การเยือนประเทศจีนของริชาร์ด นิกสัน พ.ศ. 2515
ระหว่างวันที่ 21 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผลสำเร็จสูงสุดจากความพยายามของคณะบริหารของเขาในการสถาปนาความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนหลังจากหลายปีที่นโยบายการทูตของสหรัฐให้การสนับสนุนแก่สาธารณรัฐจีนในไต้หวันเป็นหลัก[1] การเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และการมาถึงของเขาก็ได้ยุติการไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศที่ยาวนานถึง 23 ปี นิกสันเยือนจีนเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการดำเนินความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต หลังเกิดความแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียต การปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติถึงจุดสูงสุดใน พ.ศ. 2522 เมื่อสหรัฐได้โอนการรับรองทางการทูตจากไทเปไปยังปักกิ่ง และสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นสู่อำนาจในจีนแผ่นดินใหญ่ใน พ.ศ. 2492 และก๊กมินตั๋งได้ล่าถอยไปยังเกาะไต้หวันหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองจีน สหรัฐยังคงให้การยอมรับสาธารณรัฐจีนว่าเป็นรัฐบาลเดียวของจีน ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่ไทเป ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีใน พ.ศ. 2511 อดีตรองประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันได้ส่งสัญญาณว่าจะสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงต้นวาระแรกของเขา นิกสันใช้ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เฮนรี คิสซินเจอร์ เพื่อส่งสัญญาณอย่างนุ่มนวลถึงการมีสัมพันธ์อันดีต่อรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ส่งสัญญาณหลายครั้ง คิสซินเจอร์ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจทางการทูตลับที่ปักกิ่งใน พ.ศ. 2514 ซึ่งเขาได้พบกับโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2514 ประธานาธิบดีได้ประกาศออกอากาศสดทางโทรทัศน์ว่าเขาจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีถัดไป[2]
การเยือนครั้งนี้ทำให้สาธารณชนชาวอเมริกันเห็นภาพของจีนแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ ตลอดทั้งสัปดาห์ ประธานาธิบดีและที่ปรึกษาอาวุโสของเขาได้เข้าร่วมการหารือที่สำคัญกับผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงการพบปะกับประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมา เจ๋อตง ขณะที่แพต นิกสัน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเรียน โรงงาน และโรงพยาบาลในปักกิ่ง หางโจว และเซี่ยงไฮ้ โดยมีคณะสื่อมวลชนอเมริกันกลุ่มใหญ่ติดตามไปด้วย นิกสันเรียกการเยือนครั้งนี้ว่า "สัปดาห์ที่เปลี่ยนโลก" ซึ่งเป็นคำที่ยังคงสะท้อนอยู่ในพจนานุกรมการเมือง ผลพวงจากการเยือนของนิกสันยังคงมีมาจนถึงทุกวันนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีคือความสมดุลของสงครามเย็นได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดความแตกแยกทางอุดมการณ์ระหว่างสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่งผลให้โซเวียตต้องยอมอ่อนข้อลงอย่างมากและนำไปสู่การล่มสลายในที่สุด
