ชอว์น ไมเคิลส์
| ชอว์น ไมเคิลส์ | |
|---|---|
| ข้อมูล | |
| ฉายา | เชน ไมเคิลส์ (Sean Michaels) ชอว์น ไมเคิลส์ (Shawn Michaels) |
| ความสูง | 6 ฟุต 1 นิ้ว (1.85 ม.)[1] |
| น้ำหนัก | 225 ปอนด์ (102 kg) |
| เกิด | 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 (47 ปี) แคนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา |
| พำนัก | แซนแอนโทนีโอ, รัฐเทกซัส[2] |
| มาจาก | แซนแอนโทนีโอ, รัฐเทกซัส |
| ฝึกหัดโดย | โจซี โลทารีโอ |
| เปิดตัว | 16 ตุลาคม ค.ศ. 1984 |
| เลิกปล้ำ | 28 มีนาคม ค.ศ. 2010 |
ชอว์น ไมเคิลส์ มีชื่อจริงว่า ไมเคิล ชอว์น ฮิกเค็นบ็อตตอม เกิดวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 บ้านเกิดอยู่ที่ แซนแอนโทนีโอ, รัฐเทกซัส เป็นนักมวยปล้ำอาชีพและอดีตนักฟุตบอลชาวอเมริกัน เจ้าของท่าไม้ตาย Sweet Chin Music ทำงานอยู่กับสมาคม WWF / WWE เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1988 หลังจากแมตช์ชิงแชมป์ WWE กับ เควิน แนช ทำให้ชอว์นมีชื่อเสียงขึ้นมาเรื่อยๆ จากการที่เป็นคนที่สนุกสนาน ตลก ขี้เล่น ทำให้มีแฟนๆ มวยปล้ำชื่นชอบเพิ่มขึ้นอีกมากอย่างรวดเร็วจนถึงในปี ค.ศ. 2010 ชอว์นได้ประกาศเลิกปล้ำ และได้เข้าสู่ หอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอี ประจำปี ค.ศ. 2011
เนื้อหา |
ประวัติในสังเวียนมวยปล้ำ [แก้]
ชอว์น ไมเคิลส์ ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสำคัญกับวงการมวยปล้ำในสมาคม WWE เขายอมลงทุนเจ็บตัวเพื่อให้คนดูมีความสนุก มีอารมณ์กับแมตช์การปล้ำของเขาอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เขามีแฟนๆมวยปล้ำ มากติดอันดับในสมาคมอีกด้วย
เวิลด์เรสต์ลิงเฟเดเรชั่น / เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (1988 - 2010) [แก้]
ชอว์นกลับสู่สังเวียนมวยปล้ำอีกครั้งในปี 2002 หลังจากอาการบาดเจ็บที่หลังเป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ปี 1997 - 2002) ในนามกลุ่ม "nWo" ซึ่งในขณะนั้นมีสมาชิกได้แก่ เควิน แนช, สก็อตต์ ฮอลล์, เอกซ์-แพค, บูเกอร์ ที, บิ๊กโชว์ แต่กลับมาได้ไม่นาน กลุ่ม "nWo" ก็ได้สลายไป และชอว์นได้แยกมาปล้ำเดี่ยวอีกครั้ง ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2002 เจอกับ ทริปเปิล เอช ในรูปแบบการปล้ำแบบ "สตรีทไฟท์" และชอว์นสามารถเอาชนะไปได้ แต่ทว่า ทริปเปิล เอช ลอบใช้ค้อนปอนด์มาตีที่หลังชอว์นหลังจบแมตช์และชอว์นต้องพักไปอีกเป็นเวลา 3 เดือน
ชอว์นได้กลับมาอีกครั้ง ในศึก เซอร์ไวเวอร์ ซีรีส์ 2002 และได้เข้าร่วมแมตช์การปล้ำแบบ อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ เป็นครั้งแรกซึ่งถูกคิดค้นขึ้นโดย เอริค บิสชอฟฟ์ และในแมตช์นี้เองชอว์นสามารถเอาชนะนักมวยปล้ำอีก 5 คน ในกรงเหล็ก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ และสามารถคว้า แชมป์โลกเฮฟวี่เวท มาครอง ส่งผลให้ตัวชอว์นเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 4 ได้สำเร็จและได้ล้างแค้น ทริปเปิล เอช เพื่อนสนิทด้วย แต่หลังจากนั้นชอว์นก็เสีย แชมป์กลับไปให้กับ ทริปเปิล เอช อีกครั้ง ในศึก อาร์มาเกดอน 2002 ในแมตช์การปล้ำแบบนรกสามขุม (การปล้ำแบบ 2 ใน 3 ยกโดยมีกติกาในแต่ละยกไม่เหมือนกัน) ซึ่งประกอบไปด้วย
ยกที่ 1 สู้กันแบบ สตรีทไฟท์ ซึ่งผลที่ออกมา ยกแรก ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายกดชอว์นนับ 3 ทำให้ ทริปเปิล เอช มีคะแนนนำชอว์นอยู่ 1 คะแนน
ยกที่ 2 สู้กันแบบ การปล้ำในกรงเหล็ก ซึ่งผลที่ออกมา ยกที่ 2 ชอว์นใส่ท่า Splash ลงมากด ทริปเปิล เอช กับโต๊ะนับ 3 ทำให้ชอว์นมีคะแนนมาเสมอกับ ทริปเปิล เอช เป็น 1-1 คะแนน
ยกที่ 3 สู้กันแบบ ไต่บันได ซึ่งผลที่ออกมา ยกสุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายเอาชนะ และได้แชมป์โลกเฮฟวี่เวทไปครองอีกครั้ง ด้วยการทำให้ชอว์นตกลงมาจากบันไดและลงบนโต๊ะ
