพระราชฐาน

    สมเด็จพระราชินีทรงเห็นด้วยให้มีการถ่ายทอดสดพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเจ้าหญิงแห่งเวลส์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ BBC ในเย็นวันที่ 4 กันยายน

    ปฏิกิริยาจากสาธารณชน[แก้]

    ผู้คนหลายล้านคนยืนต่อแถวยาวกว่า 6 กิโลเมตร ตั้งแต่พระราชวังเคนซิงตันจนถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ [33] ด้านหน้ามหาวิหารและลานในไฮด์ปาร์กต่างแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่รับชมพิธีศพบนหน้าจอขนาดใหญ่และการกล่าวคำไว้อาลัยจากบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมพิธี รวมทั้งตัวแทนจากองค์กรการกุศลที่ไดอานาได้เป็นผู้อุปถัมภ์ ผู้เข้าร่วมพิธีที่มีชื่อเสียงได้แก่ นางฮิลลารี่ ร็อดแฮม คลินตัน (ภริยาของประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา), นางเบนาเด็ต ชีรัค (ภริยาของประธานาธิบดีฌ้าค ชีรัค แห่งฝรั่งเศส) และดาราชื่อดังหลายคน เช่น ลูเซียโน พาวาร็อตติ และนักร้องที่เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าหญิงอย่าง เอลตัน จอห์น และจอร์จ ไมเคิล ซึ่งเอลตันได้ขับร้องเพลง Candle in the Wind ที่ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่เพื่ออุทิศให้แก่พระองค์ [34] พิธีนี้ได้มีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียม มีผู้รับชมกว่า 2.5 พันล้านคนทั่วโลก [35]

    ในการนี้ราชประเพณีอันเก่าแก่ได้ถูกละเลยเพิกเฉย เนื่องจากแขกในพิธีได้ปรบมือให้กับคำไว้อาลัยของเอิร์ลสเปนเซอร์ น้องชายของเจ้าหญิงไดอานา ที่วิจารณ์สื่อมวลชนและราชวงศ์ต่อการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพี่สาวของเขาอย่างเผ็ดร้อน [36] หลังเสร็จสิ้นพิธีที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โลงพระศพถูกนำขึ้นรถเดมเลอร์เพื่อเดินทางต่อไปยังคฤหาสน์อัลธอร์พเพื่อทำพิธีฝังพระศพอย่างเป็นส่วนตัว [37] เกือบตลอดเส้นทางที่ขบวนรถพระศพขับผ่าน ประชาชนได้ร่วมกันโยนดอกไม้ใส่ขบวนรถเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

    พระศพถูกฝังภายในอาณาเขตของคฤหาสน์อัลธอร์พ บนเกาะกลางทะเลสาบ ภายในโลงพระศพ ไดอานาฉลองพระองค์ชุดเดรสแขนยาวสีดำของแคทเธอรีน วอล์กเกอร์ พระหัตถ์ทั้งสองกุมสร้อยประคำของขวัญจากแม่เทเรซา ผู้ที่เสียชีวิตสัปดาห์เดียวกับพระองค์ [38]

    ในปีพ.ศ. 2541 คฤหาสน์ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการที่เกี่ยวพระองค์และเดินเล่นรอบทะเลสาบบริเวณสุสานของไดอานา รายได้จากการเข้าชมผลงานและนิทรรศการที่อัลธอร์พได้บริจาคให้แก่กองทุนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

    4 สัปดาห์หลังการสิ้นพระชนม์ อัตราการฆ่าตัวตายทั่วประเทศอังกฤษและเวลส์เพิ่มสูงขึ้น 17 % และการทำร้ายตัวเองพุ่งสูงกว่า 44.3 % เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเดิมในรอบ 4 ปี นักวิจัยเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราการฆ่าตัวตายมีสาเหตุจากปรากฏการณ์ "แสดงตัวตน" ของผู้คนที่ส่วนใหญ่ที่ความกดดันคล้ายคลึงกับไดอานา คือ ผู้หญิงวัย 25 − 44 ปี ที่กลุ่มนี้ฆ่าตัวตายมากกว่า 45% [39]

    แม้ว่าเจ้าหญิงไดอานาจะสิ้นพระชนม์ไปนานหลายปีแล้ว แต่ความสนใจในชีวิตของพระองค์ยังคงอยู่ อนุสรณ์ที่ใช้รำลึกชั่วคราวที่หน้าอุโมงค์ปองต์ เดอ ลัลมา ชื่อ "ฟลามม์ เดอ ลา ลิเบอร์เต้" ที่มีความสัมพันธ์กับรูปปั้นอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ของขวัญจากชาวฝรั่งเศส โดยหลังเกิตอุบัติใหม่ ๆ ชาวปารีเซียงและนักท่องเที่ยวได้เขียนถ้อยคำไว้อาลัยทิ้งไว้บนฐานของ "ฟลามม์ เดอ ลา ลิเบอร์เต้" แต่ต่อมาข้อความถูกลบออกและไม่ได้ใช้เป็นอนุสรณ์อย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่ว่านักท่องเที่ยวยังคงลักลอบเขียนข้อความทิ้งไว้อยู่เรื่อย ๆ

    สำหรับอนุสรณ์ถาวรคือ น้ำพุอนุสรณ์แด่ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในไฮดปาร์ก ที่ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

    ไดอานา ฟรานเซส เจ้าหญิงแห่งเวลส์อยู่ในโพลสำรวจของ BBC ในปี 2545 ในหัวข้อ "ชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่" ลำดับที่ 3 แซงหน้า ชาร์ลส์ ดาร์วิน (อันดับ 4), วิลเลี่ยม เช็กสเปียร์ (อันดับ 5) และไอแซค นิวตัน (อันดับ 6)

    ในปีพ.ศ. 2546 สำนักพิมพ์มาร์เวลคอมิกส์ ประกาศตีพิมพ์การ์ตูน X-Statix ของปีเตอร์ มิลลิแกน นักเขียนการ์ตูนล้อเลียน ในตอน Di Another Day (Di คือ Diana อ้างอิงจากชื่อจากภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอน Die Another Day) ล้อเลียนการฟื้นคืนชีพของไดอานาด้วยพลังมหัศจรรย์ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนจำนวนมากและตอน Di Another Day ถูกสั่งระงับหยุดพิมพ์ทันที [40] บริษัทเฮลิโอกราฟ สร้างเกมจำลองบทบาท Diana: Warrior Princess ผลงานของมาร์คัส แอล. โรวแลนด์ ที่ดัดแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นเรื่องเหนือจินตนาการ

    เควิน คอสเนอร์ ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังที่เคยเข้าเฝ้าเจ้าหญิงไดอานา ผ่านซาร่าห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก ได้ออกมาอ้างว่าเคยรบเร้าให้เจ้าหญิงไดอานาร่วมแสดงภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง "The Bodyguard" ซึ่งนำแสดงโดย คอสเนอร์ และวิทนีย์ ฮุสตัน แต่ต่อมาสำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมได้ออกมาปฏิเสธว่าคำกล่าวอ้างของคอสเนอร์ว่าไม่มีมูลความจริง [41]

    ทฤษฎีสมคบคิดการสิ้นพระชนม์[แก้]

    แม้ว่าหน่วยสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้สรุปคดีว่า เจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่นายโมฮัมหมัด ฟาเยด กลับเชื่อว่าเจ้าหญิงไดอานาและลูกชายของเขาถูกลอบสังหาร ด้วยแผนการสมคบคิดอันแยบยล และหนังสือพิมพ์เดลี่เอ็กซ์เพรสเสนอว่า พระองค์อาจถูกลอบปลงพระชนม์ ในปีพ.ศ. 2547 ได้มีการตั้งทีมสืบสวนคดีสิ้นพระชนม์โดยหน่วยตำรวจนครบาลลอนดอน "โอเปอเรชั่น พาเก็ต" ซึ่งมีลอร์ดสตีเว่นส์ เป็นหัวหน้าทีมนี้

    ผลการสืบสวนคดีถูกเผยแพร่สู่สาธารณะในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 และปิดคดีในเดือนเมษายน 2551

    การไต่สวนคดีการสิ้นพระชนม์ในปี 2551[แก้]

    ภายใต้กฎหมายอังกฤษ จำเป็นต้องมีการพิจารณาคดีหากมีการตายอย่างกะทันหันหรือตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง [42] คดีการสิ้นพระชนม์ของไดอานาและคดีการเสียชีวิตของนายโดดี ฟาเยด ถูกนำมาไต่สวนในวันที่ 8 มกราคม 2550 โดยมีท่านผู้หญิงเอลิซาเบธ บัตเลอร์-สลอส ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบดูแลการพิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ประจำราชสำนัก โดยบัตเลอร์-สลอสตัดสินใจที่จะไต่สวนคดีเป็นการภายในโดยไม่มีคณะลูกขุนร่วมฟังการพิจารณาคดี [43] แต่ต่อมาศาลสูงได้มีคำสั่งระงับการตัดสินใจของบัตเลอร์-สลอส [44] และได้รับความเห็นชอบจากคณะเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาคดีประจำราชสำนัก และในวันที่ 24 เมษายน 2550 ท่านผู้หญิงบัตเลอร์-สลอส ประกาศถอนตัวจากการทำหน้าที่พิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ โดยให้เหตุผลว่า เธอไม่มีประสบการณ์ที่จะร่วมพิจารณาคดีกับคณะลูกขุน ดังนั้นหัวหน้าผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ จึงได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่แทนบัตเลอร์-สลอส อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายนปีเดียวกัน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาคดีมรณกรรมแห่งกรุงลอนดอนตะวันตกชั้นใน 27 กรกฎาคม 2550 เบเกอร์ได้ตั้งประเด็นที่น่าจะนำไปสู่การพิจารณาสำนวนคดีนี้ และหน่วยโอเปอเรชั่นพาเก็ตได้สืบสวนข้อเท็จจริง และได้ข้อมูลเป็นประโยชน์จำนวนมาก

    20 ประเด็นที่ได้ทำการสืบสวนมีดังต่อไปนี้

    1. ความผิดพลาดของอองรี ปอล ก่อให้เกิด/หรือเป็นสาเหตุหนึ่งของการชนหรือไม่
    2. ความสามารถในการขับขี่รถยนต์ของนายอองรี ปอลลดลงเพราะ ได้ดื่มสุราหรือใช้ยาหรือไม่
    3. รถเฟียตอูโน หรือยานพาหนะอื่น ก่อให้เกิด/หรือเป็นสาเหตุหนึ่งของการชนหรือไม่
    4. การกระทำของช่างภาพอิสระ ก่อให้เกิด/หรือเป็นสาเหตุหนึ่งของการชนหรือไม่
    5. ลักษณะของถนน/อุโมงค์ และสิ่งปลูกสร้างต่างมีลักษณะที่เป็นอันตรายอยู่แล้วใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ถนน/อุโมงค์ และสิ่งปลูกสร้างมีส่วนทำให้เกิดการพุ่งชนหรือไม่
    6. มีแสงจ้าหรือแสงแฟลชที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ ถ้ามี แสงนั้นมาจากที่ใด
    7. ใครเป็นผู้ตัดสินใจให้เจ้าหญิงแห่งเวลส์และโดดี ฟาเยดออกจากประตูด้านหลังโรงแรมริทซ์ และให้นายอองรี ปอล เป็นคนขับรถเมอร์เซเดสเบนซ์
    8. ความเคลื่อนไหวของนายอองรี ปอล ตั้งแต่เวลา 19.00-22.00 น. ในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2540
    9. รายละเอียดเงินสด/ทรัพย์สินทั้งหมดที่นายอองรี ปอลเป็นเจ้าของ และบัญชีเงินฝากในธนาคารของเขา
    10. แอนแดนสันอยู่ในกรุงปารีสในคืนที่ไดอานาประสบอุบัติเหตุหรือไม่
    11. ไดอานาจะไม่สิ้นพระชนม์ หากถูกนำส่งโรงพยาบาลเร็วกว่านี้หรือได้รับการรักษาจากแพทย์ด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป
    12. ไดอานาทรงพระครรภ์จริงหรือไม่
    13. ไดอานาและนายโดดี ฟาเยด กำลังจะประกาศพิธีหมั้นในช่วงเวลานั้นหรือไม่
    14. เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยต่อพระชนม์ชีพของพระองค์จริงหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้นมีหลักฐานใดที่บ่งบอกความจริงของประเด็นนี้บ้าง
    15. หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อแหวนที่พบในซากรถเบนซ์
    16. กรณีการอาบยาพระศพของไดอานา
    17. มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทอมลินสันที่เชื่อมโยงกับการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้นหรือไม่
    18. หน่วยข่าวกรองของอังกฤษหรือองค์กรอื่นใดมีส่วนพัวพันกับการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้หรือไม่
    19. มีความมุ่งร้ายที่แอบแฝงอยู่ในเหตุการณ์ต่อไปนี้หรือไม่ (1) การบุกลักทรัพย์ที่สำนักงานของเชอร์รูออลท์ ช่างภาพราชสำนัก และ (2) การก่อกวนที่สำนักงานบิ๊กพิคเจอร์ส
    20. จดหมายของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ (รวมทั้งจดหมายจากเจ้าชายฟิลิป) สูญหายไปจริงหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเหตุการณ์นี้หรือไม่ [45]

    การพิจารณาคดีมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2550 หลังจากคณะลูกขุน 11 คน (เป็นหญิง 6 คนและชาย 5 คน) ได้ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ ได้กล่าวเบิกความและบอกเล่าความเป็นมาของเหตุการณ์ [46] สำนักข่าว BBC ได้รายงานว่า นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด ได้เบิกความว่า ลูกชายของเขาและเจ้าหญิงไดอานาถูกลอบสังหารจากคำส่งของราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งถูกสื่อวิพากย์วิจารณ์ว่า "เป็นการเบิกคดีที่ อคติ"[47]

    คณะลูกขุนได้รับฟังคำให้การจากบุคคลที่ได้ติดต่อกับไดอานาจนกระทั่งเหตุการณ์ที่นำไปสู่อุบัติเหตุ พยานปากสำคัญได้แก่ พอล เบอเรล, โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด, เรน แมคคอร์ควอเดล แม่เลื้ยงของไดอานา รวมทั้งเทรเวอร์ รีส-โจนส์ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากอุบัติเหตุ และอดีตผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน MI 5 ของอังกฤษ [48]

    ผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ได้สรุปผลการสืบสวนต่อคณะลูกขุนในวันที่ 31 มีนาคม 2551 [49] และกล่าวว่าไม่มีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับดยุกแห่งเอดินเบอระ ว่าเป็นผู้สั่งสังหารไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หรือมีองค์การใด ๆ มีส่วนพัวพันกับอุบัติเหตุ [50] และเบเกอร์สรุปคดีเสร็จสิ้นเมื่อ 2 เมษายน 2551 หลังฟังคำสรุปคดีเสร็จสิ้นคณะลูกขุนได้ทำการหารือและพิจารณา 5 คำตัดสินที่ไม่ตายตัว ในวันที่ 7 เมษายน 2551 คณะลูกขุนได้อ่านคำพิพากษาว่า ไดอานาสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่โดยประมาทของอองรี ปอลและยานพาหนะที่ไล่ตามรถยนต์ที่เกิดเหตุ [51] [52] [52][53] [49]

    ในการพิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ครั้งนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 12 ล้านปอนด์ โดยเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่พิจารณาคดี 4.5 ล้านปอนด์ และค่าใช้จ่ายของตำรวจนครบาลลอนดอนอีก 8 ล้านปอนด์ การพิจารณาคดีกินเวลานาน 6 เดือน มีการรับฟังพยานกว่า 250 ปาก ซึ่งการใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ถูกสื่อมวลอังกฤษวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก [54]

    การรายงานข่าวบนอินเทอร์เน็ต[แก้]

    ไดอานาสิ้นพระชนม์ในช่วงที่การใช้อินเทอร์เน็ตกำลังเฟื่องฟูทั่วโลก และหนังสือพิมพ์ในอังกฤษหลายสำนักเพิ่งเปิดให้บริการเว็บไซต์ข่าวออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต ซึ่ง BBC News ได้นำเสนอข่าวการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษตั้งแต่ต้นปี 2540 และความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้คนมากมายที่มีต่อการสิ้นพระชนม์ของไดอานา ทำให้เว็บไซต์ BBC News ได้นำเสนอข่าวการสิ้นพระชนม์บนหน้าเว็บทันที และรายงานข่าวพิธีพระศพและเหตุการณ์อิ่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา ข่าวการสิ้นพระชนม์ไดอานาทำให้สำนักงาน BBC News ได้ตระหนักว่าบริการข่าวสารออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตที่กำลังจะเปิดตัว มีความสำคัญเพียงใด และวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน เว็บไซต์ BBC News ได้เปิดบริการข่าวสารออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบ

    เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

    1. "Plan of Alma Tunnel" (PDF). Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Computer Aided Modelling Bureau, Metropolitan Police Service. November 2007. Archived from the original (PDF) on 2008-05-21. สืบค้นเมื่อ 22 December 2007.
    2. Director: David Bartlett, Executive Producer: David Upshal. "The Coronation of Elizabeth II/The Death of Diana". Days That Shook the World.
    3. 3.0 3.1 Nundy, Julian; Graves, David. "Diana crash caused by chauffeur, says report"The Daily Telegraph. London. Archived from the original on 13 November 2002.
    4. Barbour, Alan D. "Synopsis of Autopsy Findings". Retrieved15 August 2010.
    5. Martyn Gregory "Stranded on Planet Fayed"The Spectator, 27 June 2007
    6. "Diana crash was a conspiracy – Al Fayed". BBC News. 12 February 1998. Retrieved 5 August 2008.
    7. "Point-by-point: Al Fayed's claims"BBC News. 19 February 2008. Retrieved 5 August 2008.
    8. "Diana death a 'tragic accident'"BBC News. 14 December 2006. Retrieved 5 August 2008.
    9. "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: FAQs"Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 2008. Archived from the original on 21 May 2008. Retrieved 4 June 2010.
    10. Rayner, Gordon (7 April 2008). "Diana jury blames paparazzi and Henri Paul for her 'unlawful killing'"Daily Telegraph. London. Retrieved 12 October 2013.
    11. "Hearing transcripts: 7 April 2008 – Verdict of the jury". Judicial Communications Office. Archived from the original on 21 May 2008. Retrieved 15 August 2010.
    12. "Special Report: Princess Diana, 1961-1997". Time. สืบค้นเมื่อ 1 May 2010.
    13. channel4.com
    14. John Stevens, Baron Stevens of Kirkwhelpington pp. 525-527.
    15. Rees-Jones, Trevor (2000). The Bodyguard's Story: Diana, The Crash, And the Sole Survivor. Warner Books. ISBN 0446527750. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
    16. 16.0 16.1 "Diana crash caused by chauffeur, says report". The Daily Telegraph. London. Archived from the original on 22 May 2008. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008.
    17. ทีมโอเปอเรชั่น พาเก็ตให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบตำแหน่งลักษณะของเข็มขัดนิรภัย เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งในรถเมอร์เซเดสเบนซ์ไม่ได้ถูกใช้งานเลยในขณะที่เกิดการพุ่งชน รวมทั้งที่นั่งของเทรเวอร์ รีส์-โจนส์ และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะได้พยายามรัดเข็มขัดตลอดเวลาที่เกิดการพุ่งชน
    18. เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากอุบัติเหตุให้การว่า "ผมคิดว่า ตัวเองไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย และคงเป็นการรายงานข่าวที่คลาดเคลื่อน ถุงลมหน้ารถได้ช่วยชีวิตผมไว้ในการชนครั้งแรก แต่หน้าและหน้าอกของผมถูกกระแทกกับแผงหน้ารถเมื่อตอนที่รถได้เหวี่ยงไปรอบ ๆ "
    19. Conspiracy Planet - Princess Diana: Murder-Coverup - Princess Diana Letter: 'Charles plans to kill me'
    20. Jane Kerr (20 October 2003). "Diana letter sensation: "They will try to kill me"". mirror.co.uk.
    21. http://www.coverups.com/diana/photos-2.htm see also photo no. 5.
    22. Leppard, David (29 January 2006). ,2087-2014816, 00.html "Doubts cast over blood samples in Diana inquiry" Check |url= value (help). The Sunday Times - Britain. London. สืบค้นเมื่อ 1 May 2010.
    23. "The Diana Investigation: What Lord Stevens Really Said". The Royalist. 30 January 2006.
    24. "BBC". BBC News. 14 July 2006. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
    25. "Diana, Princess of Wales: The story so far". LondonNet.
    26. "Public Mourning Continues - Royal Family "Deeply Touched"". BBC. สืบค้นเมื่อ 11 November 2007.
    27. The Independent, 10 September 1997.
