มวยปล้ำอาชีพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นักมวยปล้ำบนเวทีมวยปล้ำ(ในภาพเป็น จอห์น ซีนา และ เดอะ ร็อก)

มวยปล้ำอาชีพ (อังกฤษ: professional wrestling) โดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบหนึ่งของศาสตร์กีฬามวยปล้ำที่นักมวยปล้ำได้รับค่าตอบแทน ที่ความหมายในปัจจุบันอ้างอิงไปถึง มวยปล้ำที่มีการจัดผลการปล้ำไว้ล่วงหน้า มวยปล้ำอาชีพสมัยใหม่โดยส่วนใหญ่ จะมีการโจมตีประเภทต่อยเตะและอื่นๆที่ไม่มีในศาสตร์มวยปล้ำดั้งเดิม

มวยปล้ำอาชีพสมัยใหม่ถือเป็นการแสดงชนิดหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นการแสดงศิลปะการต่อสู้ เพื่อความบันเทิง ที่แสดงความแข็งแกร่ง ท่าทาง และท่ากายกรรมต่างๆ ในแบบของกีฬาต่อสู้ โดยระดับความสมจริงจะแตกต่างกัน ตั้งแต่แบบอเมริกัน ที่เน้นความสมจริงปานกลางและเสริมด้วยการแสดงอื่นๆ, แบบญี่ปุ่น ที่เน้นความสมจริงอย่างมาก, ไปจนถึงแบบเม็กซิกัน ("ลูจา ลิเบร" Lucha libre) ที่เน้นท่ากายกรรมอย่างมาก

กฎกติกาของมวยปล้ำอาชีพ[แก้]