ผลจากการเดินทางเยือนจีนของนิกสันยังคงส่งผลกระทบต่อการเมืองในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เจฟฟรีย์ เบเดอร์ เขียนไว้ในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการเยือนครั้งนี้ว่าข้อตกลงพื้นฐานที่นิกสันและเหมาต่างต้องการซึ่งก็คือการให้ผลประโยชน์ร่วมกันอยู่เหนืออุดมการณ์และค่านิยมนั้นยังคงได้รับการยึดถืออย่างดีจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน[3] นอกจากนี้ วลี "นิกสันไปจีน" ยังกลายมาเป็นคำอุปมาที่ใช้กล่าวถึงความสามารถของนักการเมืองที่มีชื่อเสียงแข็งแกร่งในหมู่ผู้สนับสนุนในฐานะผู้แทนและปกป้องค่านิยมของพวกเขาให้สามารถกระทำการบางอย่างที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์และแม้กระทั่งต่อต้านหากกระทำโดยบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น[3]
การเยือน
[แก้]ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
[แก้]
ความสัมพันธ์ที่พัฒนาดีขึ้นกับสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีนมักถูกยกย่องให้เป็นความสำเร็จทางการทูตที่โดดเด่นที่สุดในสมัยการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนิกสัน[4] หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวอเมริกันเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียตที่เสื่อมถอยลง การที่โซเวียตรวมพันธมิตรคอมมิวนิสต์เข้าไว้ในยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ และโอกาสที่กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองจีน[ต้องการอ้างอิง] ชาวอเมริกันจำนวนมากกังวลว่าคอมมิวนิสต์อาจเข้ามามีอิทธิพลในโรงเรียนหรือสหภาพแรงงาน[5]
นับตั้งแต่ความแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียตใน พ.ศ. 2499 ผู้นำจีนมองหาพันธมิตรภายนอกเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับสหภาพโซเวียต ขณะที่สหรัฐต้องการสร้างอำนาจต่อรองเหนือสหภาพโซเวียต การคลี่คลายสงครามเวียดนามเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง วินสตัน ลอร์ด เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (และต่อมาเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศจีน) ตั้งข้อสังเกตว่าด้วยการติดต่อประสานงานอย่างยืดหยุ่นกับทั้งสหภาพโซเวียตและจีน สหรัฐพยายามที่จะกดดันทั้งสองประเทศให้ลดการสนับสนุนเวียดนามเหนือเนื่องจากทั้งคู่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหรัฐมากขึ้น[6]
ริชาร์ด นิกสัน ได้รับชื่อเสียงว่าเป็นผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแข็งขันในช่วงปลายทศวรรษ 1940 และในฐานะรองประธานาธิบดีของดไวต์ ไอเซนฮาวร์ แต่ใน พ.ศ. 2515 เขากลับกลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ขณะดำรงตำแหน่ง[7] ยูลีสซีส เอส. แกรนต์ เคยเยือนจีนระหว่างการเดินทางรอบโลกหลังพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี[8] และเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ เคยอาศัยอยู่ในประเทศจีนในฐานะผู้จัดการเหมืองแร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2442 ถึง พ.ศ. 2444[9] และมีความเชี่ยวชาญภาษาจีนกลางอยู่บ้าง[ต้องการอ้างอิง] ส่วนไอเซนฮาวร์เคยเดินทางเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2503 ในช่วงที่สหรัฐยังคงให้การยอมรับรัฐบาลสาธารณรัฐจีนในไทเปว่าเป็นรัฐบาลเดียวของจีน[10]
ความพร้อม
[แก้]ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2514 เฮนรี คิสซินเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีนิกสัน เดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับ ๆ ระหว่างการเดินทางไปปากีสถาน และวางรากฐานสำหรับการเยือนจีนของนิกสันในเวลาต่อมา การพบปะครั้งนี้ถูกจัดการและอำนวยความสะดวกโดยปากีสถานผ่านช่องทางการทูตที่แน่นแฟ้นกับจีน[11][12] บันทึกการประชุมของทำเนียบขาวและเอกสารที่เคยเป็นความลับแสดงให้เห็นว่านิกสันเริ่มดำเนินการเพื่อเปิดช่องทางการสื่อสารกับปักกิ่งตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว[13] เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้ ประธานาธิบดีนิกสันจึงได้ดำเนินยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวังผ่านพันธมิตรของจีนคอมมิวนิสต์ ได้แก่ โรมาเนียและปากีสถาน[14] รวมถึงเสนอการสนับสนุนปากีสถานในช่วงสงครามปลดปล่อยบังกลาเทศ พ.ศ. 2514[15][16]