ในปี 2003 ชอว์นได้เปิดศึกกับ คริส เจอริโค ในช่วงต้นปี และทั้งคู่ได้เจอกัน ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 19 ซึ่งผลที่ออกมาชอว์นสามารถเอาชนะ คริส เจอริโค ได้ในแมตช์สุดมันส์ หลังจากนั้นก็ปล้ำไปเรื่อยๆตามสไตล์และมีโอกาสได้ชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวทอีกครั้ง ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2003 ในแมตช์การปล้ำแบบ อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ ซึ่งชอว์นเคยเอาชนะได้ในครั้งแรก แต่ครั้งนี้ชอว์นพลาดถูก โกลด์เบิร์ก ใช้ท่า สเปียร์ + แจ็คแฮมเมอร์ ต่อเนื่อง กดนับ 3 ชวดการเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 5 อย่างน่าเสียดาย และในครั้งนั้น ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายป้องกันแชมป์เอาไว้ได้
แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือน ชอว์นถูกสั่งให้มาปล้ำกับเด็กเมื่อวานซืนอย่าง แรนดี ออร์ตัน ที่ช่วงนั้นยังอยู่ในกลุ่ม เอฟโวลูชั่น ซึ่ง ทริปเปิล เอช ก่อตั้งขึ้นมา ถูกสั่งโดย สตีฟ ออสติน ซึ่งในช่วงนั้นเป็นผู้จัดการทั่วไปของศึกรอว์ ร่วมกับ เอริค บิสชอฟฟ์ โดยให้ชอว์นเจอกับ แรนดี ออร์ตัน ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2003 ซึ่งผลที่ออกมา คือ ออร์ตันสามารถเอาชนะชอว์นไปได้จากการช่วยเหลือของ ริก แฟลร์ โดยการลอบส่งสนับมือให้กับออร์ตัน และออร์ตันใช้สนับมือชกใส่ชอว์นกดนับ 3 ไป
ในช่วงปลายปี 2003 สตีฟ ออสติน ประกอบไปด้วย 1. บูเกอร์ ที 2. ดี-วอน ดัดลีย์ 3. บับบา เรย์ ดัดลีย์ 4. ร็อบ แวน แดม 5. ชอว์น ไมเคิลส์ ได้ตั้งทีมของตนเองขึ้นมาเพื่อสู้กับทีมของ เอริค บิสชอฟฟ์ ประกอบไปด้วย 1. คริส เจอริโค 2. คริสเตียน 3. มาร์ก เฮนรี 4. สก็อตต์ สไตเนอร์ 5. แรนดี ออร์ตัน ในศึก เซอร์ไวเวอร์ ซีรีส์ 2003 โดยมีข้อแม้ว่า หากทีมของออสติน แพ้ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปร่วมของศึกรอว์ และต้องออกจากวงการมวยปล้ำด้วย ซึ่งในทีมของออสติน มีชอว์นร่วมอยู่ด้วย แต่ชอว์นไม่สามารถช่วยให้ทีมของออสติน นะไปได้ ซึ่งผลที่ออกมา คือ ทีมของบิสชอฟฟ์ สามารถเอาชนะไปได้จากการที่ชอว์นถูก บาทิสตา มาเล่นงานด้วยท่า Sitdown Powerbomb ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Batista Bomb และออร์ตันฉวยโอกาสเข้ามากดชอว์นนับ 3 ไป ส่งผลให้ออสตินต้องลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปร่วมของศึกรอว์ และต้องออกจากวงการมวยปล้ำ
และอีกเพียง 3 สัปดาห์ ต่อมาชอว์นได้ท้า บาทิสตา เจอกันในศึก อาร์มาเกดดอน 2003 ซึ่ง ในศึกใหญ่ครั้งนี้ชอว์นสามารถล้างแค้น บาทิสตา ได้สำเร็จจากการใส่ท่า Sweet Chin Music ใส่ บาทิสตา กดนับ 3 ไปได้ในแมตช์สุดมันส์อีกเช่นกัน
ในช่วงต้นปี 2004 ชอว์นมีโอกาสได้ชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท อีกครั้งกับ ทริปเปิล เอช ในศึก รอยัลรัมเบิล 2004 ในแมตช์การปล้ำแบบ Last Man Standing Match กติกาคือ เล่นงานคู่ต่อสู้จนถูกกรรมการนับ 10 ใครทำได้คนนั้นคือผู้ชนะ ชอว์นกับ ทริปเปิล เอช ผลัดกันเล่นงานจนทั้งคู่หน้าแตกยับเยินทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผลที่ออกมาคือ ชอว์นและ ทริปเปิล เอช ถูกกรรมการนับ 10 พร้อมกัน ลุกไม่ขึ้นทั้งคู่ส่งผลให้ ทริปเปิล เอช สามารถป้องกันแชมป์ไปได้แบบส้มหล่น และชอว์นพลาดโอกาสเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 5 อย่างน่าเสียดายเช่นกัน
แต่โอกาสอีกครั้งก็มาถึง เมื่อชอว์นได้ออกมาทำร้าย คริส เบนวา ผู้ชนะเลิศ ในศึก รอยัลรัมเบิล 2004 และมีสิทธิ์ท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ ทริปเปิล เอช ได้ ในระหว่างการเซ็นสัญญาการชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ซึ่งชอว์นเซ็นสัญญาการชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท แทนเบนวา ทำให้ทางด้านของ สตีฟ ออสติน ต้องออกมาจัดแมตช์การปล้ำ 3 เส้าขึ้นระหว่าง ทริปเปิล เอช (แชมป์) ปะทะ เบนวา ปะทะ ชอว์น ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 20 แทน และผลที่ออกมาคือ เบนวาสามารถคว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวทมาครองได้สำเร็จ ส่งผลให้ตัวของเบนวาเป็นแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรกจากการที่เบนวาใส่ท่า Crippler Crossface เล่นงาน ทริปเปิล เอช จน ทริปเปิล เอช ต้องตบพื้นยอมแพ้และเสียแชมป์ไป
