การก่อการกำเริบฮุกบาลาฮับ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
การก่อการกำเริบฮุกบาลาฮับ
เป็นส่วนหนึ่งของ การปลดแอกจากญี่ปุ่น และสงครามเย็น
Ph fil central luzon.png
วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2485 – พ.ศ. 2497
สถานที่ ตอนกลางของเกาะลูซอน,ฟิลิปปินส์
ผลลัพธ์ ชัยชนะของรัฐบาลฟิลิปปินส์
คู่ขัดแย้ง
ฟิลิปปินส์ เครือจักรภพสหรัฐแห่งหมู่เกาะฟิลิปปินส์ (พ.ศ. 2485–2489)

ฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
Supported by:
 สหรัฐ

Hukbalahap flag.svg ขบวนการฮุกบาลาฮับ

สนับสนุนโดย:
 สหภาพโซเวียต[1]

ญี่ปุ่น ญี่ปุ่น (จนถึงปีพ.ศ. 2488)

Flag of the Philippines (1943–1945).svgสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่ 2 (พ.ศ. 2485–2488)

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ฟิลิปปินส์ มานูเอล เอเล. เกซอน

ฟิลิปปินส์ เซร์ฮิโอ โอสเมญญา
ฟิลิปปินส์ มานูเอล โรฮัส
ฟิลิปปินส์ เอลปิดิโอ กีริโน
ฟิลิปปินส์ รามอน แมกไซไซ
Hukbalahap flag.svg ลูอิส ทารุค (จนถึงปีพ.ศ. 2489)
Supported by:
สหรัฐ ดักลาส แมกอาเธอร์
สหรัฐ เอ็ดเวิร์ด แลนสเดล

Hukbalahap flag.svg ลูอิส ทารุค () (จากปีพ.ศ. 2489) จักรวรรดิญี่ปุ่น จักรพรรดิฮิโระฮิโตะ
จักรวรรดิญี่ปุ่น ฮิเดะกิ โทโจ
จักรวรรดิญี่ปุ่น โทโมยูกิ ยามาชิตะ

Flag of the Philippines (1943–1945).svg โฮเซ เป. เลาเรล

กำลัง
15,000-30,000 นาย (พ.ศ. 2485-2489)
56,000 นาย (พ.ศ. 2489-2497)
12,800 นาย (สูงสุด) ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด

การก่อการกำเริบฮุกบาลาฮับ (อังกฤษ: Hukbalahap Rebellion) เป็นการก่อการกำเริบโดยขบวนการฮุกบาลาฮับหรือ ฮุกโบ นัง บายัน ลาบัน ซา ฮาพอน (Hukbo ng Bayan Laban sa Hapon,กองทัพประชาชนต่อต้านญี่ปุ่น) ซึ่งก่อตั้งเพื่อต่อต้านการเข้ายึดครองของ ญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2485 และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2497 ภายใต้ประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ

จุดเริ่มต้น[แก้]

เดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ารุกรานฟิลิปปินส์[2]เนื่องจากนั้นเวลานั้นฟิลิปปินส์ไม่มีกำลังทหารเพียงพอที่จะปกป้องพลเมืองของตนจึงได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐในตะวันออกไกล (USAFFE) ภายใต้สหรัฐอเมริกา เพื่อปกป้องประเทศ ขณะเดี่ยวกันชาวนาในแถบตอนกลางของเกาะลูซอนได้ออกมาการเคลื่อนไหวต่อสู้กองญี่ปุ่นเพื่อปกป้องที่ดินทำกิน จากการเคลื่อนไหวกลายเป็นการจัดตั้งรัฐบาลใต้ดินในที่สุด[3] โดยมีคณะทำงานด้านการทหารเต็มรูปแบบประกอบไปด้วย 67 กองในปีพ.ศ. 2487 [3]

ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2485 ชาวนา 300 คน [4]ตัดสินใจที่จะจัดตั้ง ขบวนการฮุกบาลาฮับ หรือ ฮุกโบ นัง บายัน ลาบัน ซา ฮาพอน จากขบวนการชาวนากลายเป็นกองทัพกองโจร จากนั้นได้ทำการรวบรวมอาวุธจากพลเรือนในหมู่ และกองกำลังป้องกัน USAFFE ที่ได้ถอยทัพออกจากฟิลิปปินส์ไปแล้ว [3] กันยายน พ.ศ. 2485 โดยมีกำลังถึง3,000 นาย .[4] และ พ.ศ. 2489 หมายเลขประมาณ 10,000 นาย[4] โดยกองกำลังหลักอยู่ในเมืองตาลาเบรา จังหวัดนูวา อีซิจา[3]

ขบวนการนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวบ้านและมองว่าเป็นผู้คุ้ปกป้องประชาชนจากการกดขี่ของพวกญี่ปุ่น ขบวนการฮุกบาลาฮับ พยายามที่จะขยายอำนาจให้ทั่วเกาะลูซอน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร [3] อย่างไรก็ตาม ขบวนการฮุกบาลาฮับ ก็ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังท้องถิ่นและกองทัพทหารของเครือจักรภพฟิลิปปินส์ และกองทัพสหรัฐในตะวันออกไกล ช่วยให้สหรัฐขับไล่กองทัพญี่ปุ่ออกจากฟิลิปปินส์ไปในที่สุด

ชนวน[แก้]

หลังสงครามขบวนการฮุกบาลาฮับก็เริ่มปัญหาประสบปัญหาเศรษฐกิจจากการกดขี่ที่ดินของนายทุน ความยากลำบากของพวกเขากลายมาเป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา [3] สหรัฐอเมริกาได้มองขบวนการฮุกบาลาฮับเป็นพวกคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมที่เป็น ภัยต่อรัฐบาลฟิลิปปินส์ กองกำลังตำรวจฟิลิปปินส์และกองทัพสหรัฐในตะวันออกไกล เริ่มออกตามล่าอดีตสมาชิกขบวนการฮุกบาลาฮับ ภายใต้คำสั่งของการลดอาวุธจากสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี พ.ศ. 2488 หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ (USCIC) ได้ตัดสินใจว่าที่จะสิ้นสุดในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็น "การครอบครองของฮุกบาลาฮับ"[4] โดยจับกุมผู้นำฮุกบาลาฮับ 20 ราย

บัตรทหารผ่านศึกของขบวนการฮุกบาลาฮับ

ในเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2488 ลูอิส ทารุค และผู้นำฮักคนอื่น ๆ ได้รับอิสรภาพจากคุก ลูอิส ทารุค ประกาศอย่างเป็นทางการถึงจุดสิ้นสุดของขบวนการต่อต้าน เขาได้ส่งรายชื่อสมาชิกขบวนการฮุกบาลาฮับ ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯและฟิลิปปินส์หวังว่าประธานาธิบดีเซร์ฮิโอ โอสเมญญา ให้ได้รับการยกย่องในการมีส่วนร่วมต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น

ลูอิส ทารุค ได้ต่อว่าดักลาส แมกอาเธอร์ให้หยุดยุติความรุนแรงต่อกลุ่มฮุกบาลาฮับ ถึงแม้ว่าผู้นำระดับสูงกำลังเจรจากันอย่างต่อเนื่องสถานการณ์ระหว่างหน่วยขบวนการฮุกบาลาฮับกับกองกำลังสหรัฐฯและฟิลิปปินส์ แต่การเก็บเกี่ยวระหว่างช่วงปลายปี พ.ศ. 2488 ถึงต้นปีพ.ศ. 2489 ได้มีปัญหาเกี่ยวกับเจ้าของที่ดินที่ออกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงรวมถึงค่าเช้าที่ดินที่สูงจนทำให้ชาวนาหลายคนถูกไล่ที่ [3] ทำให้ความรุนแรงระหว่างขบวนการฮุกบาลาฮับและรัฐบาลฟิลิปปินส์สูงขึ้น

ดังนั้นขบวนการฮุกบาลาฮับตัดสินใจเข้าร่วมการเมืองอีกครั้ง [3] ก่อตั้งสมาคม พัมบันสัง ไคซาฮัน นัง มักบูบูกิด (Pambansang Kaisahan ng Magbubukid,PKM) หรือ สมาคมชาวนาแห่งชาติ ขึ้น โดยมีจุดยืนปรับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวนาและเจ้าของที่ดิน ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากเจ้าของที่ดินการจัดตั้งธนาคารโดยรัฐบาลการออกกฎหมายเพื่อปกป้องชาวนาจากเจ้าของที่ดินและปกป้องที่ดินขนาดเล็กจากเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่และ สร้าง"ความยุติธรรมสำหรับทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสังคม" แต่ก็ยังมีการปราบปรามสมาชิกหรือผู้สนับสนุนอยู่จากรัฐบาลฟิลิปปินส์อยู่

