ทริปเปิล เอช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ทริปเปิล เอช
An image of ทริปเปิล เอช.
ข้อมูล
ฉายา ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี (HHH)[1]
ยีน-พอล ไมเคิล เลเวสก์
เทอร์รา ไรซิง
ทริปเปิล เอช
ความสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว (1.88 เมตร)
น้ำหนัก 255 ปอนด์ (116 กก)
เกิด 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (45 ปี)
Nashua, New Hampshire
พำนัก กรีนวิช, รัฐคอนเนตทิคัต
มาจาก กรีนวิช, รัฐคอนเนตทิคัต
ฝึกหัดโดย Killer Kowalski
เปิดตัว 24 มีนาคม 1992

พอล ไมเคิล เลเวสก์ (อังกฤษ: Paul Michael Levesque)[2] เกิดวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 เป็นนักมวยปล้ำอาชีพ, นักแสดง และผู้บริหารชาวอเมริกัน เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมวยปล้ำมีชื่อว่า ทริปเปิล เอช (อังกฤษ: Triple H) ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของสมาคม ดับเบิลยูดับเบิลยูอี

ประวัติในวงการมวยปล้ำอาชีพ[แก้]

ทริปเปิล เอช เป็นนักมวยปล้ำในสังกัดรอว์มานาน และเป็นผู้ชนะคู่ต่อสู้มาแล้วหลายคน ด้วยท่า pedigree เป็นราชาของราชันย์ในวงการมวยปล้ำ WWE ในสมญานามว่า "เดอะเกม" และ "คิง ออฟ คิงส์" มีผลงานโด่งดังมากมาย เคยเป็น คิงออฟเดอะริง ปี 1997 และเป็นผู้ชนะเลิศ รอยัลรัมเบิล ปี 2002 และเป็นแชมป์โลก สมัยที่ 13 จากการเป็น แชมป์ WWE 8 สมัย และ แชมป์โลกเฮฟวี่เวท 5 สมัย[3][4] ทริปเปิล เอชได้แต่งงานกับ สเตฟานี แม็กแมน ลูกสาวของ วินซ์ แม็กแมน ในปี 2003 ในวงการฮอลลีวูด ทริปเปิล เอชได้ไปแสดง ภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ เรื่อง Blade 3 โดย รับบท จาโก

เวิลด์แชมเปี้ยนชิพเรสต์ลิง (1994–1995)[แก้]

ทริปเปิล เอชเข้าสู้วงการมวยปล้ำครั้งแรก ในสมาคม WCW ในปี 1994[5][6] การปล้ำครั้งแรกซึ่งได้ชนะ ไบรอัน อาร์มสตรอง ในตอนนั้นได้ใช้ชื่อว่า เทอร์รา ไรซิง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ยีน-พอล เลเวสก์ และในศึก WCW สตาร์เคด ได้แพ้ในการปล้ำกับ อเล็กซ์ ไวรต์ ในต่อมาได้เจอ ลอร์ด สตีเวน รีกัล หรือ วิลเลียม รีกัล และต่อมาได้ย้ายไปสมาคม WWE

เวิลด์เรสต์ลิงเฟดดิเรชั่น/เอ็นเตอร์เทนเมนต์/ดับเบิลยูดับเบิลยูอี (1995–ปัจจุบัน)[แก้]

ในรอว์ (22 พฤษภาคม 1995) ทริปเปิล เอช ได้ปล้ำครั้งแรกใน WWF หรือ WWE ในปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นใช้ชื่อว่า ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี และได้เจอกับ จอห์น ครีสทัล และสามารถเอาชนะได้ในแมตช์แรกได้สำเร็จ 3 เดือนต่อมาในรอว์ ฮันเตอร์ได้เจอกับ เจฟฟ์ ฮาร์ดี และสามารถเอาชนะมาได้สำเร็จ[7]

ทริปเปิล เอชในตอนใช้ชื่อว่า ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮมรี

ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 12 ฮันเตอร์ได้เจอกับ ดิ อัลติเมท วอร์ริเออร์ เป็นครั้งแรก แต่ผลปรากฏว่า ฮันเตอร์แพ้ให้กับวอร์ริเออร์ ในเวลาไม่ถึง 5 นาที และเมื่อ ดีเซล (เควิน แนช) และเรเซอร์ รามอน (สก็อตต์ ฮอลล์) จะออกจาก WWF ฮันเตอร์กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ได้ไปกอดกันพอ วินซ์ แมคแมน รู้จึงโดนกดบทที่จะให้เป็นคิงออฟเดอะริง 1996 และแบนห้ามปล้ำ

ในศึก รอยัลรัมเบิล (2002) ทริปเปิล เอชได้เข้าร่วมในแมตช์การปล้ำ รอยัลรัมเบิล โดยเหวี่ยง เคิร์ต แองเกิล ออกไปเป็นคนสุดท้าย ทำให้ทริปเปิล เอชได้เป็นผู้ชนะเลิศ รอยัลรัมเบิล ปี 2002 และได้ขอท้าชิงแชมป์โลกอันดิสพิวเด็ด กับ คริส เจอริโค ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 18[8] สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายชนะ ทำให้ทริปเปิล เอช คว้าแชมป์โลกอันดิสพิวเด็ด มาครองได้สำเร็จ แต่ก็เสียแชมป์ให้กับ ฮัลค์ โฮแกน ต่อมา อิริค บิสชอฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไปของรอว์ ได้มอบเข็มขัดแชมป์โลกเฮฟวี่เวทให้กับทริปเปิล เอช เป็นคนแรก ต่อมาทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับนักมวยปล้ำอีก 5 คน ในกรงเหล็ก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ แมทช์ สุดท้าย ทริปเปิล เอชก็เสียแชมป์ให้กับชอว์น หลังจากนั้น ทริปเปิล เอชก็คว้าแชมป์คืนมาได้จากชอว์นอีกครั้ง ในแมตช์การปล้ำแบบ 2 ใน 3 ยก ซึ่งประกอบไปด้วย

  • ยกที่ 1 สู้กันแบบ สตรีทไฟท์ ซึ่งผลที่ออกมา ยกแรก ทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายกด ชอว์น นับ 3 ทำให้ทริปเปิล เอช มีคะแนนนำ ชอว์น อยู่ 1 คะแนน
  • ยกที่ 2 สู้กันแบบ การปล้ำในกรงเหล็ก ซึ่งผลที่ออกมา ยกที่ 2 ชอว์น ใส่ท่า Splash ลงมากดทริปเปิล เอชกับโต๊ะนับ 3 ทำให้ ชอว์น มีคะแนนมาเสมอกับ ทริปเปิล เอช เป็น 1-1 คะแนน
  • ยกที่ 3 สู้กันแบบ ไต่บันได ซึ่งผลที่ออกมา ยกสุดท้าย ทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายเอาชนะและได้แชมป์โลกเฮฟวี่เวท มาได้สำเร็จอีกครั้ง

ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2003 ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ โกลด์เบิร์ก, ชอว์น ไมเคิลส์, คริส เจอริโค, แรนดี ออร์ตัน และ เควิน แนช ในแมตช์การปล้ำแบบ อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ และในครั้งนั้น ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท เอาไว้ได้สำเร็จ แต่ต่อมา ทริปเปิล เอช ก็เสียแชมป์ให้ โกลด์เบิร์ก ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2003 ก่อนที่จะชิงแชมป์กลับคืนมาได้ในศึก อาร์มาเกดดอน 2003

ในศึก รอยัลรัมเบิล 2004 ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์กับชอว์น ไมเคิลส์ ในแมตช์การปล้ำลาสแมนสแตนดิ้ง กติกาคือ เล่นงานคู่ต่อสู้จนถูกกรรมการนับ 10 ใครทำได้คนนั้นคือผู้ชนะ ทั้งคู่ผลัดกันเล่นงานจนทั้งคู่หน้าแตกยับเยินทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผลที่ออกมาคือ ทริปเปิล เอชและชอว์น ถูกกรรมการนับ 10 พร้อมกัน ลุกไม่ขึ้นทั้งคู่ส่งผลให้ ทริปเปิล เอชสามารถป้องกันแชมป์มาได้สำเร็จ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 20 ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์กับ คริส เบนวา และชอว์น สุดท้ายกลายเป็นเบนวาที่เป็นฝ่ายเอาชนะและคว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวทไปได้ในที่สุด ต่อมาทริปเปิล เอชได้เปิดศึกกับสมาชิกในกลุ่ม อีโวลูชั่น อย่าง แรนดี ออร์ตัน โดยในศึก ซัมเมอร์สแลม 2004 ออร์ตันสามารถคว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวท มาได้จากเบนวา และเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุด ทำให้ทริปเปิล เอชอิจฉาและทำการทรยศหักหลังออร์ตัน และเตะออกจากกลุ่มอีโวลูชั่น ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2004 ทริปเปิล เอชได้ขอท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวทกับออร์ตัน สุดท้ายทริปเปิล เอชก็เป็นฝ่ายชนะและคว้าแชมป์มาได้สำเร็จอีกครั้ง ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 21 ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์กับ บาทิสตา สุดท้ายทริปเปิล เอชก็เป็นฝ่ายแพ้และเสียแชมป์ให้กับบาทิสตา

ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 22 ทริปเปิล เอชได้ท้าชิงแชมป์ WWE กับ จอห์น ซีนา สุดท้ายทริปเปิล เอชก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ WWE มาได้[9] ในขณะเดียวกัน ทริปเปิล เอชได้กลับมาร่วมมือกับชอว์น ไมเคิลส์ และได้กลายมาเป็นกลุ่ม ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์[10] เปิดศึกกับ ตระกูลแมคแมน (วินซ์ แม็กแมน และ เชน แม็กแมเฮิน) ในศึกอันฟอร์กิฟเว่น 2006 ดี-เอกซ์ต้องเจอกับ วินซ์ แม็กแมน, เชน แม็กแมน และ บิ๊กโชว์ ในการปล้ำ 3 รุม 2 ในกรงเหล็ก สุดท้ายดี-เอกซ์ก็เอาชนะไปได้สำเร็จ ต่อมาดี-เอกซ์ได้เปิดศึกกับทีม เรท-อาร์เคโอ (เอดจ์ และ แรนดี ออร์ตัน) ซึ่งผลัดแพ้ผลัดชนะกันหลายรอบ จนจบด้วยการที่ทริปเปิล เอชเจ็บเข่าต้องพักไป 7 เดือน

ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2007 ทริปเปิล เอชได้หายจากอาการบาดเจ็บหัวเข่าหลังจากพักไป 7 เดือน โดยเจอกับ บูเกอร์ ที และเอาชนะไปได้สำเร็จ ในศึก No Mercy 2007 ทริปเปิล เอชได้มาท้าชิงแชมป์ WWE กับ แรนดี ออร์ตัน และก็ได้แชมป์ไป และในคืนเดียวกัน ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์ WWE กับ อูมาก้า สุดท้ายทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ แต่แรนดี ออร์ตันก็คว้าแชมป์กลับมาได้ในคืนเดียวกันในแมตช์การปล้ำลาสแมนสแตนดิ้ง ใครล้มลงนอนกับพื้นแล้วถูกกรรมการนับสิบจะเป็นฝ่ายแพ้ไป ทำให้ทริปเปิล เอชต้องเสียแชมป์คืนให้กับออร์ตัน

ในศึก แบคแลช (2008) ทริปเปิล เอชได้กลับมากระชากแชมป์จากออร์ตันไปได้ในแมตช์การปล้ำ 4 เส้าแพ้คัดออกเหลือคนสุดท้ายเป็นผู้ชนะ ในศึก จัดจ์เมนท์เดย์ (2008) ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์กับ แรนดี ออร์ตัน ในการปล้ำกรงเหล็ก สุดท้ายทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ในศึก วันไนท์สแตนด์ (2008) ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์กับออร์ตัน อีกครั้ง ในแมตซ์การปล้ำลาสแมนสแตนดิ้ง สุดท้ายทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ จนกระทั่งออร์ตันต้องพักการปล้ำไปหลายเดือน

ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2008) ทริปเปิล เอชต้องป้องกันแชมป์ WWE กับ เดอะ เกรท คาลี สุดท้ายทริปเปิล เอชก็เป็นฝ่ายเอาชนะและป้องกันแชมป์มาได้สำเร็จ จนกระทั่ง ในศึก เซอร์ไวเวอร์ ซีรีส์ (2008) ทริปเปิล เอชต้องเจอกับ วลาดิเมียร์ คอซลอฟ และ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ในแมตช์การปล้ำ 3 เส้า เพื่อชิงแชมป์ WWE แต่ก่อนขึ้นปล้ำ เจฟฟ์ได้ถูกลอบทำร้าย ทำให้กลายเป็นแมตช์การปล้ำชิงแชมป์เดี่ยว สุดท้ายกลายเป็น เอดจ์ ที่มาฉวยโอกาสในระหว่างการปล้ำและถูกเปลี่ยนเป็นแมตช์ 3 เส้าแบบเดิม ทำให้ทริปเปิล เอชเสียแชมป์ WWE ให้กับเอดจ์

ทริปเปิล เอช ฉลองชัยหลังจากเอาชนะ แรนดี ออร์ตัน ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 25

ในรอว์ (19 กุมภาพันธ์ 2009) ทำหน้าที่ช่วยงาน สเตฟานี และเชน แม็กแมน, หลังจากที่พวกเขาถูกทำร้ายโดย แรนดี ออร์ตัน[11] ในศึก โนเวย์เอาท์ (2009) ทริปเปิล เอชได้กลับมากระชากแชมป์ WWE คืนจากเอดจ์ และในสัปดาห์ต่อมา ออร์ตัน ไปทำร้าย วินซ์ แม็กแมน, เชน รวมถึงสเตฟานนี ภรรยาของทริปเปิล เอช ด้วยท่า RKO ทำให้ทริปเปิล เอชโกรธสุดขีด และจะต้องป้องกันแชมป์กับออร์ตัน ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 25 สุดท้ายทริปเปิล เอชจัดการออร์ตัน ด้วยค้อนปอนด์ และท่าไม้ตาย Pegdigree ทำให้ทริปเปิล เอชป้องกันแชมป์ WWE และล้างแค้นออร์ตันได้สำเร็จ[12] ในศึก แบคแลช (2009) ทริปเปิล เอช พ่ายแพ้ต่อออร์ตัน ในแมตช์ป้องกันแชมป์ WWE และได้รับบาดเจ็บต้องพักนาน 2-4 เดือน ต่อมา ทริปเปิล เอชได้กลับมาจากอาการบาดเจ็บและกลับมาอัดออร์ตัน ด้วยค้อนปอนด์ และท่าไม้ตาย Pegdigree

ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ ฉลองชัยในกรงเหล็ก หลังจากเอาชนะ เดอะเลกาซี

ทริปเปิล เอชได้จับคู่กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ในนามกลุ่ม ดี-เจเนอเรชันเอกซ์ อีกครั้ง และได้เปิดศึกกับ เดอะเลกาซี ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2009) สามารถเอาชนะ เดอะเลกาซี ได้สำเร็จ ต่อมาดี-เอกซ์สามารถคว้า แชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ มาได้สำเร็จ เป็นครั้งแรก โดยเอาชนะทีมเจอริโชว์ (คริส เจอริโค และ บิ๊กโชว์) ในแมตช์การปล้ำ TLC Match ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ (2009)[13] ต่อมาได้แยกกลุ่มกับชอว์น ไมเคิลส์ หลังจากทั้งคู่เสียแชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ ให้กับทีมโชมิซ (บิ๊กโชว์ และ เดอะ มิซ) ในศึก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ (2010) ทริปเปิล เอชได้เจอกับ จอห์น ซีนา, เชมัส, แรนดี ออร์ตัน, โคฟี คิงส์ตัน และ เท็ด ดิบิอาซี่ ในแมตช์การปล้ำอิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ แมทช์ เพื่อชิงแชมป์ WWE สุดท้ายทริปเปิล เอช ถูกซีนาเล่นงาน ด้วยท่า STF จนต้องตบพื้นยอมแพ้เป็นคนสุดท้าย

