อดัม โคปแลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อดัม โคปแลนด์
An image of อดัม โคปแลนด์.
ข้อมูล
ฉายา อดัม โคปแลนด์
อดัม อิมแพค[1]
คอนควิสเตเดอร์ อูโน
เดมอน สไตรเกอร์
เอดจ์
เซ็กซ์ตัน ฮาร์ดแคสเทิล
ความสูง 6 ฟุต 5 นิ้ว (1.96 เมตร)
น้ำหนัก 241 ปอนด์ (109 กก)
เกิด 30 ตุลาคม ค.ศ. 1973 (40 ปี)
Orangeville, รัฐออนแทรีโอ, ประเทศแคนาดา
พำนัก Temple Terrace, รัฐฟลอริดา[2]
มาจาก โทรอนโต, รัฐออนแทรีโอ, แคนาดา
ฝึกหัดโดย Ron Hutchison
Sweet Daddy Siki
Dory Funk, Jr.
Tom Prichard
Leo Burke[3]
เปิดตัว 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1992[4]
เลิกปล้ำ 11 เมษายน ค.ศ. 2011

อดัม โจเซฟ โคปแลนด์[5] เกิดวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1973[6] เป็นอดีตนักมวยปล้ำอาชีพชาวแคนาดา สังกัดสมาคม ดับเบิลยูดับเบิลยูอี ในชื่อว่า เอดจ์ เจ้าของฉายาว่า "เรต-อาร์ ซูเปอร์สตาร์" เป็นครึ่งหนึ่งของแทคทีมคู่กับ คริสเตียน ที่มีชื่อว่า เอดจ์ และ คริสเตียน โดยในชีวิตจริงเขากับคริสเตียน เป็นเพื่อนกันและในบทเขารับบทเป็นพี่ชายของ คริสเตียน เขาสร้างสถิติไว้คือ เขาเป็นแชมป์แทคทีมมากที่สุดถึง 13 สมัย และได้แชมป์โลกทั้งหมด 11 ครั้งโดยเป็น แชมป์ WWE 4 สมัย และ แชมป์โลกเฮฟวี่เวท 7 สมัย และได้ครองเข็มขัด 7 เส้นใหญ่จาก 2 ศึกคือ รอว์ และ สแมคดาวน์ ได้แก่ แชมป์ WWE, แชมป์โลกเฮฟวี่เวท, แชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล, แชมป์ยูเอส, แชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ (แชมป์แทคทีม WWE และแชมป์โลกแทคทีม) และยังเป็นผู้ชนะในรอยัลรัมเบิล ประจำปี 2010 และเป็นคิงออฟเดอะริง ประจำปี 2001 ปัจจุบันได้ประกาศเลิกปล้ำไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่คอและแขน[7] และได้เข้าสู่ หอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอี ประจำปี 2012[8]

ประวัติในวงการมวยปล้ำอาชีพ[แก้]

เวิลด์เรสต์ลิงเฟเดรชั่น / เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (1998 - 2011)[แก้]

เอดจ์ เป็นนักมวยปล้ำที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งใน WWE ในช่วงแรกเขามีผลงานเด่นๆ จากการเป็นแชมป์แทคทีมหลายสมัยคู่กับ คริสเตียน หลังจากที่แยกกับ คริสเตียน ออกมาฉายเดี่ยวก็สามารถคว้า แชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล มาได้หลายสมัย จนเมื่อ ปี 2006 เอดจ์ ได้หันมาเป็นนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมที่พัฒนาฝีมือและทักษะจนกลายเป็นดาวร้ายระดับแนวหน้าของ WWE โดยการที่คว้าแชมป์ WWE และ แชมป์โลกเฮฟวี่เวท รวมกันถึง 11 สมัย ซึ่งทำให้ เอดจ์ กลายเป็นนักมวยปล้ำระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทัดเทียมกับ เดอะ ร็อค, สโตน โคลด์ สตีฟ ออสติน, ชอว์น ไมเคิลส์ หรือ ฮัลค์ โฮแกน ได้เลยทีเดียว

เอดจ์กับกระเป๋า Money In The Bank

ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 21 เอดจ์ ได้เป็นผู้ชนะในแมตช์ไต่บันไดเพื่อชิงกระเป๋าสัญญาชิงแชมป์โลก Money In The Bank ทำให้ เอดจ์ นั้นได้มีสิทธิ์ชิงแชมป์โลกที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ได้ภายในระยะเวลา 1 ปีเต็ม แต่ เอดจ์ นั้นก็ยังไม่ยอมเปิดกระเป๋าเพื่อขอท้าชิงแชมป์ซะที เพราะเขากลัวว่าอาจจะไม่ชนะและต้องเสียสิทธิ์ไปฟรีๆ เอดจ์ จึงเข้าปล้ำใน Gold Rush Tournament เพื่อไปชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ บาติสตา ซึ่ง เอดจ์ ก็ได้เอาชนะนักมวยปล้ำหลายคนจนไปได้ไปชิงถึงรอบสุดท้ายกับ เคน ผลปรากฏว่า ลิตา ที่เป็นแฟนของ เคน ในตอนนั้น ได้หักหลัง เคน โดยส่งกระเป๋าให้ เอดจ์ ไปตี เคน จนสามารถเอาชนะ เคน ไปได้ และได้ไปชิงแชมป์กับ บาติสต้า ทำให้ ลิตา กลายเป็นแฟนกับ เอดจ์ นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา แต่ เอดจ์ ก็ไม่สามารถเอาชนะ บาติสตา ได้ ส่วน แมทท์ ฮาร์ดี ที่เป็นแฟนของ ลิตา อยู่ก่อนหน้านั้น ก็ได้กลับมาทำร้าย เอดจ์ ที่แย่งแฟนของเขาไป ทำให้ 2 คนนี้ต้องมาเจอกัน ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2005 ผลปรากฏว่า เอดจ์ เป็นฝ่ายชนะ แต่ แมทท์ ฮาร์ดี ก็สามารถเอาคืน เอดจ์ ได้ ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2005 สุดท้าย 2 คนนี้ต้องมาเจอกัน ในศึกรอว์ โฮมคัมมิ่ง ในการไต่บันไดชิงกระเป๋า Money In The Bank และใครแพ้ต้องออกจาก รอว์ ผลปรากฏว่า ลิตา ก็ได้ช่วย เอดจ์ จนเอาชนะ แมทท์ ฮาร์ดี ไปได้ ทำให้ แมทท์ ฮาร์ดี ต้องย้ายไปอยู่ที่ สแมคดาวน์ แทน

เอดจ์กับแชมป์ WWE ในปี 2006

ในศึก นิว เยียร์ เรฟโวลูชั่น ปี 2006 จอห์น ซีนา ได้ป้องกันแชมป์ WWE ในกรงเหล็กที่มีชื่อว่า อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ กับ เคน, ชอว์น ไมเคิลส์, เคิร์ต แองเกิล, คาร์ลิโต้ และ คริส มาสเตอร์ โดย จอห์น ซีนา เป็นฝ่ายชนะป้องกันแชมป์ WWE เอาไว้ได้ แต่ เอดจ์ ได้ออกมาใช้สิทธิ์ Money In The Bank ในจังหวะที่ จอห์น ซีนา เหนื่อยและสภาพไม่พร้อมปล้ำ ทำให้ เอดจ์ สามารถคว้าแชมป์ WWE มาได้เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น เอดจ์ และ จอห์น ซีนา ก็กลายเป็นคู่ปรับกันเป็นเวลานานพอสมควร ผลัดกันแพ้ - ชนะเรื่อยมา แต่ส่วนใหญ่ จอห์น ซีนา ชนะมากกว่า จนกระทั่ง เอดจ์ ก็ต้องเสียแชมป์ WWE คืนให้กับ จอห์น ซีนา ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2006 จากนั้น เอดจ์ ก็หันไปเปิดศึกกับ ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ (ทริปเปิล เอช และ ชอว์น ไมเคิลส์) โดยมี แรนดี ออร์ตัน เป็นเพื่อนร่วมทีม ในนาม เรด-อาร์เคโอ และสามารถคว้าแชมป์แทคทีมคู่กัน ซึ่งเป็นแชมป์แทคทีมสมัยที่ 12 ของ เอดจ์ อีกด้วย

ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 23 เอดจ์ ได้เข้าปล้ำในแมตช์ Money In The Bank อีกครั้ง แต่คราวนี้ เอดจ์ ไม่สามารถคว้ากระเป๋ามาได้ อย่างไรก็ตาม เอดจ์ ก็ไปท้า มิสเตอร์เคนเนดี ที่เป็นผู้ชนะ ในศึกรอว์ และ เอดจ์ ก็สามารถคว้ากระเป๋ามาได้อีกครั้ง และนำสิทธิ์ไปชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ ดิอันเดอร์เทเกอร์ ในวันต่อมา ซึ่งมีสภาพไม่ต่างกับ จอห์น ซีนา เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ เอดจ์ สามารถคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 มาได้สำเร็จ และย้ายมาปล้ำใน สแมคดาวน์ แต่ เอดจ์ ก็ครองแชมป์ได้เพียง 2 เดือนกว่าก็ต้องสละแชมป์ไปเพราะอาการบาดเจ็บ เอดจ์ ต้องพักการปล้ำไปเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากนั้น เอดจ์ ก็กลับมาคว้าแชมป์คืนได้อีกครั้งจาก บาติสต้า ในศึก อาร์มาเกดดอน จากการช่วยเหลือของ เคิร์ท ฮอว์กินส์และแซค ไรเดอร์ ลูกน้องของ เอดจ์ ที่ วิคกี เกอร์เรโร แฟนของเขาส่งมา

ในศึก รอยัลรัมเบิล (2008) เอดจ์ ต้องป้องกันแชมป์กับอดีตเพื่อนรัก เรย์ มิสเตริโอ ซึ่งเป็นผู้ชนะจากแมตซ์ Beat the clock Challenge แต่ เอดจ์ ก็ยังสามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้จากการช่วยเหลือของ วิกกี ส่งผลให้ เรย์ มิสเตริโอ ต้องพักการปล้ำไปหลายเดือนเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ดิอันเดอร์เทเกอร์ ซึ่งเป็นผู้ชนะจากแมตซ์กรงเหล็ก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ จากการหาผู้ท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ในศึก เรสเซิลเมเนีย ก็ได้สิทธิ์ชิงแชมป์โลกกับ เอดจ์ และในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 24 เอดจ์ ก็แพ้ให้กับ อันเดอร์เทเกอร์ ด้วยท่า เฮล เกท คว้าแชมป์ไปได้พร้อมกับสถิติ 16-0 แต่อีกเดือนถัดมา วิกกี ก็สั่งปลดอันเดอร์เทคเกอร์ ออกจากตำแหน่งแชมป์ โดยอ้างว่า อันเดอร์เทคเกอร์ ใช้ท่า เฮล เกท ในการต่อสู้กับ เดอะ เกรท คาลี ซึ่งเป็นท่าที่อันตราย ทำให้ตำแหน่งแชมป์ว่าง เอดจ์ และ อันเดอร์เทคเกอร์ ต้องไปเจอกัน ในศึก วันไนท์สแตนด์ (2008) ในแมตช์การปล้ำ TLC Match และ เอดจ์ ก็ได้แชมป์อีกครั้งจากการช่วยเหลือของ เคิร์ท ฮอว์กินส์และแซค ไรเดอร์ ส่งผลให้ อันเดอร์เทคเกอร์ ถูกไล่ออก แต่อีกสามอาทิตย์ต่อมา เอดจ์ ได้ไปที่ฝั่งรอว์ และ บาติสตา ได้ออกมาทำร้าย เอดจ์ จากความแค้นที่ เอดจ์ ใช้กลโกงเอาชนะ บาติสตา ในศึก ไนท์ออฟแชมเปียนส์ (2008) ทำให้ ซีเอ็ม พังก์ ผู้ถือสัญญา Money In The Bank ได้ออกมาชิงแชมป์โลกกับ เอดจ์ ในสภาพที่ลุกไม่ไหว เอาชนะและคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จ เอดจ์ จึงหันไปชิงแชมป์ WWE กับ ทริปเปิล เอช แต่ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์มาได้ ในขณะเดียวกัน วิกกี้ ก็รู้ว่า เอดจ์ เป็นชู้กับ คริสตัล จึงเรียกตัว อันเดอร์เทคเกอร์ กลับมาเจอกับ เอดจ์ ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2008) ในแมตช์การปล้ำ Hell In A Cell สุดท้าย เอดจ์ ก็เป็นฝ่ายแพ้และต้องพักการปล้ำไปอีกครั้ง ต่อมา ในศึก เซอร์ไวเวอร์ ซีรีส์ (2008) เอดจ์ กลับมาพร้อมกับได้เข้าชิงแชมป์กับ ทริปเปิล เอช แทนที่ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ที่ถูกทำร้ายไปก่อนหน้านั้น และ เอดจ์ ก็ใช้กลโกงเอาชนะ ทริปเปิล เอช คว้าแชมป์ WWE มาครองได้อีกครั้ง แต่อีก 3 อาทิตย์ต่อมา เอดจ์ ก็เสียแชมป์ให้กับ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ในศึก อาร์มาเกดดอน (2008)

เอดจ์ ได้ชิงแชมป์กับ เจฟฟ์ ฮาร์ดี อีกครั้ง ในศึก รอยัลรัมเบิล (2009) คราวนี้ แมทท์ ฮาร์ดี พี่ชายของ เจฟฟ์ ได้หักหลัง เจฟฟ์ โดยการเอาเก้าอี้ตีใส่ เจฟฟ์ ทำให้ เอดจ์ คว้าแชมป์มาได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ 7 ต่อมา ในศึก โนเวย์เอาท์ (2009) เอดจ์ จะต้องป้องกันแชมป์ในกรงเหล็ก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ ผลปรากฏว่า เอดจ์ โดน เจฟฟ์ ฮาร์ดี จับกดนับ 3 แพ้และเสียแชมป์ไปง่ายๆ หลังจากนั้นในคืนเดียวกัน เอดจ์ จึงตามไปทำร้าย โคฟี คิงส์ตัน เพื่อเสียบตัวเข้าไปชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ของรอว์ แทน และ เอดจ์ ก็สามารถเอาชนะคว้าแชมป์จาก จอห์น ซีนา ได้สำเร็จ หลังจากนั้น เอดจ์ ก็เสียแชมป์ให้กับ จอห์น ซีนา ในแมตช์การปล้ำ 3 เส้า ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 25 ต่อมา ในศึก เดอะแบช (2009) เอดจ์ ก็สามารถคว้าแชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ คู่กับ คริส เจอริโค มาได้ แต่ครองแชมป์ได้เดือนเดียว เอดจ์ ก็มีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าต้องพักการปล้ำไป ส่วน คริส เจอริโค ก็พูดจาถากถาง เอดจ์ ว่าเป็นจุดอ่อนของทีม และ คริส เจอริโค ก็เอา บิ๊กโชว์ มาเป็นคู่แทคทีมแทน เอดจ์ และ เอดจ์ บอกกับ คริส เจอริโค ว่าถ้าเขาหายเมื่อไหร่เขาจะกลับมาแก้แค้น คริส เจอริโค

เอดจ์หายเจ็บกลับมาอีกครั้ง ในศึก รอยัลรัมเบิล (2010) ซึ่งการกลับมาของ เอดจ์ ในครั้งนี้ เอดจ์ ได้กลายมาเป็นขวัญใจของแฟนๆ มวยปล้ำ ซึ่งเขาได้เข้าร่วมในแมตช์การปล้ำ รอยัลรัมเบิล โดยออกมาเป็นคนที่ 29 และเหวี่ยง จอห์น ซีนา ออกไปเป็นคนสุดท้าย ทำให้ เอดจ์ ได้เป็นผู้ชนะเลิศ รอยัลรัมเบิล ประจำปี 2010 และได้ขอท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ คริส เจอริโค ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 26 แต่ เอดจ์ ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์กลับมาได้ ในศึก สแมคดาวน์ เอดจ์ ก็ได้ออกมาทำร้าย คริส เจอริโค ทำให้ คริส เจอริโค เสียแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ให้กับ แจ็ค สแวคเกอร์ จากการใช้สิทธิ์ Money In The Bank ต่อมา เอดจ์ ได้ย้ายมาอยู่รอว์ และกลับมาเป็นฝ่ายอธรรมอีกครั้ง เนื่องจากนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมมีไม่พอ โดย เอดจ์ มาลอบทำร้าย แรนดี ออร์ตัน จนทั้งคู่ได้กลายมาเป็นคู่แค้นกัน ต่อมา เอดจ์ ถูกกลุ่ม เดอะเน็กซัส ลอบทำร้ายทำให้ เอดจ์ แค้นมากถึงกับยอมจับมือกับ จอห์น ซีนา เพื่อปราบกลุ่มเดอะเน็กซัส ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2010) เอดจ์ จับคู่กับ จอห์น ซีนา, เบรต ฮาร์ต, คริส เจอริโค, จอห์น มอร์ริสัน, อาร์-ทรูธ และ เดอะ เกรท คาลี ปะทะ กลุ่มเดอะเน็กซัส แต่ เดอะ เกรท คาลี ถูกกลุ่มเดอะเน็กซัส ลอบทำร้ายจนบาดเจ็บ และ จอห์น ซีนา ก็ได้เลือก แดเนียล ไบรอัน มาร่วมทีม WWE และเอาชนะกลุ่มเดอะเน็กซัส มาได้สำเร็จ

เอดจ์ได้ย้ายกลับมา สแมคดาวน์ อีกครั้ง และแมตช์แรก เอดจ์ ก็สามารถเอาชนะ แจ๊ค สแวกเกอร์ มาได้สำเร็จ และได้กลับมาเป็นขวัญใจของแฟนๆ มวยปล้ำทุกคนอีกครั้ง ต่อมา เอดจ์ สามารถเอาชนะ ดอล์ฟ ซิกก์เลอร์ และได้เข้าไปเป็นสมาชิกคนที่ 5 ของทีมฝั่ง สแมคดาวน์ ไปเจอกับทีมฝั่งรอว์ ในศึก แบรกกิ้ง ไรท์ส (2010) และ เอดจ์ นำทีมฝั่ง สแมคดาวน์ สามารถเอาชนะทีมฝั่งรอว์ มาได้สำเร็จ ต่อมา เอดจ์ สามารถเอาชนะ อัลเบร์โต เดล รีโอ และ เรย์ มิสเตริโอ ทำให้ เอดจ์ ได้เป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 เจอกับ เคน ล่าสุด เอดจ์ ได้จับตัว พอล แบเรอร์ ผู้จัดการของเคน เอาไว้เป็นตัวประกัน ในศึก เซอร์ไวเวอร์ ซีรีส์ (2010) เอดจ์ จะต้องเจอกับ เคน ในแมตช์การปล้ำชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท สุดท้ายจบด้วยผลเสมอ ทำให้ เอดจ์ ไม่สามารถคว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวท มาได้ ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ (2010) เอดจ์ จะต้องเจอกับ เคน, เรย์ มิสเตริโอ และ อัลเบร์โต เดล รีโอ ในแมตช์การปล้ำ 4 เส้า เพื่อชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ในรูปแบบการปล้ำ TLC Match สุดท้าย เอดจ์ ก็เป็นฝ่ายชนะ ทำให้ เอดจ์ คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 10 มาได้สำเร็จ

ในศึก รอยัลรัมเบิล (2011) เอดจ์ จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ ดอล์ฟ ซิกก์เลอร์ โดยถ้า เอดจ์ ใช้ท่า สเปียร์ ซิกก์เลอร์ ก็จะเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ทันที สุดท้าย เอดจ์ ได้ใช้ท่า คิลสวิตช์ ท่าไม้ตายของ คริสเตียน ทำให้ เอดจ์ เป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท เอาไว้ได้สำเร็จ ในศึก สแมคดาวน์ เอดจ์ จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ ดอล์ฟ ซิกก์เลอร์ อีกครั้ง โดยมี วิกกี้ เกอร์เรโร่ เป็นกรรมการพิเศษ สุดท้าย เอดจ์ เป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท เอาไว้ได้สำเร็จ ในศึก สแมคดาวน์ ตอนของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ (ฉลองตอนที่ 600 ของ สแมคดาวน์) เอดจ์ หลังจากการปล้ำแทคทีม 12 คน และทีม เอดจ์ ก็เป็นผ่ายชนะ แต่ วิกกี้ ได้มาบอกว่า เอดจ์ นั้นโดนไล่ออก และได้มีการมอบเข็มขัดแชมป์ให้กับ ซิกก์เลอร์ ตามที่วิกกีได้พูดไว้เมื่อ ในศึกรอว์ (ก่อนที่จะถึง สแมคดาวน์ 4 วัน) แต่ไม่นาน ทีโอดอร์ ลอง ก็กลับมาพร้อมกับบอกว่า เขาจะจ้าง เอดจ์ กลับมาอีกครั้ง แล้วก็มีแมตช์ระหว่าง เอดจ์ กับ ซิกก์เลอร์ และ เอดจ์ เป็นฝ่ายชนะและเมื่อจบแมตช์ ทีโอดอร์ ลอง ก็ออกมาอีกครั้งแล้วไล่ ซิกก์เลอร์ ออกแทน ซิกก์เลอร์ ก็ไม่ได้เข้าร่วมแมตช์อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ ในศึก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ (2011) เอดจ์ จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ในแมตช์การปล้ำอิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ กับนักมวยปล้ำถึง 5 คน ได้แก่ เรย์ มิสเตริโอ, เคน, ดรูว์ แมคอินไตย์, เวด บาร์เร็ตต์ และ บิ๊กโชว์ สุดท้าย เอดจ์ เป็นฝ่ายชนะป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท เอาไว้ได้สำเร็จ หลังแมตช์ เดล รีโอ ได้ออกมาลอบทำร้าย เอดจ์ แต่ คริสเตียน ออกมาช่วย เอดจ์ ไว้ได้ทัน ในศึก สแมคดาวน์ ต่อมา เอดจ์ ได้จับคู่กับ คริสเตียน เจอกับ อัลเบร์โต เดล รีโอ และ โบรดัส เคลย์ สุดท้าย เอดจ์ และ คริสเตียน ก็เอาชนะมาได้สำเร็จ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 27 เอดจ์ จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ อัลเบร์โต เดล รีโอ สุดท้าย เอดจ์ ก็เป็นฝ่ายชนะป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท เอาไว้ได้สำเร็จ[9]

ในศึกรอว์ วันที่ 11 เมษายน 2011 เอดจ์ได้ประกาศว่าเขาจะเลิกปล้ำ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บคอที่เขาทนเจ็บมาตลอด 8 ปี จนล่าสุดถึงกับมีอาการชาและใกล้จะหมดความรู้สึกบริเวณแขนแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นผลกระทบจากเส้นประสาทที่ต่อเนื่องมาจากบริเวณคอที่บาดเจ็บ และเคยผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กเข้าไปตั้งแต่ 8 ปีก่อนนั่นเอง ทั้งนี้ เอดจ์ยังบอกอีกว่าถ้าหมอตรวจพบช้ากว่านี้เขาอาจจะต้องนั่งรถเข็นไปเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ ณ เวลานี้ นี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้เขาต้องประกาศเลิกปล้ำในทันทีโดยไม่มีการปล้ำแมตช์อำลาส่งท้ายใดๆ เอดจ์มีอาการสูญเสียความรู้สึกและไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อแขนและมือของเขาได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอดจ์มีปัญหาเช่นนี้ โดยผลการแสกน MRI ที่เมืองแอตแลนตาก่อนได้ถูกส่งไปให้ ดร. โจเซฟ แมรูน ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นประสาทและศาสตราจารย์ศัลยแพทย์แห่งสถาบัน เภสัชกรรมพิตส์เบิร์กทำการตรวจสอบอย่างละเอียด และได้พบว่า เอดจ์ ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาดเพื่อกลับมาปล้ำได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเลิกปล้ำ ในปี 2003 เอดจ์เคยได้รับการผ่าตัดฝังแผ่นเหล็กระหว่างกระดูกสันหลังข้อที่ C5, C6 และ C7 มาแล้ว หลังจากนั้นเขาจึงสามารถกลับมาปล้ำได้อีกครั้ง แต่ยิ่งปล้ำมากครั้งเข้าก็ยิ่งทำให้กระดูกสันหลังของ เอดจ์ มีอาการแย่ลงเรื่อยๆ และอาการล่าสุดถ้าหากยังปล้ำต่อไปเขาอาจจะถึงขั้นเป็นอัมพาตหรือแม้แต่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริงแน่นอน ไม่ใช่บทบาทหรือเนื้อเรื่องแต่อย่างใด เพราะเอดจ์เองก็เพิ่งจะทราบจากแพทย์เมื่อไม่กี่วันเท่านั้นว่าเขาจำเป็นจะต้องเลิกปล้ำแล้ว โดยเขาเริ่มมีอาการปวดทรมาณมาตั้งแต่ช่วงก่อนศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 27 แล้ว แต่ก็ยังฝืนทนปล้ำจนผ่านพ้นศึกใหญ่มาได้ โดยที่เขาเองในขณะนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นจะเป็นแมตช์สุดท้ายของเขาแล้ว หลังจากป้องกันแชมป์โลกเอาไว้ได้ในการพบกับอัลเบร์โต เดล รีโอ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ไม่ถึงสัปดาห์ เอดจ์แชมป์โลกคนปัจจุบันก็ต้องจำใจเลิกปล้ำจากการแข่งขันบนสังเวียนเนื่องจากปัญหา บาดเจ็บ บทสรุปสุดท้ายอันไม่พึงปรารถนาก็ทำให้เขาต้องยุติบทบาท 13 ปีและ 11 สมัยแห่งแชมป์โลกลงไป หลังจบศึกรอว์ ก็ไม่มีดาร์คแมตช์ แต่อย่างใด แต่เป็นแรนดี ออร์ตัน กับจอห์น ซีนา ออกมากล่าวยกย่องเอดจ์ บนเวที แฟนๆ ในสนามก็พากันตะโกนชื่อเอดจ์ ไม่หยุด ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินกลับไป[10][11] ต่อมาในศึก สแมคดาวน์ วันที่ 15 เมษายน เอดจ์ได้ประกาศขอสละตำแหน่งแชมป์โลกเฮฟวี่เวท[12]

เอดจ์ในงานรับรางวัลหอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอี ประจำปี 2012

ในศึกรอว์ วันที่ 9 มกราคม 2012 WWE ได้บรรจุชื่อของ เอดจ์ เข้าสู่ หอเกียรติยศ WWE ประจำปี 2012 โดย คริสเตียน เพื่อนรักของเขาจะเป็นคนมอบรางวัลให้[13] ในศึกรอว์ วันที่ 23 เมษายน 2012 เอดจ์ออกมาคุยกับ จอห์น ซีนา บอกว่า ชั้นไม่ได้มาเพื่อพูดกับจอห์น ซีนาคนนี้ ชั้นไม่รู้จักจอห์น ซีนาคนนี้ รู้จักแต่จอห์น ซีนา ที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลของชั้น คนที่พ่อของมันเคยถูกชั้นตบหน้า แล้วมันก็มาเอาคืนด้วยการอัดชั้นตกบันไดทะลุโต๊ะในแมตช์ TLC นายอย่าลืมว่า บร็อก เลสเนอร์ มันไม่ได้มาเพื่อแฟนๆ หรอก มันมาเพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าของมันเท่านั้น มันออกไปจากสมาคมเมื่อ 8 ปีก่อนในขณะที่เราสองคนช่วยกันประคองสมาคมมา นายเป็นตัวแทนของบรรดานักมวยปล้ำที่ทุ่มเทเพื่อสมาคมมาตลอด ถ้านายแพ้ บร็อก เลสเนอร์ มันก็เท่ากับเป็นการตบหน้าคนอย่าง ชอว์น ไมเคิลส์, ดิอันเดอร์เทคเกอร์ และตบหน้าชั้นด้วย ชั้นไม่ได้ขอให้แกเอาชนะ บร็อก เลสเนอร์ แต่ชั้นขอสั่งให้แกทำ เอดจ์ เดินจากไป ปล่อยให้ จอห์น ซีนา ยืนอยู่คนเดียว หลังจากนั้น เอดจ์ ก็ได้หมดสัญญากับ WWE ไปแล้วในวันที่ 30 เมษายน ซึ่งเอดจ์ก็ได้ไปร่วมศึกรอว์ วันที่ 23 เมษายน เนื่องจากเขาเดินทางมาเจรจากับทีมงาน WWE แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการต่อสัญญาแต่อย่างใด[14]

ในศึก สแมคดาวน์ วันที่ 21 กันยายน 2012 เอดจ์ออกมาเปิดรายการโดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆ เอดจ์บอกว่าเขามีหลายเหตุผลที่ต้องมาในวันนี้ หนึ่งในนั้นคือเขาคิดถึงแฟนๆ มาก เอดจ์พูดถึงเหตุการที่ แดเนียล ไบรอัน กับเคน ข่มกันไปข่มกันมาด้วยเข็มขัดแชมป์แทคทีม เอดจ์งง ว่าทำไมปีศาจอย่างเคน ถึงมาเป็นแชมป์แทคทีมกับไอ้หน้าแพะนั่นได้ ไบรอันออกมาขัดจังหวะ บอกว่า เอดจ์พูดผิดแล้ว พวกเราไม่ได้เป็นแชมป์แทคทีม แต่ชั้นคนนี้ต่างหากคือแชมป์แทคทีม ไบรอันไล่ให้ เอดจ์กลับไปแสดงหนัง หรือไม่ก็กลับไปบ้านพักคนชราซะเถอะ เคนออกมาอีกคน แล้วก็มาเบ่งทับไบรอัน ว่าเขาต่างหากคือแชมป์แทคทีม เอดจ์พยายามยั่วเคน ด้วยเรื่องเก่าๆ ที่เขาขโมยลิตาไปจากเคน แถมยังลักพาตัวพ่อของเคน อีกจำได้มั้ย เคนจำได้ และบอกว่าอยากจะเคลียร์ปัญหาซะเดี๋ยวนี้เลย เอดจ์ถอดเสื้อแจ๊คเก็ต เตรียมสู้ แต่เคนกางแขนให้ เอดจ์มากอดกัน แล้วเคนกับเอดจ์ก็กอดกัน ก่อนจะชวนไบรอัน มากอดด้วย แดเมียน แซนดาว ทนไม่ไหว ออกมาช่วยเหลือแฟนๆ ให้พ้นจากเรื่องไร้สาระพวกนี้ เอดจ์เลยท้าให้แซนดาวขึ้นมาเจอกับไบรอัน หรือไม่ก็เคน และบูเกอร์ ที ผู้จัดการทั่วไปของ สแมคดาวน์ ก็สั่งให้แซนดาวเจอกับเคน และเป็นแซนดาวที่เอาชนะไปได้[15]

ในศึกรอว์ วันที่ 9 กันยายน 2013 เอดจ์ออกมาจัดรายการ Cutting Edge โดยได้รับเสียงเชียร์กระหึ่ม และแขกรับเชิญคือ แดเนียล ไบรอัน ไบรอันออกมาพูดถึงเรื่องที่ ทริปเปิล เอชพยายามจะบังคับให้เขาถอนตัวจากการชิงแชมป์ WWE กับแรนดี ออร์ตัน ในศึก ไนท์ออฟแชมเปียนส์ (2013) แต่ไบรอันบอกว่า เขาจะชนะออร์ตันให้ได้ ออร์ตันออกมาขัดจังหวะพร้อมกับทริปเปิล เอช อีกคน เอจด์บอกว่า ทริปเปิล เอชคือคนที่คอยขัดขวางเขากับคริส เจอริโค มาตลอดเพราะคิดว่าพวกเขาไม่ดีพอจะเป็นแชมป์ และตอนนี้ก็มาขัดขวางไบรอันอีก ทริปเปิล เอชยอมรับว่าเขาเคยดูคนผิดไปบ้างจริงๆ อย่างเจอริโค ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคิดผิด ส่วนไบรอันนั้นต้องให้เวลาพิสูจน์ว่าเขาคิดผิดหรือไม่ แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เขาดูไม่ผิดว่าจะเป็นได้แค่คนล้มเหลวนั่นคือเอดจ์ ทริปเปิล เอชบอก เวลาที่เขาว่าใครว่าไม่ดีพอน่ะ สิ่งที่ควรทำก็มีแค่พิสูจน์ตัวเองให้ได้ ซึ่งเจอริโคก็ทำแบบนั้น เอดจ์บอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องอาศัยการแต่งงานเพื่อประสบความสำเร็จ และก็ได้แหวนฮอลออฟเฟมมาแล้วด้วย ทริปเปิล เอชบอกว่านายด่าคนได้เก่งดี เพราะนายรู้ว่านายบาดเจ็บและไม่มีใครกล้าทำร้ายนาย แต่ถ้าชั้นอยากจะทำให้นายเจ็บน่ะชั้นไปทำร้ายคนที่นายรักดีกว่า เดอะชีลด์ลากคริสเตียน ที่ถูกซ้อมสะบักสะบอมออกมา ทำให้เอดจ์ต้องรีบมาดูอาการคริสเตียน ในศึก สแมคดาวน์ วันที่ 13 กันยายน 2013 เอดจ์ออกมาจัดรายการ Cutting Edge และบอกว่าเขาไม่ลืมว่า ทริปเปิล เอช และเดอะชีลด์ ทำอะไรไว้กับคริสเตียน เพื่อนรักของเขา และหวังว่าคริสเตียนจะกลับมากระทืบพวกมันเร็วๆ เอดจ์เชิญแขกผู้ร่วมรายการออกมาคือ แรนดี ออร์ตัน กับ แดเนียล ไบรอัน ออร์ตันพยายามพูดถึงเรื่องการเป็นหน้าเป็นตาของสมาคมและสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสมาคม แต่ไบรอันไม่สนใจเรื่องพวกนั้น เขาไม่เคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นหน้าเป็นตาของสมาคม แต่เขาฝันอยากจะเป็นแชมป์โลกมาตั้งแต่เด็ก จากนั้นทั้งคู่ก็สู้กัน แต่ไบรอันสวนกลับด้วย Yes Lock จนกรรมการต้องมาช่วยกันห้าม

เหตุการณ์เกี่ยวกับ มันนี่อินเดอะแบงก์[แก้]

  • ปี 2006 ในศึก นิวเยีนร์เรฟโวลูชั่น เอดจ์ได้ใช้กระเป๋าเอกสารสิทธิ์ชิงแชมป์ WWE กับ จอห์น ซีนา ทำให้ ซีนาเสียแชมป์ทันที
  • ปี 2006 ในศึก ECW วันไนท์สแตนท์ เอดจ์ได้มาช่วย ร็อบ แวน แดม ในการชิงแชมป์ WWE ทำให้ซีนาเสียแชมป์ในที่สุด
  • ปี 2007 ในศึก สแมคดาวน์ เอดจ์ได้ปล้ำชิงกระเป๋าเอกสารสิทธิ์ จาก มิสเตอร์เคนเนดี แล้วเอาไปท้าชิงแชมป์โลกจาก อันเดอร์เทเกอร์
  • ปี 2008 ในศึก รอว์ ระหว่างที่ เอดจ์ประกาศชัยชนะอยู่นั้น ก็ถูกบาติสตา ลอบทำร้าย จนไม่สามารถลุกขึ้นได้ แล้ว ซีเอ็ม พังก์ ผู้ถือเอกสารสิทธิ์นั้นก็มาขอท้าชิงแชมป์ในที่สุด
  • ปี 2009 ในศึก เอกซ์ตรีมรูลส์ หลังจากที่เอดจ์ แพ้ให้กับ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ซีเอ็ม พังก์ ก็ได้ใช้เอกสารสิทธิ์ในการสู้กับเจฟฟ์ทันที
  • ปี 2010 ในศึก สแมคดาวน์ (หลังจากศึก เรสเซิลเมเนีย) เอดจ์ได้ลอบทำร้ายคริส เจอริโค เปิดโอกาสให้ แจ๊ค สแวกเกอร์ เข้ามาเอากระเป๋าตีหัวเอดจ์ แล้วชิงแชมป์โลกจากเจอริโค ในสภาพที่ไม่พร้อมปล้ำ

เกี่ยวกับมวยปล้ำ[แก้]

เอดจ์ใช้ท่า สเปียร์ เล่นงาน มิสเตอร์เคนเนดี
เอดจ์ ใช้ท่า Sharpshooter เล่นงาน ซีเอ็ม พังก์
  • ท่าไม้ตาย
    • Downward Spiral (Leg hook reverse STO) – 1998 – 1999
    • Edgecator (Inverted sharpshooter)
    • One man con–chair–to
    • Spear sometimes from the second or top rope
  • ท่าเอกลักษณ์
    • Big boot
    • Camel clutch
    • Diving crossbody
    • Edge–O–Matic (Sitout rear mat slam)
    • Electric chair drop
    • Flapjack
    • Flying forearm smash
    • Half nelson bulldog
    • Missile dropkick
    • Northern Lights suplex
    • Running crossbody to an opponent draped over the second rope
    • Russian legsweep
    • Sharpshooter
    • Sitout powerbomb
    • Somersault plancha
    • Spinning heel kick
  • คู่กับ เรย์ มิสเตริโอ
    • 619 (Tiger feint kick) by Mysterio followed by a spear or Edgecution by Edge
    • Bombs Away (Simultaneous powerbomb (Edge) / springboard seated senton (Mysterio) combination)
    • Catapult by Edge into a diving hurricanrana by Mysterio
    • Double missile dropkick
    • Hurricanrana by Mysterio into a spear by Edge
    • Powerbomb lift by Edge to Mysterio, Mysterio then moonsaults on to the opponent (opponent(s) usually at ringside)
  • ผู้จัดการ
    • แกงแกรล (ในนามของสมาชิกในกลุ่ม เดอะ บรูด)
    • เทอร์รี รันเนลส์
    • ลิตา
    • วิคกี เกอร์เรโร
  • ฉายา
    • "King Edge the Awesome"
    • "The Rated-R Superstar"
    • "The Ultimate Opportunist"
    • "The Master Manipulator"
    • "Mr. Money in the Bank"
    • "The Grand Puppetmaster"
    • "Edgehead"
  • เพลงเปิดตัว
    • WWF / E
      • "You Think You Know Me" โดย Jim Johnston (WWF;22 มิถุนายน 1998)
      • "Blood" โดย Jim Johnston (WWF;26 ตุลาคม 1998 – สิงหาคม 1999;ใช้ตอนอยู่กลุ่ม เดอะ บรูด)
      • "On The Edge" โดย Jim Johnston (WWF/E;2 ตุลาคม 1999 – กันยายน 2001, 26 ตุลาคม 2002, 18 เมษายน 2004 – 18 ตุลาคม 2004)
      • "Never Gonna Stop (The Red Red Kroovy)" โดย Rob Zombie (WWF/E;กันยายน 2001 – 22 มีนาคม 2004)
      • "Metalingus" + "Burn in My Light" โดย Jim Johnston ร่วมด้วย Alter Bridge & Mercy Drive (WWE;2 ตุลาคม 2006 – 29 เมษายน 2007;ใช้ตอนอยู่กลุ่ม เรท-อาร์เคโอ)
      • "Metalingus" โดย Alter Bridge (WWE;1 พฤศจิกายน 2004 – ปัจจุบัน;ยังคงใช้ในการปรากฏตัวของเขาใน WWE)

