พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
พระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้น 5
พระองค์เจ้าชั้นโท
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล.jpg
หม่อมหม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล
หม่อมบุญล้อม ยุคล ณ อยุธยา
ปริม บุนนาค
หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา
พระบุตรพันธุ์สวลี กิติยากร
หม่อมเจ้าฐิติพันธ์ ยุคล
รังษีนภดล ยุคล
หม่อมเจ้าภูริพันธุ์ ยุคล
หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล
ภานุมา พิพิธโภคา
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
พระมารดาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล
ประสูติ27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453
สิ้นพระชนม์5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 (84 ปี)

พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล หรือ พระองค์ชายใหญ่ (27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 – 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538) เป็นพระโอรสใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล และเป็นพระอัยกาฝ่ายพระมารดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เป็นผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับละครและภาพยนตร์ ทรงพระนิพนธ์เรื่องและคำร้องเพลงประกอบหลายเรื่อง เป็นผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารไทยทนุ เมื่อปี พ.ศ. 2492 และโปรดการสะสมโบราณวัตถุ

พระประวัติ[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล (พระธิดาใน สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งเป็นพระโสทรกนิษฐภาดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีพระอนุชา 2 พระองค์ คือ

ทรงศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แล้วเสด็จไปทรงศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ แล้วเสด็จกลับมาทรงศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ทรงรับราชการที่กองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์

ปี พ.ศ. 2473 ทรงเป็นนาคหลวง วันที่ 2 กรกฎาคม ทรงรับสมโภช ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันต่อมาเวลา 17.00 น. จึงบรรพชาและอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นพระศีลาจารย์ และสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เวลา 18.40 น. เสด็จโดยรถม้าพระที่นั่งไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร[1]

ในรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในหลายประเทศ โปรดการละครและภาพยนตร์ ทรงเป็นผู้อำนวยการสร้างและกำกับภาพยนตร์หลายเรื่อง ในด้านดนตรีโปรดนิพนธ์คำร้องเพลงต่าง ๆ หลายเพลง อาทิ เพลงบัวขาว เพลงเรือนแพ เพลงลมหวน อีกทั้งโปรดการสะสมโบราณวัตถุด้วย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคลสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 พระชันษา 85 ปี

พระทายาท[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรงจดทะเบียนสมรสกับหม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล และมีหม่อม คือ หม่อมบุญล้อม ยุคล ณ อยุธยา และปริม บุนนาค ต่อมาหม่อมหลวงสร้อยระย้าถึงแก่อนิจกรรม พระองค์ทรงจดทะเบียนสมรสใหม่กับหม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา โดยมีพระโอรส-ธิดา ดังนี้

หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล
หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล (ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์) บุตรีของหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ กับยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม มังกรพันธ์) มีพระโอรส-ธิดา 3 องค์[2] ได้แก่
  1. พันธุ์สวลี กิติยากร หรือ ท่านปิ๋ม (24 กันยายน พ.ศ. 2476) ได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เพื่อสมรสกับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร มีธิดา 1 พระองค์ กับ 1 คน ได้แก่
    1. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ อภิเษกสมรสและหย่ากับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชธิดา 1 พระองค์ คือ
      1. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
    2. หม่อมหลวงสราลี กิติยากร สมรสกับธีรเดช จิราธิวัฒน์ มีบุตร 2 คน ได้แก่
      1. สุทธิกิตติ์ จิราธิวัฒน์
      2. สิทธิกิตติ์ จิราธิวัฒน์
  2. หม่อมเจ้าฐิติพันธ์ ยุคล หรือ ท่านกบ (11 ตุลาคม พ.ศ. 2478 - 27 สิงหาคม พ.ศ. 2538) เสกสมรสกับหม่อมอุ่นเรือน ยุคล ณ อยุธยา (สกุลเดิม ธรรมเสน), หม่อมวาสนา ยุคล ณ อยุธยา (สกุลเดิม ใสเครือ) และ ชลาศัย ขวัญฐิติ มีโอรส-ธิดา 3 คน ได้แก่
    1. หม่อมราชวงศ์นิภานพดารา ยุคล
    2. หม่อมราชวงศ์จุลรังษี ยุคล
    3. หม่อมราชวงศ์สุทธิพัฒน์ ยุคล
  3. รังษีนภดล ยุคล หรือ ท่านหญิงอ๋อย (2 ตุลาคม พ.ศ. 2480 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560) ได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เพื่อสมรสกับหม่อมหลวงตวง สนิทวงศ์ แล้วสมรสใหม่กับวิเชียร ตระกูลสิน มีโอรส-ธิดา 4 คน ได้แก่
    1. สายฝน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สมรสกับชัยรัก ชัชกุล มีบุตร-ธิดา 3 คน ได้แก่
      1. กฤษฐ์ สนิทวงศ์
      2. นภดล สนิทวงศ์
      3. แพรจีน สนิทวงศ์
    2. ดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สมรสและหย่ากับพรทิพย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม ตันศฤงฆาร) แล้วสมรสใหม่กับชัชชญา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา มีบุตร-ธิดา 2 คน ได้แก่
      1. บดีพัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
      2. ธาราวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
    3. รังษิดล สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
    4. ตรรค สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
หม่อมบุญล้อม ยุคล ณ อยุธยา 
หม่อมบุญล้อม ยุคล ณ อยุธยา (เดิม: บุญล้อม นาตระกูล) มีพระโอรส 1 องค์ คือ
  1. หม่อมเจ้าภูริพันธุ์ ยุคล หรือ ท่านเป๋อ (7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 - 20 เมษายน พ.ศ. 2557) เสกสมรสกับหม่อมนิติมา ยุคล ณ อยุธยา (สกุลเดิม ยนเปี่ยม) มีโอรส 2 คน ได้แก่
    1. หม่อมราชวงศ์อัครินทร์ ยุคล สมรสกับศยามล ยุคล ณ อยุธยา (สกุลเดิม กุลพิจิตร) มีบุตร-ธิดา 3 คน ได้แก่
      1. หม่อมหลวงสายสวลี ยุคล
      2. หม่อมหลวงอธิวัตน์ ยุคล
      3. หม่อมหลวงสิริสวลี ยุคล
    2. หม่อมราชวงศ์ทักขิญ ยุคล สมรสกับลัญจพร ยุคล ณ อยุธยา (ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) มีบุตร-ธิดา 2 คน ได้แก่
      1. หม่อมหลวงนิภาภิรมย์ ยุคล
      2. หม่อมหลวงภูริ ยุคล
ปริม บุนนาค 
ไม่มีพระโอรส-ธิดา

หม่อมลูกปลาถูกใส่ร้ายว่าวางยาสามี

หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา 
หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา (เดิม: ไฉไล ถาวร) ได้ลงนามจดทะเบียนสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ภายหลังจากที่หม่อมหลวงสร้อยระย้าถึงแก่อนิจกรรมแล้ว มีพระโอรส-ธิดา 2 องค์ ได้แก่
  1. หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล หรือ ท่านปีใหม่ (1 มกราคม พ.ศ. 2521) เสกสมรสกับหม่อมอัญวิดา ยุคล ณ อยุธยา (สกุลเดิม สง่าศิลป์) มีธิดา 2 คน ได้แก่
    1. หม่อมราชวงศ์พริมา ยุคล
    2. หม่อมราชวงศ์นภพิมพ์ ยุคล
  2. ภานุมา พิพิธโภคา หรือ ท่านหญิง (20 มิถุนายน พ.ศ. 2524) ได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เพื่อสมรสกับเมธ พิพิธโภคา มีโอรส-ธิดา 2 คน ได้แก่
    1. ญาใจ พิพิธโภคา
    2. เปรม พิพิธโภคา

ละครและภาพยนตร์[แก้]

ทรงก่อตั้ง บริษัทไทยฟิล์ม ร่วมกับนายพจน์ สารสิน และนายประสาท สุขุม สร้างภาพยนตร์ 35 มม.ขาวดำ ไวด์สกรีน เสียงในฟิล์ม เรื่องแรก ถ่านไฟเก่า ฉายในช่วงปีใหม่ (เม.ย.) พ.ศ. 2481 ตามด้วยเรื่อง แม่สื่อสาว วันเพ็ญ จุดใต้ตำตอ ปิดทองหลังพระ และเรื่องสุดท้าย ลูกทุ่ง (2483) ก่อนยุติบทบาทลงเนื่องจากประสบภาวะขาดทุนและได้ขายกิจการกับโรงถ่ายให้แก่กองทัพอากาศไปในปีนั้น อย่างไรก็ตามเพลง "บัวขาว" และ "ในฝัน" จากภาพยนตร์เรื่องแรกและอีกหลายเพลงในเรื่องต่อๆมายังคงเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน

เสด็จพระองค์ชายใหญ่ทรงตั้งคณะอัศวินการละคร สัญลักษณ์ "พระอัศวเทพ" ในยุคละครเวทีเฟื่องฟู มีผลงานเด่น ที่ศาลาเฉลิมไทย เมื่อ พ.ศ. 2494 ผู้ชมเรียกร้องให้นำนวนิยายเรื่อง บ้านทรายทอง ที่กำลังดังมากเวลานั้นมาทำเป็นละครเวที ทรงให้ สวลี ผกาพันธ์ และ ฉลอง สิมะเสถียร แสดงนำ ได้รับความสำเร็จอย่างสูง ทั้งได้ทรงพระนิพนธ์คำร้องเพลงเอก ชื่อ หากรู้สักนิด ซึ่งกลายเป็นเพลงอมตะคู่บทประพันธ์ ,มโนราห์ ละครที่มีคำร้องของเพลงเอกงดงามในเชิงวรรณศิลป์อย่างยิ่ง นำแสดงโดย สวลี ผกาพันธ์ และ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ฯลฯ

ชื่อละครเรื่องหนึ่งคือ บุษบาริมทาง นำแสดงโดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เสด็จฯได้ทรงประทานชื่อละครเรื่องนี้แก่คณะผู้บริหารโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ตามที่ได้ทูลขอประทานอนุญาตใช้เป็นชื่อภาษาไทยสำหรับภาพยนตร์เพลงยิ่งใหญ่จากฮอลลีวู๊ดเมื่อ พ.ศ. 2507 อีกเรื่องที่มีชื่อเสียงคือ พันท้ายนรสิงห์ ได้ทรงนำบทละครเวทีของอัศวินที่เคยได้รับความนิยมมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของบริษัทอัศวินภาพยนตร์ ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม.สี พากย์สด นำแสดงโดย ชูชัย พระขรรค์ชัย และ สุพรรณ บูรณพิมพ์ กำกับการแสดงโดย ครูมารุต ฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง พ.ศ. 2493 (ฉายซ้ำในปี พ.ศ. 2501 และ พ.ศ. 2509) ภายหลังอีกหลายปีได้ขยายภาพและบันทึกเสียงลงฟิล์ม 35 ม.ม.ฉายที่โรงภาพยนตร์พาราเมาท์ ประตูน้ำ (2518)

อัศวินยังคงสร้างภาพยนตร์เรื่องยาว 16 มม. เช่นเดียวกับค่ายหนังไทยทั่วไปในสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามระยะแรกๆ ขณะนั้น จนถึง นเรศวรมหาราช เป็นเรื่องสุดท้าย ในปี พ.ศ. 2500

เมื่อบรรยากาศบ้านเมืองเข้าสู่สภาพปกติ จึงเดินหน้าพัฒนางานสร้างระดับมาตรฐานสากลอีกครั้ง ใช้ฟิล์มสี 35 มม.ถ่ายทำในระบบจอโค้งใหม่ล่าสุด "ซีเนมาสโคป " ด้วยกล้องและเลนส์รวมทั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงระดับสตูดิโอฮอลลีวู๊ดมูลค่ามหาศาล ซึ่งมีเฉพาะที่อัศวินเพียงแห่งเดียวในเมืองไทย ระหว่าง พ.ศ. 2504 - 2519 เริ่มจาก เรือนแพ ,จำปูน ,เป็ดน้อย ,ละครเร่ ,เรารักกันไม่ได้ ,น้ำผึ้งขม และ ทะเลฤๅอิ่ม ตามลำดับ (สามเรื่องแรกได้ดาราของชอว์ บราเดอร์ส ร่วมแสดงด้วย) ตามด้วยโครงการสร้างภาพยนตร์อีก 3-4 เรื่องในนามอัศวินอินเตอร์เนชั่นแนล แต่ยกเลิกไป

เรื่องสุดท้าย เงาะป่า ทรงสร้างจากบทพระราชนิพนธ์ร้อยกรองในรัชกาลที่ 5 และทรงกำกับการแสดงร่วมกับเปี๊ยก โปสเตอร์ ในนาม อัศวินภาพยนตร์ - ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น พ.ศ. 2523

ทรงได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ประจำปี พ.ศ. 2540 บุคคลยอดเยี่ยมแห่งวงการภาพยนตร์ไทย (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล และ สักกะ จารุจินดา)

ผลงานภาพยนตร์[แก้]

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

ใบปิดภาพยนตร์ พันท้ายนรสิงห์ (2493)

ไทยฟิล์ม

ภาพยนตร์ขาวดำ 35 มม.ไวด์สกรีน เทคนิคอคาเดมิค บันทึกเสียงขณะถ่ายทำ

  • ถ่านไฟเก่า (2481) - สร้างปี 2480 ในนามบริษัทภาพยนตร์ไทย จำกัด เรื่องและกำกับการแสดงโดย ภาณุพันธ์ ถ่ายภาพโดย ประสาท สุขุม บันทึกเสียงโดย ชาญ บุนนาค แสดงโดย เกลียวพันธ์ บุนนาค ทองแท้ สดศรีทอง ตัวแสดงประกอบได้แก่ ไพฑูรย์ และ สุ่น ถ่ายทำที่ จ. สงขลา เป็นเรื่องราวความรักของลูกครึ่งจีนไทยชาวใต้ ที่เกิดความวุ่นวายสุดท้ายต้องสลับคู่กันในวันแต่งงาน มี 2 เพลง คือ ในฝัน และ บัวขาว
  • แม่สื่อสาว (2481) - อำนวยการแสดงและกำกับการแสดงโดย ภาณุพันธ์ เรื่องโดยตะวัน ลัดดาวัลย์ ถ่ายภาพโดย ประสาท สุขุม บันทึกเสียงโดย ชาญ บุนนาค ลำดับภาพโดย ม.ร.ว. อนุศักดิ์ หัสดินทร์ ช่างศิลปโดย เฉลิม พันธุ์นิล นำแสดงโดย ศักดิ์ วีรศร และ โสภา อุณหกะ ร่วมด้วย สอาด บุนนาค ,นิตย์ มหากนก, สายจิตร์ อาจน้อย ฉายเมื่อวันที่ 9 – 15 สิงหาคม พ.ศ. 2481 มีเพลง ลมหวน และ เพลิน
  • วันเพ็ญ (2482) - สร้างปี พ.ศ. 2482 เรื่องและกำกับการแสดงโดย ภาณุพันธ์ นำแสดงโดย ปริม บุนนาค และ ประดิษฐ์ อุตตะมัง มีเพลงคือ วันเพ็ญ และ ดอกไม้
  • ปิดทองหลังพระ (2482) - ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง อำนวยการสร้าง กำกับการแสดงและประพันธ์เรื่องโดย ภาณุพันธ์ ถ่ายภาพโดย ประสาท สุขุม บันทึกเสียงโดย ชาญ บุนนาค มี 6 เพลง เช่น แรกรัก ,สายสิโหมง และ ฮัชชัชชา ประพันธ์ โดย ม.ล. พวงร้อย อภัยวงศ์ นำแสดงโดย ทวี ณ บางช้าง (ทวี มณีสุนทร) และ สุภาพ สง่าเมือง ตัวแสดงประกอบได้แก่ พระยาบำรุงราชบริพาร, ลิขิต สารสนอง, อบ บุญติด, รวมพันธุ์, ศรี กุลศรี, ไพฑูรย์, สุ่น, พนม สุทธาศิริ
  • ลูกทุ่ง (2483) - สร้างปี พ.ศ. 2482 ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2483 ที่ ศาลาเฉลิมกรุง สร้างและกำกับโดยทีมงานเดียวกับเรื่องปิดทองหลังพระ นำแสดงโดย โปร่ง แสงโสภณ และ สมพร เฉลิมศรี พร้อมนักแสดงประกอบได้แก่ ละม่อม พุ่มเสนาะ, เสริม ประสพชัย, อบ บุญติด, โต คุ้มสอน และ พรรณี กาญจนันทุ มี 5 เพลง ได้แก่ เงาไม้ แรกรัก ต้อนกระบือ เกี้ยวสาว และ ไม้งาม

อัศวินภาพยนตร์

ภาพยนตร์สีธรรมชาติ 16 มม.พากย์สด

ใบปิดภาพยนตร์ เรือนแพ รุ่นที่ 2 (2506)

