เหตุการณ์ 6 ตุลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก 6 ตุลา)
เหตุการณ์ 6 ตุลา
ร้อยตำรวจโท วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล ยิงปืนเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปากยังคาบบุหรี่[1]

สถานที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และบริเวณสนามหลวง
วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
เขตเวลา UTC +7
ตาย กลุ่มนักศึกษาผู้ประท้วง
ผลลัพธ์ การยิง, การใช้กระบอง, การแขวนคอ[2], การเผาทั้งเป็น[3], การข่มขืน[2]
อาวุธ ปืนเล็กยาวเอ็ม16, ปืนเล็กสั้น, ปืนพก, เครื่องยิงลูกระเบิด,
ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง[4]
เสียชีวิต 46 คน (ทางการ); กว่า 100 คน (มูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์)[5]
บาดเจ็บ 167 คน (ทางการ)
ผู้ก่อการ ตำรวจตระเวนชายแดน (ภายใต้การบัญชาของพลตำรวจเอกชุมพล โลหะชาละ)
ลูกเสือชาวบ้าน
ขบวนการกระทิงแดง
ตำนวจนครบาล[4]

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นการปราบปรามนักศึกษาและผู้ประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ และที่สนามหลวง ขณะนั้น นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยกำลังเดินขบวนประท้วงการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี สถิติอย่างเป็นทางการบ่งว่า มีผู้เสียชีวิต 46 คนในเหตุการณ์ ซึ่งมีทั้งถูกยิง ถูกทุบตี หรือถูกทำให้พิการ[2]

หลังจากสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีแทนจอมพลถนอมในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 กลุ่มนายทหาร นำโดย พลตรีประมาณ อดิเรกสาร เริ่มต้นวางแผนให้ทหารกลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง กลุ่มกึ่งทหารฝ่ายขวามีการติดอาวุธและฝึกหัด ตลอดจนมีการเตรียมการปราบปรามนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย การยึดอินโดจีนของคอมมิวนิสต์เมื่อปลายสงครามเวียดนามใน พ.ศ. 2518 ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ประเทศไทยจะเป็นเป้าหมายต่อไปของคอมมิวนิสต์และนักศึกษาฝ่ายซ้ายที่คุมไม่อยู่นี้กำลังช่วยเหลือข้าศึก

หนึ่งวันก่อนเกิดเหตุการณ์ มีการตีพิมพ์ภาพถ่ายการแขวนคอจำลองโดยผู้ประท้วงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสื่อ สำหรับหลายฝ่าย นักศึกษาในภาพถ่ายนั้นเหมือนกับกำลังแขวนคอหุ่นจำลองสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ผลทำให้กำลังกึ่งทหารที่โกรธแค้นมาชุมนุมกันนอกมหาวิทยาลัยในเย็นนั้น

พลตรีชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจ สั่งการโจมตีในรุ่งเช้าและอนุญาตให้ยิงเสรีในวิทยาเขต คณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยึดอำนาจทันทีหลังสิ้นสุดเหตุการณ์ สมาชิกของคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองนั้นมีความคิดสายกลางกว่ากลุ่มของพลตรีประมาณ และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลุ่มยังเป็นที่เข้าใจไม่มากนัก[2] คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ยึดมั่นในหลักการ และผู้ที่พระมหากษัตริย์โปรด เป็นนายกรัฐมนตรี

เนื้อหา

เบื้องหลัง [แก้]

เหตุการณ์ 14 ตุลา [แก้]

ช่วงก่อน พ.ศ. 2516 ประเทศไทยมีรัฐบาลที่ถูกทหารครอบงำนานหลายทศวรรษ โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นประมุขแห่งรัฐในเชิงพิธีการ นักศึกษาเดินขบวนประท้วงในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้ "สามทรราช" จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีออกนอกประเทศและทำให้ประเทศขาดผู้นำ พระเกียรติภูมิของพระมหากษัตริย์ได้รับการเสริมขึ้นอย่างมากเมื่อพระองค์ทรงอยู่ข้างผู้ประท้วงโดยแต่งตั้งสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง เป็นนายกรัฐมนตรี[6] ต่อมา นักศึกษาผู้นิยมฝ่ายซ้าย เริ่มวิจารณ์การรณรงค์ปราบปรามการก่อกบฏของกองทัพ และกระทั่งกล่าวหาว่า กองทัพกระทำสิ่งชั่วร้าย และโทษว่าเป็นคอมมิวนิสต์[7] ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2517 ผู้คบคิดรัฐประหารนำจอมพลถนอมเดินทางกลับประเทศไทย แต่เขาต้องออกนอกประเทศแทบจะทันที เพราะมติมหาชนคัดค้านการหวนกลับของการปกครองระบอบทหารในขณะนั้นอย่างหนักแน่น[8]

รัฐบาลระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้นายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายกลาง-ขวา ได้รับการสถาปนาขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยไม่มีเสียงข้างมากชัดเจนในรัฐสภา รัฐบาลจึงขาดเสถียรภาพทางการเมือง โดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ถูกแทนที่ด้วยน้องชายที่มีความคิดเสรีนิยมกว่า หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้นำพรรคกิจสังคม ฝ่ายกลาง-ซ้าย ในเดือนเมษายน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำระหว่างประเทศและการเติบโตของการเคลื่อนไหวนักศึกษานำไปสู่การนัดหยุดงานประท้วงและการประท้วงของชาวนามากขึ้นอีก

สถานการณ์ในประเทศ [แก้]

การยึดเวียดนามใต้ของคอมมิวนิสต์หลังไซ่ง่อนแตกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยึดอำนาจของขบวนการปะเทดลาวอันเป็นคอมมิวนิสต์ในประเทศลาวในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน มีผลใหญ่หลวงต่อมติมหาชนของไทย หลายฝ่ายเกรงว่าประเทศไทยจะเป็นเป้าหมายต่อไปของคอมมิวนิสต์ และรู้สึกว่า นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายกำลังให้ความช่วยเหลือแก่ข้าศึก[9] ในเดือนสิงหาคม ตำรวจกรุงเทพมหานครอาละวาดผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการฝึกซ้อมการสังหารหมู่ในภายหลัง[10] รัฐประหารเป็นไปไม่ได้ตราบเท่าที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยังได้รับการหนุนหลังจากพลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้อยู่ในอุปถัมภ์ของพลเอกกฤษณ์ สีวะรา ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่ได้รับความนิยมจากบทบาทของเขาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

เดือนมกราคม พ.ศ. 2519 เป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงรุนแรง การนัดหยุดงานและการชุมนุมขนาดใหญ่ซึ่งทิ้งให้นายกรัฐมนตรีขาดเสียงข้างมากในสภา ชวนให้นายทหารที่เคยถือรัฐธรรมนูญนิยมหลายคนมองว่า รัฐประหารอาจจำเป็นเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพ ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นเป็นชนวนการนัดหยุดงานทั่วไป หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยอมตำตามข้อเรียกร้องของสหภาพ และทำให้ฝ่ายขวาเดือดดาล การชุมนุมจำนวน 15,000 คน ซึ่งจัดโดยกลุ่มกึ่งทหาร ขบวนการนวพล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลตรีประมาณ เรียกร้องให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ส่งมอบอำนาจคืนแก่ทหาร[11] การชุมนุมดังกล่าวนำโดย พระกิตติวุฒโฑ พระภิกษุเจ้าของวาทะ "ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป" กลุ่มสมาชิกรัฐสภาเสรีนิยมจากพรรคประชาธิปัตย์แตกกับรัฐบาลผสมและเข้ากับฝ่ายค้านที่เป็นฝ่ายซ้าย[12] พลเอกบุญชัยคัดค้านความคิดรัฐบาลผสมเอียงซ้าย ซึ่งบีบให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่กำหนดมีขึ้นวันที่ 4 เมษายน[12] ซึ่งกระชั้นเกินไปแม้สำหรับนายทหารสายกลาง ตัวอย่างรัฐบาลผสมเอียงซ้ายของลาวที่พ่ายต่อคอมมิวนิสต์ยังสดใหม่ พลเรือเอกสงัด ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยื่นแผนรัฐประหาร[13]

ตรงข้ามกับพรรคพวกของพลเอกกฤษณ์/พลเรือเอกสงัด กลุ่มของพลตรีประมาณ รวมผู้คบคิดซึ่งไม่เคยยอมรับรัฐบาลระบบรัฐสภาหรือผู้ปลดจอมพลถนอม อันได้แก่ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายขวา พรรคชาติไทย และนายทหารแห่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) อย่างสมบูรณ์ แผนสมคบรัฐประหารทั้งสองจะมีการดำเนินเป็นเอกเทศต่อกันในช่วงอีกไม่กี่เดือนต่อมา อันเป็นการกำเนิดใหม่ของการแบ่งฝ่ายในกองทัพระหว่างพลเอกกฤษณ์กับจอมพลถนอมใน พ.ศ. 2516