และในวันที่ 15 กรกฎาคม นิกสันได้ประกาศต่อสาธารณชนที่ต่างประหลาดใจว่าเขาจะเดินทางเยือนประเทศจีน[17]
เดินทางสู่ประเทศจีน
[แก้]
ประธานาธิบดีนิกสัน ภริยา และคณะผู้ติดตามออกจากทำเนียบขาวในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 โดยใช้เวลาหนึ่งคืนที่ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินคาเนโอเฮในโอวาฮู รัฐฮาวาย พวกเขาเดินทางถึงกวมในวันรุ่งขึ้นเวลา 17.00 น. และพักค้างคืนที่นิมิตซ์ฮิลล์แอนเน็กซ์ ที่พำนักของผู้บัญชาการกองทัพเรือหมู่เกาะมาเรียนา ในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ คณะของนิกสันออกเดินทางจากกวมเพื่อบินไปยังเซี่ยงไฮ้เป็นเวลาสี่ชั่วโมง หลังจากเดินทางถึง พวกเขาก็เดินทางต่อไปยังปักกิ่ง[19]
การพบปะกับเหมา
[แก้]
ระหว่างวันที่ 21 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เดินทางไปยังปักกิ่ง หางโจว และเซี่ยงไฮ้ ทันทีที่ประธานาธิบดีอเมริกันเดินทางถึงเมืองหลวงของจีน เหมา เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เรียกเขาเข้าพบอย่างรวดเร็ว โดยมี คิสซินเจอร์และผู้ช่วยของเขา วินสตัน ลอร์ด เข้าร่วมการประชุมด้วย เพื่อเลี่ยงไม่ให้ วิลเลียม พี. โรเจอส์ รัฐมนตรีต่างประเทศต้องอับอาย นิกสันร้องขอให้ฝ่ายจีนตัดภาพของลอร์ดออกจากภาพถ่ายทางการทั้งหมดของการประชุมในครั้งนั้น[20][18]
นิกสันและคณะทูตอเมริกันคนอื่น ๆ ไม่ทราบมาก่อนว่าในเวลานั้นเหมามีสุขภาพย่ำแย่และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมาหลายสัปดาห์ก่อนการมาถึงของนิกสันเพียงเก้าวัน แต่ถึงอย่างไร เหมารู้สึกดีพอที่จะยืนยันกับเจ้าหน้าที่ของตนว่าเขาจะเข้าพบนิกสันทันทีที่มาถึง เมื่อได้พบกับนิกสันเป็นครั้งแรก เหมากล่าวผ่านล่ามว่า "ฉันเชื่อว่าเจียง ไคเชกเพื่อนเก่าของเราคงไม่เห็นดีด้วยกับเรื่องนี้" เหมายังพูดติดตลกว่า "ฉันลงคะแนนให้คุณในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด"[21] นิกสันรู้สึกถูกใจและกล่าวว่า "ท่านลงคะแนนให้คนที่เลวน้อยกว่า"และเหมาตอบกลับว่า "ฉันชอบพวกฝ่ายขวา ฉันจะค่อนข้างมีความสุขเมื่อคนเหล่านี้ที่อยู่ฝ่ายขวาได้ขึ้นมามีอำนาจ"[22][23]

ในฐานะผู้สังเกตการณ์การพบปะระหว่างเหมาและนิกสัน ลอร์ดตั้งข้อสังเกตถึงบุคลิกที่เรียบง่ายและเหมือนชาวนา รวมถึงอารมณ์ขันที่ชอบถ่อมตนของเหมา เหมาพูดง่าย ๆ ไม่สละสลวย แต่ก็สื่อสารอย่างชัดเจนถึงการเห็นชอบต่อการเยือนครั้งนี้และประโยชน์ทางการทูตของมัน ลอร์ดบรรยายภาษาที่จงใจใช้และเป็นช่วง ๆ ของเหมาว่าเป็นการ "แสดงที่เชี่ยวชาญมาก" ครั้งหนึ่ง[6]
กิจกรรมอื่น ๆ
[แก้]
ในการเยือนครั้งนี้ นิกสันได้ประชุมหลายครั้งกับโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน และเดินทางไปเยี่ยมชมกำแพงเมืองจีน หางโจว และเซี่ยงไฮ้ ในระหว่างพิธีมอบของขวัญ นิกสันมอบรูปปั้นหงส์เครื่องกระเบื้องให้แก่เหมา[24]
นิกสันสิ้นสุดการเยือนในเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเดินทางออกจากจีนด้วยเที่ยวบินไปยังแองคอริจ รัฐอะแลสกา[25]
ผลลัพธ์
[แก้]
