สงครามจีน-เวียดนาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามจีน-เวียดนาม
(สงครามอินโดจีนครั้งที่ 3)
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามอินโดจีน และ สงครามเย็น
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ – 16 มีนาคม 2522
สถานที่ ชายแดนจีน-เวียตนาม
ผลลัพธ์ ทั้งสองฝ่ายอ้างชัยชนะ
ดินแดน
เปลื่ยน
การเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนเพียงเล็กน้อย
คู่ขัดแย้ง
 จีน
ได้รับการสนับสนุนโดย:
 สหรัฐอเมริกา
 ไทย
 เวียดนาม
ได้รับการสนับสนุนโดย:
 สหภาพโซเวียต
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ประเทศจีน เติ้ง เสี่ยวผิง
ประเทศจีน หยาง เต๋อจี้
ประเทศจีน สิ่ว ชื่อโหยว
สหรัฐอเมริกา จิมมี คาร์เตอร์
ไทย ชวลิต ยงใจยุทธ
เวียดนาม โตน ดึ๊ก ทั้ง
เวียดนาม เล สวน
เวียดนาม Văn Tiến Dũng
เวียดนาม Dam Quang Trung
เวียดนาม Vu Lap
สหภาพโซเวียต เลโอนิด เบรจเนฟ
สหภาพโซเวียต อะเลคเซย์ โคซีกิน
กำลัง
ประมาณการโดยเวียดนาม: 600,000 นาย
รถถัง 400-550 คัน ประมาณการโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชน: 200,000 นาย
รถถัง 400-550 คัน
ทหารประจำการ: 70,000-100,000 นาย
ทหารเกณฑ์: 150,000 นาย รวม: 220,000-250,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
ทหารจีน: เสียชีวิต 30,000 นาย [1]

พลเรือนจีน: เสียชีวิต 8,531 คน บาดเจ็บ 21,000 คน[2][3]

ประมาณการโดยเวียดนาม: บาดเจ็บ 62,000 นาย เสียชีวิต 26,000 นาย[4][1]

พลเรือนเวียตนาม: เสียชีวิต 10,000 คน ไม่ปรากฏจำนวนทหารที่เสียชีวิต[2]

สงครามจีน-เวียดนาม
ชื่อจีน
จีนตัวเต็ม 對越自衛反擊戰
จีนตัวย่อ 对越自卫反击战
ชื่อเวียดนาม
เวียดนาม Chiến tranh biên giới Việt-Trung

สงครามจีน–เวียดนาม (เวียดนาม: Chiến tranh biên giới Việt-Trung; จีนตัวย่อ: 中越战争; จีนตัวเต็ม: 中越戰爭; พินอิน: zhōng-yuè zhànzhēng) หรือรู้จักกันในชื่อ สงครามอินโดจีนครั้งที่สาม เป็นสงครามชายแดนสั้น ๆ สู้รบกันระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในต้นปี 2522 จีนเปิดฉากการรุกเพื่อตอบโต้การบุกครองและยึดครองกัมพูชาของเวียดนามในปี 2521 (ซึ่งยุติการปกครองของเขมรแดงที่จีนหนุนหลัง)

ภูมิหลัง[แก้]

ในขณะที่สงครามอินโดจีนครั้งแรกเกิดขึ้นจากผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเวียดนามเกิดขึ้นจากการก่อการกำเริบที่เวียดนามเหนือสนับสนุนต่อรัฐบาลโง ดิญ เสี่ยม สงครามอินโดจีนที่สามเกิดขึ้นจากการที่เวียดนามเข้าไปขยายดินแดนในกัมพูชารวมทั้งหมู่เกาะสแปรตลีและแพราเซลที่รัฐบาลจีนอ้างสิทธิเป็นเจ้าของและนิยมสหภาพโซเวียตจนตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน[5]

สงครามอินโดจีนครั้งแรก[แก้]

ณ การประชุมพอทสดัมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 เสนาธิการร่วม (Combined Chiefs of Staff) ตัดสินใจว่าอินโดจีนใต้ละติจูด 16 องศาเหนือจะรวมอยู่ในกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้พลเรือเอกเมานต์แบ็ทแตนชาวบริติช กำลังญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ทางใต้เส้นนั้นยอมจำนนต่อเขาและกำลังญี่ปุ่นเหนือเส้นนั้นยอมจำนนต่อจอมทัพเจียง ไคเช็ก ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 กำลังจีนเข้าตังเกี๋ยและกำลังรบเฉพาะกิจบริติชขนาดเล็กขึ้นบกที่ไซ่ง่อน จีนยอมรับรัฐบาลเวียดนามภายใต้โฮจิมินห์ ซึ่งกำลังต่อต้านเวียดมินห์ตั้ง ซึ่งขณะนั้นครองอำนาจอยู่ในกรุงฮานอย ฝ่ายบริเตนไม่ยอมตามในไซ่ง่อน และยอมให้ฝรั่งเศสที่นั่นตั้งแต่ต้น ซึ่งต่อต้านการสนับสนุนเวียดมินห์ที่ดูเช่นนั้นโดยผู้แทนโอเอสเอสของอเมริกา ในวันวี-เจ 2 กันยายน โฮจิมินห์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามในกรุงฮานอย สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามปกครองเป็นรัฐบาลพลเรือนเดียวในเวียดนามทั้งหมดเป็นเวลาประมาณ 20 วัน หลังจักรพรรดิบ๋าว ดั๋ยสละราชสมับติ ซึ่งปกครองในการปกครองของญี่ปุ่น ฉะนั้นเวียดมินห์จึงถือเป็น "หุ่นเชิดญี่ปุ่น" วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1945 ด้วยทราบถึงผู้บัญชาการบริติชในไซ่ง่อน กำลังฝรั่งเศสโค่นรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนเวียดนามท้องถิ่น และประกาศฟื้นฟูอำนาจของฝรั่งเศสในโคชินจีน การสงครามกองโจรพลันเริ่มรอบไซ่ง่อน

ยุทธศาสตร์ผลักดันเวียดมินห์ให้โจมตีฐานที่มีการป้องกันดีในส่วนห่างไกลของประเทศ ณ ปลายเส้นทางลอจิสติกของเวียดมินห์สมเหตุสมผลที่ยุทธการที่หน่าสาน ทว่า ฐานนี้ค่อนข้างอ่อนแอเพราะขาดวัสดุก่อสร้างอย่างคอนกรีตและเหล็กกล้า รถถังหุ้มเกาะซึ่งมีประโยชน์จำกัดในสิ่งแวดล้อมป่า การขาดกองทัพอากาศที่เข้มแข็งสำหรับการคุ้มกันทางอากาศและการทิ้งระเบิดปูพรมและการใช้กำลังต่างด้าวเกณฑ์จากอาณานิคมฝรั่งเศสอื่นที่เกิดจากความไม่เป็นที่นิยมของสงครามนี้ในประเทศฝรั่งศสซึ่งห้ามการใช้ทหารเกณฑ์ชาวฝรั่งเศสประจำการ อีกด้านหนึ่ง ซ้าปใช้ยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพและใหม่ปืนใหญ่ยิงตรง (direct fire artillery) การซุ่มโจมตีขบวนคุ้มกันและปืนต่อสู้อากาศยานที่รวบรวมเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงทางบกหรืออากาศร่วมกับยุทธศาสตร์ที่ยึดการเกณฑ์กองทัพประจำการขนาดพอสมควรที่อำนวยจากการสนับสนุนของประชาชนอย่างกว้างขวาง ลัทธิการสงครามกองโจรและการสอนที่พัฒนาในประเทศจีนและการใช้วัสดุสงครามเรียบง่ายและเชื่อถือได้ที่สหภาพโซเวียตจัดหา ทั้งหมดนี้รวมกันพิสูจน์แล้วว่าเป็นหายนะสำหรับการป้องกันฐานนี้ ลงเอยด้วยความปราชัยของฝรั่งเศสอย่างเด็ดขาดในยุทธการที่เดียนเบียนฟู