ต่อมาขบวนการฮุกบาลาฮับได้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ พันทิโด คอมนิสตา นัง ฟิลิปินาส (Partido Komunista ng Pilipinas,PKP) หรือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศฟิลิปปินส์ (Communist Party of the Philippines,CPP) ในภายหลัง

การเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2489 สมาคมชาวนาแห่งชาติถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับที่นั่งในรัฐสภา ในเดือนพฤษภาคม มานูเอล โรฮัส ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯได้มอบอำนาจให้ฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในตอนนี้ยังคงพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐฯมากอยู่[5] พระราชบัญญัติการค้าฟิลิปปินส์ของปีพ.ศ. 2489 หรือพระราชบัญญัติการค้าระฆังในเวลานั้นถูกถกเถียงกันในสภานิติบัญญัติ[3]

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2489 จูอัน เฟเลโอ ผู้นำชาวนาจากจังหวัดนูวา อีซิจา ถูกลักพาตัวไปพร้อมกับพวกทั้งสี่ของพวกเขาขณะกำลังเดินทางไปยังกรุงมะนิลา พบร่างของพวกเขาที่ลอยอยู่ในแม่น้ำปัมปางา ไม่กี่วันหลังจากนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของการก่อการกำเริบฮุกบาลาฮับ[6] เฟเลโอ เคยรับผิดชอบในการเจรจากับรัฐบาลในนามของขบวนการฮุกบาลาฮับ นักวิชาการอธิบายว่าความหวาดระแวงที่เกิดจากการเสียชีวิตของเฟเลโอ เป็นชนวนที่ทำให้ทหารของขบวนการฮุกบาลาฮับก่อการกำเริบก่อนหลบขึ้นภูเขาไปตั้งหลัก

สถานะการณ์[แก้]

ขบวนการฮุกบาลาฮับ ได้การก่อการกำเริบต่อต้านประธานาธิบดี โรฮัส ภายในไม่กี่เดือนหลังจากที่ฟิลิปปินส์เป็นอิสระและอีกหลายวันหลังจากการฆาตกรรมขอเฟเลโอ พวกเขาถอยกลับไปที่ภูเขาอีกครั้งปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ฮุกบง มักปาปาลายา นัง บายัน (Hukbong Magpapalaya ng Bayan,HMB) หรือกองทัพปลดปล่อยประชาชน [4]

ประธานาธิบดี โรฮัส ใช้ "นโยบายกำปั้นเหล็ก" เพื่อหยุดการกำเริบ[4] เป็นการพยายามทำลายขวัญของขบวนการใน 60 วัน ตำรวจฟิลิปปินส์ออกปราบปรามพวกคอมมิวนิสต์รวมถึงกองกำลังชาวนาต่างๆ[3][7]

ขบวนการฮุกบาลาฮับ ได้รับการฝึกฝนในสงครามกองโจรในระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่น ขณะรัฐบาลก็ขอความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกา การกำเริบกินเวลานานหลายปีพลเรือนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก [3]

โรฮัส เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายไม่กี่สัปดาห์หลังจากประกาศ"นโยบายกำปั้นเหล็ก"ของเขา ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี เอลปิดิโอ กีริโน ของเขามีท่าทีประนีประนอมต่อกลุ่มขบวนการ แต่ความล้มเหลวของเขาในการปฏิรูปที่ดินขั้นพื้นฐานทำให้ขบวนการฮุกบาลาฮับขัดแย้งกับรัฐบาลยิ่งขึ้น

ในที่สุดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2491 ประธานาธิบดี กีริโน ได้นิรโทษกรรมสมาชิกทั้งหมดของขบวนการฮุกบาลาฮับ[4] ไม่กี่วันต่อมาทั้งวุฒิสภาและสภาคองเกรสได้รับการอนุมัติการนิรโทษกรรม[3] แต่ไม่ว่าการเจรจาจะดำเนินไปอย่างไร การต่อสู้อย่างต่อเนื่องในชนบทส่งผลกระทบต่อขบวนการฮุกบาลาฮับ จำนวนมากไม่ยอมจำนนและเข้าใจว่านิรโทษกรรมต้องเพียงการหลอกลวง [3] หลายคนถูกบังคับให้ยอมจำนน และมักถูกคุกคาม เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2491 ได้การเจรจาตกลงกันยุติปัญหากัน[8]

