การกวาดล้างใหญ่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การกวาดล้างใหญ่ (อังกฤษ: Great Purge) ความน่าสะพรึงกลัวครั้งใหญ่ (Great Terror) หรือ ปี 37 (Year of 37) เป็นการกดขี่ทางการเมืองในสหภาพโซเวียตช่วง ค.ศ. 1936–1938[1] โดยเป็นการกดขี่อย่างใหญ่หลวงต่อชาวนาที่ร่ำรวยซึ่งเรียกว่าคูลัค การกวาดล้างทางชาติพันธุ์ต่อชนกลุ่มน้อย การกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์และข้าราชการ การกวาดล้างกลุ่มผู้นำกองทัพแดง การเฝ้าระวังโดยตำรวจเป็นวงกว้าง การสงสัยบุคคลว่าก่อวินาศกรรม การต่อต้านการปฏิวัติ การจำคุก และการประหารโดยพลการ[2] เฉพาะการกดขี่แบบสตาลินที่ดำเนินในช่วง ค.ศ. 1937―1938 นั้น นักประวัติศาสตร์ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตงแต่ 950,000 คนไปจนถึง 1.2 ล้านคน[3]

ลักษณะหลัก ๆ ของการกวาดล้างใหญ่นี้ คือ การกวาดล้างชนชั้นคูลัคที่เรียกปฏิบัติการคูลัค และการกำหนดเป้าหมายเป็นชนกลุ่มน้อยในชาติ โดย 9 ใน 10 ของคำพิพากษาประหารชีวิต และ 3 ใน 4 ของคำพิพากษาให้จองจำไว้ในค่ายแรงงานเกณฑ์แบบกูลัก เป็นผลมาจากปฏิบัติการทั้งสองนี้

ในโลกตะวันตก คำว่า "ความน่าสะพรึงกลัวครั้งใหญ่" เป็นที่นิยมขึ้นเพราะหนังสือชื่อนั้นของโรเบิร์ต คอนเควสต์ ออกเผยแพร่ใน ค.ศ. 1968 ชื่อหนังสือดังกล่าวอิงมาจากชื่อเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสที่เรียกสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว[4]

บทนำ[แก้]

เหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งเป็นการที่โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต เบียดเบียนผู้คนที่ตนมองว่าเป็นผู้ต่อต้านการปฏิวัติและเป็นศัตรูของประชาชนนั้น เรียกอย่างเป็นทางการว่า การกดขี่ นักประวัติศาสตร์อภิปรายกันว่า สาเหตุของการกดขี่มีหลายประการ เป็นต้นว่า โรคจิตหวาดระแวงของสตาลินเอง หรือความต้องการของสตาลินที่จะกำจัดผู้เห็นต่างออกไปจากพรรคคอมมิวนิสต์หรือที่จะควบรวมอำนาจ การกดขี่นี้เริ่มขึ้นในกองทัพแดง และวิธีกดขี่ที่พัฒนาขึ้นในกองทัพนั้นก็เริ่มนำมาประยุกต์ใช้อย่างรวดเร็วแก่การกดขี่ในที่อื่น[5] การกดขี่ส่วนที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนทั่วไปนั้น คือ การกดขี่กลุ่มผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงข้าราชการและผู้นำกองทัพซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แต่การกดขี่ดังกล่าวยังกระทบต่อภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคมด้วย เป็นตนว่า ปัญญาชน ชนชั้นรากหญ้าที่มีฐานะหรือปล่อยกู้ซึ่งเรียกคูลัค และผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ[6]

ปฏิบัติการที่พลาธิการกิจการภายในของประชาชนดำเนินการนั้น ส่งผลต่อชนกลุ่มน้อยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นประชาคม "แนวที่ห้า" องค์การทหารโปแลนด์ออกคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่า การกดขี่ดังกล่าวเป็นไปเพื่อขจัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดวินาศกรรมและจารกรรมจากต่างชาติ แม้ว่าภายหลังผู้ถูกกดขี่จะรวมถึงพลเมืองโปแลนด์ทั่ว ๆ ไปเองก็ตาม