พรรคชาติไทยของพลตรีประมาณใช้คำขวัญว่า "ขวาฆ่าซ้าย" เพื่อลงเลือกตั้งในเดือนเมษายน[14] มีฆาตกรรม 30 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนี้[10] พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากทั้งพลเอกกฤษณ์และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา คว้าที่นั่งในสภาได้ถึงร้อยละ 40 ทำให้หัวหน้าพรรค หม่อมราชวงศ์เสนีย์ กลับเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง[15] พรรคกิจสังคมของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์กลับเป็นฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายแทบไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเลย[16] พลเอกกฤษณ์เสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันด้วยอาการหัวใจล้มเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2519 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์[17] และผู้ที่รับตำแหน่งแทน คือ พลเอกทวิช เสนีวงศ์ ณ อยุธยา สมาชิกพรรคพวกของพลตรีประมาณ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเลือกผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่เมื่อพลเอกบุญชัยเกษียณในอีกห้าเดือนข้างหน้า ตำแหน่งนี้จึงสำคัญมาก ในเดือนสิงหาคม พลเอกทวิชจัดการให้จอมพลประภาสเดินทางกลับประเทศไทยช่วงสั้น ๆ เพื่อทดสอบมติมหาชน[18] โดยอาศัยปฏิกิริยาดังกล่าว พลตรีประมาณตัดสินใจนำจอมพลถนอมกลับประเทศด้วยหวังจะจุดชนวนการเดินขบวนประท้วงซึ่งอาจใช้เป็นเหตุผลรัฐประหารได้[18] หม่อมราชวงศ์เสนีย์พยายามดักการคบคิดเพิ่มเติมโดยการถอดพลเอกทวิชจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้คบคิดรัฐประหาร วิจารณ์หม่อมราชวงศ์เสนีย์อย่างรุนแรงในการเคลื่อนไหวนี้โดยการระเบิดอารมณ์ขัดระเบียบการของรัฐสภา[19][20] การปลดสมัครมีขึ้นตามมาในวันที่ 23 กันยายน[19]

กลุ่มต่าง ๆ [แก้]

กลุ่มกองกำลังอาสาสมัครฝ่ายขวาหลายกลุ่มมีบทบาทสำคัญเป็นผู้ก่อการสังหารหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มเหล่านี้ได้รับการติดอาวุธและฝึกโดยตำรวจตระเวนชายแดนเมื่อปลาย พ.ศ. 2517 เพื่อเตรียมการปราบปรามรุนแรง พอล แฮนด์ลีย์ ผู้ประพันธ์ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ อธิบายสถานการณ์นั้นว่าเป็น "ลัทธิศาลเตี้ยเกี่ยวกับเจ้า" (royal vigilantism)[21] ใจ อึ๊งภากรณ์ นักเขียนมาร์กซิสต์ เปรียบเทียบกลุ่มเหล่านี้กับกลุ่มกึ่งทหารฟาสซิสต์ในยุโรปช่วงทศวรรษ 1930[18]

ขบวนการนวพลก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2517 โดย วัฒนา เขียววิมล และใช้คำขวัญว่า "ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์"[22] ชื่อนี้ยังหมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[23] กลุ่มลับนี้มีสมาชิกราว 50,000 คนราวกลาง พ.ศ. 2518[10] กลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือทางทหารอย่างลับ ๆ จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและดำเนินการฝึกซ้อมอย่างทหารขั้นก้าวหน้าแก่สมาชิกที่วิทยาลัยจิตตภาวัน โรงเรียนสอนศาสนาพุทธในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก่อตั้งโดยพระภิกษุฝ่ายขวา พระกิตติวุฒโฑ[23] กล่าวกันว่า การฝึกนี้รวมการฝึกการลอบสังหารด้วย และการสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจำนวนหนึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของขบวนการนวพล[24] ธานินทร์ นายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร เป็นสมาชิกอาวุโสของกลุ่มนี้ด้วย[13]

ขบวนการกระทิงแดงก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2517 โดย พันเอกพิเศษ สุตสาย หัสดิน นายทหารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร[25] กลาง พ.ศ. 2518 กลุ่มนี้มีสมาชิก 25,000 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาอาชีวะ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการเดินขบวนประท้วงจอมพลถนอม แต่ขณะนี้แตกกับนักศึกษาฝ่ายซ้ายเพราะรับแนวคิดคอมมิวนิสต์มาอย่างชัดเจน[10] ขบวนการกระทิงแดงเป็นกองเยาวชนของขบวนการนวพล[26] สีแดงเป็นสีของธงชาติไทยเดิม และถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรักชาติในธงชาติปัจจุบัน คำขวัญของกลุ่มประกาศว่าเป็น "แนวร่วมต่อต้านจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์"[26] คล้ายกับเอสเอในประเทศเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1930 สมาชิกขบวนการกระทิงแดงปลุกปั่นการต่อสู้ระหว่างนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายกับสหภาพแรงงาน[8] ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ขบวนการกระทิงแดงโยนระเบิดเข้าใส่การประท้วงฝ่ายซ้าย เป็นเหตุให้มีนักศึกษาเสียชีวิต 4 คน[17] ในเหตุการณ์ซึ่งได้รับการเผยแพร่กว้างขวางครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงทดสอบยิงอาวุธของขบวนการกระทิงแดง[27]

ลูกเสือชาวบ้าน (หรือ กองอาสารักษาดินแดน) ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2497 เพื่อจัดการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย ตลอดจนการสนองต่อเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติธรรมชาติ ได้รับการขยายใน พ.ศ. 2517 เมื่อกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเข้าควบคุมลูกเสือชาวบ้าน[28] มีการขยายเข้าไปในเขตเมืองเพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายซ้าย[29] พระบรมวงศานุวงศ์ (มักเป็นพระราชินี) เป็นผู้พระราชทานผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้าน[29] ณ จุดหนึ่ง ผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 5 เคยเป็นสมาชิกลูกเสือชาวบ้าน[18]

เมื่อผู้เดินขบวนฝ่ายซ้ายยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องค์การหลักที่ประสานกิจกรรม คือ ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงาน (Federation of Trade Unions)[26]

เหตุการณ์ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 [แก้]

จอมพลถนอมเดินทางกลับประเทศ [แก้]

สมัคร พระสหายคู่ใจของพระราชินี เดินทางด้วยเครื่องบินไปยังประเทศสิงคโปร์และบอกแก่จอมพลถนอมว่า พระราชวังยอมรับการเดินทางกลับประเทศไทยของเขา[6] เมื่อจอมพลถนอมเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 19 กันยายน เขาปฏิเสธแรงจูงใจทางการเมืองและว่า เขากลับประเทศไทยเพียงเพื่อมาสำนึกบาป ณ หลุมศพของบิดาเท่านั้น[30] เขาบวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ซึ่งเกี่ยวพันกับราชวงศ์[6] พิธีกรรมนั้นถูกปิดอย่างผิดกฎหมายเพื่อเลี่ยงการท้าทายการบวชและวัดถูกขบวนการกระทิงแดงล้อมไว้[6] เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ เยือนจอมพลถนอมอย่างเป็นทางการ นายกรัฐมนตรีหม่อมราชวงศ์เสนีย์ก็ตอบสนองโดยการยื่นลาออก แต่ถูกรัฐสภาปฏิเสธ นักศึกษาประท้วงการเดินทางกลับประเทศของจอมพลถนอมที่สนามหลวงในวันที่ 30 กันยายน แต่ไม่นานการประท้วงก็ได้ย้ายไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อยู่ใกล้เคียงแทน ด้วยหวังจะเลี่ยงการเกิดเหตุตำรวจอาละวาดดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยจึงยกเลิกการสอบและปิดวิทยาเขต อย่างไรก็ดี ผู้เดินขบวนพังประตูเข้าไปยึดวิทยาเขต[30] สหภาพแรงงานจำนวน 43 แห่งเรียกร้องให้รัฐบาลขับจอมพลถนอมหรือเผชิญกับการนัดหยุดงานทั่วไป[30]

การแสดงล้อการแขวนคอ [แก้]