ณ การประชุมเจนีวาระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1954 รัฐบาลฝรั่งเศสสังคมนิยมใหม่และเวียดมินห์ทำความตกลงซึ่งถูกรัฐบาลเวียดนามและสหรัฐประณาม แต่ให้คอมมิวนิสต์ควบคุมเวียดนามเหนือเส้นขนานที่ 17 ยกการควบคุมเวียดนามเหนือให้เวียดมินห์ภายใต้โฮจิมินห์ และเวียดนามใต้ยังอยู่ภายใต้จักรพรรดิบ๋าว ดั๋ย ปีต่อมา บ๋าว ดั่ย ถูกนายกรัฐมนตรีโง ดิญ เสี่ยม ปลด สถาปนาสาธารณรัฐเวียดนาม ไม่นาน เกิดการก่อการกำเริบที่เวียดนามเหนือสนับสนุนต่อรัฐบาลเดี่ยม ความขัดแย้งค่อย ๆ บานปลายเป็นสงครามเวียดนาม

ความแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียต[แก้]

เหมา เจ๋อตุง คาดว่าการตอบโต้ในเชิงรุกจาก นิกิตา ครุสชอฟ ในอุบัติการณ์ยู-2 ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2503 จะทำให้โซเวียตเลิกคิดที่จะอยู่ร่วมกันกับกลุ่มชาติตะวันตก. ครุสชอฟเรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ที่ประชุมสุดยอดปารีส 1960 แต่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์กลับปฏิเสธ เหมาและครุสชอฟตีความการกระทำเช่นนี้ว่า ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์เป็นปรามาสประเทศสังคมนิยมทั้งหมด. จีนตอบโต้ด้วยเรียกร้องให้ ครุสชอฟ ใช้กองกำลังกระทำการต่อต้านการรุกรานของอเมริกา เมื่อ ครุสชอฟ ไม่ตอบสนองก็เกิดถกเถียงกันในที่ประชุมบูคาเรสต์ของโลกคอมมิวนิสต์และภาคีแรงงานแต่ละโจมตีอุดมการณ์ของคนอื่น เหมาต่อกล่าวว่าเน้น ครุสชอฟ ว่าคนที่อ่อนแอ่, ครุชชอฟ โต้กลับ เหมา โดยกล่าวว่า เป็นคนบ้าไร้สติ.”[6]

ในปี พ.ศ. 2505 ในที่สุดความสัมพันธ์ระหว่างจีนและโซเวียตก็ถูกทำลาย เหมาวิพากษ์วิจารณ์ครุชชอฟ ในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ครุชชอฟตอบด้วยความโกรธว่าความคิดแบบเหมาจะนำไปสู่​​สงครามนิวเคลียร์ ในเวลาเดียวกันโซเวียตเข้าข้างอินเดียในสงครามจีน-อินเดีย. ความแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียต ก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น โดยโซเวียตตอบโต้โดยนำนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคโซเวียต 1,400คนออกจากประเทศจีนที่นำไปสู่การยกเลิกการมากกว่า 200 โครงการในจีนร่วมถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการอวกาศการถอนตัวจากประเทศจีนทำให้เกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจจีน และแผนการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าล้มเหลว

สงครามเวียดนาม[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามเวียดนาม

เวียดนามเหนือไม่ยอมรับสถานภาพของเวียดนามใต้ ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ให้การช่วยเหลือทางทหารแก่เวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งทหารมาประจำในเวียดนามใต้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เวียดนามเหนือประกาศทำสงครามเพื่อขับไล่และ ปลดปล่อย เวียดนามใต้จากสหรัฐอเมริกาและรวมเข้าเป็นประเทศเดียวกัน พร้อมให้การสนับสนุนกลุ่มชาวเวียดนามใต้ที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกา (เวียดกง) ในการทำสงคราม