ตามสุนทรพจน์ของ นิกิตา ครุสชอฟ ชื่อ "ว่าด้วยลัทธิบูชาบุคคลและผลลัพธ์ของมัน" เมื่อ ค.ศ. 1956 และตามคำอธิบายของโรเบิร์ต คอนเควสต์ นักประวัติศาสตร์ ข้อกล่าวหาจำนวนมากที่ใช้ในการกดขี่ โดยเฉพาะที่ฟ้องในการพิจารณาคดีมอสโควนั้น มาจากการบังคับให้รับสารภาพ ซึ่งมักได้โดยการทรมาน[7] และโดยการตีความมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายอาญาโซเวียตรัสเซีย (ซึ่งว่าด้วยความผิดฐานต่อต้านการปฏิวัติ) อย่างหละหลวม นอกจากนี้ ยังมักนำกระบวนพิจารณาแบบรวบรัดของคณะตุลาการที่เรียกทรอยคามาใช้แทนขั้นตอนที่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายโซเวียตขณะนั้น[8]

ผู้เคราะห์ร้ายหลายหมื่นคนถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางการเมืองหลายรูปแบบ เช่น จารกรรม การสร้างความเสียหาย วินาศกรรม การปลุกปั่นให้ต่อต้านโซเวียต และการสมคบกันเพื่อตระเตรียมการลุกฮือหรือรัฐประหาร ในไม่ช้าผู้เคราะห์ร้ายมักถูกประหารด้วยการยิงเสียให้ตายหรือส่งไปจองจำไว้ในค่ายแรงงานเกณฑ์แบบกูลัก หลายคนตายลงในค่ายแรงงานเกณฑ์เพราะความอดอยาก โรค การเสี่ยงชีวิต และการถูกใช้แรงงานเกินควร นอกจากนี้ มีการทดลองใช้วิธีการอื่น ๆ มากำจัดผู้เคราะห์ร้าย เช่น ในมอสโคว มีการใช้รถก๊าซฆ่าผู้เคราะห์ร้ายขณะขนส่งเขาเหล่านั้นไปยังลานประหารที่เรียกแนวยิงบูโทโว[note 1]

การกวาดล้างใหญ่นี้เริ่มขึ้นในช่วงที่ Genrikh Yagoda เป็นหัวหน้าพลาธิการกิจการภายในฯ แต่รุนแรงถึงขีดสุดในช่วงกันยายน ค.ศ. 1936 ถึงสิงหาคม ค.ศ. 1938 ที่นีโคไล เยจอฟ เป็นหัวหน้าพลาธิการฯ การกวาดล้างดำเนินไปตามคำสั่งที่เรียกว่าแนวปฏิบัติทั่วไป ซึ่งโดยมากแล้วได้แก่คำสั่งโดยตรงของคณะกรรมการบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีสตาลินเป็นประธาน

อ้างอิง[แก้]

  1. Gellately 2007.
  2. Figes 2007, pp. 227–315.
  3. Ellman, Michael (2002). "Soviet Repression Statistics: Some Comments" (PDF). Europe-Asia Studies. 54 (7): 1151–1172. doi:10.1080/0966813022000017177. S2CID 43510161. The best estimate that can currently be made of the number of repression deaths in 1937–38 is the range 950,000–1.2 million, i.e. about a million. This is the estimate which should be used by historians, teachers and journalists concerned with twentieth century Russian—and world—history
  4. Helen Rappaport (1999). Joseph Stalin: A Biographical Companion. ABC-CLIO. p. 110. ISBN 978-1576070840. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  5. Whitewood, Peter. 2015. "The Purge of the Red Army and the Soviet Mass Operations, 1937–38." Slavonic & East European Review 93(2)) 286–314.
  6. Conquest 2008, pp. 250, 257–8.
  7. Conquest 2008, p. 121 which cites his secret speech.
  8. Conquest 2008, p. 286.


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "note" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="note"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>