ข้ามไปเนื้อหา

การบุกเลียวตั๋งของสุมาอี้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การบุกเลียวตั๋งของสุมาอี้
ส่วนหนึ่งของ สงครามในยุคสามก๊ก

อาณาเขตที่ปกครองโดยตระกูลกองซุน (สีเขียวอ่อน)
วันที่มิถุนายน – 29 กันยายน ค.ศ. 238
สถานที่
ผล วุยก๊กชนะอย่างเด็ดขาด รัฐเอียนล่มสลาย
คู่สงคราม
วุยก๊ก
เซียนเปย์มู่หรง
อาณาจักรโคกูรยอ
รัฐเอียน
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
สุมาอี้
บู๊ขิวเขียม
อ้าวจุ๋น
หลิว ซิน
เซียนยฺหวี ซื่อ
มู่หรง มั่วฮู่ป๋า
นายทหารอาณาจักรโคกูรยอ
กองซุนเอี๋ยน 
ปีเอี๋ยน Surrendered
เอียวจอ Surrendered
กำลัง
วุยก๊ก: 40,000[1]
โคกูรยอ: หลายพัน[2]
หลายหมื่นนาย มากกว่าฝ่ายวุยก๊ก[3]

การบุกเลียวตั๋งของสุมาอี้ หรือ การพิชิตรัฐเอียนโดยวุยก๊ก (จีน: 魏滅燕之戰; พินอิน: Wèi miè Yàn zhī zhàn) เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 238 ในยุคสามก๊กของประวัติศาสตร์จีน สุมาอี้ขุนพลของรัฐวุยก๊กนำทัพจำนวน 40,000 นายโจมตีขุนศึกกองซุนเอี๋ยนซึ่งปกครองตระกูลที่เป็นอิสระจากราชสำนักมาถึง 3 ชั่วอายุคนในอาณาบริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของเลียวตั๋ง (遼東郡 เหลียวตงจฺวิ้น; ปัจจุบันคือทางตะวันออกของมณฑลเหลียวหนิง) หลังจากปิดล้อมนาน 3 เดือน ฐานที่มั่นของกองซุนเอี๋ยนก็เสียแก่สุมาอี้ด้วยความช่วยเหลือจากอาณาจักรโคกูรยอ (หนึ่งในสามราชอาณาจักรเกาหลี) ข้าราชการของรัฐเอียนหลายคนถูกสังหารหมู่ นอกเหนือไปจากการกำจัดอริของวุยก๊กทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว การได้เลียวตั๋งจากการทำศึกสำเร็จยังเป็นผลทำให้วุยก๊กได้ติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่นในแมนจูเรีย คาบสมุทรเกาหลี และหมู่เกาะญี่ปุ่น ในทางกลับกัน สงครามและนโยบายการรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางที่ตามมาทำให้อำนาจในการปกครองอาณาบริเวณนี้ลดน้อยลง ทำให้รัฐของกลุ่มชาติพันธ์ุที่ไม่ใช่ชาวฮั่นก่อตัวขึ้นในพื่นที่นี้ในหลายศตวรรษให้หลัง

ภูมิหลัง

[แก้]

เมืองเลียวตั๋งในมณฑลอิวจิ๋วเป็นส่วนหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนในปัจจุบัน ตั้งอยู่สุดขอบด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจักรวรรดิราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ล้อมรอบด้วยชนเผ่าเร่ร่อนออหวนและเซียนเปย์ทางเหนือ กับชาวโคกูรยอและพูยอทางตะวันออก มีนครหลวงคือเซียงเป๋ง (襄平 เซียงผิง) ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 189 กงซุน ตู้ (公孫度) ชาวเมืองเลียวตั๋งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองเลียวตั๋ง (遼東太守 เหลียวตงไท่โฉ่ว) และจึงเริ่มต้นการปกครองของตระกูลกองซุน (公孫 กงซุน) ในภูมิภาคนี้ กงซุน ตู้ใช้ประโยชน์จากการที่เลียวตั๋งอยู่ห่างจากภาคกลางของจีน อยู่ห่างจากความวุ่นวายที่จะนำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจปกครองของราชวงศ์ฮั่น แล้วขยายอาณาเขตของตนไปถึงเมืองเล่อล่าง (樂浪郡 เล่อล่างจฺวิ้น) และเสฺวียนถู (玄菟郡 เสฺวียนถูจฺวิ้น) และในที่สุดก็ตั้งตนเป็นโหวแห่งเลียวตั๋ง (遼東侯 เหลียวตงโหว)[4] บุตรชายของกงซุน ตู้ชื่อกองซุนของได้สืบทอดอำนาจของบิดาเมื่อ ค.ศ. 204 ก่อตั้งเมืองไต้ฟาง (帶方郡 ไต้ฟางจฺวิ้น) และยังคงรักษาอำนาจในเลียวตั๋งโดยการอ่อนน้อมต่อขุนศึกโจโฉ[5] กองซุนของเสียชีวิตในช่วงที่พระเจ้าเหี้ยนเต้สละราชบัลลังก์ให้โจผีบุตรชายของโจโฉ กองซุนก๋งน้องชายของกองซุนของขึ้นเป็นผู้ปกครองคนใหม่ของเลียวตั๋ง กองซุนก๋งถูกระบุว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถ และในเวลาไม่นานก็ถูกกองซุนเอี๋ยนบุตรชายคนที่สองของกองซุนของโค่นอำนาจและถูกจับไปขังคุกเมื่อ ค.ศ. 228[6]

ไม่นานหลังจากกองซุนเอี๋ยนขึ้นมามีอำนาจในเลียวตั๋ง แผ่นดินจีนส่วนใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ วุยก๊กทางเหนือ จ๊กก๊กทางตะวันตกเฉียงใต้ และง่อก๊กทางตะวันออกเฉียงใต้ ในจำนวนนี้ความกังวลหลักของเลียวตั๋งคือวุยก๊กซึ่งครั้งหนึ่งเคยคิดจะบุกเลียวตั๋งเพื่อตอบโต้การเถลิงอำนาจของกองซุนเอี๋ยน[6] ในสถานการณ์เช่นนี้เอง ซุนกวนเจ้าผู้ปกครองง่อก๊กก็พยายามจะเกลี้ยกล่อมให้กองซุนเอี๋ยนมาเข้าร่วมเพื่อสร้างแนวรบสองด้านต่อวุยก๊ก ทูตหลายคนเดินทางจากง่อก๊กไปยังเลียวตั๋งโดยข้ามทะเลเหลืองอย่างยากลำบาก ในที่สุดวุยก๊กก็ล่วงรู้เรื่องการส่งทูตของง่อก๊กจึงไปสกัดไว้ได้สำเร็จครั้งหนึ่งที่เฉิงชาน (成山) ที่ปลายคาบสมุทรเลียวตั๋ง แต่กองซุนเอี๋ยนก็ได้ตกลงเข้าร่วมกับซุนกวนแล้ว[7] เมื่อซุนกวนได้รับการยืนยันการเข้าร่วมของกองซุนเอี๋ยนก็มีความยินดี จึงส่งทูตอีกกลุ่มไปเมื่อ ค.ศ. 223 เพื่อแต่งตั้งให้กองซุนเอี๋ยนเป็นเอียนอ๋อง (燕王 เยียนหวาง) และพระราชทานเครื่องยศต่าง ๆ โดยขอแลกเปลี่ยนกับม้าศึก อย่างไรก็ตาม ภายหลังกองซุนเอี๋ยนเปลี่ยนใจเรื่องที่เป็นพันธมิตรกับรัฐที่ห่างไกลข้ามทะเลและเรื่องที่เป็นศัตรูกับรัฐใกล้เคียงที่ทรงอำนาจ เมื่อทูตของง่อก๊กมาถึง กองซุนเอี๋ยนจึงยึดทรัพย์สินที่ทูตนำมาและสังหารเหล่าทูตผู้นำ แล้วส่งศีรษะของเหล่าทูตกับทรัพย์สินบางส่วนไปยังราชสำนักวุยก๊กเพื่อให้วุยก๊กเชื่อถือ[8] บางคนในคณะทูตของง่อก๊กรอดพ้นจากการสังหารหมู่และได้พบกับพันธมิตรผู้แข็งแกร่งทางตะวันออกของเลียวตั๋งคือรัฐโคกูรยอ

โคกูรยอเป็นอริกับตระกูลกองซุนมาตั้งแต่ยุคของกงซุน ตู้ โดยเฉพาะเมื่อหลังจากกองซุนของเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องปัญหาการสืบราชบัลลังก์หลังจากพระเจ้าโคกุกช็อนสวรรคต แม้ว่าผู้อ้างสิทธิ์เป็นรัชทายาทของโคกูรยอที่กองซุนของสนับสนุนในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อพระเจ้าซันซัง แต่โคกูรยอก็ต้องย้ายนครหลวงไปยังป้อมปราการภูเขาฮวันโดซึ่งอยู่ในนครจี๋อาน มณฑลจี๋หลิน ริมแม่น้ำยาลฺวี่ในปัจจุบัน เพื่อป้องกันตนจากกองซุนของได้ดีขึ้น[9] ดังนั้นเมื่อคณะทูตของง่อก๊กมายังโคกูรยอเพื่อลี้ภัย พระเจ้าทงช็อนจึงทรงยินดีที่จะช่วยเหลือง่อก๊กซึ่งกลายเป็นอริฝ่ายใหม่ของเลียวตั๋ง พระเจ้าทงช็อนส่งคน 25 คนช่วยคุ้มกันคณะทูตกลับไปยังง่อก๊กพร้อมด้วยขนเพียงพอนและขนเหยี่ยวเป็นเครื่องบรรณาการ ทำให้ซุนกวนส่งคณะทูตอย่างเป็นทางการไปยังโคกูรยอเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองรัฐ วุยก๊กไม่ต้องการให้ง่อก๊กกลับมามีฐานที่มั่นทางการทูตในภาคเหนือ วุยก๊กจึงสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับโคกูรยอโดยผ่านหวาง สฺยง (王雄) ผู้เป็นข้าหลวงมณฑลอิวจิ๋ว (幽州刺史 โยวโจวชื่อฉื่อ)[10] พระเจ้าทงช็อนจึงกลับเปลี่ยนพระทัยโดยเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการทูตจากที่ทำกับง่อก๊กไปทำกับวุยก๊ก ซึ่งน่าจะด้วยเหตุผลเดียวกันกับกองซุนเอี๋ยน เมื่อคณะทูตของง่อก๊กมาถึงโคกูรยอเมื่อ ค.ศ. 236 ก็ถูกประหารชีวิตและถูกส่งศีรษะไปให้บู๊ขิวเขียมที่เป็นข้าหลวงมณฑลอิวจิ๋วคนใหม่ เมื่อ ค.ศ. 238 โคกูรยอได้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของวุยก๊กในการรบกับกองซุนเอี๋ยน[11]

โหมโรง

[แก้]

แม้ว่ากองซุนเอี๋ยนจะเป็นรัฐประเทศราชในนามของวุยก๊ก แต่การลอบติดต่อกับง่อก๊กในชั่วระยะเวลาหนึ่งกับการกล้าวิจารณ์วุยก๊กในทางเสียหายทำให้กองซุนเอี๋ยนขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ จากมุมมองของวุยก๊กแล้ว แม้ว่ากบฏชนเผ่าเซียนเปย์ที่นำโดยห่อปีจะเพิ่งถูกกำราบลงไม่นาน ฐานะของเลียวตั๋งในฐานะเขตกันชนต่อต้านการรุกรานของอนารยชนก็ควรทำให้ชัดเจน[12] วุยก๊กจึงไม่ยอมรับว่ากองซุนเอี๋ยนผู้นำของเลียวตั๋งจะภักดีต่อวุยก๊ก เมื่อ ค.ศ. 237 บู๊ขิวเขียมเสนอแผนการบุกเลียวตั๋งไปยังราชสำนักวุยก๊กและนำแผนไปสู่การปฏิบัติ บู๊ขิวเขียมนำกองกำลังมณฑลอิวจิ๋วพร้อมด้วยกองกำลังเสริมของชนเผ่าออหวนและเซียนเปย์ข้ามไปยังฟากตะวันออกของแม่น้ำเหลียวเข้าไปยังอาณาเขตของกองซุนเอี๋ยนและปะทะเข้ากับกองกำลังของกองซุนเอี๋ยนที่เลียวซุน (遼隧 เหลียวซุ่ย; ใกล้กับนครไห่เฉิง มณฑลเหลียวหนิงในปัจจุบัน) ทัพของวุยก๊กประสบความพ่ายแพ้ที่เลียวซุนและจำต้องล่าถอยเพราะน้ำท่วมที่เกิดจากฤดูมรสุมฤดูร้อน[13]

หลังจากกองซุนเอี๋ยนตีทัพวุยก๊กจนแตกพ่ายก็เห็นว่าตนมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ กองซุนเอี๋ยนทำเรื่องหลายเรื่องที่ขัดแย้งกันเอง นั่นคือกองซุนเอี๋ยนถวายฎีกาถึงราชสำนักวุยก๊กด้วยความหวังว่าจะได้รับอภัยโทษ แต่ขณะเดียวกันก็ประกาศตั้งตนเป็นอิสระจากวุยก๊กโดยการตั้งตนเป็นเอียนอ๋อง และยังประกาศชื่อศักราชของรัชสมัยตนเองว่า เช่าฮั่น (紹漢) ซึ่งมีความหมายว่า "สืบต่อจากราชวงศ์ฮั่น" การกระทำเหล่านี้เป็นปัญหาต่อการพยายามสร้างสันติของตัวกองซุนเอี๋ยนเองด้วยเหตุผล 2 ข้อ ข้อแรก การประกาศชื่อศักราชเป็นการกระทำที่สงวนไว้สำหรับจักรพรรดิ ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจของกองซุนเอี๋ยนที่จะอ้างสิทธิ์ในตำแหน่งจักรพรรดิ ข้อที่สอง ชื่อศักราชบอกเป็นนัยว่าเป็นการสืบทอดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่นของวุยก๊กเป็นไปอย่างไม่ชอบธรรม กองซุนเอี๋ยนในฐานะอ๋องของรัฐเอียนพยายามจะโน้มน้าวชนเผ่าเซียนเปย์ให้เข้าโจมตีวุยก๊ก โดยการเสนอตำแหน่งตันอู (單于 ฉาน-ยฺหวี) ให้กับหัวหน้าคนหนึ่งของชนเผ่าเซียนเปย์ แต่ชนเผ่าเซียนเปย์ยังคงบอบช้ำจากการเสียชีวิตของห่อปี เหล่าหัวหน้าชนเผ่าจึงยังวุ่นกับข้อพิพาทภายในเกินกว่าที่เข้าโจมตีวุยก๊กขนานใหญ่[14]

เมื่อ ค.ศ. 238 ราชสำนักวุยก๊กเรียกตัวสุมาอี้ผู้เป็นเสนาบดีกลาโหม (太尉 ไท่เว่ย์) เพื่อให้นำทัพไปรบกับกองซุนเอี๋ยนอีกครั้ง ก่อนหน้านี้สุมาอี้ได้รับมอบหมายให้ป้องกันชายแดนด้านตะวันตกของวุยก๊กจากการบุกขึ้นเหนือของรัฐจ๊กก๊กที่นำโดยจูกัดเหลียงผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งจ๊กก๊ก ดังนั้นภายหลังจากจูกัดเหลียงเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 234 ราขสำนักวุยก๊กจึงสามารถส่งสุมาอี้ไปยังแนวรบอื่นได้[1] ในการหารือของราชสำนักก่อนยกทัพ โจยอยจักรพรรดิวุยก๊กตัดสินพระทัยว่าสุมาอี้ควรนำกำลังพล 40,000 นายสำหรับการบุกเลียวตั๋ง ขุนนางที่ปรึกษาบางคนเห็นว่าจำนวนกำลังพลมากเกินไป แต่โจยอยไม่ยอมรับความเห็นโดยตรัสว่า "ในการบุกครั้งนี้มีระยะทาง 4,000 ลี้ จะต้องใช้กองกำลังที่เคลื่อนได้เร็วและใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด เราไม่ควรใส่ใจเรื่องทุนทรัพย์แต่อย่างใด"[15] จากนั้นจักรพรรดิโจยอยตรัสขอให้สุมาอี้ประเมินปฏิกิริยาที่เป็นไปได้ของกองซุนเอี๋ยน และระยะเวลาที่น่าจะใช้ในการทำศึก สุมาอี้ทูลตอบว่า:

การทิ้งเมืองหนีไปจะเป็นแผนที่ดีที่สุดของกองซุนเอี๋ยน การรักษาตำแหน่งเดิมในเลียวตั๋งและต่อต้านทัพใหญ่ของเราจะเป็นแผนที่ดีรองลงมา แต่หากกองซุนเอี๋ยนอยู่รักษาเซียงเป๋ง (襄平 เซียงผิง; นครหลวงของเลียวตั๋ง ปัจจุบันคือนครเหลียวหยาง) จะต้องถูกจับเป็นแน่... มีเพียงผู้มีสติปัญญาที่จะสามารถเทียบกำลังของตนและของข้าศึก และยอมเสียสละบางสิ่งไว้ก่อน แต่นี่เป็นสิ่งที่กองซุนเอี๋ยนทำไม่ได้ ในทางกลับกัน กองซุนเอี๋ยนจะคิดว่าทัพของเราที่โดดเดี่ยวและเดินทางไกลคงจะไม่สามารถอยู่ได้นาน กองซุนเอี๋ยนจะต้องดำเนินการป้องกันแม่น้ำเหลียวไว้ก่อนและเข้ารักษาเซียงเป๋งในภายหลัง... การเดินทางไปเราจะใช้เวลาร้อยวัน โจมตีใช้เวลาอีกร้อยวัน เดินทางกลับใช้เวลาอีกร้อยวัน และใช้เวลาพักผ่อนหกสิบวัน รวมแล้วเวลาหนึ่งปีก็เพียงพอ[16][17]

เมื่อสุมาอี้ยกทัพออกจากลกเอี๋ยงนครหลวงของวุยก๊ก โจยอยเสด็จออกมาส่งสุมาอี้ด้วยพระองค์เองที่ประตูซีหมิง (西明門 ซิหมิงเหมิน) ของนครลกเอี๋ยง พระองค์มีรับสั่งให้สุมาหูน้องชายของสุมาอี้และสุมาสูบุตรชายของสุมาอี้รวมถึงขุนนางคนอื่น ๆ เข้าร่วมในพิธีการส่งสุมาอี้ สุมาอี้นำทหารราบและทหารม้ารวม 40,000 นาย ติดตามมาด้วยรองแม่ทัพคืองิวขิ้มและอ้าวจุ๋น (胡遵 หู จุน)[18][19] ภายหลังได้รวมกองกำลังกับทัพของบู๊ขิวเขียมในมณฑลอิวจิ๋ว[20] รวมไปถึงกองกำลังเสริมของชนเผ่าเซียนเปย์นำโดยมั่วฮู่ป๋า (莫護跋) บรรพบุรุษของตระกูลมู่หรง[21]

เมื่อกองซุนเอี๋ยนทราบข่าวว่าวุยก๊กกำลังเตรียมการยกมารบกับตนอีกครั้ง กองซุนเอี๋ยนจึงส่งทูตไปยังราชสำนักง่อก๊กเพื่อขออภัยเรื่องที่ตนหักหลังง่อก๊กเมื่อ ค.ศ. 233 และขอความช่วยเหลือจากซุนกวน ตอนแรกซุนกวนตั้งพระทัยจะสั่งประหารทูตของกองซุนเอี๋ยน แต่หยาง เต้า (羊衜) ทูลเสนอให้แสดงแสนยานุภาพของกองทัพง่อก๊ก และอาจฉวยโอกาสมาได้หากสุมาอี้และกองซุนเอี๋ยนอยู่ในภาวะคุมเชิงกัน โจยอยทรงวิตกเกี่ยวกับกำลังเสริมจากง่อก๊ก แต่เจียวเจ้ขุนนางที่ปรึกษามองเจตนาของซุนกวนออกและทูลเตือนโจยอยว่าซุนกวนอาจจะไม่เสี่ยงโจมตีลึกเข้าไปในเวลานี้ แต่ทัพเรือง่อก๊กจะขึ้นบกบุกโจมตีเลียวตั๋งหากสุมาอี้ไม่ปราบกองซุนเอี๋ยนได้ทันกาล[22]

การทัพ

[แก้]

ทัพวุยก๊กนำโดยสุมาอี้มาถึงริมฝั่งแม่น้ำเหลียวในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 238 กองซุนเอี๋ยนจึงส่งปีเอี๋ยน (卑衍 เปย์ เหยี่ยน) และเอียวจอ (楊祚 หยาง จั้ว) คุมทัพหลักของเลียวตั๋งไปตั้งค่ายอยู่ที่เลียวซุน ตำแหน่งเดียวก็ที่เคยเอาชนะบู๊ขิวเขียมมาก่อน ค่ายของทัพเลียวตั๋งที่เลียวซุนมีกำแพงกั้นยาว 20 ลี้ ตั้งแต่เหนือจรดใต้[23][24] เหล่าขุนพลของวุยก๊กต้องการโจมตีเลียวซุน แต่สุมาอี้กล่าวด้วยเหตุผลว่าการโจมตีค่ายที่เลียวซุนมีแต่บั่นทอนกำลังทหารของวุยก๊ก ในทางกลับกัน ในเมื่อกำลังทหารของเลียวตั๋งส่วนใหญ่มาอยู่ที่เลียวซุน แสดงว่าฐานที่มั่นของกองซุนเอี๋ยนที่เซียงเป๋งจะต้องแทบจะว่างเปล่า ทัพวุยก๊กก็จะสามารถเข้ายึดได้โดยง่าย สุมาอี้จึงส่งอ้าวจุ๋นเคลื่อนกำลังไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ปักธงทิวทำเหมือนกับว่ากองกำลังหลักของทัพวุยก๊กอยู่ในทิศทางนั้น[25] ปีเอี๋ยนและทหารใต้บังคับบัญชาจึงรีบยกไปทางทิศใต้ อ้าวจุ๋นหลังจากล่อให้ข้าศึกยกมาแล้วก็ข้ามแม่น้ำฝ่าแนวรบของปีเอี๋ยนไป[1] ขณะเดียวกัน สุมาอี้ลอบนำทัพหลักของวุยก๊กข้ามแม่น้ำเหลียวไปทางเหนือ หลังจากข้ามมาได้ก็สั่งให้เผาสะพานและเรือ สร้างเครื่องกีดขวางยาวตลอดลำน้ำ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังเซียงเป๋ง[26] ปีเอี๋ยนตระหนักได้ถึงกลลวงจึงนำทหารรีบยกกลับมาในเวลากลางคืนและมุ่งหน้าไปทางเหนือเพื่อสกัดทัพของสุมาอี้ ปีเอี๋ยนไล่ตามสุมาอี้ทันที่เขาซิวสาน (首山 โฉ่วชาน) ภูเขาทางตะวันตกของเซียงเป๋ง ปีเอี๋ยนได้รับคำสั่งจากกองซุนเอี๋ยนให้สู้ตาย สุมาอี้ได้ชัยอย่างงดงามต่อกองกำลังของปีเอี๋ยนและบุกต่อเข้าเข้าล้อมเซียงเป๋ง[27]

เมื่อล่วงเข้าเดือนกรกฎาคมก็ปรากฏมรสุมฤดูร้อนซึ่งเคยขัดขวางการทัพของบู๊ขิวเขียมเมื่อปีก่อน ฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือนถึงขั้นที่เรือสามารถแล่นไปตามความยาวของแม่น้ำเหลียวที่ท่วมท้นจากปากแม่น้ำที่อ่าวเลียวตั๋งขึ้นมาถึงกำแพงเมืองเซียงเป๋ง แม้ว่าน้ำจะท่วมสูงหลายฟุตจากระดับพื้น แต่สุมาอี้ก็ยังตั้งมั่นรักษาการปิดล้อมไว้ แม้จะมีการทัดทานจากเหล่านายทหารที่เสนอให้ย้ายที่ตั้งค่าย สุมาอี้ประหารชีวิตจาง จิ้ง (張靜) นายทหารผู้หยิบยกประเด็นนี้มาพูดซ้ำ ๆ นายทหารที่เหลือจึงไม่กล้าปริปากอีก การปิดล้อมของฝ่ายวุยก๊กไม่สมบูรณ์เนื่องจากน้ำท่วม ฝ่ายเลียวตั๋งใช้สถานการณ์น้ำท่วมให้เป็นประโยชน์ในการแล่นเรือออกไปหาอาหารมาเลี้ยงสัตว์ สุมาอี้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้เหล่าขุนพลไล่ตามคนหาอาหารและคนเลี้ยงสัตว์ที่ออกมาจากเซียงเป๋ง[28] โดยกล่าวว่า:

บัดนี้พวกกบฏมีมากและพวกเรามีน้อย พวกกบฏหิวโหยแต่พวกเรากินอิ่ม ด้วยสถานการณ์เสบียงและน้ำท่วมเช่นนี้ เราไม่สามารถลงแรงใด ๆ ได้ แม้ว่าเราจะไปชิงเสบียงจากข้าศึกมาจะได้ประโยชน์อะไร ตั้งแต่ข้าจากนครหลวงมา ข้าไม่ต้องกังวลว่าพวกกบฏจะโจมตีเรา เกรงก็แต่พวกกบฏจะหลบหนีไป บัดนี้พวกบฏเสบียงใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว การปิดล้อมของเราก็ไม่สมบูรณ์ หากเราปล้นวัวและม้าหรือจับตัวผู้รวบรวมเชื้อเพลิงก็มีแต่จะเป็นบีบให้พวกกบฏหลบหนีไปเท่านั้น สงครามเป็นศิลปะแห่งลวง เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้เป็นอย่างดี พวกกบฏที่หิวโหยและยากลำบากอาศัยความเหนือกว่าด้านจำนวนและความช่วยเหลือจากฝนจึงไม่มีใจจะยอมจำนน เราต้องแสดงออกว่าฝ่ายเราไร้ความสามารถเพื่อทำให้พวกกบฏตายใจ การทำให้พวกกบฏระแวดระวังโดยการช่วงชิงประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่แผนที่ดี[29][30]

ขุนนางในราชสำนักวุยก๊กที่ลกเอี๋ยงก็รู้สึกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้่ำท่วม และทูลเสนอให้เรียกตัวสุมาอี้กลับ โจยอยจักรพรรดิวุยก๊กมั่นพระทัยในความสามารถของสุมาอี้จึงทรงปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว[31] ในช่วงเวลานั้น กษัตริย์แห่งโคกูรยอได้ส่งขุนนาง (大加, แทคา) และนายทะเบียน (主簿, ชูบู) ของราชสำนักโคกูรยอพร้อมด้วยทหารหลายพันนายมาสนับสนุนสุมาอี้[32]

เมื่อฝนหยุดตกและน้ำท่วมลดระดับลงไปหมดแล้ว สุมาอี้จึงเร่งการปิดล้อมเซียงเป๋งให้เสร็จสมบูรณ์ การปิดล้อมเซียงเป๋งดำเนินไปทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้ทั้งการขุดอุโมงค์ บันไดเกี่ยว รถกระทุ้งประตู และเนินดินเทียมสำหรับหอรบและเครื่องยิงก้อนหินเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการล้อม[21][33][34] ความรวดเร็วของการปิดล้อมทำให้ฝ่ายเลียวตั๋งไม่ทันตั้งตัว เนื่องจากฝ่ายเลียวตั๋งได้เสบียงอย่างง่ายดายในช่วงน้ำท่วมจึงไม่มีความพยายามจะสะสมเสบียงในเซียงเป๋งอย่างจริงจัง เป็นผลทำให้เกิดทุพภิกขภัยและการกินพวกเดียวกันเองในเมือง ขุนพลของเลียวตั๋งหลายคนอย่างเช่นเอียวจอยอมจำนนต่อสุมาอี้ในระหว่างการล้อม

ในวันที่ 3 กันยายน มีการพบเห็นดาวหางดวงหนึ่งปรากฏบนท้องฟ้าเหนือเมืองเซียงเป๋ง และถูกตีความว่าเป็นลางร้ายสำหรับฝ่ายเลียวตั๋ง กองซุนเอี๋ยนรู้สึกหวาดกลัวจึงส่งอองเกี๋ยน (王建 หวาง เจี้ยน) ผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งรัฐ และลิวฮู (柳甫 หลิว ฝู่) ผู้เป็นขุนนางที่ปรึกษา ให้ไปเจรจาขอยอมจำนน โดยให้คำมั่นว่าจะออกมาพบสุมาอี้ด้วยตนเองเมื่อทัพวุยก๊กยกเลิกการล้อม สุมาอี้ระแวงเรื่องที่กองซุนเอี๋ยนเคยกลับกลอกตีสองหน้าในอดีต จึงสั่งประหารชีวิตอองเกี๋ยนและลิวฮู สุมาอี้อธิบายสิ่งที่ตนกระทำในข้อความที่ส่งถึงกองซุนเอี๋ยนว่าตนไม่ต้องการอะไรนอกเหนือไปจากการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขและ "สองคนที่ท่านส่งมาเป็นคนโง่เขลาที่ถ่ายทอดเจตนาของท่านไม่สำเร็จ ข้าประหารทั้งคู่แทนท่านไปแล้ว แต่หากท่านยังมีเรื่องที่อยากจะกล่าว ก็จงส่งคนหนุุ่มผู้มีสติปัญญาและเที่ยงตรงมาหาข้า"[35] เมื่อกองซุนเอี๋ยนส่งโอยเอี๋ยน (衛演 เว่ย์ เหยี่ยน) ไปเจรจาอีกรอบ ครั้งนี้ได้เสนอขอส่งตัวประกันไปยังราชสำนักวุยก๊ก สุมาอี้ขับไล่โอยเอี๋ยนที่เป็นทูตคนสุดท้ายกลับไปเพราะเห็นว่าเสียเวลาเปล่าโดยกล่าวว่า "บัดนี้ท่านไม่ยอมจะถูกมัด ท่านตั้งใจจะมุ่งสู่ความตาย ก็ไม่จำเป็นต้องส่งตัวประกันคนใด ๆ มาอีก"[36][37] เป็นที่แน่ชัดว่าข้อเสนอก่อนหน้านี้ของสุมาอี้ที่ให้มีการเจรจาเพิ่มเติมไม่เป็นอะไรไปมากกว่าการมุ่งร้ายที่มอบความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ให้กองซุนเอี๋ยน ในขณะเดียวกันการล้อมที่ยืดเวลาออกไปก็ทำให้สถานการณ์ของเสบียงในเมืองเซียงเป๋งยิ่งวิกฤติ[38]

ในวันที่ 29 กันยายน ทัพวุยก๊กยึดเมืองเซียงเป๋งได้ กองซุนเอี๋ยนและบุตรชายคือกองซุนสิว (公孫脩 กงซุน ซิว) นำทหารม้าหลายร้อยนายตีฝ่าวงล้อมและหนีไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ทัพหลักของวุยก๊กไล่ตามและสังหารทั้งพ่อลูกที่แม่น้ำเหลียง (梁水 เหลียงฉุ่ย; ปัจจุบันคือแม่น้ำไท่จื่อ)[39] ศีรษะของกองซุนเอี๋ยนถูกตัดและส่งไปที่ลกเอี๋ยงเพื่อวางประจาน กองเรือของวุยก๊กที่แยกออกมานำโดยหลิว ซิน (劉昕) และเซียนยฺหวี ซื่อ (鮮于嗣) ถูกส่งไปโจมตีเมืองเล่อล่างและไต้ฟางทางทะเล ในเวลานั้นรัฐของกองซุนเอี๋ยนแห่งเลียวตั๋งก็ถูกกำราบลงทั้งหมด[40]

ผลสืบเนื่อง

[แก้]

เมื่อเข้ามาในเมืองเซียงเป๋ง สุมาอี้ให้รวบรวมทุกคนที่รับราชการในกองทัพและสำนักของกองซุนเอี๋ยน ทุกคนที่มีตำแหน่งราชการภายใต้ระบอบกบฏของกองซุนเอี๋ยนมีจำนวน 1,000 ถึง 2,000 คนล้วนถูกประหารชีวิต ยังมีผู้คนอีก 7,000 คนที่อายุ 14 ปีขึ้นไปที่เคยรับราชการทหารในทัพเลียวตั๋งที่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ศพทั้งหมดกองรวมกันเป็นเนินขนาดใหญ่เพื่อข่มขู่ผู้ที่ยังรอดชีวิต[41][42] หลังการสังหารหมู่ สุมาอี้นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่รอดชีวิต กู้ฐานะย้อนหลังให้กับลุนติด (倫直 หลุน จื๋อ) และแก่หวน (賈範 เจี่ย ฟ่าน) — ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของกองซุนเอี๋ยนสองคนที่ทัดทานการทำสงครามกับวุยก๊ก — และปล่อยตัวกองซุนก๋งออกจากคุก[43][44] ท้ายที่สุดสุมาอี้ก็ให้ทหารที่อายุมากกว่า 59 ปีจำนวนมากกว่าพันนายได้ปลดประจำการจากกองทัพวุยก๊กด้วยความเห็นอกเห็นใจ จากนั้นจึงยกทัพเดินทางกลับ[45][46]

เวลานั้นเป็นช่วงฤดูหนาว ทหารจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานจากความหนาวเย็นและต้องการเสื้อผ้าเพิ่มเติ่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น มีบางคนชี้ให้เห็นว่ามีเสื้อหรู () ส่วนเกินอยู่และแนะนำให้แจกจ่ายให้กับเหล่าทหาร สุมาอี้ปฏิเสธโดยกล่าวว่าเสื้อหรูเป็นทรัพย์สินของราชสำนักวุยก๊ก ไม่ควรแจกจ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต[47]

แม้ว่าสุมาอี้จะได้รับ 40,000 ครัวเรือนและ 300,000 คนมามอบให้รัฐวุยก๊กจากการบุกไปรบที่เลียวตั๋ง[48][49] สุมาอี้ก็ไม่ได้บังคับผู้ตั้งถิ่นฐานในชายแดนเหล่านี้จากการดำรงชีพต่อใปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และสั่งให้อนุญาตครอบครัวที่ต้องการกลับไปภาคกลางของจีนให้กลับไปได้ตามต้องการ ในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม ค.ศ. 239 ทัพเรือง่อก๊กบัญชาการโดยซุน อี๋ (孫怡) และหยาง เต้าเอาชนะกองกำลังของวุยก๊กได้ทางตอนใต้ของเลียวตั๋ง ทำให้ราชสำนักวุยก๊กต้องอพยพราษฎรที่ตั้งถิ่นฐานชายฝั่งไปยังซัวตั๋ง (山東 ชานตง) ซึ่งเร่งการลดลงของประชากรในเลียวตั๋งให้เร็วขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มั่วฮู่ป๋าประมุขชนเผ่าเซียนเปย์ได้รับบำเหน็จจากความชอบที่มีส่วนร่วมในการทำศึกกับกองซุนเอี๋ยน และคนของมั่วฮู่ป๋าก็ได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของเลียวตั๋ง ในช่วงต้นของยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก (ค.ศ. 265-316) จำนวนชาวจีนฮั่นที่ตั่งถิ่นฐานในเลียวตั๋งลดลงเหลือเพียง 5,400 ครัวเรือน[50] หลังการล่มสลายของราชวงศ์จิ้นตะวันตก อำนาจปกครองเลียวตั๋งตกเป็นของรัฐเยียนแรก (ค.ศ. 337-370) ซึ่งก่อตั้งโดยทายาทของมั่วฮู่ป๋า และจากนั้นจึงตกเป็นของอาณาจักรโคกูรยอ เป็นเวลาหลายศตวรรษที่เลียวตั๋งหลุดออกจากการควบคุมของชาวจีนฮั่น ส่วนหนึ่งเนื่องจากการมีชาวจีนฮั่นอาศัยอยู่น้อยอันเป็นผลมาจากนโยบายที่สุมาอี้และราชสำนักวุยก๊กนำมาใช้กับเลียวตั๋งภายหลังการล่มสลายของตระกูลกองซุน[51]

ในขณะเดียวกัน การกำจัดรัฐเอียนได้ช่วยขจัดสิ่งกีดขวางระหว่างภาคกลางของจีนกับคนจากดินแดนที่อยู่ไกลไปทางตะวันออก ในช่วงต้นปี ค.ศ. 239 คณะเดินทางจากดินแดนวะภายใต้การปกครองของราชินีฮิมิโกะมาถึงราชสำนักวุยก๊กเป็นครั้งแรก[52] ด้านอาณาจักรโคกูรยอในไม่ช้าก็ตระหนักว่าการกำจัดรัฐเอียนเป็นเพียงการถูกแทนที่ด้วยรัฐใกล้เคียงที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เมื่อถึงปี ค.ศ. 242 ความเป็นพันธมิตรระหว่างอาณาจักรโคกูรยอและวุยก๊กก็สิ้นสุดลงเมื่อโคกูรยอยั่วโทสะวุยก๊กโดยการโจมตีฐานที่มั่นของชาวจีนฮั่นในเมืองเลียวตั๋งและเสฺวียนถู และตามมาด้วยสงครามโคกูรยอ-วุยก๊กเมื่อ ค.ศ. 244 หลังการทัพสองครั้งวุยก๊กก็ทำลายล้างโคกูรยอถึงขั้นที่โคกูรยอต้องใช้เวลาถึงครึ่งศตวรรษในการฟื้นตัว[53] ชัยชนะของวุยก๊กทำให้ชาวจีนฮั่นสามารถกลับมาสถาปนาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับอาณาจักรพูยอได้[54] การพัฒนาเหล่านี้่เกิดขึ้นหลังจากสุมาอี้พิชิตเลียวตั๋งได้ไม่นาน ซึ่งในแง่หนึ่งถือเป็นก้าวแรกในการฟื้นอิทธิพลของชาวจีนฮั่นในตะวันออกไกลในเวลานั้น[54]

ในวัฒนธรรมประชานิยม

[แก้]

การทัพเลียวตั๋งปรากฏเป็นฉากที่เล่นได้ในภาคที่ 7 ของซีรีส์วิดีโอเกมไดนาสตีวอริเออร์ของโคเอในเนื้อเรื่องของราชวงศ์จิ้นที่เพิ่งเปิดตัวในภาคนี้

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Gardiner (1972B), p. 168
  2. Gardiner (1972B), p. 165
  3. Fang, pp. 573, 591 note 12.2
  4. Gardiner (1972A), pp. 64-77
  5. Gardiner (1972A), p. 91
  6. 1 2 Gardiner (1972B), p. 147
  7. Gardiner (1972B), pp. 151-152
  8. Gardiner (1972B), p. 154
  9. Lee, Peter; Hugh, G. H.; Choe, Yongho (2013). Introduction to Asian civilizations: Sources of Korean Tradition: Volume One: From Early Times Through the Sixteenth Century. Columbia University Press. p. 30-32.
  10. Gardiner (1972B), p. 162
  11. Hong, Wontack (2006). Korea and Japan in East Asian History: A Tripolar Approach to East Asian History. China: Kudara International. p. 77.
  12. Gardiner (1972B), p. 149
  13. Gardiner (1972B), p. 166
  14. Gardiner (1972B), p. 167
  15. Fang, p. 569
  16. Fang, pp. 569-570
  17. (天子曰:「此不足以勞君,事欲必克,故以相煩耳。君度其作何計?」對曰:「棄城預走,上計也。據遼水以距大軍,次計也。坐守襄平,此成擒耳。」天子曰:「其計將安出?」對曰:「惟明者能深度彼己,豫有所棄,此非其所及也。今懸軍遠征,將謂不能持久,必先距遼水而後守,此中下計也。」天子曰:「往還幾時?」對曰:「往百日,還百日,攻百日,以六十日為休息,一年足矣。」) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  18. Fang, p. 585 note 1
  19. (景初二年,帥牛金、胡遵等步騎四萬,發自京都。車駕送出西明門,詔弟孚、子師送過溫,賜以穀帛牛酒,勑郡守典農以下皆往會焉。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  20. Chen, 28.5
  21. 1 2 Gardiner (1972B), p. 169
  22. Fang, pp. 570-571
  23. Fang, pp. 572, 591 note 12.2. แม้ว่าจิ้นชู ระบุว่าค่ายมีกำแพงยาว 60 ถึง 70 ลี้ แต่ซือหม่า กวางใช้ข้อมูลตามที่ระบุในสามก๊กจี่เพราะเห็นว่า 70 ลี้ยาวเกินไปสำหรับการตั้งค่าย
  24. (文懿果遣步騎數萬,阻遼隧,堅壁而守,南北六七十里,以距帝。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  25. Fang, p. 572
  26. Fang, p. 592 note 13.4
  27. (帝盛兵多張旗幟出其南,賊盡銳赴之。乃泛舟潛濟以出其北,與賊營相逼,沉舟焚梁,傍遼水作長圍,棄賊而向襄平。諸將言曰:「不攻賊而作圍,非所以示衆也。」帝曰:「賊堅營高壘,欲以老吾兵也。攻之,正入其計, ... 古人曰,敵雖高壘,不得不與我戰者,攻其所必救也。賊大衆在此,則巢窟虛矣。我直指襄平,必人懷內懼,懼而求戰,破之必矣。」遂整陣而過。賊見兵出其後,果邀之。帝謂諸將曰:「所以不攻其營,正欲致此,不可失也。」乃縱兵逆擊,大破之,三戰皆捷。賊保襄平,進軍圍之。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  28. (會霖潦,大水平地數尺,三軍恐,欲移營。帝令軍中敢有言徙者斬。都督令史張靜犯令,斬之,軍中乃定。賊恃水,樵牧自若。諸將欲取之,皆不聽。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  29. Fang, p. 573
  30. (帝曰:「... 今賊衆我寡,賊飢我飽,水雨乃爾,功力不設,雖當促之,亦何所為。自發京師,不憂賊攻,但恐賊走。今賊糧垂盡,而圍落未合,掠其牛馬,抄其樵采,此故驅之走也。夫兵者詭道,善因事變。賊憑衆恃雨,故雖飢困,未肯束手,當示無能以安之。取小利以驚之。非計也。」) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  31. (朝廷聞師遇雨,咸請召還。天子曰:「司馬公臨危制變,計日擒之矣。」) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  32. Gardiner (1972B), pp. 165, 169. ชื่อของเหล่าผู้นำกองกำลังจากโคกูรยอไม่มีการบันทึกไว้
  33. Fang, p. 574
  34. (既而雨止,遂合圍。起土山地道,楯櫓鈎橦,發矢石雨下,晝夜攻之。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  35. Gardiner (1972B), p. 171
  36. Fang, p. 577
  37. (時有長星,色白,有芒鬣,自襄平城西南流于東北,墜于梁水,城中震慴。文懿大懼,乃使其所署相國王建、御史大夫柳甫乞降,請解圍面縛。不許,執建等,皆斬之。檄告文懿曰:「昔楚鄭列國,而鄭伯猶肉袒牽羊而迎之。孤為主人,位則上公,而建等欲孤解圍退舍,豈楚鄭之謂邪!二人老耄,必傳言失旨,已相為斬之。若意有未已,可更遣年少有明決者來。」文懿復遣侍中衞演乞剋日送任。帝謂演曰:「軍事大要有五,能戰當戰,不能戰當守,不能守當走,餘二事惟有降與死耳。汝不肯面縛,此為決就死也,不須送任。」) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  38. Gardiner (1972B), pp. 172, 195 note 94.
  39. (文懿攻南圍突出,帝縱兵擊敗之,斬于梁水之上星墜之所。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  40. Ikeuchi, pp. 87-88
  41. Gardiner (1972B), pp. 172, 195-196 note 97
  42. (既入城,立兩標以別新舊焉。男子年十五已上七千餘人皆殺之,以為京觀。偽公卿已下皆伏誅,戮其將軍畢盛等二千餘人。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  43. Fang, p. 575
  44. (初,文懿篡其叔父恭位而囚之。及將反,將軍綸直、賈範等苦諫,文懿皆殺之。帝乃釋恭之囚,封直等之墓,顯其遺嗣。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  45. Fang, p. 598 note 22
  46. (乃奏軍人年六十已上者罷遣千餘人,將吏從軍死亡者致喪還家。遂班師。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  47. (時有兵士寒凍,乞襦,帝弗之與。或曰:「幸多故襦,可以賜之。」帝曰:「襦者官物,人臣無私施也。」) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  48. Fang, p. 597
  49. (收戶四萬,口三十餘萬。) จิ้นชู เล่มที่ 1.
  50. Gardiner (1972B), p. 173
  51. Gardiner (1972B), p. 174
  52. Gardiner (1972B), p. 175-176
  53. Byington, Mark (2007). "Control or Conquer? Koguryǒ's Relations with States and Peoples in Manchuria". Journal of Northeast Asian History. 4 (1): 93.
  54. 1 2 Gardiner (1972B), p. 175

บรรณานุกรม

[แก้]