การรบส่วนใหญ่กลายเป็นการรบระหว่างทหารสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรจากต่างประเทศ กับกองกำลังเวียดกงและเวียดนามเหนือ ทั้งในชนบทและการโจมตีในเมือง หลังการรุกโจมตีครั้งใหญ่ของเวียดนามเหนือและเวียดกงในปีพ.ศ. 2511 ที่เมืองเว้และเมืองหลักอื่น ๆ ในเวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกาเริ่มเตรียมการถอนกำลังจากเวียดนามใต้และให้เวียดนามใต้ทำสงครามโดยลำพัง

สหรัฐอเมริกาถอนทหารจากเวียดนามใต้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2516 กองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกงจึงสามารถรุกเข้ายึดไซ่ง่อนและเวียดนามใต้ได้ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2518 การรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันเกิดขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2519

กัมพูชา[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามกัมพูชา–เวียดนาม

สาเหตุที่เวียดนามเข้าบุกนั้นก็เพราะว่าฝ่ายเขมรแดงได้ทำการสังหารหมู่ชาวเวียดนามไปมาก เขมรแดงนั้นเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับจีน ในค.ศ. 1979 รัฐบาลจีนได้เข้าบุกเวียดนามเพื่อเป็นการลงโทษสำหรับการที่เวียดนามเข้าไปล่าอาณานิคมในกัมพูชา การต่อสู้นั้นกินระยะเวลาสั้นแต่รุนแรง จีนได้บุกเข้ามาในเวียดนามเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตรโดยเข้ายึดเมืองลางซอนในวันที่ 6 มีนาคม ที่นั่นพวกเขาคิดว่าเส้นทางสู่ฮอนอยนั้นโล่งแล้ว โดยประกาศว่าภารกิจในการลงโทษเวียดนามสำเร็จและทำการการถอนกำลัง เหตุผลที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนถอนกำลังออกเนื่องจากทหารจีนเสียชีวิตมากกว่าทหารเวียดนาม ทำให้จีนต้องยุติการสู้รบ

กำลังทหาร[แก้]

ขณะนั้นถือได้ว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามแล้วนั้นถือได้ว่าใกล้เคียงกันเนื่องจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนเคยผ่านการรบจากสงครามเวียดนามและสงครามเกาหลีซึ่งใช้ระบบการรบจากสหภาพโซเวียตซึ่งแตกต่างกับกองทัพประชาชนเวียดนามที่มีประสบการณ์เพียงแค่สงครามเวียดนาม แต่มีทักษะในการรบที่ดีกว่าและรู้วิธีการรบแบบกองโจรผสมการรบแบบสมัยใหม่ ขณะที่เวียดนามบุกกัมพูชานั้นกองกำลังทางทหารของเวียดนามมีจำนวน 875,000 คน โดยที่ยังไม่รวมกำลังทหารของฝ่ายสมเด็จอัครมหาพญาจักรี เฮง สัมริน ที่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน และยังมีอาวุธที่เหลือจากสงครามเวียดนามอยู่มาก รวมทั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2531 เวียดนามได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหภาพโซเวียตเป็นจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกับจีน เพื่อพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและเพื่อการปราบปรามฝ่ายต่อต้านในกัมพูชา จึงกล่าวได้ว่าจีนมีขีดความสามารถที่ใกล้เคียงกันกับเวียดนาม

จีนโจมตีเวียดนามและหลังจากนั้น[แก้]

หลังจากเหมา เจ๋อตุงถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2519 และการจับกุมตัวแก๊งออฟโฟร์ ซึ่งถูกประณามว่าเป็นผู้ที่ใช้อำนาจหน้าที่เกินกว่าเหตุระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เติ้ง เสี่ยวผิงได้แย่งชิงอำนาจจาก หัว กั๋วเฟิง ทายาททางการเมืองที่เหมาวางตัวไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นประธานพรรคหรือประมุขแห่งรัฐ ในทางปฏิบัติแล้ว เติ้งเป็นผู้นำสูงสุดของจีนในเวลานั้น อิทธิพลของเขาภายในพรรคนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

วันที่ 1 มกราคม 2522 เติ้ง เสี่ยวผิงได้เยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกโดยเติ้งได้บอกประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ว่า"เด็กเล็กกำลังซนก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้รับการลงโทษ" ซึ่งเด็กเล็กที่ว่านั้นคือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามนั้นเอง สาเหตุที่รัฐบาลจีนได้เข้าบุกเวียดนามเพื่อเป็นการลงโทษสำหรับการที่เวียดนามเข้าไปล่าอาณานิคมในกัมพูชารวมทั้งหมู่เกาะสแปรตลีและแพราเซลที่รัฐบาลจีนอ้างสิทธิเป็นเจ้าของและนิยมสหภาพโซเวียตจนตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน ในระหว่างนั้นรัฐบาลไทยได้ส่งคณะนายทหารจำนวนสามนายปฏิบัติราชการลับ ซึ่งประกอบด้วย พลโทผิน เกสร, พันเอกพัฒน์ อัคนิบุตร และ พันเอกชวลิต ยงใจยุทธซึ่งกลายเป็นผู้บัญชาการทหารบกและนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในเวลาต่อมา เดินทางไปเจรจาความกับ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ประเทศจีน โดยจีนได้ตกลงที่จะเลิกให้ที่พักพิงกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และยังได้สนันสนุนยุทโธปกรณ์จำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพไทยและตัดสินใจก่อสงครามกับเวียดนาม โดยพันเอกชวลิต ได้รับเกียรติจากกองทัพจีนให้ยิงปืนใหญ่นัดแรกจากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเข้าสู่ดินแดนเวียดนาม ทำให้เวียดนามต้องถอนกำลังจากกัมพูชาเพื่อไปต้านการรุกรานจากจีน จีนกรีฑาทัพสู่ตอนเหนือของเวียดนามและยึดนครชายแดนได้บางแห่ง วันที่ 6 มีนาคม 2522 รัฐบาลจีนประกาศว่าประตูสู่กรุงฮานอยได้เปิดออกแล้ว และภารกิจลงโทษของกองทัพประสบความสำเร็จและทำการการถอนกำลัง เหตุผลที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนถอนกำลังออกเนื่องจากทหารจีนเสียชีวิตมากกว่าทหารเวียดนาม ทำให้จีนต้องยุติการสู้รบ ในขณะที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนถอยกลับได้เผาทำลายโรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เกษตรกรรมทางภาคเหนือของเวียดนามทั้งหมดอย่างยับเยิน ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามต้องถดถอยหลังจากสงครามครั้งนี้ต่อเนื่องอีกหลายปี และเวียดนามยังติดหล่มอยู่ในสงครามในกัมพูชากับเขมรแดงซึ่งบั่นทอนเศรษฐกิจเวียดนามที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก มีข้อมูลยืนยันว่าช่วงระหว่างสิบปีหลังจากสงครามครั้งนี้มีชาวเวียดนามที่ต้องเสียชีวิตเพราะความอดอยากนับล้านคน กองทัพประชาชนเวียดนามจึงไม่มีทางเลือกนอกจากถอนทหารออกจากกัมพูชาทั้งหมดและเป็นฝ่ายไปขอเจรจาเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอีกครั้ง โดยในเบื้องต้น เวียดนามเรียกร้องให้จีนขอโทษต่อการทำสงครามครั้งนี้ก่อนที่จะมีการเปิดสัมพันธ์ทางการทูต แต่ทางจีนบอกปัดและยืนยันว่าจะไม่มีการขอโทษใด ๆ ทั้งสิ้น สุดท้ายเวียดนามจึงต้องจำใจยอมเปิดสัมพันธ์การทูตกับจีนโดยไม่มีการขอโทษใด ๆ จากจีน และนำระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเช่นเดียวกับจีนเข้ามาใช้ในการพัฒนาประเทศ