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมเซี่ยงไฮ้ ซึ่งทั้งสองชาติให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตให้กลับสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบและยอมรับในความแตกต่างที่มีมายาวนานเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน แถลงการณ์ดังกล่าวเปิดทางให้สหรัฐและจีนสามารถพักประเด็น "คำถามสำคัญที่ขัดขวางการฟื้นฟูความสัมพันธ์"[26] เกี่ยวกับสถานะทางการเมืองของไต้หวันไว้ชั่วคราวเพื่อเปิดการค้าและการติดต่ออื่น ๆ สหรัฐยังคงรักษาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลสาธารณรัฐจีนในไต้หวันและไม่ได้ตัดความสัมพันธ์จนกระทั่ง พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นปีที่สหรัฐสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
ระหว่างอยู่ในเซี่ยงไฮ้ นิกสันกล่าวถึงความหมายของการเดินทางครั้งนี้สำหรับสองประเทศในอนาคตว่า:
สัปดาห์นี้คือสัปดาห์ที่เปลี่ยนโลก เพราะสิ่งที่พวกเราได้กล่าวไว้ในแถลงการณ์ร่วมนี้ไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่เราจะทำในอีกหลายปีข้างหน้า เพื่อสร้างสะพานเชื่อมระยะทาง 16,000 ไมล์และยุติความเป็นปฏิปักษ์ 22 ปีที่เคยแบ่งแยกเราในอดีต และสิ่งที่เราได้กล่าวในวันนี้คือ เราจะสร้างสะพานนั้น[27]
ภายในหนึ่งปีหลังการเยือนของนิกสัน พันธมิตรของสหรัฐจำนวนหนึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเยอรมนีตะวันตกได้ยุติความสัมพันธ์กับไต้หวันเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน[28]
ผลพวง
[แก้]นิกสันและช่วยของเขาวางแผนการเดินทางครั้งนี้อย่างรอบคอบเพื่อให้มีผลกระทบต่อผู้ชมโทรทัศน์ในสหรัฐมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การรายงานข่าวของสื่อเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้เป็นไปในเชิงบวกอย่างท่วมท้นและนำเสนอภาพนิกสันกำลังสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ และเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ร่วมกับบุคคลสำคัญคนอื่น ๆ บทสัมภาษณ์ในภายหลังกับผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับประธานาธิบดีแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต่างกระตือรือร้นเพียงใดที่จะได้ไปร่วมการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งบางคนถึงกับยกย่องให้เป็นการประชุมสุดยอดที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา[29] แม็กซ์ แฟรงเคิล จาก เดอะนิวยอร์กไทมส์ ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาผู้สื่อข่าวต่างประเทศจากการรายงานข่าวเหตุการณ์นี้[29]
เรื้องอื้อฉาววอเตอร์เกตที่เกิดขึ้นในช่วงปลาย พ.ศ. 2515 ส่งผลให้นิกสันให้ความสำคัญกับความพยายามทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนน้อยลง[30] ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การหารือเรื่องการจัดตั้งสายด่วนระหว่างวอชิงตัน ดี.ซี. และปักกิ่งถูกเลื่อนออกไป ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นครั้งแรกระหว่างการเยือนจีนและมีการพูดคุยกันระหว่างคิสซินเจอร์กับโจวในที่ประชุมเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2516[31] ในที่สุดสายด่วนปักกิ่ง–วอชิงตันก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในภายหลังเมื่อ พ.ศ. 2550
ในฤดูใบไม้ร่วง พ.ศ. 2514 ฝั่ม วัน ด่ง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ขอให้เหมายกเลิกแผนการเยือนของนิกสันแต่ไม่สำเร็จ[32]: 93 ผู้นำเวียดนามตีความว่ากระบวนการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นการทรยศต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน–เวียดนามและก่อให้เกิดความตึงเครียด[32]: 93
การเยือนครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับโอเปร่า Nixon in China ของจอห์น แอดัมส์ ใน พ.ศ. 2530 นอกจากนี้ยังเป็นหัวข้อของภาพยนตร์สารคดี American Experience: Nixon's China Game ที่ออกอากาศทาง PBS
การเยือนของนิกสันมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่แถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น–จีนในเดือนกันยายน พ.ศ. 2515[33][34] ในการหารือกับคะกุเอะ ทะนะกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เหมา เจ๋อตงกล่าวว่า "ฉันบอกกับนิกสันว่า 'ฉันลงคะแนนให้คุณตอนที่คุณลงรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี คุณยังไม่รู้เลย''' เหมากล่าวว่าเขาไม่มีความสนใจในพรรคคอมมิวนิสต์ของญี่ปุ่น และ "ลงคะแนนให้" คะกุเอะ ทะนะกะด้วยเช่นกัน[35]
การเยือนของนิกสันมีบทบาทในการเปิดประเทศจีนสู่การค้ากับสหรัฐที่ในที่สุดก็ช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ[36]
เนื่องจากโอกาสในการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างจีน–สหรัฐดีขึ้นหลังการเยือน ความมุ่งมั่นของจีนต่อการรณรงค์แนวรบที่สามเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมหนักในพื้นที่ภายในประเทศที่ขรุขระก็ได้ค่อย ๆ ลดลง[37]: 4, 225–229 การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนช่วยลดความกลัวต่อการรุกราน ซึ่งความกลัวดังกล่าวนี้พร้อมกับความกังวลเรื่องการรุกรานของโซเวียต เป็นแรงจูงใจในการก่อสร้างแนวรบที่สาม[37]: 4 [38]: 180
ใน พ.ศ. 2522 มีการเยือนสหรัฐของเติ้ง เสี่ยวผิงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ถือเป็นการเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้นำอาวุโสของสาธารณรัฐประชาชนจีน[39] เติ้งพบปะกับจิมมี คาร์เตอร์ ประธานาธิบดีในขณะนั้นและนิกสัน อดีตประธานาธิบดีในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทำเนียบขาว[40][41]
ดูเพิ่ม
[แก้]ทั่วไป:
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Hughes, Ken (ตุลาคม 4, 2016). "Richard Nixon: Foreign Affairs". millercenter.org. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ เมษายน 17, 2017.
- ↑ "This Day in History, July 15, 1971". HISTORY. A&E Television Networks. กรกฎาคม 14, 2020. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 7, 2022.
- 1 2 Bader, Jeffrey A. (กุมภาพันธ์ 23, 2012). "China and the United States: Nixon's Legacy after 40 Years". Brookings. สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 1, 2021.
- ↑ Joan Hoff. Nixon Reconsidered (New York, NY: BasicBooks, 1994): 182.
- ↑ "Labor's Communists Come Under Fire". Life. Vol. 22 no. 12. Time. มีนาคม 24, 1947. pp. 31–35. ISSN 0024-3019.
- 1 2 Kennedy, Charles S. (เมษายน 28, 1998). "Nixon Goes to China". The Association for Diplomatic Studies and Training: Foreign Affairs Oral History Project. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 21, 2013.
- ↑ Stephen E. Ambrose. Nixon, the Triumph of a Politician 1962–1972 (New York, NY: Simon and Schuster, 1989): 439.
- ↑ "Ulysses S. Grant: International Arbitrator (U.S. National Park Service)". www.nps.gov (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 31, 2021.
- ↑ "Years of Adventure 1874-1914". The Herbert Hoover Presidential Library and Museum (ภาษาอังกฤษ). พฤศจิกายน 1, 2017. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ มกราคม 6, 2018. สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 31, 2021.
- ↑ Tiezzi, Shannon. "How Eisenhower Saved Taiwan". thediplomat.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 31, 2021.
- ↑ Burr, William. "Negotiating U.S.-Chinese Rapprochement". The National Security Archive. สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 8, 2018.
- ↑ Tenembaum, Yoav. "CHINA POWER Kissinger's Visit, 40 Years On". The Diplomat. สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 8, 2018.
- ↑ "Getting to Beijing: Henry Kissinger's Secret 1971 Trip". US–China Institute.
- ↑ "The Week that Changed the World". Richard Nixon Foundation. มกราคม 18, 2017.
- ↑ "The 1971 war: When Richard Nixon and Henry Kissinger failed to 'scare off' the Indians". Firstpost (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ธันวาคม 10, 2021. สืบค้นเมื่อ กันยายน 6, 2024.
- ↑ Tharoor, Ishaan (ธันวาคม 1, 2023). "Analysis | The Bengali blood on Henry Kissinger's hands". Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ กันยายน 6, 2024.
- ↑ Intelligence Policy and National Security. Palgrave Macmillan UK. 1981. p. 197.
- 1 2 Kennedy, Charles S. (เมษายน 28, 1998). "Nixon Goes to China". The Association for Diplomatic Studies and Training: Foreign Affairs Oral History Project. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 21, 2013.
- ↑ "Nixon In China Itinerary, Feb. 17 -28, 1972". US-China Institute. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ กรกฎาคม 6, 2018.
- ↑ Kissinger Years of Upheaval p. 65
- ↑ Nixon, Richard (1978). The Memoirs of Richard Nixon. Vol. 2. New York, United States: Warner Books. p. 29.
- ↑ Kalb, Marvin (พฤษภาคม 9, 2013). The Road to War: Presidential Commitments Honored and Betrayed (ภาษาอังกฤษ). Brookings Institution Press. p. 150. ISBN 978-0-8157-2443-8.
- ↑ "Nixon Asserts That Western Rightists Pleased Mao". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). พฤษภาคม 2, 1978. ISSN 0362-4331. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ มิถุนายน 27, 2021. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 3, 2022.
- ↑ "Sculpture Reported Given to Mao", The New York Times, กุมภาพันธ์ 25, 1972
- ↑ Haldeman, Harry Robbins (กุมภาพันธ์ 28, 1972), H. R. Haldeman Diaries Collection, January 18, 1969 – April 30, 1973 (PDF), National Archives and Records Administration
- ↑ "Nixon's China's Visit and "Sino-U.S. Joint Communiqué"". www.fmprc.gov.cn. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ กุมภาพันธ์ 14, 2012. สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 26, 2021.
- ↑ "1972 Election - 1972 Year in Review - Audio - UPI.com". UPI (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ พฤษภาคม 24, 2024. สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 26, 2021.
- ↑ Karl, Rebecca E. (2010). Mao Zedong and China in the twentieth-century world : a concise history. Durham [NC]: Duke University Press. p. 153. ISBN 978-0-8223-4780-4. OCLC 503828045.
- 1 2 "Assignment: China – The Week that Changed the World". US–China Institute.
- ↑ "Shanghai Communiqué Issued". www.pbs.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ มกราคม 29, 2022.
- ↑ "Memorandum of Conversation between Chou En-lai and Henry Kissinger" (PDF). Federation of American Scientists Intelligence Resource Program. พฤศจิกายน 14, 1973. สืบค้นเมื่อ มกราคม 31, 2022.
- 1 2 Wang, Frances Yaping (2024). The Art of State Persuasion: China's Strategic Use of Media in Interstate Disputes. Oxford University Press. ISBN 9780197757512.
- ↑ "EXCERPT OF MAO ZEDONG'S CONVERSATION WITH JAPANESE PRIME MINISTER KAKUEI TANAKA". digitalarchive.wilsoncenter.org. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ กันยายน 3, 2016. สืบค้นเมื่อ กันยายน 15, 2021.
- ↑ "Michael Schaller: Working Paper No. 2". nsarchive2.gwu.edu. สืบค้นเมื่อ กันยายน 15, 2021.