1.แบบปล้ำเดี่ยว (Single Match) - เป็นกติกาพื้นฐาน และเป็นกติกาหลักของมวยปล้ำอาชีพ นั่นคือ ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองคน จะต้องต่อสู้กันบนเวที โดยใช้การโจมตีด้วยการใช้กำปั้นทุบ, การเตะ ,การฟันด้วยสันมือ ,การฟันศอก, การตีเข่า, การวิ่งเข้าปะทะ,การเด้งตัวกับเชือกกั้นเวทีแล้ววิ่งเข้าปะทะ,การเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้ตกเวที,การเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้เด้งกับเชือกกั้นเวทีแล้วจับทุ่ม เข้าปะทะ หรือโจมตี ,การใช้ท่อนแขนหรือท่อนขาฟาด,การพุ่งเข้าปะทะจากบนเสามุมเวที, การกระโดดทับตัวของคู่ต่อสู้และการซ้ำคู่ต่อสู้ด้วยการทิ้งท่อนแขน,ท่อนขา,ศอก,ก้น,เข่า,ฝ่าเท้า (จากบนพื้นเวทีหรือจากบนเสามุมเวทีก็ได้) และ การจับทุ่มคู่ต่อสู้ การแข่งขันจะจบลงพร้อมผลแพ้ชนะ เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกดไหล่อีกฝ่ายหนึ่งให้แตะติดพื้นเวที จนกระทั่งกรรมการผู้ห้ามเข้ามาแล้วนับ 1 ถึง 3 หากกรรมการนับครบถึงเลข 3 ไปแล้ว ไหล่ของผู้ที่ถูกกดไหล่ยังคงถูกอีกฝ่าย(ซึ่งเป็นผู้กดไหล่)กดติดพื้นเวทีอยู่ จะถือว่าการกดไหล่ของผู้กดไหล่ครั้งนั้นสำเร็จ การปล้ำก็จะยุติลง และผู้ที่กดไหล่คู่ต่อสู้ได้สำเร็จเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าหากไหล่ของผู้ที่ถูกกดไหล่นั้นได้หลุดออกไปจากการกดไหล่ไปก่อนที่กรรมการผู้ห้ามจะนับได้ถึงเลข 3 ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม จะถือว่าการกดไหล่ของผู้กดไหล่ครั้งนั้นไม่สำเร็จ และจะต้องต่อสู้กันไปจนกว่าจะสามารถกดไหล่อีกฝ่ายได้สำเร็จ ผู้แข่งขันสามารถใช้ท่าล็อกที่จะขัดขวางการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายแสดงสัญญาณการขอยอมแพ้ โดยกรรมการจะเข้าไปถามว่า ยอมแพ้ไหม? (Give up?) หากฝ่ายที่ถูกใช้ท่าออกสัญญาณยอมแพ้โดยการตบพื้น หรือ แตะส่วนของร่างกายที่ถูกล็อก กรรมการจะหยุดการปล้ำ และให้ฝ่ายที่ใช้ท่าล็อก เป็นผู้ชนะทันที ผู้ถูกใช้ท่าล็อกสามารถดิ้นออกจากล็อก เพื่อหลบหนีออกจากการถูกล็อกได้ หรือ เข้าไปจับเชือกเวที (Rope break) เพื่อให้คู่ต่อสู้หยุดใช้ท่าล็อกได้ หากมีผู้เข้าแข่งขันตกลงไปจากเวทีหรือเดินลงไปจากเวทีทั้งๆที่การแข่งขันยังไม่มีผลแพ้ชนะ กรรมการผู้ห้ามจะนับ 1 ถึง 10 (Ring out count) (ช่วงประมาณปีค.ศ1960-1999 จะนับ 1 ถึง 20) เพื่อให้เวลาผู้ที่ตกลงไปจากเวทีได้กลับขึ้นมา หากไม่กลับขึ้นมาเมื่อครบจำนวนตัวเลขที่ทางกรรมการผู้ห้ามได้นับ ก็จะถูกปรับแพ้ ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่บนเวทีจะชนะทันที หากกลับขึ้นมา การปล้ำก็จะถูกดำเนินต่อไป จนกระทั่งมีผลแพ้ชนะ หากผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายลงไปต่อสู้กันล่างเวที กรรมการก็จะนับ Ring out count เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาสู้บนเวที หากฝ่ายที่ลงเวทีก่อนกลับขึ้นมา แล้วอีกฝ่ายที่ลงเวทีไปทีหลังไม่ขึ้นมา กรรมการจะเริ่มการนับใหม่ เพื่อฝ่ายที่ลงเวทีทีหลังได้ขึ้นมา แต่หากฝ่ายที่ลงเวทีไปก่อนยังไม่ขึ้น แต่ฝ่ายที่ลงเวทีไปทีหลังขึ้นมาก่อน กรรมการจะนับไปเรื่อยๆจนถึงที่ได้กำหนดไว้ หากไม่กลับขึ้นมาก็จะแพ้ทันที หากทั้งสองฝ่ายล้มลงนอนบนเวทีทั้งคู่ ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม กรรมการจะนับ 1-10เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีเวลาลุกขึ้นมา หากไม่ลุกขึ้นมาทั้งคู่ กรรมการผู้ห้ามจะยุติการแข่งขัน และจะให้ผลออกมาเสมอกัน หากลุกขึ้นมาทั้งคู่ การแข่งจะถูกดำเนินต่อไป จนกว่าจะมีผลแพ้ชนะออกมา การกดไหล่ด้านล่างเวทีนั้นกรรมการจะไม่นับให้ ต้องกดไหล่กันบนเวทีเท่านั้น กรรมการถึงจะนับ1-3 และตัดสินผลแพ้ชนะ (ยกเว้นการแข่งแบบ Hardcore ที่ผู้แข่งสามารถกดไหล่ด้านล่างเวทีได้) ส่วนการนำเอาสิ่งของจากด้านล่างมาใช้เป็นอาวุธบนเวทีหรือการนำอาวุธระยะประชิดมาใช้บนเวทีนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกติกา (หากการแข่งขันไม่ได้เป็นแบบ Hardcore หรือในแบบที่ใช้อาวุธบนเวทีได้) ผู้ที่ใช้อาวุธเข้าโจมตีคู่ต่อสู้บนเวทีจะถูกปรับแพ้ และให้ผู้ที่ถูกโจมตีด้วยอาวุธเป็นฝ่ายชนะไป การนำสิ่งของมาใช้เป็นอาวุธและการใช้อาวุธระยะประชิดชนิดใดก็ตามจะต้องถูกกระทำ ณ บริเวณด้านล่างเวทีเท่านั้น จึงจะทำได้ ส่วนการชกคู่ต่อสู้ด้วยหมัดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในการต่อสู้แบบมวยปล้ำอาชีพ

2.แบบแท็กทีม (Tag Team Match) - ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายจะต้องมาแบบทีม หนึ่งทีมจะมี 2 คน ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองทีมต้องส่งตัวแทน 1 คน ไปต่อสู้กับตัวแทนอีก 1 คน ของฝ่ายตรงข้าม ในบริเวณสังเวียน ส่วนอีกคนหนึ่งจะต้องยืนเกาะเชือกเวที เพื่อรอเปลี่ยนตัวบริเวณด้านข้างมุมเสาเวทีอยู่ทางด้านนอก การที่อีกคนหนึ่งจะเข้าไปต่อสู้ได้นั้น จะต้องถูกแตะมือ หรือถูกสัมผัส โดยผู้แข่งขันร่วมทีมของตัวเองที่ได้ออกไปต่อสู้ก่อน จึงจะเข้าไปสู้แทนได้ ส่วนนักมวยปล้ำผู้ร่วมทีมที่ได้ออกไปต่อสู้ก่อนหน้านี้ เมื่อได้เข้าไปแตะมือ หรือสัมผัสตัวของผู้ร่วมทีมอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนเกาะเชือกเวทีเพื่อรอเปลี่ยนตัวแล้ว ก็จะต้องไปยืนเกาะเชือกเวทีรออยู่บริเวณมุมเสาเวทีอยู่ทางด้านนอกแทน (สามารถอยู่ภายในบริเวณสังเวียนก่อนได้ เพียงชั่วขณะหนึ่ง) จนกว่าจะถูกแตะมือหรือถูกสัมผัสโดยสมาชิกร่วมทีมของตัวเองที่เข้าไปต่อสู้ในบริเวณสังเวียนแทน แล้วถึงจะเข้าไปสู้อีกได้ ทั้งสองทีมจะต่อสู้กันรูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผลแพ้ชนะ การตัดสินผลแพ้ชนะนั้น จะตัดสินแบบเป็นทีม คือ เมื่อมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งของทีมใดทีมหนึ่งสามารถเอาชนะสมาชิกคนใดคนหนึ่งของทีมอีกฝ่ายไปได้ด้านบนเวที ทีมที่มีสมาชิกที่เอาชนะอีกฝ่ายไปได้คนนั้น ก็จะเป็นทีมที่ชนะไปเลยทันที กติกาหลักของการปล้ำรูปแบบนี้ ไม่ต่างจากการปล้ำแบบเดี่ยว และเอาชนะกันด้วยการกดไหล่นับสาม และการใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ เช่นกัน

3.แบบแท็กทีมหกคน (6-Man Tag Team Match) - เป็นการปล้ำแบบแท็กทีม ในแบบที่ทั้งสองฝ่าย จะมาเป็นทีมที่มีสมาชิกทีมละ 3 คน

4.แบบ 3 เส้า (Triple Threat) - เป็นการปล้ำในแบบที่จะมีผู้แข่งขันจำนวนสามคนอยู่บนเวทีเดียว โดยที่ทั้งสามคนจะต้องตะลุมบอนกันเอง เพื่อแย่งชิงชัยชนะที่จะมีให้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น โดยหากนักมวยปล้ำคนใดก็ตามในสามคนนี้ สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้คนใดคนหนึ่งไปได้ ด้วยการกดไหล่นับสามหรือการใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ การปล้ำจะยุติลงและนักมวยปล้ำผู้ที่เอาชนะคู่ต่อสู้คนใดคนหนึ่งไปได้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะไปในทันที นั่นหมายความว่าเมื่อการปล้ำแบบสามเศร้ายุติลง จะมีผู้แพ้ไปทีเดียวทันทีถึงสองคน ส่วนผู้ชนะก็จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ในหลายครั้ง การปล้ำแบบสามเศร้าจะมีการนำกติกาแบบ Hardcore เข้ามาผสม ซึ่งจะทำให้นักมวยปล้ำทั้งสาม สามารถนำสิ่งของจากล่างเวที มาใช้เป็นอาวุธบนเวทีได้ รวมถึงการกดไหล่เอาชนะและการยอมแพ้ท่าล็อกจากด้านล่างเวที การปล้ำแบบสามเศร้าจะไม่มีการนับให้ขึ้นเวทีหรือ Ring out count