ผลงานทั้งหมด[แก้]

เอดจ์กับ แชมป์ WWE
  • Insane Championship Wrestling
    • ICW Street Fight Tag Team Championship (2 times) – with Christian[16]
  • New Tokyo Pro Wrestling
    • NTPW Pro Tag Team Championship (1 time) – with Christian[17]
  • Southern States Wrestling
    • SSW Tag Team Championship (1 time) – with Christian
  • World Wrestling Federation / World Wrestling Entertainment
    • World Heavyweight Championship (7 times)
    • World Tag Team Championship (12 times) [18] – with Christian (7), Chris Benoit (2), Hulk Hogan (1), Randy Orton (1) and Chris Jericho (1)
    • WWE Championship (4 times) [19]
    • WWF/E Intercontinental Championship (5 times)
    • WCW United States Championship (1 time) 1[19]
    • WWE Tag Team Championship (2 times) [20] – with Rey Mysterio (1) and Chris Jericho (1)
    • Fourteenth Triple Crown Champion
    • King of the Ring (2001) [21]
    • Mr. Money in the Bank (2005, 2007) 2
    • 2010 Bragging Rights Cup with Smackdown Team.
    • Royal Rumble (2010)
    • WWE Hall of Fame (Class of 2012)
    • Slammy Award for Couple of the Year (2008) – with Vickie Guerrero[22]
    • Slammy Award for Meltdown of the Year (2010) [23] Destroying the Anonymous GM's computer
  • Wrestling Observer Newsletter
    • Match of the Year (2002) with Rey Mysterio vs. Kurt Angle and Chris Benoit at No Mercy
    • Tag Team of the Year (2000) with Christian
    • Worst Feud of the Year (2010) vs. Kane
    • Worst Worked Match of the Year (2008) vs. Vladimir Kozlov and Triple H at Survivor Series

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Christian Cage bio". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ 2008-08-27. 
  2. Mooneyham, Mike (2010-06-06). "Jim Ross staying in WWE". The Post and Courier. Archived from the original on 2010-08-02. สืบค้นเมื่อ 2010-08-02. 
  3. "Test bio". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ 2009-02-01. 
  4. Copeland, Adam (November 2004). Adam Copeland on Edge. WWE Books. p. 51. ISBN 0-7434-8347-2. 
  5. Brodi, Caroline (2009-04-16). "Grappling with the world-beaters". Aberdeen Press & Journal. "One showdown guaranteed to have the crowds on their feet is the billed world heavyweight championship bout between Edge, real name Adam Joseph Copeland, and titleholder John Cena" 
  6. Copeland, Adam (November 2004). Adam Copeland on Edge. WWE Books. p. 16. ISBN 0-7434-8347-2. 
  7. "Injury forces Edge to retire". WWE Inside. World Wrestling Entertainment. 2011-04-11. สืบค้นเมื่อ 2011-04-12. 
  8. Murphy, Ryan (2012-01-09). "WWE "Edge":". Wwe.com. สืบค้นเมื่อ 2012-01-09. 
  9. Bishop, Matt (2011-04-03). "The Rock costs Cena as The Miz retains at WrestleMania XXVII". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ 2011-04-04. 
  10. Plummer, Dale (2011-04-11). "RAW: Edge calls it a career". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ 2011-04-12. 
  11. Meltzer, Dave (2011-04-11). "Major star announces retirement; Extreme Rules main event". Wrestling Observer Newsletter. สืบค้นเมื่อ 2011-04-12. 
  12. "CUPACH'S WWE SMACKDOWN REPORT 4/15: Look-back to last week's Smackdown - Edge's farewell, battle royal". 
  13. "Edge". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2012-01-09. 
  14. Tom Herrera (23.4.2012). "Raw Results". WWE. สืบค้นเมื่อ 24 April 2012. 
  15. Cupach, Michael. "CUPACH'S WWE SMACKDOWN REPORT 9/21: Alt. perspective review of Edge returning, Tag Champs dominating, Mike's Reax". Pro Wrestling Torch. สืบค้นเมื่อ 30 September 2012. 
  16. "Bodyslamming profile". สืบค้นเมื่อ 2010-02-03. 
  17. Copeland, Adam (November 2004). Adam Copeland on Edge. WWE Books. p. 104. ISBN 0743483472. 
  18. "World Tag Team Championship history". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2009-02-28. 
  19. 19.0 19.1 "Edge's Title History". World Wrestling Entertainment. Archived from the original on 2010-04-05. สืบค้นเมื่อ 2009-12-14. 
  20. "Edge and Rey Mysterio's WWE Tag Team Championship title reign". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2007-11-09. 
  21. "Edge's WWE title history". World Wrestling Entertainment. Archived from the original on 2007-11-11. สืบค้นเมื่อ 2007-11-09. 
  22. "Slammy Award Winners". World Wrestling Entertainment. 2008-12-08. สืบค้นเมื่อ 2009-02-05. 
  23. "RAW Results December 13, 2010". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2010-13-12. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]