- ↑ "Mao Zedong, 'Settlement of the Questions of Restoration of Diplomatic Relations Between China and Japan Still Depends on the Government of the Liberal Democratic Party'". digitalarchive.wilsoncenter.org. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ กันยายน 9, 2015. สืบค้นเมื่อ กันยายน 15, 2021.
- ↑ How Nixon's China Visit affected U.S. Inflation for 50 Years
- 1 2 Meyskens, Covell F. (2020). Mao's Third Front: The Militarization of Cold War China. Cambridge, United Kingdom: Cambridge University Press. doi:10.1017/9781108784788. ISBN 978-1-108-78478-8. OCLC 1145096137. S2CID 218936313.
- ↑ Marquis, Christopher; Qiao, Kunyuan (2022). Mao and Markets: The Communist Roots of Chinese Enterprise. New Haven: Yale University Press. doi:10.2307/j.ctv3006z6k. ISBN 978-0-300-26883-6. JSTOR j.ctv3006z6k. OCLC 1348572572. S2CID 253067190.
- ↑ "The Nixon-Deng Comparison". Origins (ภาษาอังกฤษ). เมษายน 1997. สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 31, 2021.
- ↑ "China State Dinners: President Jimmy Carter and President Richard Nixon talk with Vice Premier Deng Xiaoping of China". WHHA (en-US) (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 31, 2021.
- ↑ Ambrose, Stephen E. (1991). Nixon: Ruin and recovery, 1973-1990 (ภาษาอังกฤษ). Simon and Schuster. p. 524. ISBN 978-0-671-52836-2.
หนังสืออ่านเพิ่ม
[แก้]- Burr, William (1999) The Kissinger Transcripts, The New Press
- Dallek, Robert (2007). Nixon and Kissinger: Partners in Power. New York: HarperCollins.
- Drew, Elizabeth (2007). Richard M. Nixon. New York: Times Books.
- Ladley, Eric (2002) Nixon's China Trip, Writer's Club Press; (2007) Balancing Act: How Nixon Went to China and Remained a Conservative.
- MacMillan, Margaret (2007). Nixon & Mao: The Week that Changed the World. New York: Random House.
- Mann, James (1999). About Face. New York: Knopf.
- Nixon, Richard (1978). RN: The Memoirs of Richard Nixon. New York: Grosset & Dunlap.
- Tudda, Chris (2012). A Cold War Turning Point: Nixon and China, 1969–1972. Baton Rouge, LA: Louisiana State University Press.
- Tyler, Patrick (1999). A Great Wall: Six Presidents and China, Public Affairs.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]| แหล่งข้อมูลห้องสมุดเกี่ยวกับ การเยือนประเทศจีนของริชาร์ด นิกสัน พ.ศ. 2515 |
- Nixon's Trip to China, including the President's recollections documented on White House tapes เก็บถาวร กรกฎาคม 31, 2014 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, from the Richard Nixon Presidential Library
- Index of articles on Nixon's foreign policy, including China, from the Richard Nixon Foundation
- Webcast: Nixon in China, from the Council on Foreign Relations
- Nixon's Trip to China: Records now Completely Declassified, Including Kissinger Intelligence Briefing and Assurances on Taiwan, from National Security Archive The George Washington University
แม่แบบ:Presidency of Richard Nixonแม่แบบ:Mao Zedong
แม่แบบ:China–United States relations แม่แบบ:Taiwan–United States relations
- Use mdy datesfromApril 2025
- บทความที่ขาดแหล่งอ้างอิงเฉพาะส่วนตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2022
- พ.ศ. 2515 ในสหรัฐ
- ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ
- พ.ศ. 2515 ในประเทศจีน
- การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของริชาร์ด นิกสัน
- การประชุมทางการทูตในประเทศจีน
- การประชุมทางการทูตในศตวรรษที่ 20
- พ.ศ. 2515 ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
- การเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐ
- การเยือนทางการทูตในประเทศจีน
- เหมา เจ๋อตง
- เฮนรี คิสซินเจอร์
- กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 ในเอเชีย
- โจว เอินไหล
- พ.ศ. 2515 ในปักกิ่ง