เวียดนามกลับสู่สังคมโลก[แก้]

การโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติและปัญหาทางเศรษฐกิจอันเลวร้ายทำให้เวียดนามต้องพึ่งสหภาพโซเวียตมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ทำสงครามกับจีนในขณะนั้น สหภาพโซเวียตให้ความช่วยเหลือเวียดนาม 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสูงที่สุดใน พ.ศ. 2524 – 2528 ใน พ.ศ. 2529 สหภาพโซเวียตในยุค มิคาอิล กอร์บาชอฟครองอำนาจประกาศลดความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อเวียดนามลง 20% และลดความช่วยเหลือทางทหารลง 1 ใน 3 ตามแผน "เปเรสตรอยคา" (Perestroika) และเพื่อเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจดังที่สหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกต้องเผชิญ ผู้นำเวียดนามจึงต้องตัดสินใจปฏิรูป ในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคครั้งที่ 6 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2529 เลขาธิการทั่วไปของพรรคคือเหงียน วัน ลิญ ได้นำเสนอการปฏิรูปที่สำคัญคือ นโยบายโด่เม่ย ซึ่งในภาษาเวียดนามหมายถึงการปรับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเวียดนาม ผู้นำเวียดนามเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจของเวียดนามเกิดจากการถูกโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติและนโยบายนี้จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการทหารและต่างประเทศ ในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 คณะกรรมการโปลิตบูโรได้ปรับนโยบายการต่างประเทศโดยจะเปิดประเทศรับการลงทุนและความช่วยเหลือจากต่างชาติ เวียดนามจึงยุติการประณามจีนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เวียดนามและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม หวอ วัน เกียตได้เดินทางไปยังปักกิ่งเพื่อเข้าพบนายหลี่ เผิง เพื่อเจรจาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ ในช่วง พ.ศ. 2534 – 2535 เวียดนามได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสมาชิกอาเซียน และการลงทุนของประเทศสมาชิกอาเซียนในเวียดนามระหว่าง พ.ศ. 2534 – 2537 คิดเป็น 15% ของการลงทุนของต่างชาติในเวียดนาม ต่อมา ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอันดับที่ 7 ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ต่อมา ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2538 เวียดนามได้ประกาศยกระดับจากตัวแทนเป็นสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาหลังจากที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 รวมทั้งการเข้าร่วมองค์การการค้าโลก เมื่อปี 2550 และการเข้าร่วมลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ทำให้การโดดเดี่ยวเวียดนามออกจากสังคมโลกสิ้นสุดลง

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Vietnam 1946: How the War Began. Stein Tonness. University of California Press 2009. P 2.
  2. 2.0 2.1 Zhang Xiaoming, (actually are thought to have been 200,000 with 400 – 550 tanks)"China's 1979 War with Vietnam: A Reassessment", China Quarterly, Issue no. 184 (December 2005), pp. 851–874. Zhang writes that: "Existing scholarship tends towards an estimate of as many as 10,000 PLA killed in action and another 37,000 wounded. Recently available Chinese sources categorize the PLA’s losses as 8,531 dead and some 21,000 injured, giving a total of 24,000 casualties from an invasion force of 200,000."
  3. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ mil.chinaiiss.org
  4. Russell D. Howard, THE CHINESE PEOPLE'S LIBERATION ARMY: "SHORT ARMS AND SLOW LEGS", INSS Occasional Paper 28: Regional Security Series, USAF Institute for National Security Studies, USAF Academy, September 1999
  5. Burns, R.D. and Leitenberg, M. (1984). The Wars in Vietnam, Cambodia and Laos, 1945–1982: A Bibliographic Guide. Santa Barbara: ABC-Clio Information Services, p. xxvi.
  6. Mark, "Ideological radicalization," 49.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

แหล่งที่มาเพิ่มเติม[แก้]