5.แบบ 4 เส้า (Fatal Four-Way) - เป็นการปล้ำในแบบที่จะมีผู้แข่งขันจำนวนสี่คนอยู่บนเวทีเดียว โดยที่ทั้งสี่คนจะต้องตะลุมบอนกันเอง เพื่อแย่งชิงชัยชนะที่จะมีให้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น โดยหากนักมวยปล้ำคนใดก็ตามในสี่คนนี้ สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้คนใดคนหนึ่งไปได้ ด้วยการกดไหล่นับสามหรือการใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ การปล้ำจะยุติลงและนักมวยปล้ำผู้ที่เอาชนะคู่ต่อสู้คนใดคนหนึ่งไปได้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะไปในทันที นั่นหมายความว่าเมื่อการปล้ำแบบสี่เศร้ายุติลง จะมีผู้แพ้ไปทีเดียวทันทีถึงสามคน ส่วนผู้ชนะก็จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ในหลายครั้ง การปล้ำแบบสี่เศร้าจะมีการนำกติกาแบบ Hardcore เข้ามาผสม ซึ่งจะทำให้นักมวยปล้ำทั้งสี่ สามารถนำสิ่งของจากล่างเวที มาใช้เป็นอาวุธบนเวทีได้ รวมถึงการกดไหล่เอาชนะและการยอมแพ้ท่าล็อกจากด้านล่างเวที การปล้ำแบบสี่เศร้าจะไม่มีการนับให้ขึ้นเวที Ring out count

6.แบบแท็กทีมทอร์นาโด (Tornado Tag Team Match) - เป็นการปล้ำในแบบที่นักมวยปล้ำจะแบ่งเป็นสองทีม ทีมละฝ่าย และจำนวนสมาชิกในแต่ละทีมจะมีเท่ากัน ทั้งสองทีมจะต้องต่อสู้กัน เข้าตะลุมบอนอีกทีมหนึ่ง หากสมาชิกคนใดคนหนึ่งของทีม สามารถเอาชนะสมาชิกคนใดคนหนึ่งของทีมอีกฝ่ายด้านบนเวทีไปได้ด้วยการกดไหล่นับสาม หรือใช้ท่าล็อกจนสมาชิกคนใดคนหนึ่งของอีกฝ่ายยอมแพ้ ทีมที่มีสมาชิกคนที่สามารถเอาชนะคนใดคนหนึ่งจากทีมอีกฝ่ายไปได้นั้นก็จะเป็นทีมที่ชนะ การปล้ำแบบแท็กทีมทอร์นาโด เป็นการปล้ำอีกแบบหนึ่ง ที่มักจะมีการนำกติกาการปล้ำแบบ Hardcore เข้ามาผสม นั่นก็คือ การนำสิ่งของจากล่างเวที มาใช้เป็นอาวุธบนเวทีได้ รวมถึงการกดไหล่เอาชนะและการยอมแพ้ท่าล็อกจากด้านล่างเวที การปล้ำแบบแท็กทีมทอร์นาโดจะไม่มีการนับให้ขึ้นเวที Ring out count

7.แบบ แบทเทิล รอยัล (Battle Royal) - เป็นการปล้ำในแบบที่นักมวยปล้ำทั้งหมดบนเวทีจะต้องเข้าตะลุมบอนต่อสู้กันเอง จนกระทั่งเหลือนักมวยปล้ำอยู่บนเวทีเพียงแค่คนเดียว ในการปล้ำแบบ แบทเทิล รอยัล 1 ครั้งนั้น จะมีนักมวยปล้ำที่ต่อสู้อยู่บนเวที ตั้งแต่ 3 คน , 4 คน หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ (โดยทั่วไปแล้ว จะปล้ำกันไม่เกิน 20 คน ต่อหนึ่งเวที) นักมวยปล้ำแต่ละคนจะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้บนเวทีให้มากที่สุด จนกระทั่งเหลือตนอยู่คนเดียว การเอาชนะคู่ต่อสู้แต่ละคนในการปล้ำแบบ แบทเทิล รอยัล นั้น จะมีตั้งแต่แบบทั่วไป นั่นคือการกดไหล่นับสาม และการใช้ท่าล็อกจนคู่ต่อสู้ยอมแพ้ และแบบพิเศษ นั่นคือการเหวี่ยง,โยน,หรือดันคู่ต่อสู้ให้หล่นลงจากด้านบนเวทีมาสัมผัสกับพื้นเบาะด้านล่างเวทีผ่านเหนือด้านบนของเชือกกั้นเวทีเส้นที่สาม (เส้นด้านบนสุด) นักมวยปล้ำที่ถูกเอาชนะได้นั้น จะถูกคัดออกจากการปล้ำครั้งนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนเหล่านักมวยปล้ำที่ยังไม่ถูกเอาชนะได้นั้นก็ต้องทำการปล้ำต่อไป จนกระทั่งเหลือนักมวยปล้ำที่ยังไม่ถูกเอาชนะจากใครได้เลยอยู่บนเวทีจำนวนหนึ่งคน นักมวยปล้ำผู้ซึ่งเหลือรอดอยู่บนเวทีเพียงผู้เดียวในการปล้ำ แบบ แบทเทิล รอยัล นั้นก็จะเป็นผู้ชนะ

8.แบบ แฮนดิแคป (Handicap Match) - เป็นการปล้ำในแบบที่นักมวยปล้ำในแต่ละฝ่ายจะมีจำนวนไม่เท่ากัน เช่น ฝ่ายหนึ่งมีเพียงคนเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสองคน, ฝ่ายหนึ่งมีสองคน แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสามคน, หรือฝ่ายหนึ่งมีสามคน แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิบคน เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายที่มีจำนวนคนมากกว่ามักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการปล้ำแบบแฮนดิแคปนี้ การปล้ำแบบแฮนดิแคปจึงมักจะนำเสนอออกมาในรูปแบบที่เน้นความสนุกสนานของผู้ชมเป็นหลัก ไม่ได้มีกลิ่นไอของการแข่งขัน มากเท่ากับการปล้ำที่ในแต่ละฝ่ายมีจำนวนคนเท่ากัน

กติกาและการปล้ำแบบพิเศษในมวยปล้ำอาชีพ[แก้]

1.การปล้ำแบบ ฮาร์ดคอร์ (Hardcore Match) - เป็นการปล้ำที่นักมวยปล้ำทั้งสองคน สามารถนำสิ่งของจากทางด้านล่างเวทีต่อสู้ มาใช้เป็นอาวุธเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้ในระยะประชิดบนเวทีได้ ต่างจากแบบการปล้ำธรรมดาซึ่งนักมวยปล้ำไม่สามารถนำสิ่งของจากด้านล่างเวทีมาใช้เป็นอาวุธบนเวทีได้ สิ่งของที่มักจะถูกนำมาเป็นอาวุธบนเวทีในการปล้ำแบบฮาร์ดคอร์ ได้แก่ เก้าอี้พับ , โต๊ะไม้ , ขั้นบันไดเหล็ก , บันไดปีน , ถังขยะและฝาถังขยะ , ไมโครโฟนพิธีกร , ระฆังมวย , โซ่ , ไม้เบสบอล , ไม้เคนโด้ , ฯลฯ (ซึ่งสิ่งที่นักมวยปล้ำมักนำขึ้นมาเป็นอาวุธนั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อใช้ในการแสดงเท่านั้น และมีการซักซ้อมคิวบู้กันเป็นอย่างดีแล้ว) ในการปล้ำแบบ ฮาร์ดคอร์ นั้น นักมวยปล้ำทั้งสองสามารถเอาชนะกันได้ ณ บริเวณด้านล่างของเวทีต่อสู้ ด้วยการกดไหล่นับสาม และการใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ และจะไม่มี Ring out count หรือการนับให้ขึ้นเวที นั่นหมายความว่า นอกจากด้านบนเวทีต่อสู้แล้ว การปล้ำแบบฮาร์ดคอร์สามารถถูกดำเนินไปได้ในทุกจุดบริเวณใกล้กับเวทีต่อสู้

2.การปล้ำแบบใช้บันไดปีน (Ladder Match) - เป็นการปล้ำแบบพิเศษที่มีวิธีการเอาชนะคู่ต่อสู้อยู่วิธีเดียวเท่านั้น คือการปีนบันไดขึ้นไปเก็บสิ่งของสำคัญบางอย่างที่ทางผู้จัดห้อยไว้เหนือเวทีต่อสู้ลงมา (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเข็มขัดแชมป์) ไม่สามารถใช้การกดไหล่นับสามและการใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ได้ นักมวยปล้ำสามารถใช้บันได้ปีนโจมตีคู่ต่อสู้ได้ทั้งบนเวทีและล่างเวที และจะไม่มีการนับให้ขึ้นเวที หรือ Ring out count นักมวยปล้ำจะใช้ได้แค่บันไดปีนในการโจมตีคู่ต่อสู้บนเวทีเท่านั้น สำหรับบันไดปีนที่นักมวยปล้ำจะได้ใช้ในการปล้ำแบบใช้บันไดปีนนี้นั้น มักจะถูกตั้งหรือพับไว้อยู่ด้านล่างเวทีต่อสู้ เมื่อการปล้ำเริ่มขึ้น นักมวยปล้ำจะไปหยิบและนำขึ้นมาใช้บนเวทีเอง และมักจะมีให้เพียงหนึ่งตัว หรือ มากกว่าสองตัวขึ้นไป

3.การปล้ำในกรงเหล็ก (Cage Match) - เป็นการปล้ำที่จะมีกำแพงตาข่ายเหล็กมาวางล้อมรอบเวทีต่อสู้ไว้ตลอดทั้งสี่ทิศ นักมวยปล้ำทั้งสองจะต้องต่อสู้กันบนเวทีซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงตาข่ายเหล็กเวทีนั้น นักมวยปล้ำผู้ที่สามารถปีนข้ามกำแพงตาข่ายเหล็กออกมาสัมผัสพื้นด้านล่างเวที(ซึ่งอยู่ภายนอก)ได้เป็นคนแรก ก็จะเป็นผู้ชนะ การปล้ำในกรงเหล็กในบางคู่นั้น นักมวยปล้ำสามารถเอาชนะกันได้ด้วยการนำตัวเองออกมาจากเวทีต่อสู้ผ่านทางประตูบนกำแพงตาข่ายเหล็ก ให้ลงมาสัมผัสพื้นด้านล่างเวทีได้ก่อนคู่ต่อสู้ จึงจะเป็นฝ่ายชนะ และมีในบางคู่เท่านั้น ที่นักมวยปล้ำสามารถเอาชนะกันได้ด้วยการกดไหล่นับสาม และ การใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ เช่นเดียวกับการปล้ำแบบทั่วไป

4.การปล้ำในกรงเหล็กแบบ "เฮลล์ อิน อะ เซลล์" (Hell in a Cell Match) - เป็นการปล้ำที่จะมีกรงเหล็กแบบมีเพดานครอบเวทีต่อสู้เอาไว้ นักมวยปล้ำทั้งสองจะต้องเริ่มต่อสู้กันบนเวทีต่อสู้ซึ่งมีกรงเหล็กแบบมีเพดานนั้นครอบไว้ ในการปล้ำแบบ "เฮลล์ อิน อะ เซลล์" นักมวยปล้ำสามารถออกไปต่อสู้กันภายนอกกรงเหล็กได้ โดยไม่มีการนับให้กลับขึ้นเวที และสามารถนำสิ่งของจากด้านล่างเวทีต่อสู้มาใช้เป็นอาวุธระยะประชิดบนเวทีต่อสู้ได้ ส่วนผลแพ้ชนะนั้น จะมาจากการกดไหล่นับสาม หรือ การใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ การปล้ำในกรงเหล็กแบบ "เฮลล์ อิน อะ เซลล์" ปัจจุบัน จะจัดขึ้นโดย สมาคมมวยปล้ำอาชีพ เวิลด์เรสต์ลิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ (World Wrestling Entertainment) หรือ WWE เท่านั้น

5.การปล้ำแบบ "ไอ ควิท" ("I Quit" Match) - เป็นการปล้ำที่นักมวยปล้ำทั้งสองคน(สองฝ่าย) จะต้องจับทุ่ม,ต่อสู้ หรือจู่โจม ให้อีกฝ่ายเกิดความเจ็บปวดทางร่างกายให้มากที่สุด จนกระทั่งมีนักมวยปล้ำฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บอกกับกรรมการผู้ห้าม หรือ บอกกับผู้ชมผ่านไมโครโฟนว่า "ขอเลิก" หรือ "ฉันขอเลิก" ("I quit." ไอ ควิท) ออกมาด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นการแสดงการยอมจำนนต่อนักมวยปล้ำอีกฝ่าย และจะทำให้นักมวยปล้ำอีกฝ่าย เป็นผู้ชนะไปในทันที การปล้ำแบบ ไอ ควิท นั้น จะไม่มีการกดไหล่นับสามเพื่อเอาชนะ ไม่มีการนับให้ขึ้นเวที หรือ Ring out count และจะไม่มีการปรับแพ้เมื่อมีการนำเอาสิ่งของจากล่างเวทีมาใช้เป็นอาวุธระยะประชิด