ในปีพ.ศ. 2492 รัฐบาลได้กล่าวโจมตีว่า ขบวนการฮุกบาลาฮับ มีส่าวนร่วมในการซุ่มโจมตีและสังหาร ออโรรา เกซอน ประธานกาชาดฟิลิปปินส์และภรรยาม่ายของฟิลิปปินส์คนที่สองของประธานาธิบดี มานูเอล เอเล. เกซอน ขณะที่เธอกำลังเดินทางไปบ้านเกิดของเธอเพื่อไปดูแลโรงพยาบาลคิวซอนเมโมเรียล อีกหลายคนถูกสังหารรวมทั้งลูกสาวคนโตและลูกสะใภ้ด้วยของเธอด้วย การโจมตีครั้งนี้ทำให้ทั้วโลกทราบถึงความเลวร้ายของขบวนการฮุกบาลาฮับ ขบวนการฮุกบาลาฮับอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวกระทำโดยสมาชิกที่หักหลังขบวนการและต้องการจะโจมตีโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ [9]

สิ้นสุด[แก้]

หลังการเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1948 ลูอิส ทารุค และคนของเขา ก็ยังคงกลับเข้าที่ซ่อนในเทือกเขาเซียร์รามาเดร [8] อย่างไรก็เมื่อการก่อการกำเริบมาถึงปี พ.ศ. 2493 การก่อการกำเริบเริ่มลดลงนี้เป็นสาเหตุหลัก 2 ประการคือ

  1. ความเหน็ดเหนื่อยในหมู่ประชาชนจากการต่อสู้หลายปี[3]ผู้นำฮุกบาลาฮับหลายคนเสียชีวิตหรือสูงวัยเกินที่จะรบได้ ผู้นำเพียงไม่กี่คนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็ถูกกองทัพไล่ล่า ท้ายที่สุดแล้วชาวบ้านก็ได้หมดกำลังใจที่จะสนับสนุนอีกแล้ว
  2. ประธานาธิบดีกีรีโนได้ย้ายรณรงค์ต่อต้านกลุ่มฮักจากกรมมหาดไทยและรัฐบาลท้องถิ่น (DILG) สู่กระทรวงกลาโหม (DND) ต่อมาภายใต้การนำของ รามอน แมกไซไซ ซึ่งเข้ามาปฏิรูปเจ้าหน้าที่จัดการเจ้าหน้าที่ทุจริตและไม่มีประสิทธิภาพออกจากระบบ ในการโจมตีทางทหารก็เริ่มมีเทคโนโลยีและแผนการรบแบบใหม่ในการไล่ล่าฮุกบาลาฮับ[4]รวมถึงปฏิรูปตำรวจและศาลการหยุดการละเมิดสิทธิของชาวนาซึ่งทำให้ชาวบ้านไม่เห็นความจำเป็นในต่อต้านรัฐบาลอีก.[10]

จากการปฏิรูปและการทหารทำให้การก่อการกำเริบฮุกบาลาฮับสิ้นสุดลงในสมัยประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ[11]ในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2497 ลูอิส ทารุค ยอมจำนนและถูกจำคุก 15 ปี

อ้างอิง[แก้]

  1. "Submarine Mystery: Arms For Rebels in the Philippines". The Sydney Morning Herald. April 4, 1949. สืบค้นเมื่อ July 23, 2014.
  2. Constantino, Renato (1975). The Philippines: A Past Revisited. ISBN 9718958002.[ต้องการหน้า]
  3. 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 3.12 3.13 Kerkvliet, Benedict (1977). The Huk Rebellion: A Case Study of Peasant Revolt in the Philippines. London: University of California Press.[ต้องการหน้า]
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 4.7 Lachica, Eduardo (1971). The Huks: Philippine Agrarian Society in Revolt. New York: Preager Publishing.[ต้องการหน้า]
  5. Dolan, Ronald. Philippines: A Country Study. Washington: Library of Congress, USA. p. 1991.[ต้องการหน้า]
  6. Saulo, Alfredo (1969). Communism in the Philippines: An Introduction. Quezon City: Ateneo de Manila Press.
  7. Ladwig (2014), pp. 25–26.
  8. 8.0 8.1 Taruc, Luis (1973). Born of the People. Greenwood Pres.[ต้องการหน้า]
  9. Ladwig (2014), pp. 23–24.
  10. Ladwig (2014), pp. 19–45.
  11. Jeff Goodwin, No Other Way Out, Cambridge University Press, 2001, p.119, ISBN 0-521-62948-9, ISBN 978-0-521-62948-5

ดูเพิ่ม[แก้]