อำเภอทุ่งยางแดง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอทุ่งยางแดง
แผนที่จังหวัดปัตตานี เน้นอำเภอทุ่งยางแดง
ทุ่งทองกว้างไกล พรุใหญ่แหล่งปลา ภาษาถิ่นพิเทน พี่เณรเชื้อสายเก่า ขุนเขาช้างคลาน อุทยานนางผมหอม
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอทุ่งยางแดง
อักษรโรมัน Amphoe Thung Yang Daeng
จังหวัด ปัตตานี
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 114.97 ตร.กม.
ประชากร 22,794 คน (พ.ศ. 2557)
ความหนาแน่น 198.26 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 9406
รหัสไปรษณีย์ 94140
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอทุ่งยางแดง หมู่ที่ 1 ตำบลตะโละแมะนา อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี 94140
พิกัด 6°37′3″N 101°25′33″E / 6.61750°N 101.42583°E / 6.61750; 101.42583
หมายเลขโทรศัพท์ 0 7348 9015
หมายเลขโทรสาร 0 7348 9015

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ทุ่งยางแดง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอทุ่งยางแดงตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ประวัติ[แก้]

อำเภอทุ่งยางแดงเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอมายอ ต่อมาได้ยกฐานะเป็น กิ่งอำเภอทุ่งยางแดง ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็น อำเภอทุ่งยางแดง ในวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2537 ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 111 ตอนที่ 21 ลงวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2537

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

การปกครองของอำเภอทุ่งยางแดงมี 4 ตำบล 23 หมู่บ้าน ได้แก่

1. ตะโละแมะนา (Talo Mae Na) 4 หมู่บ้าน
2. พิเทน (Phithen) 7 หมู่บ้าน
3. น้ำดำ (Nam Dam) 4 หมู่บ้าน
4. ปากู (Paku) 7 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอทุ่งยางแดงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง ได้แก่

  • องค์การบริหารส่วนตำบลตะโละแมะนา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลตะโละแมะนาทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพิเทน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพิเทนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำดำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำดำทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลปากู ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากูทั้งตำบล

ประชากร[แก้]

อำเภอทุ่งยางแดงมีประชากรทั้งหมด 22,794 คน (พ.ศ. 2557) ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูและไทยมุสลิมร้อยละ 97.67 และชาวไทยพุทธร้อยละ 2.33 มีมัสยิดทั้งหมด 29 แห่ง และสำนักสงฆ์เพียงแห่งเดียว[1] ในปี พ.ศ. 2554 มีราษฎรไทยพุทธอาศัยอยู่ 324 คน[2] ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมมาช้านาน[3] อย่างสงบอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าร้อยปี[4] แต่ปัจจุบันชุมชนพุทธเหล่านี้กลายเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่สีแดงซึ่งเสี่ยงต่อการถูกลอบสังหารหรือทำร้าย[5] ด้วยเหตุนี้พวกเขาร่วมกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและดำรงอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม[6]

กลุ่มชาวไทยพุทธจะใช้ภาษาไทยถิ่นใต้และไทยตากใบ ส่วนชาวมุสลิมจะใช้ภาษาไทยพิเทนหรือใช้ภาษามลายูปัตตานี ซึ่งภาษาหลังนี้จะใช้เป็นภาษากลางสำหรับสื่อสารระหว่างศาสนิกชนทั้งสองกลุ่ม[6] แต่กลุ่มผู้ใช้ภาษาไทยพิเทนนั้นถือเป็นภาษาถิ่นเฉพาะ เชื่อว่าตนมีบรรพบุรุษอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา[7][8][9] ตามมุขปาฐะนั้นว่าบรรพบุรุษได้เดินทางลงมาทางใต้เพื่อตามหาช้างสำคัญของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งผู้นำในการติดตามช้างสำคัญนั่นคือพี่เณร (หรือโต๊ะหยัง) แต่การติดตามช้างสำคัญนั้นไม่สำเร็จ ด้วยเกรงกลัวพระราชอาญาจึงหลบลี้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในป่า อันเป็นที่มาของชื่อตำบลพิเทนซึ่งเพี้ยนมาจากชื่อของพี่เณรนั้นเอง[7][9][10] ลูกหลานที่สืบสันดานลงมาก็แต่งงานกับคนท้องถิ่นและเข้ารับอิสลาม[8] ซึ่งภาษาไทยพิเทนนั้นจะมีลักษณะพิเศษคือเป็นภาษาไทยภาคกลางปนถิ่นใต้ มีการใช้คำราชาศัพท์[7][8][9] แต่เรียงคำต่างจากภาษาไทยภาคกลางและใต้[11] และยืมคำมลายูมากถึงร้อยละ 97[12] ดังนั้นผู้ที่จะพูดภาษานี้ได้ต้องเข้าใจทั้งภาษาไทยและมลายูปัตตานี[9] แต่ปัจจุบันนี้ภาษาดังกล่าวใกล้สูญหายและไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะชนนิยมใช้ภาษามลายูปัตตานีมากกว่า[7] ขณะที่ภาษาไทยถิ่นใต้และไทยตากใบก็มีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะลดจำนวนลงเช่นกัน

ในอดีตชาวพิเทนจะมีกิจกรรมรำลึกถึงพี่เณรที่สุสาน โดยจะมีงานจอระทาให้ชาวพิเทนจุดเทียนเป็นกะทา (รูปโดม) แห่จากบ้านไปยังสุสานพี่เณรในยามกลางคืนเพื่อทำบุญให้ รวมทั้งมีการเข้าทรงและการละเล่นต่าง ๆ เช่น สิละหรือมโนราห์ และมีการตัดกิ่งไผ่ยาวสามเมตรและผูกอาหารคาวหวาน ผู้ชนะในการแข่งสิละจะใช้กริชตัดไม้ไผ่ดังกล่าว เด็ก ๆ ที่ล้อมวงชมก็จะเข้าไปแย่งอาหารกันอย่างสนุกสนาน แต่ปัจจุบันมิได้จัดพิธีดังกล่าวแล้ว[7][9]

ด้านการศึกษา มีโรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด 13 แห่ง, สถาบันปอเนาะ 11 แห่ง และตาดีกา 27 แห่ง[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "ข้อมูลทั่วไป". สาธารณสุขอำเภอทุ่งยางแดง. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  2. "จำนวนประชากรแยกตามการนับถือศาสนา". สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปัตตานี. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  3. "โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้: ย้อนอดีตบ้านโต๊ะชูด ย้อนรอยโมเดลทุ่งยางแดง". ประชาไท. 1 เมษายน 2558. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  4. "“ศาสนาพุทธ” กับ ”ศาสนาอิสลาม” ที่ชาวพุทธและมุสลิมควรเรียนรู้ซึ่งกันและกัน (1)". อิศรา. 22 เมษายน 2553. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2560. 
  5. "เจาะเครือข่ายคนพุทธชายแดนใต้ จับจังหวะเคลื่อนไหวประเด็นเปราะบาง". อิศรา. 7 มีนาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 
  6. 6.0 6.1 "อำเภอทุ่งยางแดงจัดโครงการกิจกรรมพหุวัฒนธรรม สร้างความเข้าใจในพื้นที่ 3 จชต.". MGR Online. 28 ธันวาคม 2559. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 "ประวัติความเป็นมา". องค์การบริหารส่วนตำบลพิเทน. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  8. 8.0 8.1 8.2 ประพนธ์ เรืองณรงค์. บุหงาปัตตานี คติชนมุสลิมชายแดนภาคใต้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์, 2554, หน้า 203-207
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 บาราย (7 มิถุนายน 2552). "ตำนานบ้านพิเทน". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  10. "ข้อมูลตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง ปัตตานี". ไทยตำบลดอตคอม. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  11. เจริญ สุวรรณรัตน์. "การศึกษาคำและความหมายในภาษาไทยถิ่นใต้ตำบลพิเทน กิ่งอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี". ฐานข้อมูลวิจัยชายแดนใต้. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 
  12. สุภา วัชรสุขุม. "คำยืมภาษามลายูท้องถิ่นปัตตานีในภาษาไทยถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้". ฐานข้อมูลวิจัยชายแดนใต้. สืบค้นเมื่อ 31 มิถุนายน 2560. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]