6.การปล้ำแบบใช้โต๊ะ (Table Match) - เป็นการปล้ำที่นักมวยปล้ำทั้งสองฝ่าย ต้องหาทาง ทุ่มฝ่ายตรงข้ามลงบนโต๊ะไม้ ให้โต๊ะไม้หักลงมาเป็นสองท่อน หรือ วางคู่ต่อสู้นอนลงบนโต๊ะไม้ แล้วกระโดดเข้าซ้ำคู่ต่อสู้ที่นอนอยู่บนโต๊ะไม้ให้โต๊ะไม้หักลงมาเป็นสองท่อน หรือ พาดโต๊ะไม้ไว้ที่มุมเสาเวที แล้วเหวี่ยงหรือเข้าปะทะคู่ต่อสู้ให้เข้าไปชนกับโต๊ะไม้ที่พาดไว้ ให้โต๊ะไม้หักครึ่งลงมาเป็นสองท่อน ใครทำได้ก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ สำหรับโต๊ะไม้ที่ใช้ในการปล้ำแบบใช้โต๊ะนี้ จะเป็นโต๊ะไม้แบบพิเศษสำหรับใช้ในการปล้ำ ซึ่งทางผู้จัดจะได้จัดไว้ให้ (ตั้งแต่สองถึงสามตัวขึ้นไป) และจะถูกตั้งหรือพับไว้ด้านล่างเวทีหรือถูกพับเก็บไว้บริเวณด้านใต้ของเวทีต่อสู้ การปล้ำแบบใช้โต๊ะ จะไม่มีการนับให้ขึ้นเวที หรือ Ring out count ไม่มีการเอาชนะกันด้วยการกดไหล่นับสาม และ การใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ นักมวยปล้ำสามารถนำโต๊ะไม้เหล่านั้น ขึ้นมาเป็นอาวุธบนเวทีได้ (ไม่ควรใช้เป็นอาวุธจนโต๊ะเกิดความเสียหายจนไม่สามารถใช้ในการทุ่ม หรือ ซ้ำฝ่ายตรงข้าม ให้โต๊ะหักลงเป็นสองท่อนได้) นักมวยปล้ำไม่สามารถนำสิ่งของชนิดอื่นจากล่างเวทีมาใช้เป็นอาวุธได้ในการปล้ำแบบใช้โต๊ะ

7.การปล้ำแบบ "ลัมเบอร์แจ็ค" (Lumberjack Match) - เป็นการปล้ำที่นักมวยปล้ำทั้งสองฝ่ายปล้ำกันแบบปกติบนเวทีต่อสู้ เอาชนะกันด้วยการกดไหล่นับสาม และการใช้ท่าล็อกให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ เช่นเดียวกับการปล้ำแบบธรรมดาทั่วไป แต่บริเวณด้านล่างเวทีต่อสู้ จะมีกลุ่มนักมวยปล้ำกลุ่มใหญ่อยู่กลุ่มหนึ่ง คอยจับตัวนักมวยปล้ำฝ่ายใดก็ตามที่หล่นลงจากบนเวทีต่อสู้ลงมา เพื่อทำการรุมเข้าโจมตีและโยนหรือดันนักมวยปล้ำฝ่ายนั้นกลับขึ้นไปบนเวทีต่อสู้ในช่วงระหว่างการปล้ำ ตำแหน่งของกลุ่มนักมวยปล้ำกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ เรียกว่า "กลุ่มคนตัดไม้" ("The Lumberjacks" เดอะ ลัมเบอร์แจ๊คส์) (หากเป็นกลุ่มนักมวยปล้ำหญิง จะเรียกว่า "The Lumberjills" เดอะ ลัมเบอร์จิลส์)

มวยปล้ำอาชีพในประเทศไทย[แก้]

มวยปล้ำอาชีพเข้ามาแพร่ภาพในประเทศไทย ทาง โทรทัศน์ ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธทศวรรษ 2530, ทางเคเบิลทีวี และทาง วิดีโอและวีซีดี โดยผู้ที่บรรยายเทปมวยปล้ำอาชีพคนแรกในเมืองไทย ได้แก่ เจือ จักษุรักษ์ ต่อมามวยปล้ำอาชีพกลับมาเป็นที่นิยมในช่วงต้นพุทธทศวรรษ 2540 โดยส่วนหนึ่งมาจากการบรรยายของ สุวัฒน์ กลิ่นเกษร หรือที่รู้จักกันในผู้ชมมวยปล้ำอาชีพในนาม "น้าติง"

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]