ในช่วงนั้นทั้ง 3 คนยังคงมาเจอกันอีกครั้ง ในศึก แบคแลช 2004 โดยเจอกันในรูปแบบเดิมเหมือน ในศึก เรสเซิลเมเนีย และผลที่ออกมาคือ เบนวาสามารถป้องกันแชมป์ได้สำเร็จจากการที่เบนวา เล่นงาน ชอว์นด้วยท่า SharpShooter จนชอว์นต้องตบพื้นยอมแพ้ไป ถึงจะได้แชมป์โลกคนใหม่ แต่ความแค้นระหว่าง ชอว์นกับ ทริปเปิล เอช ยังไม่จบ ทั้งคู่ได้มาเจอกันอีกครั้ง ในแมตช์ที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายที่สุดใน WWE นั่นก็ คือ แมตช์การปล้ำแบบ เฮลล์อินเอเซลล์ ในศึก แบดบลัด 2004 และทั้งคู่สามารถสู้กันได้อย่างสูสี แต่ผลที่ออกมาคือ ทริปเปิล เอช ใช้ท่า Pedigree เล่นงานชอว์นกดนับ 3 ทริปเปิล เอช เป็นผู้ชนะในแมตช์สุดโหดนั้น และส่งผลให้ชอว์นต้องพักการปล้ำอีกประมาณ 3 เดือน
และเมื่อชอว์นกลับมาอีกครั้ง ก็ถูก เคน เล่นงานตลอดช่วง 1 เดือน ชอว์นขอท้าเจอกับเคน ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2004 ในรูปแบบแมตช์การปล้ำแบบไม่มีการจับแพ้ฟาล์ว (No Disqualification Match) กล่าว คือ ในระหว่างแมตช์นั้น สามารถเล่นงานคู่ต่อสู้ด้วยอาวุธได้ทุกรูปแบบ และชอว์นสามารถล้างแค้นและเอาชนะเคนไปได้ สร้างความปลาบปลื้มให้กับแฟนๆ มวยปล้ำอีกครั้ง
ในแมตช์ที่ชอว์นจับคู่กับ ฮัลค์ โฮแกน เจอกับ คาร์ลิโต้ และ เคิร์ต แองเกิล หลังจากที่ชอว์นและโฮแกนสามารถเอาชนะคาร์ลิโต้และแองเกิลมาได้ หลังแมตช์ชอว์นได้ใส่ Sweet Chin Music เล่นงานใส่โฮแกน เนื่องจากไม่พอใจที่โฮแกนเป็นคนจับ คาร์ลิโต้ กดนับ 3 จากนั้นชอว์นได้ท้าโฮแกน เจอกัน ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2005 สุดท้ายโฮแกนก็เป็นฝ่ายชนะ
ในศึกรอว์ ปี 2006 ชอว์นได้ออกมาบนเวที แล้วบอกกับ วินซ์ แม็กแมน ว่า ถึงเขาจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีฐานะร่ำรวย แต่สิ่งหนึ่งที่วินซ์ทำผิดอย่างร้ายแรงก็ คือ การปล้นชัยชนะของ เบรต ฮาร์ต จนทำให้เบรตต้องลาออก หลังจากนั้นเป็นต้นมา วินซ์ก็มีเรื่องกับชอว์นอยู่เรื่อยมา ตั้งแต่ในศึก รอยัลรัมเบิล (2006) ที่วินซ์และ เชน แมคแมน มาก่อกวนชอว์นจนทำให้ตกเวที หมดสิทธิ์การเป็นผู้ท้าชิงเข็มขัดในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 22 ชอว์นแค้นใจเป็นอย่างมาก และก่อนจะถึงศึกเรสเซิลเมเนีย นั้น วินซ์ได้ออกมาท้าชอว์นให้เจอกับตนในแมตช์ No Hold Barred Match (การปล้ำแบบไม่มีกฎ กติกา) และในศึก เรสเซิลเมเนีย ชอว์นก็สามารถเอาชนะวินซ์ ถึงแม้ว่าจะมีลูกน้องของวินซ์ออกมาช่วย แต่ชอว์นก็สามารถจัดการแล้วเอาชนะมาได้ท่ามกลางความสะใจของแฟนๆ มวยปล้ำ
วินซ์ได้มีเรื่องกับ ทริปเปิล เอช จนต้องจัดแมตช์ให้ ทริปเปิล เอช เจอกับกลุ่ม สปีริต สค๊วด ในแมตช์การปล้ำแฮนดิแคป แบบ 5 รุม 1 ชอว์นก็ออกมาช่วย ทริปเปิล เอช แล้ววันนั้นก็เป็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของกลุ่ม ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น (2006) ดี-เอกซ์ได้เจอกับ วินซ์, เชน แม็กแมน และ บิ๊กโชว์ ในแมตช์การปล้ำ 3 รุม 2 ในกรงเหล็กเฮลอินเอเซล (3 On 2 Hell In A Cell Handicap Match) สุดท้าย ดี-เอกซ์ ก็เอาชนะไปได้ ต่อมา ดี-เอกซ์ไปเปิดศึกกับกลุ่ม เรด-อาร์เคโอ (เอดจ์ และ แรนดี ออร์ตัน) ซึ่งผลัดแพ้ผลัดชนะกันหลายรอบ จนจบด้วยการที่ ทริปเปิล เอช เจ็บเข่าต้องพักไป 7 เดือน
ในปี 2007 ชอว์นได้ร่วมลงแข่งในศึก รอยัลรัมเบิล (2007) โดยออกมาเป็นคนที่ 23 และได้เป็น 2 คนสุดท้ายที่จะชิงว่าใครจะได้เป็นผู้ท้าชิงแชมป์ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 23 โดยคู่ต่อสู้อีกคน คือ ดิอันเดอร์เทเกอร์ แต่ชอว์นก็ไม่สามารถเอาชนะอันเดอร์เทเกอร์ได้ จึงต้องเสียสิทธิ์ในการท้าชิงแชมป์ครั้งนั้นไป โดยชอว์นได้เป็นรองชนะเลิศรอยัลรัมเบิล และคาดว่าตนเองเป็นรองชนะเลิศน่าจะมีสิทธิ์ในการท้าชิงแชมป์ WWE เพราะ อันเดอร์เทเกอร์ไปเลือกชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ในตอนนั้นแชมป์ WWE ก็คือ จอห์น ซีนา และซีนาก็รับคำท้าและเจอกับชอว์น ในศึก เรสเซิลเมเนีย สุดท้ายชอว์นก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ WWE มาครอบครองได้ เพราะถูกซีนาใช้ท่า STFU (หรือ STF ในปัจจุบัน) จนทำให้ชอว์นตบพื้นยอมแพ้ไป
ในช่วงต้นปี 2008 วินซ์ได้ออกมาพูดกับ ริก แฟลร์ ว่า ถ้าในการปล้ำครั้งต่อไป ถ้าริกแพ้ ริกจะต้องออกจาก WWE ทันที จากนั้นวินซ์ก็จัดแมตช์การปล้ำต่างๆ นานา ให้ริก แต่ริกก็ยังสามารถเอาตัวรอดชนะมาได้ จนในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 24 ริก แฟลร์ แชมป์โลก 16 สมัยที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล จะต้องเจอกับชอว์น ท้ายที่สุด ชอว์นก็เอาชนะริกไปได้ ทำให้ ริก แฟลร์ ต้องออกจาก WWE
ในช่วงท้ายปี 2008 ช่วงที่เศรษฐกิจของอเมริกามีปัญหา เจบีแอล ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยครอบครัวของชอว์น โดยมีข้อแม้ว่า ชอว์นจะต้องทำให้เจบีแอล ได้เป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ต่อมาได้มีการหาผู้ท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวทในศึก รอยัลรัมเบิล (2009) ชอว์นก็ช่วยให้เจบีแอล ได้เป็นผู้ท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท โดยการจัดการกับ คริส เจอริโค และ แรนดี ออร์ตัน ด้วยท่า Sweet Chin Music แล้วให้เจบีแอล ทำ Clothesline From Hell ใส่ชอว์นจับกด นับ 3 ไป
ในศึก รอยัลรัมเบิล นั้น เจบีแอลได้เป็นผู้ท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวทกับ จอห์น ซีนา โดยที่ชอว์นได้มาเป็นผู้ช่วยเจบีแอลอยู่ข้างเวที พอเริ่มการปล้ำการต่อสู้ก็ดำเนินไปอย่างดุเดือด จนถึงทีเจบีแอลจะ Big Boot ใส่ซีนา แต่ซีนาหลบได้ จึงไปโดนกรรมการแทน ชอว์นที่อยู่ข้างล่างจึงขึ้นมาบนเวที เจบีแอลบอกให้ Sweet Chin Music ใส่ซีนา แต่ชอว์นกลับใส่ Sweet Chin Music เล่นงานใส่เจบีแอล แล้ว Sweet Chin Music ใส่ซีนาอีกที ก่อนเดินจากไป ชอว์นก็ลากเจบีแอลที่สลบไป มาจับกดซีนา แต่ซีนาก็ยังไม่ยอมแพ้จับเจบีแอลใส่ Attitude Adjustment จับกดนับ 3 ไป
ในศึก โนเวย์เอาท์ (2009) เจบีแอล ได้ท้าชอว์นให้เจอกับตนเองเพราะแค้นเหตุการณ์ ในศึกรอยัลรัมเบิล ในแมตช์นี้ภรรยาของชอว์นก็มาดูอยู่ข้างเวทีด้วย การต่อสู้ดำเนินไป เจบีแอลทำ Clothesline From Hell ใส่ชอว์นไป 2 ครั้ง จนตกลงมาข้างเวทีฝั่งที่ภรรยาของชอว์นอยู่ เจบีแอลได้แสดงอาการดูถูกเหยียดหยามชอว์นต่อหน้าภรรยาของชอว์น ภรรยาของชอว์นจึงชกหน้าเจบีแอล ไป 1 ครั้ง ชอว์นฮึดสู้ และ Sweet Chin Music ใส่เจบีแอลจับกดชนะไป แล้วกลับมาเป็นชอว์นคนเดิม หลังจากที่ต้องตกอยู่ใต้คำสั่งของเจบีแอล
เจบีแอลได้ออกมาเล่าเหตุการณ์ ในศึก โนเวย์เอาท์ แล้วประกาศว่าตนจะเป็นคู่ต่อสู้กับอันเดอร์เทเกอร์ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 25 ชอว์นก็ออกมาแล้วบอกว่า ถ้าจะไปเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ ให้ชนะตนเสียก่อนเพื่อหาผู้ชนะไปเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ แล้ว ชอว์นก็เป็นฝ่ายชนะแต่ วลาดิเมียร์ คอซลอฟ ได้ออกมาทำร้ายชอว์น เพราะต้องการที่จะไปเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ อาทิตย์ต่อมา จึงเป็นศึกระหว่างชอว์นกับคอซลอฟ เพื่อหาผู้ชนะไปเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ อีกครั้ง ท้ายที่สุด ชอว์นก็เป็นฝ่ายชนะ แล้วได้ไปเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ ผู้ที่ไม่เคยแพ้ใคร ในศึก เรสเซิลเมเนีย มาก่อน ด้วยสถิติ 16-0 ผลปรากฏว่า ชอว์นเป็นฝ่ายแพ้ เพราะ ชอว์นใช้ท่า Moonsault ลงมาจากเทิร์นบัคเคิล แต่อันเดอร์เทเกอร์ได้จับแล้วรับไว้ แล้วใส่ท่า Tombstone Piledriver แล้วกดนับ 3 ทำให้อันเดอร์เทเกอร์ สร้างสถิติเป็น 17-0
หลังจากนั้นชอว์นก็ได้พักการปล้ำไป 3-4 เดือน และกลับมาอีกครั้ง ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2009) โดยกลับมาจับคู่กับ ทริปเปิล เอช ในกลุ่ม ดี-เจเนอเรชันเอกซ์ และสามารถเอาชนะ เดอะเลกาซี ไปได้ หลังจากนั้นในเดือนธันวาคม ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ (2009) ทีมดี-เอกซ์ ก็สามารถคว้า แชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ มาได้จาก คริส เจอริโค และ บิ๊กโชว์ หรือ เจอริ-โชว์ ในแมตช์การปล้ำ TLC Match
ในช่วงต้นปี 2010 ชอว์นและ ทริปเปิล เอช ได้ครองแชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ร่วมกัน แต่ทั้งคู่พลาดท่าเสียแชมป์ให้กับ บิ๊กโชว์ และ เดอะ มิซ หรือ โชมิซ จากการที่มิซฉวยโอกาสรวบกดนับ 3 ไป ซึ่งเป็นศึกรอว์ ที่ต่อจากศึก รอยัลรัมเบิล (2010) เพียงแค่ 1 วัน[3][4] และหลังจากนั้นชอว์นก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้เจอกับอันเดอร์เทเกอร์อีกครั้ง เพราะคิดว่าฝีมือตนเองสามารถเองชนะอันเดอร์เทเกอร์ ได้และในช่วงศึกรอยัลรัมเบิล นั้น ชอว์นได้เข้าร่วมอีกครั้ง และหมายมั่นปั้นมือว่าจะเอาชนะแมตช์รอยัลรัมเบิล ให้ได้ เพื่อที่จะได้เป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 และจะใช้สิทธิ์นี้ไปเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ ซึ่งครองตำแหน่งแชมป์โลกเฮฟวี่เวทอยู่ในขณะนั้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเพราะชอว์นไม่สามารถเอาชนะแมตช์รอยัลรัมเบิลได้จากการถูกบาทิสตาเล่นงานจนตกเวทีไป ซึ่งในคืนนั้นเป็นคืนที่น่าผิดหวังสำหรับชอว์นอย่างมาก[5]
ในศึก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ (2010) ชอว์นได้แอบเข้าไปลอบทำร้ายอันเดอร์เทเกอร์ ด้วยการใส่ Sweet Chin Music เล่นงานอันเดอร์เทเกอร์ ทำให้อันเดอร์เทเกอร์แพ้และเสียแชมป์โลกเฮฟวี่เวทให้กับ คริส เจอริโค[6] ในศึกรอว์ อันเดอร์เทเกอร์ปรากฏตัวอีกครั้ง และได้รับคำท้าจากชอว์น ว่า จะให้เจออีกครั้ง ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 26 โดยกติกานั้น หากว่าชอว์นไม่สามารถเอาชนะอันเดอร์เทเกอร์ มาได้ ชอว์นจะต้องรีไทร์ตนเองออกจากวงการมวยปล้ำไป ซึ่งก็เป็นอันว่า ชอว์นก็จะได้ไปเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ อีกครั้ง ในศึก เรสเซิลเมเนีย และครั้งนี้เป็นการเดิมพันระหว่าง สถิติไร้พ่าย ในศึกเรสเซิลเมเนีย ของอันเดอร์เทเกอร์ กับ อาชีพมวยปล้ำของชอว์น ผลปรากฏว่า ชอว์นเป็นฝ่ายแพ้ไปซึ่งทำให้สถิติของอันเดอร์เทเกอร์ เป็นสถิติ 18-0 และทำให้อาชีพมวยปล้ำของเขาจบลง ถือว่าเป็นการยุติอาชีพมวยปล้ำอย่างเป็นทางการ[7]
ในปี 2011 ชอว์นได้กลับมาอีกครั้ง ในศึกรอว์ ซึ่ง ชอว์นได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอี ประจำปี 2011 แต่ยังไม่ทันพูดอะไร อัลเบอร์โต เดล รีโอ ออกมาขัดขวาง และได้พูดจาเยาะเย้ยดูถูกชอว์น จนทนไม่ได้ใส่ Sweet Chin Music เล่นงานเดล รีโอ[8] สร้างความสะใจให้กับแฟนๆ มวยปล้ำเลยทีเดียว ^^"
ในศึกรอว์ 13 กุมภาพันธ์ 2012 ชอว์นได้ออกมาบอกให้ ทริปเปิล เอช ออกมารับคำท้าของอันเดอร์เทเกอร์ ที่จะเจอกัน ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 28 หลังจากนั้น ทริปเปิล เอช ออกมาและคุยกับชอว์น และชอว์นต้องการให้ ทริปเปิล เอช ทำลายสถิติของอันเดอร์เทเกอร์ (19-0) ทั้งคู่จ้องตากันสักพักแล้ว ทริปเปิล เอชก็บอกว่าไม่ ชอว์นทิ้งไมค์ลงทันทีแล้วเดินจากไป ในศึกรอว์ 20 กุมภาพันธ์ 2012 ทริปเปิล เอช ก็ยอมรับคำท้าของอันเดอร์เทเกอร์ เนื่องจากอันเดอร์เทเกอร์ บอกว่า ชอว์นเหนือกว่าตน ทริปเปิล เอช เลยยอมรับคำท้าและเพื่อที่จะทำในสิ่งที่ชอว์นทำไม่สำเร็จ โดยการทำลายสถิติของอันเดอร์เทเกอร์ ในศึกรอว์ 5 มีนาคม 2012 ชอว์นก็ออกมาปรากฏตัวและกล่าวขอโทษทริปเปิล เอช ที่พูดรุนแรงไปเมื่อคราวก่อน และชอว์นได้ประกาศว่าจะเป็นกรรมการให้ในแมตช์ของ ทริปเปิล เอชเจอกับอันเดอร์เทเกอร์ ในศึก เรสเซิลเมเนีย สุดท้ายชอว์นกดนับ 3 ให้กับอันเดอร์เทเกอร์ เป็นฝ่ายชนะและเพิ่มสถิติเป็น 20-0
ในศึก รอว์ ตอนที่ 1,000 วินซ์ แม็กแมน ประธานของสมาคม WWE ออกมาเปิดรายการ และได้เชิญกลุ่ม ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ ออกมา โดยมี ทริปเปิล เอช กับชอว์น และตามด้วย โรด ด็อก, เอกซ์-แพค และ บิลลี กัน ขับรถจี๊ปทหารตามออกมา ดี-เอกซ์ เล่นตลกคาเฟ่กันอยู่นาน แดเมียน แซนโดว์ ก็ออกมาขัดจังหวะ ชอว์นเลยจัดการใส่ Sweet Chin Music ต่อด้วย Pedigree ของ ทริปเปิล เอช
ในศึกรอว์ 6 สิงหาคม 2012 ชอว์นออกมาทักทายแฟนๆ ที่บ้านเกิด (แซนแอนโทนีโอ) จากนั้นก็พูดถึงการปะทะกันของ ทริปเปิล เอช กับ บร็อก เลสเนอร์ ที่จะเจอกันในศึก ซัมเมอร์สแลม (2012) แต่เลสเนอร์ออกมาพร้อมกับ พอล เฮย์แมน เพื่อมาเถียงกับชอว์น จากนั้นทริปเปิล เอชก็ตามออกมา ทำให้เลสเนอร์ต้องหนีไป แต่ก่อนจาก เลสเนอร์ได้บอกว่าเอาไว้เจอกันในศึก ซัมเมอร์สแลม ส่วนชอว์นนั้นเราจะได้เจอกันก่อนหน้านั้น ในศึกรอว์ 13 สิงหาคม 2012 ชอว์นกับ ทริปเปิล เอช ออกมาเพื่อเซ็นสัญญาปล้ำกับเลสเนอร์ ในศึก ซัมเมอร์สแลม แล้วเลสเนอร์กับเฮย์แมน ก็กลับไปหลังจากที่เซ็นกันเสร็จเรียบร้อย ชอว์นจะขับรถกลับบ้าน แต่โดนเฮย์แมน ขับรถมาขวางเอาไว้ แล้วเลสเนอร์ก็มาลากชอว์นลงจากรถแล้วก็อัดซะเละ เลสเนอร์แบกชอว์นกลับมาที่เวที แล้วก็จัดการด้วย F-5 ต่อด้วย คิมุระล็อก ทริปเปิล เอชวิ่งออกมาช่วย แต่เฮย์แมนสั่งห้าม ทริปเปิล เอชเข้ามาใกล้ ไม่อย่างนั้น เลสเนอร์จะหักแขนชอว์นซะ ทริปเปิล เอชไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่เลสเนอร์ก็หักแขนชอว์นอยู่ดี ทริปเปิล เอชรีบวิ่งเข้าไปช่วย แต่เลสเนอร์กับเฮย์แมน ก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ชอว์นดิ้นอยู่บนเวที ทริปเปิล เอชพยายามเข้าไปขอโทษแต่ ชอว์นก็ไล่ ทริปเปิล เอช ให้ไปไกลๆ ในศึก ซัมเมอร์สแลม ทริปเปิล เอชก็แพ้ให้กับเลสเนอร์
ในศึกรอว์ 1 เมษายน 2013 ชอว์นออกมาเพื่อพูดให้กำลังใจ ทริปเปิล เอช ในการเดิมพันอาชีพการปล้ำของ ทริปเปิล เอช ในการเจอกับ บร็อก เลสเนอร์ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 29 ในแมตช์การปล้ำไม่มีกฏกติกา เลสเนอร์ กับ พอล เฮย์แมน ออกมาท้าทาย ทริปเปิล เอช และบอกว่าการที่ ทริปเปิล เอช จะมาสู้กับเลสเนอร์ นั้นเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ และในศึก เรสเซิลเมเนีย ทริปเปิล เอช ก็เอาชนะไปได้
เกี่ยวกับมวยปล้ำ [แก้]
- ท่าไม้ตาย
- “สวีต ชิน มิวสิก” (Sweet Chin Music)
- ท่าเอกลักษณ์
- “โมดิฟายด์ ฟิกเกอร์ โฟร์ เลกล็อก” (Modified figure four leglock)
- “มูนซอลท์” (Moonsault)
- “ดรอปคิก” (Dropkick)
- “แบคแฮน ชอป” (Backhand chop)
- “เบลลี่ ทู แบค ซูเพล็ก” (Belly to back suplex)
- “ฟลายยิ่ง ฟอเริม สแมช” (Flying forearm smash)
- “อินเวอเทด อะตอมมิค ดรอป” (Inverted atomic drop)
- “สโคป สแลม” (Scoop slam)
- “ไดวิ่ง เอลโบว ดรอป” (Diving elbow drop)
- “ฟิกเกอร์ โฟร์ เลกล็อก” (Figure four leglock)
- “อาร์ม แทรป ครอสเฟกซ์” (Arm trap crossface)
- “สกิน เดอะ แคต” (Skin the cat)
- “สลิงช็อต ครอสส์บอดี้” (Slingshot crossbody)
- ผู้จัดการ
- ดีเซล
- โจส์ โรเทริโอ
- เซนเซแชนนั่ล เชอร์รี
- ไซโค ซิด
- ริค รูด
- ลูนา วาชอน
- ทริปเปิล เอช
- ฉายาและชื่ออื่นๆ
- The Heartbreak Kid (HBK)
- The Showstopper
- The Headliner
- The Main Event
- The Icon
- Mr.WrestleMania
- เพลงเปิดตัว
- Sexy Boy โดย Jimmy Hart เป็นคนร้อง และมี Sherri เป็นผู้ช่วยร้อง
- Sexy Boy โดย Shawn Michaels
- "Break It Down" (DX) โดย The DX Band
ผลงานทั้งหมด [แก้]
- American Wrestling Association
- AWA World Tag Team Championship (2 สมัย) – คู่กับ Marty Jannetty
- Central States Wrestling
- NWA Central States Tag Team Championship (1 สมัย) – คู่กับ Marty Jannetty
- Continental Wrestling Association
- AWA Southern Tag Team Championship (2 สมัย) – คู่กับ Marty Jannetty
- Pro Wrestling Illustrated
- PWI Feud of the Year (2008) vs. คริส เจอริโค
- PWI Match of the Year (1993) vs. Marty Jannetty on มันเดย์ไนท์รอว์ on May 17
- PWI Match of the Year (1994) vs. Razor Ramon in a Ladder match at WrestleMania X
- PWI Match of the Year (1995) vs. Diesel at WrestleMania XI
- PWI Match of the Year (1996) vs. เบรต ฮาร์ต in an Iron Man match at WrestleMania XII
- PWI Match of the Year (2004) vs. คริส เบนวา และ ทริปเปิล เอช at เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 20
- PWI Match of the Year (2005) vs. เคิร์ต แองเกิล at เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 21
- PWI Match of the Year (2006) vs. วินซ์ แม็กแมเฮิน in a No Holds Barred match at เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 22
- PWI Match of the Year (2007) vs. จอห์น ซีนา on Raw on April 23
- PWI Match of the Year (2008) vs. ริก แฟลร์ at WrestleMania XXIV
- PWI Match of the Year (2009) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ at WrestleMania XXV
- PWI Match of the Year (2010) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ in a Career vs. Streak match at WrestleMania XXVI
- PWI Most Inspirational Wrestler of the Year (2010)
- PWI Most Popular Wrestler of the Year (1995, 1996)
- PWI ranked him #1 of the top 500 singles wrestlers of the year in the PWI 500 in 1996
- PWI ranked him #10 of the top 500 singles wrestlers of the "PWI Years" in 2003
- PWI ranked him #33 of the Top 100 Tag Teams of the "PWI Years" คู่กับ Marty Jannetty in 2003
- Texas All-Star Wrestling
- TASW Texas Tag Team Championship (2 สมัย) – คู่กับ Paul Diamond
- Texas Wrestling Alliance
- TWA Heavyweight Championship (1 สมัย)
- World Wrestling Federation / World Wrestling Entertainment
- WWF Championship (3 สมัย)
- World Heavyweight Championship (1 สมัย)
- WWF Intercontinental Championship (3 สมัย)
- WWF European Championship (1 สมัย)
- WWE Tag Team Championship (1 สมัย) – คู่กับ ทริปเปิล เอช
- WWF/E World Tag Team Championship (5 สมัย) – คู่กับ ดีเซล (2), สโตน โคลด์ สตีฟ ออสติน (1), จอห์น ซีนา (1) และ ทริปเปิล เอช (1)
- ผู้ชนะในรอยัลรัมเบิล (1995, 1996)
- Fourth Triple Crown Champion
- First Grand Slam Champion
- WWE Hall of Fame (Class of 2011)
- สแลมมีอวอร์ด for Best Slammin' Jammin' Entrance (1996)
- สแลมมีอวอร์ด for Best Threads (1996)
- สแลมมีอวอร์ด for Squared Circle Shocker (1996) Won for collapsing; Owen Hart accepts the award for making Michaels collapse
- สแลมมีอวอร์ด for Master of Mat Mechanics (1996)
- สแลมมีอวอร์ด for US West Match of the Year (1996) vs. เรเซอร์ รามอน in a Ladder match at ซัมเมอร์สแลม
- สแลมมีอวอร์ด for Leader of the New Generation (1996)
- สแลมมีอวอร์ด for Best Finisher (1997)
- สแลมมีอวอร์ด for US West Match of the Year (1997) vs. เบรต ฮาร์ต in an Iron Man match at WrestleMania XII
- สแลมมีอวอร์ด for Match of the Year (2008) vs. ริก แฟลร์ ใน เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 24
- สแลมมีอวอร์ด for Match of the year (2009) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ ใน เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 25
- สแลมมีอวอร์ด for Moment of the Year (2010) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ ใน เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 26
- Wrestling Observer Newsletter
- 5 Star Match (1994) vs. Razor Ramon in a Ladder match at WrestleMania X.
- 5 Star Match (1997) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ in a Hell in a Cell at Badd Blood.
- Best Babyface (1996)
- Feud of the Year (2004) vs. ทริปเปิล เอช และ คริส เบนวา
- Feud of the Year (2008) vs. คริส เจอริโค
- Match of the Year (1994) vs. Razor Ramon in a Ladder match at WrestleMania X
- Match of the Year (2008) vs. คริส เจอริโค in a Ladder match at No Mercy
- Match of the Year (2009) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ at WrestleMania XXV
- Match of the Year (2010) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ ใน เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 26
- Most Charismatic (1995, 1996)
- Tag Team of the Year (1989) คู่กับ Marty Jannetty as The Rockers
- Worst Feud of the Year (2006) คู่กับ ทริปเปิล เอช vs. เชน แมคแมน และ วินซ์ แม็กแมเฮิน
- Wrestling Observer Newsletter Hall of Fame (ประจำปี 2003)
- WrestleSlam Awards
- Match of the Year (2009) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ at WrestleMania 25
- Tag Team of the Year (2009) คู่กับ ทริปเปิล เอช as D-Generation-X
- Match of the Year (2010) vs. ดิอันเดอร์เทเกอร์ at WrestleMania 26
ดูเพิ่ม [แก้]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ (Michaels & Feigenbaum 2005, p. 164)
- ↑ Nanda, Jay (2009-06-03). "It's always Sunny when the original diva's around". San Antonio Express-News: 09T. "[Tammy] Sytch has gone on record via YouTube detailing a 'nine-month' courtship in the 1990s with San Antonio native and World Wrestling Entertainment superstar Shawn Michaels"
- ↑ McCoy, Heath (2010-01-10). "Back in the Ring: Hart seeks closure in comeback". Calgary Sun. Archived from the original on 2010-02-10. สืบค้นเมื่อ 2010-01-11.
- ↑ Eck, Kevin. "Q&A with Shawn Michaels". The Baltimore Sun. สืบค้นเมื่อ 2010-04-04.
- ↑ Adkins, Greg (2010-02-08). "Raw's pit stomp". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2010-02-09.
- ↑ Adkins, Greg (2010-02-21). "Heartbroken". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2010-02-21.
- ↑ Plummer, Dale; Nick Tylwalk (2010-03-29). "Undertaker ends Shawn Michaels' career in thrilling rematch to cap off Wrestlemania XXVI". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ 2010-10-29.
- ↑ Adkins, Greg (2011-01-10). "Tennessee titan". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2011-01-11.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: ชอว์น ไมเคิลส์ |
- WWE Hall of Fame Profile
- Professional wrestling record for Shawn Michaels from The Internet Wrestling Database
- Online World of Wrestling profile
- เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
- ชอว์น ไมเคิลส์ ที่ทวิตเตอร์
- ชีวประวัติ Shawn Michaels ที่ อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2508
- บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่
- บุคคลจากแซนแอนโทนีโอ
- บุคคลจากรัฐเทกซัส
- บุคคลจากรัฐแอริโซนา
- นักมวยปล้ำอาชีพชาวอเมริกัน
- นักแสดงอเมริกัน
- นักฟุตบอลชาวอเมริกัน
- ผู้ฝึกสอนมวยปล้ำอาชีพ
- หอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอี
- รายชื่อสมาชิกของดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์
- รายชื่อสมาชิกของนิวเวิลด์ออร์เดอร์ (มวยปล้ำอาชีพ)