วิกฤตการณ์มาลายา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิกฤตการณ์มาลายา
เป็นส่วนหนึ่งของ การปลดแอกจากอังกฤษ
และ สงครามเย็น
RAAFAvroLincolnMalaya1950.jpg
เครื่องบินทิ้งระเบิด Avro Lincoln ของออสเตรเลียทั้งระเบิดใส่ฐานทัพฝ่ายคอมมิวนิสต์ในป่ามลายู (ค.ศ. 1950)
วันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1948 – 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1960
สถานที่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลลัพธ์
คู่ขัดแย้ง
กองกำลังต่อต้านคอมมิวนิสต์:
Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร

ธงชาติของออสเตรเลีย ออสเตรเลีย
ธงชาติของนิวซีแลนด์ นิวซีแลนด์

กองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์:
Red flag.svg พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา
  • กองทัพปลดปล่อยชนชาติมาลายา
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหราชอาณาจักร พลโท ฮาโรลด์ บริกกส์
สหราชอาณาจักร พลตรี รอย เออร์คิวฮาร์ท
สหราชอาณาจักร เซอร์ เฮนรี เจอร์นี †
สหราชอาณาจักร เซอร์ เจอราร์ด เทมเพลอร์
ออสเตรเลีย พลโท เฮนรี เวลส์
Red flag.svg จีนเป็ง
กำลัง
250,000 กองกำลังปกป้องมาลายา
40,000 บุคลากรเครือจักรภพแห่งชาติ

37,000 ตำรวจพิเศษ
24,000 ตำรวจสหพันธรัฐ

พรรคคอมมิวนิสต์ฯ:
มากกว่า 150,000*
  • กองทัพปลดปล่อยฯ:
    ราว 8,000
กำลังพลสูญเสีย
เสียชีวิต: 1,346 กองกำลังและตำรวจมาลายา
519 ทหารอังกฤษ
บาดเจ็บ: 2,406 กองกำลัง/ตำรวจมาลายาและอังกฤษ

พลเรือนเสียชีวิต: 2,478 ราย, 810 สูญหาย

เสียชีวิต: 6,710
บาดเจ็บ: 1,289
เชลย: 1,287
จำนน: 2,702
*=ไม่แน่นอน

วิกฤตการณ์มาลายา (อังกฤษ: Malayan Emergency) เป็นสงครามกองโจรต่อสู้กันระหว่างฝ่ายเครือจักรภพแห่งชาติและ กองทัพปลดปล่อยชนชาติมาลายาซึ่งเป็นกองกำลังของ พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 ถึง 1960

แม้ว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์ จะพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1960 แต่ผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ "ชิน เผง" ยังคงก่อการจลาจลในปี ค.ศ. 1967 และเรื่อยไปจน ค.ศ. 1989 จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "สงครามจลาจลคอมมิวนิสต์" แม้ว่ากองกำลังของอังกฤษและออสเตรเลียได้ถอนกำลังออกจากมาเลเซียไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่การก่อจลาจลก็ยังล้มเหลว

ชนวนเหตุ[แก้]

จากการถอนกำลังของจักรวรรดิญี่ปุ่น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจของมาลายาได้รับความเสียหายอย่างมาก เกิดปัญหาการว่างงานและค่าจ้างที่ต่ำ รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น บ่อยครั้งที่แรงงานมากมายนัดหยุดงานและรวมตัวกันเพื่อประท้วงระหว่างปี ค.ศ. 1946 - 1948 ในห้วงเวลาอันยากลำบากนั้น อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของมลายูมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะฟื้นระบบเศรษฐกิจของแหลมมลายู ซึ่งรายได้จากการค้าดีบุกและอุตสาหกรรมยางนี้เองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กลุ่มผู้ประท้วงได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ซึ่งรัฐบาลก็ได้มีมาตรการจับกุมและเนรเทศออกนอกดินแดน แต่ในทางกลับกันกลับกลายเป็นว่ากลุ่มผู้ประท้วงกลับแข็งข้อมากขึ้น ในวันที่ 16 มิถุนายน 1948 ชนวนเหตุได้ถูกจุดขึ้นเมื่อ 3 ผู้จัดการสวนชาวยุโรปได้ถูกฆ่าตายในเมืองซันกาย ซีปุด รัฐเประ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อังกฤษได้จึงประกาศใช้มาตรการฉุกเฉิน จากนั้นในเดือนกรกฎาคมภายใต้มาตรการฯ พรรคคอมมิวนิสต์มาลายาและกลุ่มบุคคลคู่กรณีได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร และตำรวจได้รับอำนาจในการจับกุมและกักขังบุลคลที่เป็นคอมมิวนิสต์และผู้ต้องสงใสว่าให้การช่วยเหลือแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้โดยไม่ต้องสอบสวน ในขณะนั้น พรรคคอมมิวนิสต์มาลายาซึ่งนำโดย ชิน เผง ได้ถอยกลับไปยังชนบทและก่อตั้ง กองทัพปลดปล่อยชนชาติมาลายา ขึ้น หรืออีกชื่อหนึ่งคือ กองทัพประชาชนปลดปล่อยมาลายา ใช้การรบแบบกองโจร โดยมีเป้าหมายคือ กลุ่มอุตสาหกรรมและธุรกิจของเจ้าอาณานิคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกและยางพารา