พรรคคอมมิวนิสต์มลายา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (อังกฤษ: Malayan Communist Party, Communist Party of Malaya) เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตัวขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2473 และประกาศวางอาวุธเมื่อ พ.ศ. 2532 บทบาทที่สำคัญของพรรคนี้คือ ทำให้เกิดภาวะฉุกเฉินมลายา

การก่อตั้ง[แก้]

แนวคิดคอมมิวนิสต์เข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยชาวดัตช์หัวรุนแรงและเติบโตขึ้นตามการเติบโตของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ใน พ.ศ. 2455 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เปิดสำนักงานขึ้นที่สิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดของพรรคคอมมิวนิสต์ทะเลใต้หรือพรรคอมมิวนิสต์หนานหยาง พรรคนี้มีกิจกรรมมากในดัตช์อีสต์อินดีสและอินโดจีนฝรั่งเศส ในสิงคโปร์ การทำงานของพรรคมีศูนย์กลางที่สหภาพการค้า หลังจากการลุกฮือที่ล้มเหลวเมื่อ พ.ศ. 2468 ชาวอินโดนีเซียที่นิยมคอมมิวนิสต์ได้ลี้ภัยมายังสิงคโปร์และดำเนินกิจการทางการเมืองร่วมกัน ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2473 พรรคคอมมิวนิสต์ทะเลใต้ได้สลายตัวและตั้งพรรคคอมมิวนิสต์มลายาขึ้นแทน โดยมีพื้นที่รับผิดชอบในมลายาและสิงคโปร์ และยังมีกิจกรรมบางส่วนในไทยและดัตช์อีสต์อินดีส

การเติบโต[แก้]

พรรคนี้เป็นพรรคนอกกฎหมาย ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2474 ผู้นำพรรคหลายคนถูกจับกุม อย่างไรก็ตาม พรรคยังมีอิทธิพลในสหภาพการค้าและจัดให้มีการนัดหยุดงานหลายครั้งเช่นที่ เหมืองถ่านหินบาตูอารัง เมื่อ พ.ศ. 2478 และยังสนับสนุนให้จัดตั้งคณะกรรมการแรงงานในที่ทำงาน ซึ่งคณะกรรมการและการนัดหยุดงานมักถูกปราบปรามโดยตำรวจ ผู้ประท้วงที่มีเชื้อชาติจีนถูกส่งกลับจีน ซึ่งมักจะถูกรัฐบาลก๊กมินตั๋งประหารชีวิตด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ญี่ปุ่นรุกรานจีนใน พ.ศ. 2480 ซึ่งทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับรัฐบาลก๊กมินตั๋ง สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาจึงเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น

โครงสร้าง[แก้]

พรรคคอมมิวนิสต์มลายานำโดยคณะกรรมกลางสูงสุด 12–15 คน โดยประมาณ 6 คนจัดเป็นคณะโปลิตบูโร ในแต่ละรัฐจะมีคณะกรรมการเป็นของตนเอง โครงสร้างที่เล็กที่สุดของพรรคเรียกเซลล์ ซึ่งอยู่ในระดับหมู่บ้านหรือที่ทำงาน

สงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้รุกรานมลายา อังกฤษได้ยอมรับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเพื่อร่วมมือกันต่อต้านญี่ปุ่นและได้ปล่อยสมาชิกพรรคที่ถูกคุมขังเมื่อ 15 ธันวาคม ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม กองทัพอังกฤษเริ่มฝึกสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ให้สู้รบแบบกองโจรเพื่อจัดตั้งเป็นกองกำลังพิเศษแห่งสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้ารับการฝึกราว 165 คน พรรคเริ่มจัดตั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธที่รัฐยะโฮร์ก่อนสิงคโปร์แตกเมื่อ 15 กมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 และได้ประกาศตัวเป็นกองทัพประชาชนมลายาต่อต้านญี่ปุ่น เริ่มโจมตีญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีพลเรือนชาวจีน ทำให้ชาวมลายาเชื้อสายจีนอพยพออกไปจากเมือง หลังจากสิงคโปร์แตก ไล เตกถูกทหารญี่ปุ่นจับกุม ต่อมาใน 1 กันยายน พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นเข้าทำลายการประชุมลับของฝ่ายต่อต้าน และจับกุมสมาชิกพรรคไปได้มากกว่าร้อยคน ที่บาตู จาเรสทางเหนือของกัวลาลัมเปอร์ และถูกฆ่าทั้งหมด ทำให้การดำเนินการของพรรคยากขึ้นเพราะขาดผู้นำ

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2486 กองกำลังที่ 136 ของอังกฤษได้ติดต่อกับกลุ่มกองโจรในมลายา ซึ่งกองทัพประชาชนยินดีร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรและได้รับความช่วยเหลือทางอากาศ

หลังสงคราม[แก้]

หลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้ กองกำลังอังกฤษกลับมาในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2488 สิงคโปร์ถูกอังกฤษปกครองอีกครั้งในวันที่ 8 กันยายน การถอนตัวของญี่ปุ่นทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง กองทัพประชาชนได้เข้ามาทดแทนช่องว่างนั้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ชาวจีนอาศัยอยู่ ในวันที่ 12 กันยายน มีการจัดตั้งหน่วยบริหารกองทัพอังกฤษในกัวลาลัมเปอร์ ส่วนกองทัพประชาชนได้สลายตัวไป พรรคคอมิวนิสต์มลายายังคงเป็นพรรคนอกกฎหมาย

พรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้ออกมาเรียกร้องเอกราช มีการนัดหยุดงานโดยการสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ พรรคนี้ยังมีอิทธิพลต่อพรรคการเมืองอื่นคือพรรคสหภาพประชาธิปไตยมลายาและพรรคชาตินิยมมลายู ใน พ.ศ. 2489 ผู้นำพรรคคือไล เตก ต่อมา เมื่อเขาถูกตั้งข้อสงสัยในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2490 เขาได้หนีออกจากประเทศไปพร้อมกับเงินของพรรค จีนเป็งขึ้นมาเป็นเลขาธิการของพรรคคนใหม่

ภาวะฉุกเฉินในมลายา[แก้]

รัฐบาลอาณานิคมได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในมลายาเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2491 หลังจากที่มีชาวยุโรปถูกสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฆ่าตายในรัฐเประก์ ตำรวจพยายามเข้ากวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์ ในอีกสองสัปดาห์ต่อมา สมาชิกพรรคฯราว 100 คนถูกจับกุม พรรคกลายเป็นพรรคนอกกฎหมายเมื่อ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 พรรคนี้ได้จัดตั้งกองทัพประชาชนมลายาต่อต้านอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่มาจากกองทัพประชาชนมลายาต่อต้านญี่ปุ่นเดิม เลา เยิวถูกฆ่าในการปะทะเมื่อ 16 กรกฎาคม ส่วนจิน เป็งหลบหนีไปได้ กองทัพของพรรคเริ่มหลบหนีเข้าป่า เพื่อจัดตั้งพื้นที่ปลดปล่อยในพื้นที่ห่างไกล กองกำลังประชาชนมลายาต่อต้านอังกฤษก็ประสบความสำเร็จน้อย เพราะการจัดองค์กรไม่ดีและขาดการฝึกฝน

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 กองกำลังประชาชนต่อต้านอังกฤษเปลี่ยนชื่อมาเป็นกองทัพปลดปล่อยประชาชนมลายา และพรรคได้ประกาศต่อสู้เพื่อจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนมลายาซึ่งรวมสิงคโปร์ด้วย กองทัพปลดปล่อยควบคุมโดยคณะกรรมการกลางทางการทหาร ที่ประกอบด้วยคณะโปลิตบูโร และบางส่วนของผู้บัญชาการทางทหารและตำรวจ สมาชิกที่มีอิทธิพลได้แก่ จินเปง เยือง โกว และเลา ลี กองทัพมีทหารประมาณ 4,000 คนและเป็นหญิง 10% แบ่งเป็น10 ส่วน 9 ส่วนเป็นกองกำลังชาวมลายาเชื้อสายจีน อีก 1 ส่วนเป็นของชาวมลายู และชาวมลายาเชื้อสายอินเดีย ซึ่งส่วนสุดท้ายนี้ถูกอังกฤษทำลายไปเพื่อให้พรรคนี้เป็นพรรคของชาวจีน

กองทัพอังกฤษได้จัดให้มีการตั้งถิ่นฐานใหม่และอารักขาหมู่บ้านใหม่ด้วยตำรวจ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2494 อังกฤษได้ใช้นโยบายปิดล้อมให้อดอาหาร ซึ่งในพื้นที่จำกัดอาหาร จะให้ทำอาหารกินที่บ้านเท่านั้น ห้ามมีร้านอาหารหรือการขายอาหารในที่ทำงาน ร้านค้าถูกจำกัดจำนวนขายโดยเฉพาะอาหารกระป๋อง การเผาหมู่บ้านที่ต้องสงสัยว่าร่วมมือกับคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป การปิดล้อมทางอาหารให้ผลสำเร็จมาก ใน พ.ศ. 2496 กองทัพปลดปล่อยฯประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารและจำนวนทหารลดลง การจัดตั้งพื้นที่ปลดปล่อยไม่ประสบความสำเร็จ พรรคคอมมิวนิสต์ต้องกลับมาดำเนินงานในฐานะพรรคการเมือง

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2498 มีการเลือกตั้งทั่วไปในมลายาและตวนกูอับดุลเราะห์มานได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2498 จิน เป็งได้เขียนจดหมายถึงอับดุลเราะห์มานเพื่อเจรจาสันติภาพ และได้รับการยอมรับในวันที่ 17 ตุลาคม ตัวแทนของรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ได้เจรจากันแต่ตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายรัฐบาลต้องการให้สลายพรรค แต่ทางพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิเสธ ใน พ.ศ. 2499 จิน เป็งได้ติดต่ออับดุลเราะห์มานเพื่อขอเจรจาอีกแต่อับดุลเราะห์มานปฏิเสธ ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2501 กองทัพปลดปล่อยมลายาคงอยู่เฉพาะในรัฐเประก์และทางใต้ของยะโฮร์ ต่อมา ใน พ.ศ. 2502 กองทัพปลดปล่อยมีกิจกรรมเฉพาะตามแนวชายแดนไทยเท่านั้น

หลัง พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา[แก้]

คาดการณ์ว่าในช่วงนี้สมาชิกพรรคเหลือประมาณ 2,000 คน กองกำลังของพรรคถูกบีบให้ลดจำนวนลงและอยู่ตามแนวชายแดนไทย จิน เป็งอยู่ในจีนและมีการติดต่อกับสมาชิกได้จำกัด ใน พ.ศ. 2512 ได้เปิดสถานีวิทยุที่เกาะไหหลำในชื่อเสียงแห่งการปฏิวัติมลายาและถูกปิดเมื่อ พ.ศ. 2524 ตามคำร้องขอของเติ้ง เสี่ยวผิง ใน พ.ศ. 2512 นี้ พรรคได้เพิ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์คือสงครามเวียดนามและการปฏิวิติวัฒนธรรมในจีน ใน พ.ศ. 2513 พรรคได้แตกแยกเป็นสองฝ่ายและต่างก็ประณามกันเอง และจิน เปงประกาศไม่ยุ่งเกี่ยว ใน พ.ศ. 2532 พรรคได้ตัดสินใจวางอาวุธเมื่อ 2 ธันวาคมที่หาดใหญ่ ประเทศไทย หลังจากมีการลงนามสันติภาพระหว่างพรรคกับรัฐบาลไทยและมาเลเซีย

อ้างอิง[แก้]