ทริปเปิล เอช ได้ถูก เชมัส ลอบทำร้าย และทริปเปิล เอชได้ขอท้าเจอกับเชมัส ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 26 สุดท้ายทริปเปิล เอชจัดการเชมัส ด้วยท่า Pedigree และสามารถเอาชนะมาได้สำเร็จ[14][15] แต่ในศึก เอ็กซ์ตรีมรูลส์ (2010) เชมัสได้มาลอบทำร้ายทริปเปิล เอช ทำให้ได้รับบาดเจ็บและต้องพักการปล้ำไปยาวนาน ในศึก เฮาส์โชว์ของรอว์ ทริปเปิล เอชและนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะได้ออกมาช่วยจอห์น ซีนา ตอนที่ปล้ำกับเคน แล้วถูกกลุ่ม เดอะเน็กซัส และนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมมารุม[16]

การเปิดตัวของ ทริปเปิล เอช ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 27

ในรอว์ (21 กุมภาพันธ์ 2011) ทริปเปิล เอชได้หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ พร้อมกับ ดิอันเดอร์เทเกอร์ ที่หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บเช่นเดียวกัน ทั้งคู่ได้เผชิญหน้าและท้าทายกัน และทั้งคู่จะได้เจอกันเป็นครั้งที่ 2 ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 27 ซึ่งเป็นการเจอกันอีกครั้งในรอบ 10 ปี ของศึกเรสเซิลเมเนีย (ครั้งก่อน อันเดอร์เทเกอร์ สามารถเอาชนะทริปเปิล เอช ไปได้ในครั้งที่ 17) ในแมตช์การปล้ำไม่มีกฎกติกา โดยมีสถิติไร้พ่าย 18-0 ของอันเดอะเทเกอร์ เป็นเดิมพัน สุดท้ายทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายแพ้ ทำให้อันเดอร์เทเกอร์สร้างสถิติเป็น 19-0 ไปได้สำเร็จ[17]

ในรอว์ (18 กรกฎาคม 2011) ทริปเปิล เอชได้ทำหน้าที่เป็นประธาน COO ของสมาคม WWE[18] ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2011) ทริปเปิล เอชได้เป็นกรรมการพิเศษคู่ชิงแชมป์ WWE ระหว่าง จอห์น ซีนา กับ ซีเอ็ม พังก์ และเป็นซีเอ็ม พังก์ ที่ป้องกันแชมป์เอาไว้ได้สำเร็จ แต่ว่าหลังจากจบแมตซ์ เควิน แนช ได้ออกมาลอบทำร้าย ซีเอ็ม พังก์ ทำให้ อัลเบร์โต เดล รีโอ ได้ขอใช้สิทธิ์กระเป๋ามันนีอินเดอะแบงก์ และกระชากแชมป์ WWE ไปจากพังก์ได้สำเร็จ[19] ในศึก ไนท์ออฟแชมเปียนส์ (2011) ทริปเปิล เอชได้เจอกับ ซีเอ็ม พังก์ ในแมตช์การปล้ำไม่มีการจับแพ้ฟาล์ว โดยมีข้อแม้ว่าถ้า ทริปเปิล เอช แพ้ ต้องออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ สุดท้ายทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายชนะ ทำให้ไม่ต้องออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ[20][21] ในรอว์ (19 กันยายน 2011) ทริปเปิล เอชได้ออกมาสั่งไล่ เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ ออกจาก WWE แล้วก็เดินกลับไปหลังเวที มิซและทรูธวิ่งตามเข้าไปรุมทำร้ายทริปเปิล เอช ทำให้นักมวยปล้ำคนอื่นต้องช่วยกันห้าม สุดท้ายทริปเปิล เอชก็สั่งให้จับมิซและทรูธ โยนออกไปนอกอาคาร ในศึก เฮลอินเอเซล (2011) มิซและทรูธได้ไปลอบทำร้าย ซีเอ็ม พังก์, อัลเบร์โต เดล รีโอ, จอห์น ซีนา และกรรมการ ทำให้ทริปเปิล เอชโกรธจึงต้องเรียกตำรวจมาจับมิซและทรูธ ออกไปจากสนาม

ในศึก เวนเจินส์ (2011) ทริปเปิล เอชต้องจับคู่กับ ซีเอ็ม พังก์ เจอกับ เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ สุดท้ายกลายเป็น ทริปเปิล เอช กับซีเอ็ม พังก์ แพ้ เพราะ เควิน แนช มาก่อกวนการปล้ำ[22] ในรอว์ (24 ตุลาคม 2011) ทริปเปิล เอช ถูกเควิน แนช ใช้ค้อนปอนด์ทุบหลังของทริปเปิล เอช จนต้องพักการปล้ำ[23] ในรอว์ (12 ธันวาคม 2011) ทริปเปิล เอช ได้กลับมาจากอาการบาดเจ็บ และขอท้าเจอกับเควิน แนช ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ (2011) ในแมตช์การปล้ำไต่บันได โดยมีค้อนปอนด์แขวนอยู่ข้างบน สุดท้ายทริปเปิล เอชก็เป็นฝ่ายเอาชนะมาได้สำเร็จ[24]

ในรอว์ (30 มกราคม 2012) อันเดอร์เทเกอร์ได้หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ โดยเผชิญหน้ากับทริปเปิล เอชอีกครั้ง ก่อนจะไปมองโลโก้ เรสเซิลเมเนีย และทำท่าเชือดคอแล้วทริปเปิล เอชก็เดินจากไป[25] ต่อมาอันเดอร์เทเกอร์ได้ขอท้าเจอกับทริปเปิล เอชอีกครั้ง ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 28[26] ซึ่งเป็นการเจอกันครั้งที่ 3 ของทั้งคู่ ในเรสเซิลเมเนีย (ครั้งแรก อันเดอร์เทเกอร์ สามารถเอาชนะ ทริปเปิล เอช ไปได้ในครั้งที่ 17 และ ครั้งที่ 2 อันเดอร์เทเกอร์ สามารถเอาชนะ ทริปเปิล เอช ไปได้ในครั้งที่ 27) ในรูปแบบการปล้ำในกรงเหล็ก เฮลอินเอเซล โดยมีสถิตไร้พ่าย 19-0 ของอันเดอร์เทเกอร์เป็นเดิมพัน และมี ชอว์น ไมเคิลส์ เป็นกรรมการพิเศษ[27] สุดท้ายทริปเปิล เอชเป็นฝ่ายแพ้ ทำให้อันเดอร์เทเกอร์สร้างสถิติเป็น 20-0 ไปได้สำเร็จ[28]

ในรอว์ (30 เมษายน 2012) จอห์น โลรีนายติส ได้เชิญให้ บร็อก เลสเนอร์ ออกมา แต่ไม่ทันไร ทริปเปิล เอชก็ตามออกมา ทริปเปิล เอช บอกชั้นออกมาเพื่อจะทำในสิ่งที่ จอห์น โลรีนายติส ไม่กล้าทำ บร็อก เลสเนอร์ นายจะไม่ได้รับสัญญาฉบับใหม่ที่เรียกร้องเกินกว่าเหตุเครื่องบินที่รับนายมาจากบ้านจะไม่ส่งนายกลับยกเว้นนายจะจ่ายเงินเช่นเดียวกับรถลิมูซีนที่พานายมาสนามด้วยและรายการนี้ก็จะชื่อ มันเดย์ ไนท์ รอว์ ตลอดไปไม่มีใครใหญ่ไปกว่า WWE ชั้นต้องการให้นายอยู่ที่นี่คนดูก็ต้องการจะดูนายเจอกับ จอห์น ซีนา, ซีเอ็ม พังก์, แรนดี ออร์ตัน หรือ เชมัส แต่นายจะต้องอยู่ภายใต้สัญญาฉบับแรกที่เราตกลงกันเท่านั้นสัญญาใหม่ที่นายขอแก้ไขนั้นชั้นจะไม่เซ็นให้หรอกนะ ทริปเปิล เอช ฉีกสัญญาใหม่ของเลสเนอร์ ทิ้งแล้วพูดต่อว่าถ้านายไม่พอใจล่ะก็จะยกเลิกสัญญาก็ได้แล้วก็จากไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ที่มีต่อซีนา ซึ่งนายคงจะไม่อยากให้เป็นแบบนั้นใช่มั้ย โลรีนายติสพยายามพูดช่วยเลสเนอร์ แต่ทริปเปิล เอช สั่งให้โลรีนายติสหุบปากซะแต่ โลรีนายติส ไม่หยุดพูด ทริปเปิล เอช เลยหันไปเอาเรื่องโลรีนายติส เลยเปิดโอกาสให้ บร็อก เลสเนอร์ อัดทริปเปิล เอชจากด้านหลัง จากนั้นก็ลากไปอัดที่มุมเวที ทริปเปิล เอชพยายามต่อยสู้ แต่โดน บร็อก เลสเนอร์ จับใส่ท่า คิมุระล็อก จนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเพราะแขนหัก ร้อนถึงบรรดาสตาร์ฝ่ายธรรมะทั้ง เชมัส, บิ๊กโชว์, โคฟี คิงส์ตัน และ อาร์-ทรูธ ต้องรีบออกมาช่วย ทำให้ เลสเนอร์ รีบหนีลงเวทีไป จากการกระทำของเลสเนอร์ ที่ใช้ท่า คิมุระล็อก ใส่แขนซ้ายของ ทริปเปิล เอช ทำให้ COO ของ WWE ได้รับบาดเจ็บและต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยทีมแพทย์ของ WWE พบว่าแขนของทริปเปิล เอช หัก และยังมีอาการเส้นเอ็นฉีกขาดบริเวณข้อศอกด้วย จึงจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด[29][30]

ในรอว์ (14 พฤษภาคม 2012) ทริปเปิล เอช ออกมาที่เวทีบอกว่า บร็อก เลสเนอร์ มันทำตัวเหมือนเดิมตลอด เมื่อก่อนมันเป็นเด็กบ้านนอกตัวโตจากมินเนโซต้า มันกลายเป็นสตาร์ดัง แต่พอเริ่มมีคนมาท้าชิงเข้าหน่อยมันก็หนีไป มันไป UFC แต่ก็ถูกเขาอัดเอา พอเห็นว่าหนทางไม่ได้ง่ายมันก็เลยหนีออกมาอีก มันกลับมา WWE เพราะเห็นว่า จอห์น ซีนา กระจอก และมันคิดว่ามันจะเอาชนะซีนาได้ แต่สุดท้ายมันก็แพ้ พอล เฮย์แมน ออกมา และเอาเอกสารคดีความมาให้ทริปเปิล เอช เพราะ เลสเนอร์ ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทริปเปิล เอช เป็นเงินหลายล้าน เพราะเดิมที จอห์น โลรีนายติส ได้เซ็นสัญญากับเลสเนอร์ ไว้แล้ว แต่ทริปเปิล เอช ฉีกมันทิ้ง ทริปเปิล เอช โมโหและบีบคอ เฮย์แมน แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อย แล้วฝากให้ เฮย์แมน ไปบอก เลสเนอร์ ด้วยว่าเขาจะต้องได้รับสิ่งที่เขาสมควรจะได้ ทริปเปิล เอชเดินจากไป แต่ เฮย์แมน ประกาศว่าเมื่อกี้ว่า ทริปเปิล เอชทำร้ายเขา ดังนั้นเขาจะฟ้องทริปเปิล เอช เป็นคดีที่สองด้วย เอาไว้เจอกันในศาลนะ[31]

ในศึก โนเวย์เอาท์ (2012) ทริปเปิล เอช ออกมาพูดถึง บร็อก เลสเนอร์ ว่าจะเสียเวลายื่นฟ้อง WWE ไปทำไมมาสู้กันเลยดีกว่า ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2012)[32] ในศึกรอว์ (18 มิถุนายน 2012) ทริปเปิล เอช ออกมาบอกว่า บร็อก เลสเนอร์ ควรจะตอบรับข้อเสนอนี้ เพราะถ้าเขายอมมา ชั้นจะให้เขาทุกอย่าง ให้เป็นนายแบบโปสเตอร์ศึก ซัมเมอร์สแลม ด้วย พอล เฮเมน บอกว่า อย่าพยายามเกลี้ยกล่อมให้ยากเลย เลิกทำตัวเป็นนักมวยปล้ำซะทีเถอะ กลับบ้านไปเลี้ยงลูกดีกว่านะ ไปเล่นเป็นพระราชากับลูกนู่น คนอย่างแกไม่ใช่พระราชาอะไรทั้งนั้นในโลกของชั้นและ บร็อก เลสเนอร์ โกรธรึไง อยากจะต่อยชั้นมั้ยล่ะ ต่อยเลยสิ จะได้ฟ้องอีกคดีนึง ทริปเปิล เอช ต่อย พอล เฮเมน จริงๆ แล้วก็บอกว่า ไปบอก บร็อก เลสเนอร์ ด้วยว่าใน ซัมเมอร์สแลม มันจะต้องโดนแบบนี้[33] ในศึก รอว์ ตอนที่ 1,000 (23 กรกฎาคม 2012) วินซ์ แม็กแมน ออกมาแนะนำ ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ ทริปเปิล เอช ออกมาพร้อมกับ ชอว์น ไมเคิลส์ และตามด้วย โรด ด็อก, บิลลี่ กัน และ เอกซ์-แพ็ค ขับรถจี๊ปทหารตามออกมา ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ เล่นตลกคาเฟ่กันอยู่นาน ทำให้ แดเมียน แซนดาว ออกมาขัดจังหวะ ขออภัยที่ต้องขัดจังหวะ ชื่อของผมคือ แดเมียน แซนดาว และผมคือพระผู้ช่วยให้รอดของพวกคุณ ผมจะช่วยคุณจากตลกคาเฟ่ที่ไม่สามารถทนดูได้ ดูไอ้ตัวตลกที่น่าขยะแขยงพวกนี้สิ มันออกมาทำอะไรไร้สาระ ชอว์น ไมเคิลส์ เลยจัดการ Sweet Chin Music ต่อด้วย Pedigree ของ ทริปเปิล เอช ในคืนเดียวกัน ทริปเปิล เอช ออกมาอีกครั้งเพื่อมาเจรจากับเลสเนอร์ แต่เป็น พอล เฮย์แมน ออกมาเพื่อบอกปฏิเสธแมตช์ในศึก ซัมเมอร์สแลม สเตฟานี ออกมาเยาะเย้ยถากถาง เฮย์มน ทำให้ เฮย์แมน โมโห บอกจะให้เลสเนอร์ มาทำลาย ทริปเปิล เอช ให้สิ้นซาก ในศึก ซัมเมอร์สแลม สเตฟานี คร่อมต่อยเฮย์แมน ไม่ยั้งแล้ว เลสเนอร์ ก็ออกมา สเตฟานีหนีลงเวทีไป แต่ ทริปเปิล เอช ก็โดนเลสเนอร์ อัด ทริปเปิล เอช ต่อยสู้ แล้วก็อัดเลสเนอร์ ตกเวทีไป[34]

ในรอว์ (13 สิงหาคม 2012) ทริปเปิล เอช กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ออกมาเพื่อเซ็นสัญญาปล้ำกับเลสเนอร์ ในศึก ซัมเมอร์สแลม แล้ว เลสเนอร์ กับเฮย์แมน ก็กลับไปหลังจากที่เซ็นกันเสร็จเรียบร้อย ชอว์น จะขับรถกลับบ้าน แต่โดน เฮย์แมนขับรถมาขวางเอาไว้ แล้วเลสเนอร์ ก็มาลากชอว์นลงจากรถแล้วก็อัดซะเละ เลสเนอร์ แบกชอว์น กลับมาที่เวที แล้วก็จัดการด้วย F-5 ต่อด้วย คิมุระล็อก ทริปเปิล เอช วิ่งออกมาช่วย แต่ เฮย์แมน สั่งห้าม ทริปเปิล เอช เข้ามาใกล้ ไม่อย่างนั้น เลสเนอร์ จะหักแขนชอว์น ทริปเปิล เอช ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่ เลสเนอร์ ก็หักแขนชอว์น อยู่ดี ทริปเปิล เอช รีบวิ่งเข้าไปช่วย แต่ เลสเนอร์ กับเฮย์แมน ก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ชอว์นดิ้นอยู่บนเวที ทริปเปิล เอช พยายามเข้าไปขอโทษ แต่ชอว์นก็ไล่ ทริปเปิล เอช ให้ไปไกลๆ[35] ในซัมเมอร์สแลม ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายแพ้ให้กับเลสเนอร์[36][37]

ในรอว์ (18 มีนาคม 2013) ทริปเปิล เอช ก็ได้ออกมาเซ็นสัญญาในการเจอกับ บร็อก เลสเนอร์ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 29 อย่างเป็นทางการแล้ว แถมยังอัดเล่นงาน พอล เฮย์แมน จนหมดสภาพและร้องโอดโอยเรียกให้เลสเนอร์ออกมาช่วยอีกด้วย ภายหลังจากการเซ็นสัญญา เลสเนอร์ก็ออกมาพร้อมกับเก้าอี้ทำท่าโมโห ก่อนจะเดินมายังเวทีทำท่าเหมือนจะขึ้นไปฟัดกับ ทว่าทริปเปิล เอชคว้าค้อนปอนด์มาได้เหมือนกัน เลสเนอร์ไม่ขึ้นไป ก่อนจะโยนเก้าอี้ไปใส่ทริปเปิล เอชบนเวที ทริปเปิล เอชปัดเก้าอี้ทิ้ง กวักมือเรียกเลสเนอร์ให้ขึ้นมา เลสเนอร์กับเฮย์แมนเดินวนรอบเวทีหนึ่งรอบ ก่อนจะเดินไปบริเวณฉาก และเฮย์แมนก็ประกาศกติการรวมทั้งเงื่อนไขพิเศษของแมทช์การปล้ำระหว่าง ทริปเปิล เอช ปะทะ เลสเนอร์ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 29 ออกมาอย่างเป็นทางการว่า จะปล้ำกันแบบไม่มีกฏกติกา และมีอาชีพการเป็นนักมวยปล้ำของทริปเปิล เอช เป็นเดิมพันด้วย (ถ้า ทริปเปิล เอช แพ้ ต้องเลิกปล้ำ)[38] สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เอาชนะมาได้สำเร็จ[39] และได้รีแมตช์กันอีกครั้งในศึก เอ็กซ์ตรีมรูลส์ (2013) ในแมตช์การปล้ำในกรงเหล็ก สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายแพ้ไป[40]

ในรอว์ (20 พฤษภาคม 2013) พอล เฮย์แมน ออกมาเปิดตัวลูกค้าคนที่ 3 ของเขา นั่นคือ เคอร์ติส แอ็กเซล แต่ ทริปเปิล เอช ออกมาและจะเอาเรื่องเฮย์แมน ที่เยาะเย้ยเขาว่าแพ้ บร็อก เลสเนอร์ ในเอ็กซ์ตรีมรูลส์ แต่แอ็กเซลมาขวางไว้และบอกว่าต้องเจอเขาก่อน ทริปเปิล เอชเลยอัดแอ็กเซลจนล้มลงไป และขอท้าเจอกัน สู้กันได้ไม่นาน ทริปเปิล เอชก็เกิดหน้ามืดเป็นลมจนทีมงานเข้ามาดูอาการแล้วก็ปรากฏว่าไม่สามารถปล้ำต่อได้[41][42][43] ในรอว์ (10 มิถุนายน 2013) ทริปเปิล เอชได้เจอกับเคอร์ติส แอ็กเซล ระหว่างแมตช์ วินซ์ แม็กแมน ก็เดินออกมาสั่งให้ลั่นระฆัง และประกาศให้แอ็กเซลชนะฟาวล์ไปเลย วินซ์เดินยิ้มกลับไปอย่างมีความสุข พอวินซ์กลับไปแล้ว ทริปเปิล เอชก็สั่งให้เริ่มแมตช์ใหม่อีกครั้ง ปล้ำกันได้ไม่นาน วินซ์ก็เดินกลับออกมาอีก คราวนี้สั่งให้ตัดสินให้แอ็กเซลชนะเพราะคู่ต่อสู้ไม่มาปล้ำ วินซ์เดินกลับไป ทริปเปิล เอชก็ไปสั่งให้ปล้ำแมตช์ใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นแมตช์ไอรอนแมน 60 นาที แต่วินซ์ก็กลับออกมาอีกครั้ง และไล่แอ็กเซลให้กลับไป แล้วก็ยึดเอาระฆังกับไมโครโฟนไปด้วย ทริปเปิล เอชเลยหมดสิทธิ์ได้ปล้ำต่อ[44]

ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2013) ทริปเปิล เอชได้เป็นกรรมการพิเศษคู่ชิงแชมป์ WWE ระหว่าง จอห์น ซีนา กับ แดเนียล ไบรอัน โดย ทริปเปิล เอช กดนับ 3 ให้ไบรอันเป็นฝ่ายชนะและคว้าแชมป์ WWE เป็นสมัยแรกได้สำเร็จ หลังแมตช์ ไบรอันกำลังฉลองแชมป์บนเวทีโดยมีการจุดพลุฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แต่แล้ว แรนดี ออร์ตัน ก็เดินถือกระเป๋าออกมา แต่ทริปเปิล เอช จับไบรอันใส่ Pedigree แล้วออร์ตันก็กลับมาใช้กระเป๋า และจับกดนับ 3 คว้าแชมป์ไปครองโดยทริปเปิล เอช ก็ร่วมฉลองด้วย และได้กลับมาเป็นฝ่ายอธรรมกันอีกครั้ง[45] ในศึก ไนท์ออฟแชมเปียนส์ (2013) ไบรอันสามารถคว้าแชมป์ WWE ไปได้เป็นสมัยที่ 2 โดยเอาชนะออร์ตัน ในรอว์คืนต่อมา (16 กันยายน 2013) ทริปเปิล เอช ได้สั่งปลดแชมป์ WWE ของไบรอัน และบอกว่า สก็อตต์ อาร์มสตรอง ที่ตัดสินแมตช์ชิงแชมป์นับ 1 2 3 เร็วเกิน และได้จัดแมตช์ชิงแชมป์ WWE ที่ว่างอยู่ ระหว่าง ออร์ตัน กับ ไบรอัน ในศึก แบทเทิลกราวด์ สุดท้ายแมตช์จบลงโดยไม่มีผลการตัดสิน เพราะบิ๊กโชว์ออกมาก่อกวนการปล้ำ ก่อนจะมีการรีแมตช์ชิงแชมป์ที่ว่างอยู่อีกครั้ง ในศึก เฮลอินเอเซล (2013) ในแมตช์การปล้ำ เฮลอินเอเซล โดยมี ชอว์น ไมเคิลส์ เป็นกรรมการพิเศษ และออร์ตันก็เป็นฝ่ายชนะคว้าแชมป์ WWE เป็นสมัยที่ 8 ได้อีกครั้ง จากการช่วยเหลือของชอว์น ต่อมาในรอว์ (25 พฤศจิกายน 2013) ออร์ตันออกมาบอกว่าเขามีอยู่เรื่องหนึ่งที่คาใจ จึงขอให้ทริปเปิล เอช ออกมา และออร์ตันบอกว่าทำไมต้องออกมาช่วยเขาด้วย? ก็ไหนบอกว่าไม่ต้องมีการก่อกวนไง เขาเอาชนะด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาช่วย เพราะเขาคือผู้เป็นหน้าเป็นตาของ WWE เป็นแชมป์ WWE เป็นซูเปอร์สตาร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ WWE ตลอดกาลและไม่มีใครจะมาแย่งชิงอะไรไปจากเขาได้ จอห์น ซีนา เจ้าของแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ออกมา และก็บอกว่าเขานี่แหละที่จะทำได้ ขอท้าเจอออร์ตัน โดยเอาแชมป์ทั้งสองเส้นเป็นเดิมพัน ทริปเปิล เอชกับสเตฟานี ก็เห็นชอบด้วย และทริปเปิล เอชก็จัดแมตช์ในศึก TLC ให้ทั้งสองคนเจอกันและจะเอาแชมป์ทั้งสองเส้นแขวนไว้ในแมตช์ โต๊ะ, บันได และ เก้าอี้ ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ (2013) ออร์ตันได้เอาชนะซีนา และคว้าทั้งแชมป์ WWE และแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ไปได้สำเร็จ[46]

การเปิดตัวของ ทริปเปิล เอช ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 30

ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 30 ทริปเปิล เอช ได้เจอกับ แดเนียล ไบรอัน โดยผู้ชนะจะได้ร่วมแมตช์ชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท WWE กับ แรนดี ออร์ตัน และ บาทิสตา ในคู่เอก สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็พ่ายแพ้ให้กับไบรอัน คืนเดียวกันในคู่เอก ทริปเปิล เอช ได้ก่อกวนการปล้ำของไบรอัน แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางการเป็นแชมป์ของไบรอันได้ ในรอว์คืนต่อมา (7 เมษายน 2014) แดเนียล ไบรอัน แชมป์โลกเฮฟวี่เวท WWE คนใหม่ ได้มาฉลองกับผู้ชม ก่อนจะถูกขัดจังหวะโดย ทริปเปิล เอช โดยจัดแมตช์ชิงแชมป์ในคืนนั้น และคู่ต่อสู้ของเขาคือ ทริปเปิล เอช ก่อนหน้าแมทช์ชิงแชมป์นั้น สเตฟานี ได้ออกมาสั่งให้ แรนดี ออร์ตัน และ บาทิสตา ให้ร่วมมือกันเป็นทีม เริ่มต้นจากแมทช์ชิงแชมป์แทคทีม กับ ดิ อูโซส์ ผลออกมาเป็น ดับเบิลเคาท์เอาท์ และได้สั่งให้ เคน, บาทิสตา และ ออร์ตัน ทำร้ายไบรอันก่อนการก่อนแข่งขันจะเริ่มต้น เป็นการสร้างจุดอ่อน และทำให้ ทริปเปิล เอช มีโอกาสในการชนะมากขึ้น จน เดอะชีลด์ ได้ออกมาบนเวที และจัดการกับพวกกลุ่มของ ทริปเปิล เอช และได้ช่วยไบรอัน จากการกลั่นแกล้งจากกลุ่ม ทริปเปิล เอช ในรอว์ (14 เมษายน 2014) เดอะชิลด์ ต้องปล้ำในแมทช์แฮนดิแคป 11 รุม 3 แต่กรรมการต้องยุติแมตช์ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายอัดกันไม่หยุด ก่อนที่ ทริปเปิล เอช, ออร์ตัน และ บาทิสต้า จะออกมาในนามของกลุ่ม เอฟโวลูชั่น เพื่อจัดการกลุ่มเดอะชิลด์โดยเฉพาะ ก่อนที่จะประกาศแมตช์การปล้ำแทคทีมอย่างเป็นทางการ ในสแมคดาวน์ (18 เมษายน 2014) ระหว่าง เดอะชีลด์ เจอกับ เอฟโวลูชั่น ในศึก เอ็กซ์ตรีมรูลส์ (2014) สุดท้าย เอฟโวลูชั่น เป็นฝ่ายแพ้ไป[47]

หลังจากกลุ่ม เดอะชีลด์ ได้รับชัยชนะในเอ็กซ์ตรีมรูลส์ ดูเหมือนว่าความแค้นของกลุ่ม เอฟโวลูชั่น จะยังไม่จบลง เมื่อในรอว์ (5 พฤษภาคม 2014) ดีน แอมโบรส จะต้องป้องกันแชมป์ยูเอส กับนักมวยปล้ำ 19 คน ในแมตช์แบทเทิลรอยัล โดย เชมัส เป็นฝ่ายเอาชนะไป และเป็นแชมป์ใหม่ไปในทันที และจบสถิติการป้องกันแชมป์ของแอมโบรส 351 วันได้สำเร็จ ก่อนที่กลุ่ม เอฟโวลูชั่นจะตามมาก่อกวน และทำร้ายเดอะชีลด์ในแมตช์ที่ต้องเจอกับ เดอะไวแอ็ตต์แฟมิลี จนกลุ่มเดอะชีลด์หมดสภาพไปในคืนนั้น ในรอว์ (12 พฤษภาคม 2014) เดอะชีลด์ได้ออกมาท้ากลุ่มเอฟโวลูชั่น หลังจากที่ได้ทำร้ายพวกเขาในสัปดาห์ที่ผ่านมา และรถลีมูซีนกลุ่มเอฟโวลูชั่นก็โผล่มาทางจอยักษ์ในสนาม ทำให้เดอะชีลด์ไม่รอช้าตามไปอัดถึงที่ จนกรรมการต้องออกมาห้าม และกลุ่มของเอฟโวลูชั่นก็ได้รับคำท้า และเจอกันในเพย์แบ็ค ขณะที่บาทิสตา ท้าขอเจอกับ โรแมน เรนส์ ในคู่เอกของรายการ ซึ่งในแมตช์นั้น สมาชิกที่เหลือของเดอะชีลด์ และเอฟโวลูชั่นต่างก็ยืนอยู่ข้างเวที และในระหว่างแมทช์ทั้งสองฝ่ายต่างอัดกันจนกรรมการบนเวที ต้องยุติการปล้ำ แต่เดอะชีลด์ก็ยังไม่หยุด สเตฟานี จึงเรียกนักมวยปล้ำคนอื่นๆ มาช่วยจัดการเดอะขีลด์ แต่ก็ไม่สำเร็จ และยังโดนเดอะชีลด์เล่นงานคืนได้สำเร็จ ในศึก เพย์แบ็ค (2014) เอฟโวลูชั่น ได้เจอกับ เดอะชีลด์ อีกครั้ง ในแมตช์แทคทีม 6 คน ไม่มีกฎกติกา แบบคัดออก สุดท้าย เอฟโวลูชั่น ได้แพ้รวด 3-0 ต่อมาในรอว์ (2 มิถุนายน 2014) บาทิสตา ได้ขอลาออกจาก WWE คืนเดียวกัน โรแมน เรนส์ มีคิวเจอกับ แรนดี ออร์ตัน ออร์ตัน กับ ทริปเปิล เอช เปิดตัวออกมาโดย ทริปเปิล เอช ถือค้อนมาด้วย ทำให้ เดอะชีลด์ พากันไปหยิบเก้าอี้มาเตรียมไว้ ทริปเปิล เอช บอกว่า บาทิสตา มันหนีไปแล้ว แต่เราก็มีแผน 2 เสมอ... ว่าแล้ว โรลลินส์ ก็เอาเก้าอี้ฟาดใส่ เรนส์ จากด้านหลัง จากนั้นก็ฟาด แอมโบรส อีกคน โรลลินส์ เอาเก้าอี้ไปยื่นให้ ออร์ตัน เพื่อเอาไปฟาด เรนส์ กับ แอมโบรส ต่ออีก จากนั้นก็ RKO เรนส์ ลงบนเก้าอี้ ปิดท้ายรายการโดยมี โรลลินส์ ยืนอยู่กับ ออร์ตัน และ ทริปเปิล เอช เป็นอันว่า โรลลินส์ ได้แยกทีมกับ เดอะชีลด์ ไปแล้ว

ในรอว์ (27 ตุลาคม 2014) ทริปเปิล เอช ได้จัดแมตช์การปล้ำแทกทีม 5 ต่อ 5 แบบคัดออก ในศึก เซอร์ไวเวอร์ซีรีส์ (2014)โดยให้ จอห์น ซีนา จัดทีมมาเจอกับทีม ดิออโทริตี ให้ซีนาเลือกใครก็ได้มาเข้าทีม ในรอว์ (3 พฤศจิกายน 2014) วินซ์ แม็กแมน ออกมาเปิดรายการพร้อมกับ ทริปเปิล เอช และ สเตฟานี โดยวินซ์ได้ประกาศว่าถ้าทีมของซีนาชนะ ทีมออโทริตี จะต้องสลายไป และก็จะหมดอำนาจไปด้วย คืนเดียวกัน ได้มีแมตช์การปล้ำคู่เอกระหว่าง แรนดี ออร์ตัน กับ เซท โรลลินส์ โดยโรลลินส์ เป็นฝ่ายชนะไปได้ หลังแมตช์ ออร์ตันทำใจสักพักแล้วก็ยอมจับมือกับ เจมี โนเบิล, โจอี เมอร์คิวรี, เคน ก่อนจะมาถึง โรลลินส์ แต่ออร์ตันไม่จับมือแถมยัง RKO ใส่โรลลินส์ด้วย โนเบิล, เมอร์คิวรี และ เคน พยายามรุมออร์ตัน แต่ออร์ตันก็จับเหวี่ยงตกเวทีหมด แล้วก็ตั้งท่าจะเตะจุดโทษใส่โรลลินส์ แต่ ทริปเปิล เอช ขึ้นมาห้ามเอาไว้ซะก่อน และบอกให้ ออร์ตัน ใจเย็นๆ แต่ออร์ตัน ต่อยหน้า ทริปเปิล เอช จนล้มคว่ำ ทำให้พวกเคน ต้องมาช่วยกันรุมออร์ตันอีก แต่ก็เอาไม่อยู่ ออร์ตันไปต่อยรัวใส่โรลลินส์ ที่โต๊ะผู้บรรยาย แต่สุดท้ายก็โดนพวกเคน มารุมจับเอาไว้จนได้ โรลลินส์ กระโดดเหยียบหัวออร์ตัน อัดใส่โต๊ะผู้บรรยายจนหัวแตก จากนั้น สเตฟานีก็บอกให้ ทริปเปิล เอช จัดการกับออร์ตัน ซะ ทริปเปิล เอช ยังเสียดายอยู่ แต่ก็จำใจต้องสั่งให้ปิดบัญชีออร์ตัน เคนลากออร์ตัน ไปวางบนขั้นบันไดเหล็กและก็ให้โรลลินส์ กระโดดเหยียบหัวอีกครั้ง

เกี่ยวกับมวยปล้ำ[แก้]

ทริปเปิล เอช ใช้ท่า Pedigree เล่นงาน จอห์น ซีนา
  • ท่าไม้ตาย
    • Pedigree
  • ท่าเอกลักษณ์
    • Backbreaker
    • Blatant choke
    • Chop block
    • Drop toe-hold
    • Facebreaker knee smash, often as a back body drop counter
    • Figure four leglock
    • Flowing DDT
    • High knee strike
    • Sledgehammer
    • Jumping knee drop
    • Mounted punches
    • Running clothesline
    • Running neckbreaker
    • Sleeper hold
    • Spinning spinebuster
  • ผู้จัดการ
    • Chyna
    • Ric Flair
    • Mr. Hughes
    • Mr. Perfect
    • Stephanie McMahon–
    • Vince McMahon
    • Shawn Michaels
    • Lord Steven Regal
    • Sable
  • ฉายา
    • "The Connecticut Blueblood"
    • "The Cerebral Assassin"
    • "The Game"
    • "The King of Kings"
  • เพลงเปิดตัว
    • "Blue Blood" โดย Jim Johnston (WWF) (1995-1996)
    • "Symphony No. 9 (Fourth movement)" โดย Ludwig van Beethoven (WWF/WWE) (1996-1997)
    • "Break It Down" โดย The DX Band (WWF) (used while a part of D-Generation X) (1997-1999, 2006-2010)
    • "Corporate Player" โดย Jim Johnston (WWF) (1999)
    • "Higher Brain Pattern" โดย Jim Johnston
    • "No Chance in Hell" composed โดย Jim Johnston and performed by Peter Bursuker (WWF) (used as part of The Corporation) (1999)
    • "My Time" โดย Jim Johnston (WWF) (1999-2001)
    • "The Kings" โดย Run-D.M.C. (WWF) (used while a part of D-Generation X) (2000)
    • "The Game" โดย Drowning Pool (used for advertising promos) (2002-ปัจจุบัน)
    • "Line in the Sand" โดย Motörhead (used while a part of Evolution)
    • "King of Kings" โดย Motörhead (WWE) (Used for promos) (2006)
    • "The Game" โดย Motörhead (WWF/WWE) (2001-ปัจจุบัน)
    • "For Whom the Bell Tolls" โดย Metallica (2011; used for part of his WrestleMania XXVII entrance).

ผลงานในสมาคม WWE[แก้]

ทริปเปิล เอชกับแชมป์ WWE
ทริปเปิล เอชกับแชมป์โลกเฮฟวี่เวท
  • อินเตอร์คอนติเนนทัล แชมเปียนชิป (5 สมัย)
    • ชนะ Marc Mero
    • ชนะ เดอะ ร็อก ในศึก ซัมเมอร์สแลม 1998
    • ชนะ คริส เจอริโค ในศึก สแมคดาวน์
    • ชนะ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ในศึก รอว์
    • ชนะ เคน ในศึก No Mercy 2002
  • เวิลด์ แทคทีม แชมเปียนชิป (2 สมัย)
    • คู่กับ สตีฟ ออสติน ชนะ ดิอันเดอร์เทเกอร์ และ เคน ในศึก แบคแลช 2001
    • คู่กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ชนะ คริส เจอริโค และ บิ๊กโชว์ ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ 2009
  • ดับเบิลยูดับเบิลยูอี แทคทีม แชมเปียนชิป (1 สมัย)
    • คู่กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ชนะ คริส เจอริโค และ บิ๊กโชว์ ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ 2009
  • King of the Ring 1997
    • ปี 1997 ชนะ แมนคาย ในรอบชิงชนะเลิศ
  • Second Grand Slam Champion
  • Seventh Triple Crown Champion
  • สแลมมีอะวอร์ด
    • Best Hair (1997)
    • OMG Moment of the Year (2011) - Triple H kicking out of a Tombstone Piledriver at WrestleMania XXVII
    • Match of the Year (2012) vs. Undertaker in a Hell in a Cell match at Wrestlemania XXVIII

ผลงานทั้งหมด[แก้]

  • Independent Wrestling Federation
    • IWF Heavyweight Championship (1 สมัย)
  • Pro Wrestling Illustrated
    • PWI Feud of the Year (2000) vs. Kurt Angle
    • PWI Feud of the Year (2004) vs. Chris Benoit
    • PWI Feud of the Year (2009) vs. Randy Orton
    • PWI Match of the Year (2004) vs. Shawn Michaels and Chris Benoit at WrestleMania XX
    • PWI Most Hated Wrestler of the Year (2003–2005)
    • PWI ranked him #1 of the top 500 singles wrestlers in the PWI 500 in 2000 and 2009
    • PWI ranked him #139 in the PWI Years in 2003
    • PWI Wrestler of the Year (2008)
    • PWI Most Hated of the Decade (2000-2009)
    • PWI Wrestler of the Decade (2000-2009)
  • Wrestling Observer Newsletter
    • Feud of the Year (2000) vs. Mick Foley
    • Feud of the Year (2004) vs. Shawn Michaels and Chris Benoit
    • Feud of the Year (2005) vs. Batista
    • Most Overrated (2002–2004, 2009)
    • Readers' Least Favorite Wrestler (2002, 2003)
    • Worst Feud of the Year (2002) vs. Kane
    • Worst Feud of the Year (2006) with Shawn Michaels vs. Vince McMahon and Shane McMahon
    • Worst Worked Match of the Year (2003) vs. Scott Steiner at No Way Out
    • Worst Worked Match of the Year (2008) vs. Vladimir Kozlov and Edge at Survivor Series
    • Wrestler of the Year (2000)
    • Wrestling Observer Newsletter Hall of Fame (Class of 2005)

ผลงานภาพยนตร์[แก้]

ปี ภาพยนตร์ รับบทเป็น หมายเหตุ
2004 Blade: Trinity Jarko Grimwood
2006 Relative Strangers Wrestler Uncredited
2011 The Chaperone Ray Bradstone
Inside Out AJ

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Wrestler snapshot: Triple H". Wrestling Digest. August 2002. Archived from the original on 2007-11-21. สืบค้นเมื่อ 2007-09-20. 
  2. "Triple H Bio". Online World of Wrestling. สืบค้นเมื่อ 2011-08-30. 
  3. "W.W.W.F./W.W.F./W.W.E. World Heavyweight Title". Wrestling-Titles.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-08. 
  4. "World Heavyweight Title (W.W.E. Smackdown!)". Wrestling-Titles.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-08. 
  5. Peter McGough (July 2002). "Coming to grips with Triple H". Flex. สืบค้นเมื่อ 2007-09-20. 
  6. Marvez, Alex (April 2001). "Triple Threat (p. 2)". Wrestling Digest. สืบค้นเมื่อ 2008-07-17. 
  7. http://www.youtube.com/watch?v=IqauB4dg80k&feature=related/ Triple H's First Match
  8. Pro Wrestling Illustrated presents: 2007 Wrestling almanac & book of facts. "Wrestling’s historical cards" (p.110)
  9. Hurley, Oliver (April 20, 2006). "Power Slam Magazine, issue 142". "WrestleMania In Person” (WrestleMania 22) (SW Publishing). pp. 16–19. 
  10. "Raw – June 12, 2006 Results". Online World of Wrestling. สืบค้นเมื่อ July 11, 2007. 
  11. Sitterson, Aubrey (2009-02-16). "Game changer". WWE. สืบค้นเมื่อ 2009-04-13. 
  12. Sitterson, Aubrey (2009-03-02). "Breaking the news". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2009-04-06. 
  13. Caldwell, James (2009-12-13). "Caldwell's WWE TLC PPV Report 12/13: Complete PPV report on Cena vs. Sheamus, DX vs. JeriShow, Taker vs. Batista". PWTorch. สืบค้นเมื่อ 2009-12-14. 
  14. Plummer, Dale (2010-03-01). "RAW: A bad trip on the Road to Wrestlemania". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ 2010-03-29. 
  15. Martin, Adam (2010-03-28). "Wrestlemania 26 Results – 3/28/10". WrestleView. สืบค้นเมื่อ 2010-03-29. 
  16. http://www.youtube.com/watch?v=fOq1vMbh5U8/John Cena vs Kane (Fan Appreciation, Supershow)
  17. WWE Corporate - 2011 News releases
  18. Tello, Craig. ""Game" changer for McMahon". WWE. 
  19. "John Cena vs. CM Punk – Undisputed WWE Championship Match". WWE. สืบค้นเมื่อ 2011-08-01. 
  20. "Kevin Nash released". WWE.com. 2011-09-07. สืบค้นเมื่อ 2011-09-07. 
  21. Tello, Craig. "WWE COO Triple H def. CM Punk (No Disqualification Match)". WWE. สืบค้นเมื่อ 2011-12-05. 
  22. McMahon named John Laurinaitis Interim Raw GM "WWE Raw SuperShow results: The "Laurinaitis Era" begins". WWE.com. สืบค้นเมื่อ October 12, 2011. 
  23. "Triple H & CM Punk vs. The Miz & R-Truth". WWE. สืบค้นเมื่อ 12 October 2011. 
  24. Hillhouse, Dave (December 18, 2011). "TLC: The trouble with tables". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ December 18, 2011. 
  25. Passero, Mitch (January 30, 2012). "The Undertaker returned with his sights set on Triple H". WWE. สืบค้นเมื่อ January 30, 2012. 
  26. Medalis, Kara A. (February 13, 2012). "WWE Raw SuperShow results: Has Cena embraced the hate?". WWE. สืบค้นเมื่อ 14 February 2012. 
  27. "The Undertaker vs. Triple H (Hell in a Cell Match with special referee Shawn Michaels)". WWE. สืบค้นเมื่อ 20 February 2012. 
  28. Ryan Murphy (2.4.2012). "End of an era". WWE. สืบค้นเมื่อ 2 April 2012. 
  29. Scannell, Robin. "Raw Storyline Tracker - Complete Over the Limit build-up: Cena-Laurinaitis, Triple H-Lesnar, Punk-Bryan, Big Show "fired," more!". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 12 June 2012. 
  30. Caldwell, James. "Caldwell's WWE Raw Results 4/30: Ongoing "virtual-time" coverage of live Raw Starring Brock Lesnar - PPV fall-out, Triple H returns". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 12 June 2012. 
  31. Caldwell, James. "CALDWELL'S WWE RAW RESULTS 5/14: Ongoing "virtual-time" coverage of live Raw - Cena & Triple H return, final PPV hype". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 10 October 2012. 
  32. Caldwell, James (2012-06-17). "CALDWELL'S WWE NO WAY OUT PPV REPORT 6/17". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 2012-06-17. 
  33. Caldwell, James. "CALDWELL'S WWE RAW RESULTS 6/18: Ongoing "virtual-time" coverage of live Raw #994 - PPV fall-out, Johnny says good-bye, Hunter-Heyman". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 10 October 2012. 
  34. Caldwell, James. "CALDWELL'S WWE RAW RESULTS 7/23: Complete "virtual-time" coverage of live Raw #999 - WWE recognizes 1,000 episodes, WWE Title match, Lesnar, Rock, DX, wedding". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 28 July 2012. 
  35. Caldwell, James. "CALDWELL'S WWE RAW RESULTS 8/13: Complete "virtual-time" coverage of live Raw - Brock-Hunter contract signing turns physical, Punk-Cena, final Summerslam hype". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 11 October 2012. 
  36. Bishop, Matt. "Lesnar snaps Triple H's arm at SummerSlam". SLAM! Wrestling. สืบค้นเมื่อ 11 October 2012. 
  37. Martin, Adam. "WWE: Triple H suffers "broken arm" at Summerslam". Wrestleview. สืบค้นเมื่อ 11 October 2012. 
  38. "CALDWELL'S WWE RAW RESULTS 3/18: Complete "virtual-time" coverage of live Raw - Hunter signs WM29 contract, IC Title match, more WM29 developments". 
  39. Myers, Thomas. "Wrestlemania 29 results: Brock Lesnar pinned by Triple H after steel step Pedigree". MMAMANIA. สืบค้นเมื่อ 8 April 2013. 
  40. "WWE Extreme Rules results and reactions from last night (May 19): Believe in Gold". 
  41. Curtis Axel def. Triple H
  42. Triple H injury update
  43. Triple H exits the arena: WWE App Exclusive, May 20, 2013
  44. Curtis Axel def. Triple H via Disqualification and Forefit
  45. http://www.wwe.com/shows/summerslam/2013/john-cena-daniel-bryan-26131903
  46. http://www.wwe.com/shows/raw/2013-12-09/wwe-raw-results-26169042/page-10
  47. Clapp, John. "The Shield vs. Evolution". WWE. สืบค้นเมื่อ May 4, 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]