การแสดงละครล้อกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519

วันที่ 5 ตุลาคม หนังสือพิมพ์กรุงเทพมหานครสองฉบับ ได้แก่ บางกอกโพสต์ และ ดาวสยาม ลงภาพการแสดงล้อการแขวนคอโดยผู้เดินขบวนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากนักศึกษาที่แสดงเป็นเหยื่อมีใบหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ผู้ประท้วงจึงถูกกล่าวหาว่าแขวนคอรูปจำลองพระบรมวงศานุวงศ์ บางครั้งมีการอ้างว่า ภาพถ่ายนี้ถกตกแต่งขึ้นให้นักศึกษาคนดังกล่าวดูเหมือนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แต่สำเนาทุกฉบับที่ยังเหลืออยู่เป็นภาพเดียวกัน[18] อันที่จริงการแสดงล้อการแขวนคอดังกล่าวประท้วงการฆ่าสมาชิกสหภาพแรงงานสองคนที่จังหวัดนครปฐม โดยตำรวจท้องที่ เมื่อวันที่ 25 กันยายน[4] จากนั้น สถานีวิทยุยานเกราะของกองทัพบก นำโดยพันโทอุทาร สนิทวงศ์และผู้ประกาศคนอื่น กล่าวหาว่า นักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประกาศให้ "ฆ่าพวกคอมมิวนิสต์"[4] แม้การแสดงล้อการแขวนคอดังกล่าวจะได้รับความสนใจเป็นอันมาก แต่ถึงไม่มีการแสดงล้อนี้เกิดขึ้น ผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ก็ยังสามารถหาข้ออ้างอื่นได้อีก[18] กระทั่งเย็นวันที่ 5 ตุลาคม มีกำลังกึ่งทหารนิยมเจ้า 4,000 คน อยู่บริเวณประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[4] ขณะที่มีนักศึกษาอยู่ภายในราว 2,000 คน[10]

การสังหารในวันที่ 6 ตุลาคม [แก้]

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม พลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทยและรองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า เวลามาถึงแล้วที่จะขจัดขบวนการนักศึกษาเป็นครั้งสุดท้าย[18] เมื่อเวลาประมาณ 5 นาฬิกา กำลังกึ่งทหารเริ่มต้นยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยใช้อาวุธทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนปิดทางออกทั้งหมดเมื่อเวลาประมาณ 7 นาฬิกา รถบรรทุกของพุ่งเข้าชนประตูใหญ่และตำรวจเร่งรุดเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา นักศึกษาหลายคนที่ติดอาวุธเปิดฉากยิง แต่ถูกพิชิตไปในเวลาอันสั้น แม้ว่านักศึกษาจะร้องขอให้หยุดยิง แต่พลตำรวจเอกชุมพล ผู้บัญชาการตำรวจ อนุญาตให้ยิงเสรีในมหาวิทยาลัย[31] นักศึกษาผู้พยายามยอมจำนนถูกบังคับให้นอนลงกับพื้น หลายคนถูกทุบตีจนเสียชีวิตและจากนั้นถูกแขวนคอ[30] ผู้ที่พยายามหลบหนีโดยกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาถูกยิงจากเรือของกองทัพเรือ[31] วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ถูกยิงขณะพยายามว่ายน้ำเข้าสู่ที่ปลอดภัย[18] การโจมตีกินเวลาหลายชั่วโมง นิตยสารไทม์ อธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น "ฝันร้ายของการลงประชาทัณฑ์และการเผา"[30]

ผู้เดินขบวนราว 1,000 คนถูกจับเป็นนักโทษ และถูกทำให้เสียเกียรติโดยถูกถอดเสื้อผ้าลงที่เอว (แม้ว่าผู้หญิงจะอนุญาตให้สวมบราได้) ถูกบังคับลงไปคลานหรือถูกเตะ[30] มีการกล่าวหาว่านักศึกษาหญิงถูกข่มขืน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิต โดยตำรวจและขบวนการกระทิงแดง ตัวเลขอย่างเป็นทางการบ่งว่า มีผู้เสียชีวิต 46 คน และบาดเจ็บ 167 คน[2] ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้น ให้ตัวเลขประมาณผู้เสียชีวิตอย่างไม่เป็นทางการกว่า 100 คน โดยอิงแหล่งข้อมูลนิรนามในสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย (Chinese Benevolent Association) ซึ่งกำจัดศพ[32] การสังหารหมู่ดำเนินไปถึงเที่ยง เมื่อพายุฝนขัดจังหวะ[2] ใจ อึ๊งภากรณ์เขียนว่า มันเป็น "ความทารุณของอนารยธรรมอย่างยิ่งต่อนักเคลื่อนไหวกรรมกร นักศึกษาและชาวนา"[18] ตำรวจตระเวนชายแดน ขบวนการกระทิงแดง นวพลและลูกเสือชาวบ้านชุมนุมกันที่สนามม้านางเลิ้งเมื่อเวลาประมาณ 16 นาฬิกา และเคลื่อนขบวนต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล ที่ซึ่งพวกเขาเรียกร้องให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ยอมลาออก[30]

18.30 น. คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งเป็นคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองจำนวน 24 คน นำโดยพลเรือเอกสงัด ยึดอำนาจ พลเรือเอกสงัดได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ในวันที่ 25 กันยายน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเป็นกลุ่มนายทหารสายกลางซึ่งกระทำการเพื่อป้องกันมิให้กลุ่มขวาจัดของพลตรีประมาณยึดอำนาจ[18] ข้อเท็จจริงที่ว่าพลตำรวจเอกชุมพลเจตนาลงนามอนุญาตให้ยิงแสดงว่าเขาทราบว่าจะมีรัฐประหาร เพราะรัฐบาลพลเรือนจะสั่งดำเนินคดีต่อเขา[31]

ผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย [แก้]

ผู้เสียชีวิตเป็นศพถูกเผา ระบุเพศไม่ได้ จำนวน 4 คน, เป็นศพชายไทยไม่ทราบชื่อ จำนวน 6 คน, ผูกคอตายขณะเป็นผู้ต้องหา จำนวน 1 คน คือ วันชาติ ศรีจันทร์สุข คงเหลือเป็นศพที่ระบุชื่อได้ จำนวน 30 คน[33] คือ

  • พงษ์พันธ์ เพรามธุรส: ถูกระเบิด
  • วิชิตชัย อมรกุล: ถูกของแข็งมีคมและถูกรัดคอ
  • อับดุลรอเฮง สาตา: ถูกกระสุนปืน
  • มนู วิทยาภรณ์: ถูกกระสุนปืน
  • สุรสิทธิ์ สุภาภา: ถูกกระสุนปืน
  • สัมพันธ์ เจริญสุข: ถูกกระสุนปืน
  • สุวิทย์ ทองประหลาด: ถูกกระสุนปืน
  • บุนนาค สมัครสมาน: ถูกกระสุนปืน
  • อภิสิทธิ์ ไทยนิยม: ถูกกระสุนปืน
  • อนุวัตร อ่างแก้ว: ถูกระเบิด
  • วีระพล โอภาสพิไล: ถูกกระสุนปืน
  • สุพจน์ พันธุ์กาฬสินธุ์: ถูกกระสุนปืน
  • ภรณี จุลละครินทร์: ถูกกระสุนปืน
  • ยุทธนา บูรศิริรักษ์: ถูกกระสุนปืน
  • ภูมิศักดิ์ ศิระศุภฤกษ์ชัย: ถูกกระสุนปืน
ญาติของผู้เสียชีวิตร่ำไห้เมื่อมารับศพ
  • วัชรี เพชรสุ่น: ถูกกระสุนปืน
  • ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง: ถูกกระสุนปืน
  • ไพบูลย์ เลาหจีรพันธ์: ถูกกระสุนปืน
  • ชัยพร อมรโรจนาวงศ์: ถูกกระสุนปืน
  • อัจฉริยะ ศรีสวาท: ถูกกระสุนปืน
  • สงวนพันธุ์ ซุ่นเซ้ง: จมน้ำ
  • วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์: ถูกกระสุนปืน
  • สมชาย ปิยะสกุลศักดิ์: ถูกกระสุนปืน
  • วิสุทธิ์ พงษ์พานิช: ถูกกระสุนปืน
  • สุพล บุญทะพาน: ถูกกระสุนปืน
  • ศิริพงษ์ มัณตะเสถียร: ถูกกระสุนปืน
  • วสันต์ บุญรักษ์: ถูกกระสุนปืน
  • เนาวรัตน์ ศิริรังษี: ถูกกระสุนปืน
  • ปรีชา แซ่เซีย: ถูกของแข็ง อาวุธหลายชนิด และถูกรัดคอ
  • อรุณี ขำบุญเกิด: ถูกกระสุนปืน

แกนนำนักศึกษาที่รอดจากการถูกจับกุมขึ้นศาลทหารได้ส่วนใหญ่หลบหนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย[34]

เหตุการณ์ภายหลัง [แก้]

ความเจริญและความเสื่อมของลัทธิคลั่งเจ้า (ultraroyalism) [แก้]

รัฐประหารครั้งนี้ได้รับการต้อนรับด้วยความโล่งใจอย่างกว้างขวางเพราะวิกฤตการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจากการกลับประเทศของจอมพลถนอมได้สร้างความวิตกกังวลใหญ่หลวง[30] แฮนด์ลีย์เขียนว่า "มันเป็นรูปแบบของรัฐประหารที่ผ่านมาหลายครั้ง...เริ่มความรุนแรง ทิ้งให้ตำรวจแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถสถาปนาระเบียบได้ จากนั้นปล่อยให้ทหารก้าวเข้ามา"[35] ความเดือดดาลอันเกิดจากภาพถ่ายการแสดงล้อการแขวนคอได้นำส่วนที่เกิดเอง แต่รูปแบบการฝึดและการเกณฑ์กำลังกึ่งทหารในช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงต่อฝ่ายซ้ายมีการวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดี[35] แฮนด์ลีย์ยังเขียนว่า สี่วันหลังการสังหารหมู่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารพระราชทานรางวัลแก่บุคลากรกึ่งทหารที่เกี่ยวข้อง[35]

คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่พระมหากษัตริย์โปรด เป็นนายกรัฐมนตรี ธานินทร์เลือกคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเองโดยไม่สนใจรายชื่อของคณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง รวมทั้งสมัครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย[36] พลเรือเอกสงัดคงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกที่เพิ่งเกษียณ พลเอกบุญชัย ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี มีการล้อมจับผู้ต้องสงสัยฝ่ายซ้ายสามพันคน สื่อทั้งหมดถูกตรวจพิจารณา และสมาชิกในองค์การคอมมิวนิสต์ถูกลงโทษประหารชีวิต มีการกวาดล้างครอบคลุมมหาวิทยาลัย สื่อและบริการสาธารณะ[10] ประชาธิปไตยค่อย ๆ ได้รับการฟื้นฟูภายในโครงการ 12 ปี[37] รัฐบาลชุดนี้เป็นชุดที่นิยมเจ้าและต่อต้านฝ่ายซ้ายดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่ยังปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักด้วย ฝ่ายซ้ายเมืองราว 800 คนหลบหนีไปยังพื้นที่ชายแดนซึ่งคอมมิวนิสต์ควบคุมอยู่หลังรัฐประหาร[38] มีการโจมตีกองโจรเป็นระลอกตามมา ซึ่งเพิ่มถึงขีดสุดในต้น พ.ศ. 2520[38]

ไม่ช้า ลัทธิคลั่งชาติของธานินทร์ก็ได้บาดหมางกับแทบทุกภาคส่วนของสังคมไทย[39] คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินรัฐประหารอีกครั้งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2520 และแทนที่ธานินทร์ด้วยหนึ่งในสมาชิก คือ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้สัญญาจะเร่งให้ประเทศหวนคืนสู่ประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเสื่อมลงหลังเวียดนามที่สหภาพโซเวียตหนุนหลังรุกรานกัมพูชาซึ่งเป็นพันธมิตรของจีนใน พ.ศ. 2522 ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้นขึ้น และจีนตัดความช่วยเหลือแก่ผู้ก่อการกำเริบในไทย

เหตุการณ์ในฐานะประวัติศาสตร์ [แก้]

ไม่มีผู้ก่อการคนใดถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอย่างยิ่งในประเทศไทย สมาชิกคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองได้รับการนิรโทษกรรม แต่ไม่มีการห้ามดำเนินคดีกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย[40] หนังสือเรียนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในประเทศไทยจำนวนมากข้ามเหตุการณ์นี้ไปทั้งหมด หรือรวมรายงานด้านเดียวของตำรวจในขณะนั้นซึ่งอ้างว่าผู้ประท้วงนักศึกษาก่อเหตุรุนแรง บางเล่มลดความสำคัญของการสังหารหมู่ลงเป็นเพียง "ความเข้าใจผิด" ระหว่างสองฝ่าย ขณะที่แม้แต่เล่มที่แม่นที่สุดก็ยังเป็นเหตุการณ์ฉบับที่ลดความรุนแรงลง

ประติมากรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดงานประจำขึ้นทุกปีเพื่อจัดแสดงหนังสือพิมพ์ที่แสดงความชั่วร้าย ร่วมกับรายงานของพยานและบันทึกประวัติศาสตร์ มีการสร้างประติมากรรมอนสรณ์ในมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2539[41]

สมัครได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2551 เมื่อมีการตั้งคำถามถึงบทบาทของเขา เขาว่า "มีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียว" และการเสียชีวิตนั้นเป็นอุบัติเหตุ[42] ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งออกอากาศวันที่ 9 และ 10 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน เขาตอบคำถามเกี่ยวกับการสังหารหมู่โดยกล่าวว่า เขาเป็น "คนนอกในขณะนั้น" เขาอ้างถึง "ชายโชคร้ายคนหนึ่งถูกทุบตีและเผาที่สนามหลวง"[42] (เป็นการอ้างถึงศิลปิน มนัส เศียรสิงห์ ซึ่งร่างถูกลากออกมาจากกองศพและถูกตัดแขนขาต่อหน้าผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยืนเชียร์)[42][43]

อ้างอิง [แก้]

  1. คำถามคนตาย 6 ตุลา 19 ถาม สุธรรม แสงประทุม
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 Handley, Paul M. The King Never Smiles: A Biography of Thailand's Bhumibol Adulyadej. Yale University Press. ISBN 0-300-10682-3, p. 236.
  3. Michael Leifer: Dictionary of the Modern Politics of South-East Asia, article "Thammasat University Massacre 1976", Taylor & Francis, 1995, p. 163
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 Handley, p. 235.
  5. Puey Ungpakorn, 1977, "Violence and the Military Coup in Thailand" Bulletin of Concerned Asian Scholars, vol. 9, no. 3 (July–September), p8.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Handley, p. 234.
  7. Handley, p. 218.
  8. 8.0 8.1 Handley, p. 226.
  9. "he said that this is a domino theory....Thailand will be number four domino." Interview with Samak Sundaravej (recovered 8:06 PM 2/22/2008)
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 10.5 "October 1976 Coup", GlobalSecurity.org.
  11. Handley, p. 229.
  12. 12.0 12.1 Neher, Clark D., Modern Thai politics: from village to nation (1979), p. 376.
  13. 13.0 13.1 Handley, p. 230.
  14. Handley, p. 219.
  15. Neher, p. 395.
  16. Neher, p. 382.
  17. 17.0 17.1 Handley, p. 231.
  18. 18.0 18.1 18.2 18.3 18.4 18.5 18.6 18.7 18.8 18.9 Ungpakorn, Ji Giles, "From the city, via the jungle, to defeat: the 6th Oct 1976 bloodbath and the C.P.T.", Radicalising Thailand: New Political Perspectives. (2003) Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University.
  19. 19.0 19.1 "Samakography : Part 1," Bangkok Pundit.
  20. Walker, Andrew, "Samak Sundaravej", New Mandala
  21. Handley, p. 214.
  22. Leifer, Michael, Dictionary of the modern politics of South-East Asia (2001), p. 199.
  23. 23.0 23.1 Handley, p. 225.
  24. Handley, pp. 225-226.
  25. Glassman, Jim, Thailand at the Margins: Internationalization of the State and the Transformation of Labour (2004), p. 68.
  26. 26.0 26.1 26.2 Harris, Nigel "Thailand: The Army Resumes Command" Notes of the Month, International Socialism (1st series), No.93, November/December 1976, pp.8-9.
  27. Handley, p. 232.
  28. Handley, p. 223.
  29. 29.0 29.1 Handley, p. 224.
  30. 30.0 30.1 30.2 30.3 30.4 30.5 30.6 30.7 "THAILAND: A Nightmare of Lynching and Burning, Time, October 18, 1976.
  31. 31.0 31.1 31.2 Handley, p. 255.
  32. Puey Ungphakorn, "Violence and the Military Coup in Thailand", Bulletin of Concern Asian Scholars, July–September 1977. This figure was accepted by the Washington Post. ("Deaths" [Obituary for Sudsai Hasadin], Washington Post, August 18, 2001).
  33. ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จาก http://www.2519.net
  34. บทสัมภาษณ์นายจินดา-ลิ้ม ทองสินธุ์ คัดจากนิตยสารสารคดี ปีที่ 12 ฉบับที่ 140 ประจำเดือนตุลาคม 2539 จาก http://www.2519.net
  35. 35.0 35.1 35.2 Handley, p. 237.
  36. Handley, p. 259.
  37. Handley, p. 267.
  38. 38.0 38.1 Franklin B. Weinstein, "The Meaning of National Security in Southeast Asia,". Bulletin of Atomic Scientists, November 1978, pp. 20-28.
  39. Handley, p. 246
  40. Handley, p. 266.
  41. "6 October 1976 and the real cover-up", Jotman.com.
  42. 42.0 42.1 42.2 Interview with Samak Sundaravej (recovered 8:06 PM 2/22/2008)
  43. Bryce Beemer, Forgetting and Remembering "Hok Tulaa", the October 6 Massacre

ดูเพิ่ม [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]