    28. Dutter, Barbie (11 September 1997). "Punch in face for teddy bear thief". The Daily Telegraph. London. Archived from the original on 13 September 2004. สืบค้นเมื่อ 8 June 2010.
    29. "Women jailed for Abbey thefts".[ลิงก์เสีย], The Independent, 12 September 1997.
    30. O'Hear, Anthony (1998) 'Diana, Queen of Hearts: Sentimentality personified and canonised" in Anderson and Mullen Faking It: The sentimentalisation of modern society, Social Affairs Unit ISBN 978-0-907-63175-0
    31. Sandie Benitah. "Hysteria after Diana's death: A myth or reality?". CTV News.
    32. Sandie Benitah. "Hysteria after Diana's death: A myth or reality?". CTV News.
    33. "On this day 6 September 1997". BBC. 6 September 1997. สืบค้นเมื่อ 30 October 2007.
    34. Elton's re-written song "Candle in the Wind". BBC News. สืบค้นเมื่อ 22 October 2007.
    35. "On this day 6 September 1997, BBC,". BBC News. 6 September 1997. สืบค้นเมื่อ 30 October 2007.
    36. "BBC". BBC News. 21 April 1999. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
    37. Sholto Byrnes, "Pandora", The Independent, 1 May 2003, p. 17.
    38. "The Funeral Service of Diana, Princess Wales". BBC. 6 September 1997.
    39. Hawton, Keith; Harriss, Louise; Simkin, Sue; Jusczcak, Edmund; Appleby, Louise; McDonnell, Ros; Amos, Tim; Kiernan, Katy; Parrott, Hilary (2000). "Effect of death of Diana, princess of Wales on suicide and deliberate self-harm". British Journal of Psychiatry. The Royal College of Psychiatrists (177): 463–466. PMID 11060002. สืบค้นเมื่อ 4 June 2010. Text "Hawton K, Harriss L, Simkin S, Juszczak E, Appleby L, McDonnell R, Amos T, Kiernan K, Parrott H. " ignored (help); Unknown parameter |month= ignored (help)
    40. Milligan, Peter (25 June 2003). 00.html "Princess Diana, superhero" Check |url= value (help). The Guardian. London: Guardian News and Media. สืบค้นเมื่อ 22 October 2007.
    41. ,619348, 00.html "Costner: Role to Di For" Check |url= value (help). People.com. 28 April 1998. สืบค้นเมื่อ 22 October 2007.
    42. "Coroners, post-mortems and inquests". Directgov. สืบค้นเมื่อ 8 June 2010.
    43. Lee Glendinning (15 January 2007). "No jury for Diana inquest". The Times. London: Times Newspapers. สืบค้นเมื่อ 4 June 2010.
    44. "Diana inquest to be heard by jury". BBC News. 2 March 2007. สืบค้นเมื่อ 4 June 2010.
    45. "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: Pre-inquest Hearing - 27 July 2007 - List of Likely Issues". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 27 July 2007. สืบค้นเมื่อ 4 June 2010.
    46. "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: Hearing transcript - 2 October 2007 Morning". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 2008. สืบค้นเมื่อ 4 June 2010.
    47. "BBC Report of First Day of Inquests, see video report with Nicholas Witchell". BBC News. 2 October 2007. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
    48. "Al Fayed gets his 'moment' in court". BBC News. 18 February 2008. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
    49. 49.0 49.1 "Duke 'did not order death of Diana'". BBC News. 31 March 2008. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
    50. "Hearing transcripts: 2 April 2008 Morning session". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 31 March 2008. สืบค้นเมื่อ 28 May 2009.
    51. "Hearing transcripts: 4 April 2008 Morning session". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 2 April 2008. สืบค้นเมื่อ 28 May 2009.
    52. 52.0 52.1 "Hearing transcripts: 7 April 2008 - Verdict of the jury". Judicial Communications Office. สืบค้นเมื่อ 15 August 2010.
    53. "Princess Diana unlawfully killed". BBC News. 7 April 2008. สืบค้นเมื่อ 5 August 2008.
    54. "Diana inquiry costs exceed £12m". BBC News. 15 April 2008. สืบค้นเมื่อ 5 August 2008.