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

ภาพยนตร์สีธรรมชาติ 16 มม. พากย์สด

ภาพยนตร์สีอัศวินอีสต์แมน 35 มม. อัศวินซูเปอร์ซีเนสโคป (เสียงพากย์ในฟิล์ม 2504-2523)

  • เรือนแพ / Houseboat (2504) - นำแสดงโดย ไชยา สุริยัน , มาเรีย จาง, จินฟง และ ส.อาสนจินดา ฉายครั้งแรกในเปี พ.ศ. 2504 และอีกสองครั้ง ที่ศาลาเฉลิมไทย รางวัลพระสุรัสวดี ประจำปี 2505 (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดารานำชาย ดาราประกอบชาย ออกแบบและสร้างฉาก บันทึกเสียง) มีเพลงเก่า คือ บัวขาว วันเพ็ญ เงาไม้ และเพลงใหม่ชื่อเดียวกับภาพยนตร์ ร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร
  • เป็ดน้อย / The Ducklin' (2511) - นำแสดงโดย สุทิศา พัฒนุช (เรื่องแรก), ไชยา สุริยัน และ จินฟง เรื่องความรักต่างชนชั้นของสาวชนบทกับหนุ่มผู้ดีมีศักดิ์ท่ามกลางความรังเกียจของญาตพี่น้องฝ่ายชาย มีเพลงเก่า คือ ต้อนกระบือ เพลินไพ่ตอง (เพลงดัดแปลงจาก "เพลิน") และเพลงใหม่ เช่น ตะวันรุ่น สามคำจากใจ รักฉันสักนิด และ เป็ด (ทรงเคยทดลองทำเป็นละครโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ขาวดำ นำแสดงโดย ทม วิศวชาติ ,บุศรา นฤมิตร และจันตรี สาริกบุตร ก่อนขยายบทสร้างเป็นภาพยนตร์ประกอบเพลงเรื่องนี้)
  • เงาะป่า (2523) - เรื่องสุดท้ายที่ทรงสร้างร่วมกับไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ดัดแปลงจากบทพระราชนิพนธ์ เรื่องเงาะป่าของ รัชกาลที่ 5 นำแสดงโดย จตุพล ภูอภิรมย์ และ ศศิธร ปิยะกาญจน์ ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ประจำปี 2523 (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กำกับการแสดง ดารานำชาย บทภาพยนตร์ ประพันธ์เพลง เพลงและดนตรีประกอบ บันทึกเสียง) และรางวัลพระสุรัสวดี ประจำปี 2524 (ผู้แสดงประกอบชาย ดนตรีประกอบ) ฉายที่พาราเมาท์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ[แก้]

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "การทรวงผนวชและบวชนาคหลวง กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๓" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 47 (ง): 1382–1386. 13 กรกฎาคม 2473. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2561.
  2. กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี, หม่อมราชวงศ์. สายพระโลหิตในพระพุทธเจ้าหลวง. กรุงเทพฯ : ดีเอ็มดี, พ.ศ. 2551. 290 หน้า. ISBN 978-974-312-022-0
  3. http://www.fapot.org/index.php/en/jevents/icalrepeat.detail/2011/07/24/28/62/MmI1NDRhYzZmZDI1YTJjYWMxZjRhNDA1YzlkMDg1ZWY=
  4. แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  5. แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ในโอกาสพระราชพิธีฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม 2500), ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 74 ตอนที่ 47, 21 พฤษภาคม 2500 หน้า 1209.
  6. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เล่ม 105 ตอน 201ง วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2531
  7. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ชั้นสายสะพาย) เล่ม ๑๐๙ ตอน ๑๕๔ ง เล่มที่ ๐๐๑ ฉบับพิเศษ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หน้า ๔
  8. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๖๓, ตอน ๑๗ ง, ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙, หน้า ๔๒๖
  9. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๗๐, ตอน ๑๗ ง, ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๖, หน้า ๑๐๑๐
  10. Badraie Archived March 5, 2016, at the Wayback Machine.
  11. "Semakan Penerima Darjah Kebesaran, Bintang dan Pingat Persekutuan".


ก่อนหน้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ถัดไป
พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) 2leftarrow.png ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากร คนที่ 2
(พ.ศ. 2492 – พ.ศ. 2494)
2rightarrow.png พลเอก หลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนิทุ)