ข้ามไปเนื้อหา

ประเทศไอร์แลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Ireland)
ประเทศไอร์แลนด์[a]
เพลงชาติ: "เอารานนาวีอัน"
ที่ตั้งของประเทศไอร์แลนด์ (เขียวเข้ม)– ในทวีปยุโรป (เขียวและเทาเข้ม)– ในสหภาพยุโรป (เขียว)
ที่ตั้งของประเทศไอร์แลนด์ (เขียวเข้ม)

 ในทวีปยุโรป (เขียวและเทาเข้ม)
 ในสหภาพยุโรป (เขียว)

เมืองหลวง
และเมืองใหญ่สุด
ดับลิน
53°20.65′N 6°16.05′W / 53.34417°N 6.26750°W / 53.34417; -6.26750
ภาษาราชการ
กลุ่มชาติพันธุ์
(ค.ศ. 2022[1])
  • 76.6% ไอริชผิวขาว
  • 10.8% ชนผิวขาวกลุ่มอื่น ๆ
  • 3.3% ชาวเอเชีย
  • 1.5% ชนผิวดำ
  • 1.7% อื่น ๆ
  • 6.2% ไม่ระบุ
ศาสนา
(ค.ศ. 2022)
เดมะนิมชาวไอริช
การปกครองรัฐเดี่ยว สาธารณรัฐระบบรัฐสภา
แคทเธอริน คอนนอลลี[2]
ไมเคิล มาร์ติน[3]
ไซมอน แฮร์ริส[3]
โดนัล โอดอนเนลล์[4]
เอกราช 
24 เมษายน ค.ศ. 1916
21 มกราคม ค.ศ. 1919
6 ธันวาคม ค.ศ. 1921
6 ธันวาคม ค.ศ. 1922
29 ธันวาคม ค.ศ. 1937
18 เมษายน ค.ศ. 1949
ประชากร
 ประมาณ เมษายน ค.ศ. 2025
เพิ่มขึ้นเป็นกลาง 5,458,600[5]
 สำมะโนประชากรปี ค.ศ. 2022
เพิ่มขึ้นเป็นกลาง 5,149,139[6]
 ความหนาแน่น
77.7 ต่อตารางกิโลเมตร (201.2 ต่อตารางไมล์)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)ประมาณ ค.ศ. 2026
 รวม
เพิ่มขึ้น $8.85 แสนล้าน[7] (41)
 ต่อหัว
เพิ่มขึ้น $159,129[7]
จีดีพี (ราคาตลาด)ประมาณ ค.ศ. 2026
 รวม
เพิ่มขึ้น $7.79 แสนล้าน[8] (23)
 ต่อหัว
เพิ่มขึ้น $140,186[8] (2)
จีนี (ค.ศ. 2022)Negative increase 27.9[9]
ความเหลื่อมล้ำต่ำ
เอชดีไอ (ค.ศ. 2023)เพิ่มขึ้น 0.949[10]
สูงมาก (11)
สกุลเงินยูโร ()[c] (EUR)
เขตเวลาUTC (GMT)
 ฤดูร้อน (เวลาออมแสง)
UTC+1 (IST)
รูปแบบวันที่วว/ดด/ปปปป
รหัสโทรศัพท์+353
โดเมนบนสุด.ie[d]

ไอร์แลนด์ (อังกฤษ: Ireland, ออกเสียง: /ˈaɪərlənd/ ; ไอริช: Éire, ออกเสียง: [ˈeːɾʲə] ) ซึ่งบางครั้งใช้คำบรรยายระบอบการปกครองของประเทศ (ไม่ใช่ชื่อทางการ) ว่า สาธารณรัฐไอร์แลนด์ (อังกฤษ: Republic of Ireland; ไอริช: Poblacht na hÉireann) เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 26 จาก 32 เทศมณฑลบนเกาะไอร์แลนด์ เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือกรุงดับลิน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ ประเทศไอร์แลนด์มีประชากรประมาณ 5.46 ล้านคนในเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 โดยประชากรในดับลินมีประมาณ 1.57 ล้านคน หรือร้อยละ 28.7 ของประชากรทั้งประเทศ[11] ประเทศไอร์แลนด์มีพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวร่วมกับไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ส่วนเขตแดนอื่นล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมีทะเลไอริชอยู่ทางทิศตะวันออก ช่องแคบเซนต์จอร์จทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทะเลเคลติกทางทิศใต้

ไอร์แลนด์เป็นรัฐเดี่ยวสาธารณรัฐระบบรัฐสภา สภานิติบัญญัติหรือเอรัฆตัส ประกอบด้วยประธานาธิบดีไอร์แลนด์ สภาล่างซึ่งเรียกว่า ดาลเอเริน และสภาสูงซึ่งเรียกว่าชานัดเอเริน ประธานาธิบดีไอร์แลนด์เป็นประมุขแห่งรัฐที่มาจากการเลือกตั้งและมีบทบาททางพิธีการเป็นส่วนใหญ่ แต่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญบางประการ ส่วนหัวหน้ารัฐบาลคือ ทีเชิฆ (ไอริช: Taoiseach, แปลตรงตัว'หัวหน้า') ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยดาลเอเรินและได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

รัฐไอร์แลนด์สมัยใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เสรีรัฐไอริชก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1922 ภายหลังสนธิสัญญาอังกฤษ-ไอริช ต่อมาใน ค.ศ. 1937 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ซึ่งกำหนดชื่อรัฐว่า “ไอร์แลนด์” และจัดตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี ไอร์แลนด์ประกาศสถานะเป็นสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1949 ตามรัฐบัญญัติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ค.ศ. 1948 และเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1955[12]

รัฐไอร์แลนด์ไม่มีความสัมพันธ์ทางสถาบันอย่างเป็นทางการกับไอร์แลนด์เหนือเกือบตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1980 และ 1990 รัฐบาลไอร์แลนด์และรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ทำงานร่วมกับพรรคการเมืองในไอร์แลนด์เหนือเพื่อยุติความขัดแย้งที่เรียกว่า เดอะทรับเบิลส์ หลังความตกลงวันศุกร์ประเสริฐ ใน ค.ศ. 1998 รัฐบาลไอร์แลนด์และฝ่ายบริหารไอร์แลนด์เหนือ ได้ร่วมมือกันในหลายด้านผ่านสภามนตรีเหนือ/ใต้ (NSMC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามความตกลงดังกล่าว

ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีรายได้สูงและมีระดับการพัฒนามนุษย์สูงมาก โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติจัดให้ไอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 11 ของโลกในดัชนีการพัฒนามนุษย์ ค.ศ. 2023[13] ดับลินเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินและเทคโนโลยีสำคัญของยุโรป อย่างไรก็ดี ตัวเลขจีดีพีของไอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมของบรรษัทข้ามชาติอย่างมาก สำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์จึงใช้ตัวชี้วัดรายได้มวลรวมประชาชาติแปลงอัตรา (GNI*) เพื่อสะท้อนขนาดเศรษฐกิจภายในประเทศได้เหมาะสมยิ่งขึ้น[14] ไอร์แลนด์เข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปใน ค.ศ. 1973 และปัจจุบันเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและยูโรโซน[15] รวมทั้งเป็นสมาชิกก่อตั้งสภายุโรปและองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ[16][17] รัฐบาลไอร์แลนด์ดำเนินนโยบายความเป็นกลางทางทหารมาอย่างยาวนาน จึงไม่ได้เป็นสมาชิกเนโท แม้จะเข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ (PfP) และความร่วมมือโครงสร้างถาวร (PESCO) ของสหภาพยุโรปก็ตาม

นิรุกติศาสตร์

[แก้]

ในภาษาไทย คำว่า “ไอร์แลนด์” มาจากภาษาอังกฤษ Ireland ซึ่งใช้เรียกทั้งเกาะไอร์แลนด์และรัฐเอกราชที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะ ชื่อภาษาอังกฤษสืบจากภาษาอังกฤษเก่า Īraland หรือ Īrland มีความหมายว่า “ดินแดนของชาวไอริช”[18]

ชื่อไอริชของประเทศคือ "แอเรอะ" Éire ซึ่งมาจากภาษาไอริชเก่าว่า "เอริว" Ériu อันเป็นชื่อของเทพีประจำเกาะไอร์แลนด์ "เทพีเอริว" ในวรรณกรรมไอริชยุคกลาง ต่อมาคำนี้กลายเป็นชื่อเรียกแผ่นดินไอร์แลนด์ในภาษาไอริช[19] รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์บัญญัติว่าชื่อของรัฐคือ Éire หรือในภาษาอังกฤษ Ireland[20] ในเอกสารกรีกและละตินโบราณ ไอร์แลนด์ปรากฏในรูปชื่อหลายแบบ เช่น "เอรฺเน" Ierne, "อิเวรฺนา" Iverna และ "ฮิเบรฺเนีย" Hibernia โดย Hibernia เป็นชื่อภาษาละตินที่ชาวโรมันใช้เรียกเกาะไอร์แลนด์[21]

ข้อสังเกตคือ คำว่า “สาธารณรัฐไอร์แลนด์” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษ Republic of Ireland นั้น ไม่ใช่ชื่อทางรัฐธรรมนูญของรัฐ แต่เป็น “คำบรรยาย” ตามพระราชบัญญัติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ค.ศ. 1948[22] การใช้คำนี้มักช่วยแยกระหว่างประเทศไอร์แลนด์กับเกาะไอร์แลนด์ทั้งหมดซึ่งรวมถึงประเทศไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งภายใต้สหราชอาณาจักร

ภูมิศาสตร์

[แก้]

ประเทศไอร์แลนด์ตั้งอยู่ในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ ตัวรัฐกินพื้นที่ประมาณ 5 ใน 6 (70,273 ตารางกิโลเมตร) ของเกาะไอร์แลนด์ (มีพื้นที่ทั้งหมด 84,421 ตารางกิโลเมตร) โดยมีประเทศไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศมีพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวกับไอร์แลนด์เหนือ ส่วนเขตแดนอื่นล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือทางทิศเหนือและทิศตะวันตก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับช่องแคบเหนือ โดยมีทะเลไอริชเชื่อมต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านทางช่องแคบเซนต์จอร์จทางทิศตะวันออก และทะเลเคลติกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้[23]

ผาโมเฮอร์ บนชายฝั่งแอตแลนติก
ยอดเขาแคร์รอนทูฮิล ยอดเขาที่สูงที่สุดในไอร์แลนด์

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปคือที่ราบลุ่มตอนกลางซึ่งล้อมรอบด้วยที่สูงและภูเขาตามแนวชายฝั่ง โดยเฉพาะภูมิทัศน์ทางตะวันตกที่ประกอบด้วยหน้าผาอันสูงชัน เนินเขา และภูเขา พื้นที่ราบลุ่มตอนกลางถูกปกคลุมอย่างกว้างขวางด้วยสิ่งทับถมจากธารน้ำแข็งที่เป็นดินเหนียวและทราย รวมถึงมีพื้นที่พรุขนาดใหญ่และทะเลสาบหลายแห่ง จุดสูงสุดของประเทศคือแคร์รอนทูฮิลในเทศมณฑลเคร์รี (ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเทือกเขาแมกกิลลีคัดดีส์รีกส์) มีความสูงประมาณ 1,038.6 เมตร ส่วนแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำแชนนอน ซึ่งไหลผ่านที่ราบตอนกลางของประเทศลงสู่ชะวากทะเลแชนนอนใกล้เมืองลิเมอริก และเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในไอร์แลนด์ด้วยความยาว 386 กิโลเมตร ชายฝั่งไอร์แลนด์มีความเว้าแหว่งสูง โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่หันสู่มหาสมุทรแอตแลนติก มีอ่าว คาบสมุทร เกาะ หน้าผาทะเล และชายหาดจำนวนมาก เช่น คาบสมุทรดิงเกิล คาบสมุทรไอเวอราค ผาโมเฮอร์ หมู่เกาะแอรัน หมู่เกาะสเกลลิก และหมู่เกาะบลาสเก็ต ภายในประเทศมีแม่น้ำ ทะเลสาบ และพื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมาก เช่น ทะเลสาบล็อกคอร์ริบ ทะเลสาบล็อกเดิร์ก และทะเลสาบล็อกรี

ไอร์แลนด์จัดเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพื้นที่ป่าไม้น้อยที่สุดในทวีปยุโรป[24] แม้ว่าผืนดินจะเคยถูกปกคลุมด้วยป่าทึบจนกระทั่งสิ้นสุดยุคกลางก็ตาม พันธุ์ไม้พื้นเมืองของที่นี่รวมถึงไม้ผลัดใบ เช่น โอ๊ก, แอช, ฮาเซล, เบิร์ช, ออลเดอร์, วิลโลว์, แอสเพน, เอล์ม, โรวัน และฮอว์ทอร์น ตลอดจนไม้โตเร็วไม่ผลัดใบ เช่น สนสกอต, ยู, ฮอลลี และต้นสตรอว์เบอร์รี การขยายตัวของพื้นที่พรุแบล็งเก็ตและการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำเกษตรกรรมเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักของการหายไปของป่าไม้ในไอร์แลนด์[25] ในปัจจุบันมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ 10 ของประเทศเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนป่าสนที่เป็นพืชต่างถิ่น และมีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่เป็นป่าโบราณ[26][27] เทียบกับค่าเฉลี่ยของพื้นที่ป่าไม้ในประเทศยุโรปอื่น ๆ อยู่ที่สูงกว่าร้อยละ 33[26] อย่างไรก็ตาม สภาพภูมิอากาศของไอร์แลนด์ส่งผลให้ต้นไม้มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป[28] นอกจากนี้ แนวพุ่มไม้ริมรั้ว ซึ่งตามประเพณีไอริชเดิมนั้นใช้ในการแบ่งเขตที่ดิน ได้กลายเป็นสิ่งทดแทนป่าไม้ของสัตว์ป่าและพืชพื้นเมือง[29] ไอร์แลนด์ยังเป็นที่ตั้งของภูมิภาคเชิงนิเวศบนบก 2 แห่ง ได้แก่ ป่าผลัดใบเคลติก และป่าผสมชื้นแอตแลนติกเหนือ [30]

พื้นที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศใช้ในเกษตรกรรม คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 64 ของพื้นที่ทั้งหมด[31] ส่งผลให้มีพื้นที่เหลือจำกัดในการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมป่าขนาดใหญ่ที่ต้องการอาณาเขตขนาดกว้างขวาง[32] ประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเกษตรประกอบกับวิธีการเกษตรกรรมสมัยใหม่ เช่น การใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ย ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของเกาะไอร์แลนด์[33]

ประเทศไอร์แลนด์ มีอุทยานแห่งชาติ 8 แห่ง และมีพื้นที่คุ้มครองหลายประเภท เช่น พื้นที่อนุรักษ์พิเศษ (อังกฤษ: Special Areas of Conservation) พื้นที่คุ้มครองพิเศษ (อังกฤษ: Special Protection Areas) และพื้นที่มรดกทางธรรมชาติ (อังกฤษ: Natural Heritage Areas) เพื่ออนุรักษ์ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และภูมิประเทศทางธรรมชาติ[34] ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของไอร์แลนด์ ได้แก่ คุณภาพน้ำ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมโทรมของพื้นที่พรุ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม และการกัดเซาะชายฝั่งของเกาะไอร์แลนด์

ภูมิอากาศ

[แก้]
อุทยานแห่งชาติเทือกเขาวิกโลว์

ไอร์แลนด์มีภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทร ซึ่งเป็นอิทธิพลโดยตรงจากมหาสมุทรแอตแลนติกและกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมที่ช่วยปรับสภาพเส้นทางสภาพอากาศ[35] ทำให้อุณหภูมิแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและอุ่นกว่าภูมิภาคอื่นที่อยู่ในละติจูดเดียวกัน เช่น แลบราดอร์​ หรือ ดินแดนคัมชัตคา โดยพื้นที่ทางตะวันตกของไอร์แลนด์มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและฝนตกชุกมากกว่าฝั่งตะวันออก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลักษณะภูมิอากาศที่เป็นแบบมหาสมุทร อุณหภูมิจึงไม่ค่อยลดต่ำกว่า -5 °C ในฤดูหนาว หรือสูงเกินกว่า 26 °C ในฤดูร้อน[36] อุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในไอร์แลนด์คือ 33.3 °C เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1887 ที่ปราสาทคิลเคนนี เทศมณฑลคิลเคนนี ในขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดที่บันทึกไว้คือ -19.1 °C ที่ปราสาทมาร์ครีในเทศมณฑลสไลโก[37] ในไอร์แลนด์อากาศเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วภายในวันเดียวกัน และมีฝนตกชุกในช่วงฤดูหนาวและตกน้อยกว่าในช่วงเดือนแรกของฤดูร้อน พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ได้รับปริมาณน้ำฝนมากที่สุดอันเป็นผลมาจากลมตะวันตกเฉียงใต้ ในขณะที่แถบกรุงดับลินและชายฝั่งตะวันออกได้รับฝนน้อยที่สุด ระยะเวลาที่มีแสงแดดยาวนานที่สุดจะอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ[35] พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกสุดขอบถือเป็นสองภูมิภาคที่มีลมแรงที่สุดในยุโรป และมีศักยภาพสูงในการผลิตพลังงานลม[38]

โดยปกติแล้วไอร์แลนด์มีแสงแดดระหว่าง 1,100 ถึง 1,600 ชั่วโมงในแต่ละปี โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 3.25 ถึง 3.75 ชั่วโมงต่อวัน เดือนที่มีแสงแดดส่องสว่างมากที่สุดคือเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งเฉลี่ยระหว่าง 5 ถึง 6.5 ชั่วโมงต่อวันทั่วประเทศ ทางตะวันออกเฉียงใต้สุดจะได้รับแสงแดดมากที่สุด โดยเฉลี่ยมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวันในช่วงต้นฤดูร้อน ในทางกลับกัน เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่มืดครึ้มที่สุด โดยมีแสงแดดเฉลี่ยรายวันตั้งแต่ประมาณ 1 ชั่วโมงทางตอนเหนือ ไปจนถึงเกือบ 2 ชั่วโมงทางตะวันออกเฉียงใต้สุด จากสถิติพบว่าฤดูร้อนที่แดดจัดที่สุดในรอบ 100 ปี (ค.ศ. 1881 ถึง 1980) คือปี ค.ศ. 1887 จากการวัดที่สวนฟีนิกซ์พาร์กในกรุงดับลิน ส่วนปี ค.ศ. 1980 เป็นปีที่มืดครึ้มที่สุด[39]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ประวัติศาสตร์ของประเทศไอร์แลนด์ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เกาะไอร์แลนด์ ซึ่งมีพัฒนาการยาวนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สังคมเกลิก การเข้ามาของคริสต์ศาสนา ยุคไวกิงและนอร์มัน การปกครองของอังกฤษ และการก่อตั้งรัฐเอกราชในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในทางการเมือง รัฐไอร์แลนด์ปัจจุบันมีต้นกำเนิดจากการแยกตัวของ 26 เทศมณฑลจากสหราชอาณาจักรภายหลังสงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์และสนธิสัญญาอังกฤษ-ไอริช ค.ศ. 1921[40]

พูลนาบรอนดอลเมนในเทศมณฑลแคลร์ เป็นอนุสรณ์หินยุคหินใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของไอร์แลนด์

มนุษย์ตั้งถิ่นฐานบนเกาะไอร์แลนด์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนยุคหินใหม่สร้างอนุสรณ์หินขนาดใหญ่ เช่น นิวเกรนจ์ และพูลนาบรอนดอลเมน ต่อมาในยุคโลหะ วัฒนธรรมและภาษาเคลต์มีอิทธิพลต่อสังคมไอร์แลนด์เกลิก ซึ่งประกอบด้วยอาณาจักรย่อยจำนวนมาก ไม่ได้มีการรวมศูนย์เป็นรัฐเดียวแบบสมัยใหม่ คริสต์ศาสนาแพร่เข้าสู่ไอร์แลนด์ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 และวัฒนธรรมการสร้างอารามเจริญรุ่งเรืองในยุคกลางตอนต้น[41] ตั้งแต่ ค.ศ. 795 ชาวไวกิงเริ่มโจมตีและตั้งถิ่นฐานตามชายฝั่ง ทำให้เมืองท่าอย่างดับลิน วอเทอร์เฟิร์ด เวกซ์เฟิร์ด คอร์ก และลิเมอริกเติบโตขึ้น ต่อมาใน ค.ศ. 1169 ชาวนอร์มันเข้ามาในไอร์แลนด์ และพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษทรงวางรากฐานอำนาจอังกฤษเหนือบางส่วนของเกาะในรูปแบบลอร์ดชิปแห่งไอร์แลนด์ อำนาจอังกฤษค่อย ๆ ขยายตัว แต่สังคมเกลิกยังคงมีบทบาทในหลายพื้นที่อีกหลายศตวรรษ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์ทิวดอร์พยายามรวมอำนาจเหนือไอร์แลนด์อย่างเป็นระบบ และใน ค.ศ. 1541 ไอร์แลนด์ถูกยกฐานะเป็นราชอาณาจักรไอร์แลนด์ ภายใต้พระมหากษัตริย์อังกฤษ ความขัดแย้งทางศาสนา ที่ดิน และอำนาจการเมืองนำไปสู่สงครามและการกบฏหลายครั้ง โดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 17 หลังจากนั้นชนชั้นนำโปรเตสแตนต์ครอบงำการเมืองและที่ดินของไอร์แลนด์ ขณะที่ชาวคาทอลิกถูกจำกัดสิทธิเป็นเวลานาน พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1800 ทำให้ไอร์แลนด์รวมกับบริเตนใหญ่เป็นสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ตั้งแต่ ค.ศ. 1801[42] ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไอร์แลนด์เผชิญความยากจน ปัญหาที่ดิน และทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในไอร์แลนด์ระหว่าง ค.ศ. 1845–1849 ซึ่งทำให้ประชากรลดลงอย่างรุนแรงจากความอดอยาก โรคระบาด และการอพยพ[43] ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 การเมืองไอร์แลนด์มุ่งสู่การเรียกร้องการปกครองตนเองภายในสหราชอาณาจักร

ความเสียหายในดับลินหลังการลุกฮืออีสเตอร์ ค.ศ. 1916

การลุกฮืออีสเตอร์ ค.ศ. 1916 และการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1918 ทำให้กระแสสาธารณรัฐนิยมเข้มแข็ง ผู้แทนพรรคชินน์เฟนจัดตั้งดาลเอเรินใน ค.ศ. 1919 และประกาศเอกราชเป็นสาธารณรัฐไอริช นำไปสู่สงครามประกาศอิสรภาพระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐไอริชกับฝ่ายอังกฤษ หลังการเจรจา สนธิสัญญาอังกฤษ-ไอริช ค.ศ. 1921 ได้มีการจัดตั้งเสรีรัฐไอริชในฐานะประเทศในเครือจักรภพ แต่การยอมรับสนธิสัญญาทำให้เกิดสงครามกลางเมืองไอร์แลนด์ระหว่าง ค.ศ. 1922–1923[44] และประเทศเสรีรัฐไอริชก่อตั้งอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1922 ขณะที่ไอร์แลนด์เหนือยังคงอยู่ในสหราชอาณาจักร ต่อมาไอร์แลนด์ลดความเชื่อมโยงกับอังกฤษลงอย่างต่อเนื่อง ใช้รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ใน ค.ศ. 1937 และประกาศสถานะเป็นสาธารณรัฐ กลายเป็นประเทศไอร์แลนด์ใน ค.ศ. 1949[45] ไอร์แลนด์ดำเนินนโยบายเป็นกลางในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติใน ค.ศ. 1955

ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไอร์แลนด์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากประเทศที่เน้นภาคเกษตรกรรมและมีการอพยพออกจากประเทศสูง กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิด ไอร์แลนด์เข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปใน ค.ศ. 1973 ซึ่งมีผลสำคัญต่อการค้า เกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทระหว่างประเทศของประเทศ[46] แม้ประเทศไอร์แลนด์ไม่ได้ปกครองไอร์แลนด์เหนือ แต่ความขัดแย้งในประเทศไอร์แลนด์เหนือหรือเดอะทรับเบิลส์มีผลโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างไอร์แลนด์กับสหราชอาณาจักร กระบวนการสันติภาพนำไปสู่ความตกลงวันศุกร์ประเสริฐ ใน ค.ศ. 1998 ซึ่งวางหลักการว่าการเปลี่ยนสถานะของไอร์แลนด์เหนือจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ในไอร์แลนด์เหนือยินยอม และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไอร์แลนด์เกี่ยวกับบทบัญญัติเรื่องดินแดน[47] ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไอร์แลนด์เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงที่เรียกว่าเศรษฐกิจเสือเซลติก ก่อนเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลัง ค.ศ. 2008 และฟื้นตัวในทศวรรษต่อมา สังคมไอร์แลนด์ร่วมสมัยมีความหลากหลายมากขึ้นจากการย้ายถิ่นและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การรับรองการสมรสเพศเดียวกันใน ค.ศ. 2015 และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ใน ค.ศ. 2018 ปัจจุบัน ไอร์แลนด์เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ยูโรโซน สหประชาชาติ และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ พร้อมกับคงนโยบายความเป็นกลางทางทหาร

การแบ่งเขตการปกครอง

[แก้]
เทศมณฑลทั้ง 31 แห่งของประเทศไอร์แลนด์ แบ่งเป็นจังหวัด

ไอร์แลนด์มีระบบการปกครองท้องถิ่นแบบชั้นเดียว โดยแบ่งออกเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 31 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย 26 สภาเทศมณฑล, 3 สภานคร และ 2 สภานครและเทศมณฑล[48] มีเขตเทศบาล 95 เขต สมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งทุก 5 ปี และองค์กรเหล่านี้รับผิดชอบด้านที่อยู่อาศัย การวางผังเมือง ถนน ห้องสมุด สิ่งแวดล้อม บริการดับเพลิง ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนในระดับท้องถิ่น[49]

ในทางสถิติและการสำมะโน สำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์มักจัดประเทศไอร์แลนด์เป็น 26 เทศมณฑลเชิงบริหารและ 5 นคร ได้แก่ ดับลิน คอร์ก ลิเมอริก กอลเวย์ และวอเทอร์เฟิร์ด โดยในพื้นที่ดับลินจะจำแนกเป็น 4 เขตการปกครองท้องถิ่น ได้แก่ ดับลิน ซิตี เทศมณฑลดูเลียรี-แรทดาวน์ เทศมณฑลเซาท์ดับลิน และเทศมณฑลฟิงกัล[50]

นอกจากนี้ ไอร์แลนด์ยังมีการแบ่งพื้นที่เชิงประวัติศาสตร์ออกเป็น 4 จังหวัดของไอร์แลนด์ ได้แก่ เลนสเตอร์ มันสเตอร์ คอนนอต และอัลสเตอร์ ซึ่งถึงแม้จังหวัดเหล่านี้จะไม่มีสถานะเป็นหน่วยบริหารท้องถิ่นในปัจจุบัน แต่การแบ่งไอร์แลนด์เป็นจังหวัดนั้น ยังคงมีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม กีฬา และอัตลักษณ์ภูมิภาค

เขตการปกครองท้องถิ่นของประเทศไอร์แลนด์[51][52]
ตรา เขตการปกครอง ศูนย์กลาง จังหวัด ภูมิภาคสถิติ พื้นที่
(ตร.กม.)
ประชากร
(สำมะโน ค.ศ. 2022)
คาร์โลว์ คาร์โลว์ เลนสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 898 61,931
แควัน แควัน อัลสเตอร์ ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 1,932 81,201
แคลร์ เอนนิส มันสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 3,442 127,419
คอร์ก ซิตี คอร์ก มันสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 198 222,333
คอร์ก คอร์ก มันสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 7,281 358,898
ดอนีกอล ลิฟเฟิร์ด อัลสเตอร์ ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 4,860 166,321
ดับลิน ซิตี ดับลิน เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 118 588,233
ดูนเลียรี–แรทดาวน์ ดูนเลียรี เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 127 233,457
ฟิงกัล ซอดส์ เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 453 329,218
กอลเวย์ ซิตี กอลเวย์ คอนนอต ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 53 83,456
กอลเวย์ กอลเวย์ คอนนอต ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 6,100 192,995
เคร์รี ทราลี มันสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 4,735 155,258
คิลเคนนี คิลเคนนี เลนสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 2,072 103,685
คิลแดร์ เนส เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 1,695 247,774
ลีช พอร์ตลีช เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 1,720 91,657
ลีทริม แคร์ริกออนแชนนอน คอนนอต ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 1,589 35,087
ลิเมอริก ลิเมอริก มันสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 2,760 205,444
ลองเฟิร์ด ลองเฟิร์ด เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 1,091 46,634
ลาวท์ ดันดอล์ก เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 832 139,100
เมโย คาสเซิลบาร์ คอนนอต ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 5,588 137,231
มีท นาวัน เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 2,335 220,296
มอนาฮัน มอนาฮัน อัลสเตอร์ ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 1,296 64,832
ออฟฟาลี ทูลลามอร์ เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 1,990 82,668
รอสคอมมัน รอสคอมมัน คอนนอต ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 2,548 69,995
สไลโก สไลโก คอนนอต ภูมิภาคเหนือและตะวันตก 1,838 69,819
เซาท์ดับลิน ทัลลา เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 223 299,793
ทิปเพอแรรี คลอนเมล และ นีนา มันสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 4,304 167,661
วอเทอร์เฟิร์ด วอเทอร์เฟิร์ด มันสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 1,859 127,085
เวสต์มีท มัลลิงการ์ เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 1,825 95,840
เวกซ์เฟิร์ด เวกซ์เฟิร์ด เลนสเตอร์ ภูมิภาคใต้ 2,365 163,527
วิกโลว์ วิกโลว์ เลนสเตอร์ ภูมิภาคตะวันออกและมิดแลนด์ 2,033 155,485

การเมืองการปกครอง

[แก้]
สรุประบบการเมืองไอร์แลนด์
รูปแบบรัฐ สาธารณรัฐระบบรัฐสภา
ประมุขแห่งรัฐ ประธานาธิบดี
หัวหน้ารัฐบาล ทีเชิฆ
รัฐสภา เอรัฆตัส — ระบบสองสภา
สภาล่าง ดาลเอเริน — 174 ที่นั่ง
สภาสูง ชานัดเอเริน — 60 ที่นั่ง
ระบบเลือกตั้ง สัดส่วนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงได้ (PR-STV)
รัฐบาลปัจจุบัน ฟีอันนา ฟอล, ฟีเนอเกล และสมาชิกอิสระ
สมาชิกภาพสำคัญ สหภาพยุโรป และ เขตพื้นที่เดินทางร่วม

ไอร์แลนด์เป็นสาธารณรัฐตามรัฐธรรมนูญที่มีระบบรัฐสภาเป็นรูปแบบการปกครอง อำนาจนิติบัญญัติอยู่ที่ เอรัฆตัส รัฐสภาแห่งชาติของไอร์แลนด์ ซึ่งประกอบด้วยประธานาธิบดีและสองสภา ได้แก่ ดาลเอเริน ซึ่งเป็นสภาผู้แทนราษฎร และ ชานัดเอเริน ซึ่งเป็นวุฒิสภา[53] ประธานาธิบดีพำนักอย่างเป็นทางการที่อาคารอารัสอันอัวคทารอน ส่วนรัฐสภาเอรัฆตัสประชุมที่เลนสเตอร์เฮาส์ในกรุงดับลิน

ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระเจ็ดปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองวาระ[54] แม้ตำแหน่งนี้มีบทบาทส่วนใหญ่ในเชิงพิธีการ แต่รัฐธรรมนูญให้อำนาจบางประการ เช่น การแต่งตั้งทีเชิฆตามการเสนอชื่อของดาล การลงนามกฎหมาย และการส่งร่างกฎหมายให้ศาลสูงสุดวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ[55] แคทเธอริน คอนนอลลีเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของไอร์แลนด์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025[56]

ทีเชิฆ เป็นหัวหน้ารัฐบาลคล้ายกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีตามการเสนอชื่อของดาลเอเริน และเป็นผู้เสนอรายชื่อรัฐมนตรีให้ดาลเอเรินให้ความเห็นชอบก่อนประธานาธิบดีแต่งตั้ง[57] รัฐบาลไอร์แลนด์มีคณะรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 15 คน โดยทีเชิฆ ทอนิชเทอ (รองนายกรัฐมนตรี) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องเป็นสมาชิกดาลเอเริน[58] รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรคฟีอันนา ฟอล, ฟีเนอเกล และสมาชิกอิสระ โดยมีไมเคิล มาร์ตินจากพรรคฟีอันนา ฟอลเป็นทีเชิฆ และไซมอน แฮร์ริสจากพรรคฟีเนอเกลเป็นทอนิชเทอ[59]

ดาลเอเริน เป็นสภาล่างและเป็นสภาหลักของรัฐสภา มีสมาชิก 174 คน เรียกว่า Teachta Dála หรือทีดี (TD) จาก 43 เขตเลือกตั้ง[60] สมาชิกดาลได้รับเลือกตั้งด้วยระบบสัดส่วนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงได้ (PR-STV) ซึ่งใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปของไอร์แลนด์[61] การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2024[62] ส่วน ชานัดเอเริน เป็นสภาสูง มีสมาชิก 60 คน โดย 11 คนได้รับการเสนอชื่อโดยทีเชิฆ, 6 คนมาจากเขตเลือกตั้งมหาวิทยาลัย และ 43 คนมาจากคณะผู้เลือกตั้งตามกลุ่มวิชาชีพ[63]

ไอร์แลนด์เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1973 และใช้ยูโรในฐานะสมาชิกยูโรโซน[64] ไอร์แลนด์ยังเป็นส่วนหนึ่งของ เขตพื้นที่เดินทางร่วม (CTA) ร่วมกับสหราชอาณาจักร ไอล์ออฟแมน และหมู่เกาะแชนเนล ทำให้พลเมืองไอริชและบริติชเดินทางระหว่างกันได้โดยเสรีในหลายกรณี[65] แต่ไม่ได้อยู่ในเขตเชงเกน[66]

ในด้านคุณภาพสถาบันการเมือง ไอร์แลนด์โดยทั่วไปถูกจัดอยู่ในกลุ่มประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพสูง โดยโครงการ V-Dem ใช้ดัชนีประชาธิปไตยเสรีนิยมในการประเมินเสรีภาพในการเลือกตั้ง หลักนิติธรรม สิทธิพลเมือง และการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร[67] ขณะเดียวกัน ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ค.ศ. 2025 ให้ไอร์แลนด์ 76 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 12 จาก 182 ประเทศและดินแดน[68]

กฎหมาย

[แก้]
โฟร์คอตส์ในดับลิน เป็นอาคารหลักของศาลแพ่งหลายแห่ง
อาคารศาลอาญาในดับลิน

ไอร์แลนด์มีระบบกฎหมายแบบกฎหมายจารีตประเพณี ร่วมกับรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ซึ่งกำหนดโครงสร้างของประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สิทธิขั้นพื้นฐาน และอำนาจของสถาบันรัฐ กฎหมายไอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจากกฎหมายอังกฤษในอดีต แต่หลังเอกราชได้พัฒนาระบบนิติศาสตร์ของตนเองผ่านรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาศาล กฎหมายของรัฐสภา และกฎหมายสหภาพยุโรป

ระบบศาลของไอร์แลนด์ประกอบด้วยศาลสูงสุดไอร์แลนด์ ศาลอุทธรณ์ ศาลสูง ศาลเซอร์กิต และศาลแขวง ซึ่งพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาตามลำดับเขตอำนาจและความร้ายแรงของคดี[69] คดีอาญาร้ายแรงโดยทั่วไปต้องพิจารณาโดยคณะลูกขุน เว้นแต่กรณีเฉพาะที่กฎหมายกำหนดโดยศาลสูง ศาลอุทธรณ์ และศาลสูงสุดมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายและการกระทำของสถาบันรัฐผ่านกระบวนการทบทวนโดยศาล รัฐธรรมนูญกำหนดให้การพิจารณาคดีต้องดำเนินในที่สาธารณะ เว้นแต่กรณีพิเศษและจำกัดที่กฎหมายกำหนดไว้[70] หลักการดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของความโปร่งใส ความเป็นอิสระของศาล และหลักนิติธรรมในระบบการเมืองไอร์แลนด์

การบังคับใช้กฎหมายพลเรือนอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจการ์ดาชีคานา ซึ่งมักเรียกสั้น ๆ ว่า "การ์ดี" (ไอริช: Gardaí) การ์ดีเป็นตำรวจพลเรือนแห่งชาติของรัฐ มีหน้าที่ครอบคลุมการรักษาความสงบ การป้องกันและสืบสวนอาชญากรรม การรักษาความปลอดภัยของรัฐ การจราจร การตรวจคนเข้าเมืองบางส่วน และความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ[71] โดยการ์ไดส่วนใหญ่ไม่ได้พกอาวุธปืนเป็นประจำ[72] ในด้านความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ไอร์แลนด์ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความปลอดภัยและสันติภาพสูงมาก โดยดัชนีสันติภาพโลก 2025 ของสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (อังกฤษ: Institute for Economics and Peace; IEP) จัดให้ไอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก[73]

กฎหมายสัญชาติไอร์แลนด์

[แก้]

กฎหมายสัญชาติของไอร์แลนด์มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับทั้งเกาะไอร์แลนด์ รวมถึงไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร บุคคลที่เกิดในไอร์แลนด์เหนืออาจมีสิทธิถือสัญชาติไอริชได้หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น มีบิดาหรือมารดาเป็นพลเมืองไอริชหรืออังกฤษ หรือมีสิทธิพำนักในไอร์แลนด์หรือไอร์แลนด์เหนือโดยไม่มีข้อจำกัด[74] สิทธินี้มีความสำคัญเป็นพิเศษหลังความตกลงกู๊ดฟรายเดย์ ซึ่งรับรองสิทธิของประชาชนในไอร์แลนด์เหนือในการระบุตนว่าเป็นชาวไอริช ชาวบริติช หรือทั้งสองอย่าง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

[แก้]
ทีเชิฆ ไมเคิล มาร์ติน กับประธานาธิบดีสหรัฐ ดอนัลด์ ทรัมป์ที่ทำเนียบขาว ใน ค.ศ. 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจาการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักรและสหรัฐ ชาวไอริชพลัดถิ่นในต่างแดน และนโยบายความเป็นกลางทางทหาร ประเทศไอร์แลนด์เป็นสมาชิกสหประชาชาติ ตั้งแต่ ค.ศ. 1955 และมีบทบาทในงานรักษาสันติภาพ ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา สิทธิมนุษยชน การลดอาวุธ และความร่วมมือพหุภาคี

ไอร์แลนด์เข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1973 และปัจจุบันเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและยูโรโซน ประเทศไอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกเนโท แต่เข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพของเนโทตั้งแต่ ค.ศ. 1999 โดยยังคงนโยบายความเป็นกลางทางทหาร กองกำลังไอริชเข้าร่วมภารกิจของสหประชาชาติตั้งแต่ ค.ศ. 1958 และมีธรรมเนียมสำคัญด้านการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ[15]

ความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักรมีความสำคัญเป็นพิเศษจากประวัติศาสตร์ร่วมกัน การแบ่งเกาะเป็นสองส่วน เขตพื้นที่การเดินทางร่วมกัน และกระบวนการสันติภาพไอร์แลนด์เหนือ โดยความตกลงกู๊ดฟรายเดย์ ค.ศ. 1998 เป็นกรอบสำคัญของสันติภาพและความร่วมมือบนเกาะไอร์แลนด์ ความสัมพันธ์กับสหรัฐมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมจากชุมชนชาวไอริช-อเมริกันและการลงทุนของบริษัทอเมริกันในไอร์แลนด์

การทหาร

[แก้]
ทหารกองทัพบกไอร์แลนด์ในภารกิจคอซอวอฟอร์ซ (Kosovo Force; KFOR) ค.ศ. 2010
เรือตรวจการณ์ซามูเอล เบ็คเค็ทท์ (LÉ Samuel Beckett) ของกองทัพเรือไอร์แลนด์

กองกำลังป้องกันประเทศไอร์แลนด์ (Irish Defence Forces) เป็นกองทัพของประเทศไอร์แลนด์ ประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังสำรอง[75] ประธานาธิบดีไอร์แลนด์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติ กองกำลังตอบต่อรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

บทบาททางทหารของไอร์แลนด์จำกัดอยู่ที่การป้องกันประเทศ การช่วยเหลืออำนาจพลเรือน, การลาดตระเวนเขตน่านน้ำและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ การช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพหรือการจัดการวิกฤตในต่างประเทศ ไอร์แลนด์ไม่มีการเกณฑ์ทหารและกองกำลังทั้งหมดเป็นระบบสมัครใจ

นโยบายความเป็นกลางทางทหารของไอร์แลนด์สัมพันธ์กับหลักที่เรียกว่า “การล็อก 3 ชั้น” สำหรับการส่งกำลังทหารไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในต่างประเทศ โดยทั่วไปต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสหประชาชาติ รัฐบาล และดาลเอเริน ก่อนส่งกำลังเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด[76] แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นกลไกที่เชื่อมโยงนโยบายความเป็นกลางของไอร์แลนด์เข้ากับความชอบธรรมระหว่างประเทศและการควบคุมโดยรัฐสภา แม้ในช่วงหลังจะมีการถกเถียงทางการเมืองเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบดังกล่าวให้สอดคล้องกับสภาพความมั่นคงโลกที่เปลี่ยนไป

กองทัพบกไอร์แลนด์เป็นกำลังภาคพื้นดินหลักของประเทศ รับผิดชอบการป้องกันประเทศ การสนับสนุนการ์ดาชีคานา (ตำรวจแห่งชาติ) ในสถานการณ์จำเป็น การช่วยเหลือพลเรือน และการส่งกำลังเข้าร่วมภารกิจต่างประเทศ กองทัพเรือไอร์แลนด์มีหน้าที่ลาดตระเวนน่านน้ำและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ คุ้มครองทรัพยากรประมง สนับสนุนการค้นหาและกู้ภัย และรักษาความมั่นคงทางทะเล ส่วนกองทัพอากาศไอร์แลนด์สนับสนุนการลาดตระเวนทางอากาศ การขนส่ง การฝึก การค้นหาและกู้ภัยบางส่วน และภารกิจช่วยเหลือหน่วยงานพลเรือน

ขนาดกำลังรบของไอร์แลนด์มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหลายประเทศยุโรป และเผชิญปัญหาการจัดหาและรักษากำลังพลในปัจจุบัน รายงานสื่อไอริชระบุว่ากำลังพลถาวรของกองกำลังป้องกันประเทศไอร์แลนด์ อยู่ที่ประมาณ 7,767 นาย ในปี ค.ศ. 2026[77] การเพิ่มกำลังพล การปรับปรุงค่าตอบแทน อุปกรณ์ ความมั่นคงไซเบอร์ ความสามารถทางทะเล และการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเป็นประเด็นนโยบายกลาโหมร่วมสมัย

ประเทศไอร์แลนด์มีประวัติการเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพที่ยาวนาน โดยเฉพาะในประเทศเลบานอน ไซปรัส คองโก คอซอวอ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และภารกิจอื่น ๆ ของสหประชาชาติหรือสหภาพยุโรป ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา การรักษาสันติภาพกลายเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ทางทหารและนโยบายต่างประเทศของไอร์แลนด์

ประชากร

[แก้]
ดับลิน เป็นเมืองหลวงและเขตเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ
สรุปประชากรไอร์แลนด์
ประชากรสำมะโน ค.ศ. 2022 5,149,139 คน
ประมาณการประชากร เม.ย. 2025 5,458,600 คน
ประชากรดับลิน เม.ย. 2025 1,568,000 คน หรือ 28.7% ของประเทศ
อายุเฉลี่ย ค.ศ. 2022 38.8 ปี
ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป เม.ย. 2025 861,100 คน หรือ 15.8%
ประชากรอายุ 0–14 ปี เม.ย. 2025 1,000,100 คน หรือ 18.3%
สัญชาติไอริช เม.ย. 2025 4,570,200 คน หรือ 83.7%
ผู้อพยพเข้า เม.ย. 2024–เม.ย. 2025 125,300 คน
ผู้อพยพออก เม.ย. 2024–เม.ย. 2025 65,600 คน
ศาสนาหลัก โรมันคาทอลิก 69.1% ในสำมะโน ค.ศ. 2022
ผู้พูดภาษาไอริช 1,873,997 คน หรือ 40% ของประชากรอายุ 3 ปีขึ้นไป

จากสำมะโนประชากรไอร์แลนด์เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2022 ไอร์แลนด์มีประชากร 5,149,139 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากสำมะโนครั้งก่อนใน ค.ศ. 2016[78] ต่อมาในประมาณการประชากรเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 สำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์ประเมินว่าประชากรประจำถิ่นปกติของประเทศเพิ่มเป็น 5,458,600 คน เพิ่มขึ้น 78,300 คน หรือร้อยละ 1.5 จากปีก่อนหน้า[79]

การเพิ่มขึ้นของประชากรไอร์แลนด์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 เกิดจากทั้งการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติและการย้ายถิ่นสุทธิเป็นบวก ในรอบ 12 เดือนถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 ไอร์แลนด์มีผู้ย้ายเข้า 125,300 คน และผู้ย้ายออก 65,600 คน ทำให้มีการย้ายถิ่นสุทธิเป็นบวก 59,700 คน ขณะเดียวกันมีการเกิด 54,400 คน และการตาย 35,800 คน ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ 18,600 คน[79] การเติบโตของประชากรในปีดังกล่าวจึงมาจากการย้ายถิ่นสุทธิประมาณสามในสี่ และจากการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติประมาณหนึ่งในสี่

ชาวไอริชสมัยใหม่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยมีองค์ประกอบจากสังคมเกลิก, นอร์ส, แองโกล-นอร์มัน, อังกฤษ, สกอต และกลุ่มผู้อพยพสมัยใหม่จากยุโรป เอเชีย แอฟริกา และอเมริกา ไอร์แลนด์เคยเป็นประเทศที่มีการอพยพออกสูงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในไอร์แลนด์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ประเทศได้เปลี่ยนเป็นทั้งประเทศรับผู้อพยพเข้าและประเทศที่ชาวไอริชพลัดถิ่นจำนวนหนึ่งย้ายกลับเข้ามา

การกระจายตัวของประชากรและเมืองใหญ่

[แก้]

ประชากรของไอร์แลนด์กระจุกตัวอย่างเด่นชัดในพื้นที่ตะวันออกและเขตเมือง โดยเฉพาะเขตมหานครดับลิน ประมาณการเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 ระบุว่าดับลิน มีประชากร 1,568,000 คน คิดเป็นร้อยละ 28.7 ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.2 ใน ค.ศ. 2019 เมืองหลวงจึงเป็นศูนย์กลางประชากร เศรษฐกิจ การศึกษา การย้ายถิ่น และการจ้างงานที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ในสำมะโน ค.ศ. 2022 การเติบโตของประชากรมีแนวโน้มสูงในภาคตะวันออกและพื้นที่รอบดับลิน โดยเทศมณฑลมีท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13, เทศมณฑลฟิงกัล ร้อยละ 12 และเทศมณฑลคิลแดร์ ร้อยละ 11 ระหว่าง ค.ศ. 2016–2022[80] ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนการขยายตัวของเขตชานเมือง การเดินทางไปทำงานในดับลิน และแรงกดดันด้านที่อยู่อาศัยในเมืองหลวง

สำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์ระบุว่าในสำมะโน ค.ศ. 2022 ประชากรราวหนึ่งในสามของประเทศ หรือประมาณ 1.7 ล้านคน อาศัยอยู่ในเมืองและชานเมือง ส่วนเกือบ 1.5 ล้านคนอาศัยอยู่นอกเมือง เมืองย่อย และชานเมือง ขณะที่เมืองหรือชุมชนเมืองที่มีประชากรตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไปมีประชากรรวมกันเกือบ 1 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 18 ของประชากรทั้งประเทศ จำนวน 49 แห่ง[81]

เมืองและชุมชนเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ สำมะโน ค.ศ. 2022[82]


ดับลิน

คอร์ก

อันดับ เมือง/ชุมชนเมือง ประชากร อันดับ เมือง/ชุมชนเมือง ประชากร


ลิเมอริก

กอลเวย์

1ดับลิน1,263,21911เอนนิส27,923
2คอร์ก222,52612คาร์โลว์27,351
3ลิเมอริก102,28713คิลเคนนี27,184
4กอลเวย์85,91014เนส26,180
5วอเทอร์เฟิร์ด60,07915ทราลี26,079
6ดรอกเฮดา44,13516นิวบริดจ์24,366
7ดันดอล์ก43,11217บัลบริกกัน24,322
8ซอดส์40,77618พอร์ตลีช23,494
9นาวัน33,88619แอทโลน22,869
10เบรย์33,51220มัลลิงการ์22,667
หมายเหตุ: ตัวเลขใช้ขอบเขตเมืองและชุมชนเมืองตามนิยามของ CSO ในสำมะโน ค.ศ. 2022 ซึ่งอาจไม่ตรงกับเขตเทศบาลหรือเขตการปกครองท้องถิ่นทุกกรณี

โครงสร้างอายุและแนวโน้มประชากร

[แก้]

ไอร์แลนด์มีโครงสร้างประชากรค่อนข้างน้อยกว่า เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันตก ถึงกระนั้น ไอร์แลนด์กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อายุเฉลี่ยของประชากรเพิ่มจาก 37.4 ปีในสำมะโน ค.ศ. 2016 เป็น 38.8 ปีใน ค.ศ. 2022 โดยเพศชายมีอายุเฉลี่ย 38.2 ปี และเพศหญิง 39.4 ปี[83] ในระดับพื้นที่ เทศมณฑลฟิงกัล เทศมณฑลคิลแดร์ และเทศมณฑลมีท เป็นเขตที่มีอายุเฉลี่ยต่ำที่สุด ขณะที่เทศมณฑลเมโย เทศมณฑลเคร์รี เทศมณฑลรอสคอมมัน และเทศมณฑลลีทริม มีประชากรสูงอายุมากกว่าโดยเฉลี่ย[84]

ประมาณการเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 ระบุว่ามีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป 861,100 คน คิดเป็นร้อยละ 15.8 ของประชากรทั้งหมด เพิ่มจากร้อยละ 14.1 ใน ค.ศ. 2019 ส่วนประชากรอายุ 0–14 ปีอยู่ที่ 1,000,100 คน หรือร้อยละ 18.3 ของประชากรทั้งหมด ลดจากร้อยละ 20.5 ใน ค.ศ. 2019[79] แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศยังมีฐานวัยเด็กและวัยแรงงานขนาดใหญ่ แต่ภาระด้านบำนาญ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และบริการดูแลผู้สูงอายุจะมีความสำคัญมากขึ้นในระยะยาว

สำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์คาดการณ์ประชากรและกำลังแรงงานระหว่าง ค.ศ. 2023–2057 ว่าจำนวนเด็กอายุ 0–14 ปีมีแนวโน้มลดลงจากระดับหลังสำมะโน ค.ศ. 2022 ภายใต้หลายสมมติฐานเชิงประชากรศาสตร์ โดยอัตราการเพิ่มขึ้นและลดลงของประชากรโดยรวมขึ้นอยู่กับระดับการย้ายถิ่นเข้ามาในไอร์แลนด์เป็นหลัก[85] โดยโครงสร้างครัวเรือนในไอร์แลนด์เปลี่ยนไปตามการเพิ่มขึ้นของประชากรเมือง ราคาที่อยู่อาศัย การศึกษา และการเปลี่ยนรูปแบบครอบครัว สำมะโน ค.ศ. 2022 ระบุว่าขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจาก 2.75 คนใน ค.ศ. 2016 เป็น 2.74 คนใน ค.ศ. 2022[86] ในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 43 ระบุว่ายังโสด เพิ่มจากร้อยละ 41 ใน ค.ศ. 2016 ส่วนผู้ที่แต่งงาน รวมถึงแต่งงานใหม่และคู่ชีวิตเพศเดียวกัน อยู่ที่ร้อยละ 46 ลดจากร้อยละ 48[87]

ปัญหาที่อยู่อาศัยและค่าเช่ามีผลต่อรูปแบบการอยู่อาศัยของคนหนุ่มสาว สำมะโน ค.ศ. 2022 ระบุว่ามีผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป 522,486 คนที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จาก ค.ศ. 2016[88] อายุ 24 ปีเป็นอายุแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่แล้ว ขณะที่ในอายุ 28 ปี ยังมีคนร้อยละ 28 ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และในอายุ 30 ปี มีร้อยละ 20[89]

สุขภาพและอายุคาดเฉลี่ย

[แก้]

ไอร์แลนด์มีอายุคาดเฉลี่ยสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสหภาพยุโรป กระทรวงสาธารณสุขไอร์แลนด์รายงานว่าใน ค.ศ. 2023 อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดอยู่ที่ 81.1 ปีสำหรับเพศชาย และ 84.6 ปีสำหรับเพศหญิง เพิ่มขึ้นจาก 75.7 และ 80.7 ปีตามลำดับใน ค.ศ. 2003[90] อายุคาดเฉลี่ยรวมของประเทศอยู่ในกลุ่มสูงของยุโรป และสะท้อนการพัฒนาด้านบริการสุขภาพ รายได้ การศึกษา และสภาพความเป็นอยู่

ระบบสุขภาพของไอร์แลนด์ให้บริการผ่านทั้งผู้ให้บริการภาครัฐและเอกชน โดยบริการสาธารณะอยู่ภายใต้การบริหารของ Health Service Executive (HSE) และได้รับเงินสนับสนุนหลักจากภาษีทั่วไป ประชาชนอาจได้รับบริการบางประเภทโดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีค่าธรรมเนียมอุดหนุน ขึ้นอยู่กับรายได้ อายุ ภาวะเจ็บป่วย หรือสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม อย่างไรก็ตาม สังคมสูงวัยทำให้ประเทศต้องเผชิญความต้องการบริการสุขภาพและการดูแลระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะบริการสำหรับผู้สูงอายุ ภาวะสมองเสื่อม การดูแลที่บ้าน และบริการในชุมชน

การย้ายถิ่นฐานและสัญชาติไอริช

[แก้]

ไอร์แลนด์มีประวัติยาวนานในฐานะประเทศผู้อพยพออก โดยเฉพาะหลังทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในไอร์แลนด์ และในช่วงเศรษฐกิจซบเซาของคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประเทศเปลี่ยนเป็นจุดหมายของผู้อพยพเข้า โดยเฉพาะในช่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเสือเซลติก การขยายตัวของสหภาพยุโรป และการเติบโตของภาคเทคโนโลยี บริการ และสุขภาพ

ในรอบ 12 เดือนถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 ผู้อพยพเข้าประกอบด้วยพลเมืองไอริชที่กลับประเทศ 31,500 คน, พลเมืองสหภาพยุโรปอื่น 25,300 คน, พลเมืองสหราชอาณาจักร 4,900 คน และพลเมืองประเทศอื่น 63,600 คน[79] ในช่วงเดียวกัน ผู้ย้ายออกประกอบด้วยพลเมืองไอริช 35,000 คน, พลเมืองสหภาพยุโรปอื่น 10,500 คน, พลเมืองสหราชอาณาจักร 2,700 คน และพลเมืองประเทศอื่น 17,400 คน[79] ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไอร์แลนด์ยังมีทั้งการย้ายกลับของชาวไอริชและการย้ายเข้าของแรงงานและครอบครัวจากต่างประเทศในระดับสูง

สำมะโน ค.ศ. 2022 ระบุว่าร้อยละ 84 ของประชากรประจำถิ่นมีสัญชาติไอริชเพียงสัญชาติเดียวหรือมีสัญชาติไอริชร่วมกับสัญชาติอื่น ขณะที่ผู้ไม่มีสัญชาติไอริชมี 631,785 คน หรือร้อยละ 12 ของประชากรประจำถิ่น โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือชาวโปแลนด์และชาวสหราชอาณาจักร ตามมาด้วยชาวอินเดีย โรมาเนีย และลิทัวเนีย[91] ในประมาณการเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 CSO ระบุว่ามีผู้ถือสัญชาติไอริช 4,570,200 คน หรือร้อยละ 83.7 ของประชากรประจำถิ่นปกติ[79]

ชาติพันธุ์และภูมิหลังทางวัฒนธรรม

[แก้]

สำมะโน ค.ศ. 2022 ระบุว่าประชากรส่วนใหญ่ยังคงมีภูมิหลังเป็นชาวไอริชผิวขาว แต่สังคมมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านชาติพันธุ์และภูมิหลังทางวัฒนธรรม มีผู้ระบุว่าเป็นชาวไอริชผิวขาว 3,893,056 คน, ชนร่อนเร่ชาวไอร์แลนด์ 32,949 คน และผู้มีภูมิหลังผิวขาวอื่น 502,081 คน[92]

สำมะโน ค.ศ. 2022 ยังเพิ่มหมวดใหม่ เช่น อินเดีย/ปากีสถาน/บังกลาเทศ, อาหรับ และโรมานี ทำให้ข้อมูลบางหมวดไม่สามารถเปรียบเทียบกับสำมะโน ค.ศ. 2016 ได้โดยตรง[93] กลุ่มชนร่อนเร่ชาวไอร์แลนด์มีจำนวน 32,949 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จาก 30,987 คนใน ค.ศ. 2016 หรือประมาณ 6 คนต่อประชากร 1,000 คน[94]

ตัวอย่างกลุ่มชาติพันธุ์และภูมิหลังทางวัฒนธรรมในสำมะโน ค.ศ. 2022
กลุ่ม จำนวน
ชาวไอริชผิวขาว 3,893,056
ผู้มีภูมิหลังผิวขาวอื่น 502,081
ชนร่อนเร่ชาวไอร์แลนด์ 32,949
หมายเหตุ: แบบสอบถาม ค.ศ. 2022 เปลี่ยนหมวดชาติพันธุ์บางส่วน จึงไม่ควรเปรียบเทียบทุกหมวดกับ ค.ศ. 2016 โดยตรง

ภาษา

[แก้]
สัดส่วนประชากรที่ระบุว่าพูดภาษาไอริชทุกวันนอกระบบการศึกษาในสำมะโน ค.ศ. 2011

ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ใช้แพร่หลายที่สุดในชีวิตประจำวัน ธุรกิจ สื่อ และการบริหารสาธารณะ ขณะที่ภาษาไอริช มีสถานะเป็นภาษาประจำชาติและภาษาทางการภาษาแรกตามรัฐธรรมนูญ ส่วนภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการลำดับที่สอง[95] ภาษาไอริชมีบทบาทสำคัญทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การศึกษา และพื้นที่เกลทัคท์ ซึ่งเป็นเขตที่ภาษาไอริชยังมีการใช้ในชุมชน

สำมะโน ค.ศ. 2022 ระบุว่ามีประชากรอายุ 3 ปีขึ้นไป 1,873,997 คนที่สามารถพูดภาษาไอริชได้ คิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรอายุ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นสัดส่วนเท่ากับสำมะโน ค.ศ. 2016 แต่จำนวนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6[96] ในกลุ่มผู้ที่พูดภาษาไอริชได้ ร้อยละ 42 ระบุว่าพูดได้ “ดีมาก” หรือ “ดี” ขณะที่เกือบ 473,000 คนระบุว่าไม่เคยใช้ภาษาไอริช และอีก 553,965 คนระบุว่าใช้ภาษาไอริชเฉพาะในระบบการศึกษา[97]

พื้นที่เกลทัคท์มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์และใช้ภาษาไอริชในชีวิตชุมชน ใน ค.ศ. 2022 ประชากรอายุ 3 ปีขึ้นไปในเขตเกลทัคท์เกือบ 103,000 คน ในจำนวนนี้ 65,156 คนระบุว่าสามารถพูดภาษาไอริชได้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนผู้พูดภาษาไอริชในเขตเกลทัคท์ลดจากร้อยละ 69 ใน ค.ศ. 2011 เหลือร้อยละ 66 ใน ค.ศ. 2022[98]

นอกจากภาษาอังกฤษและภาษาไอริชแล้ว การย้ายถิ่นร่วมสมัยทำให้ไอร์แลนด์มีความหลากหลายทางภาษามากขึ้น ภาษาโปแลนด์ โรมาเนีย ลิทัวเนีย โปรตุเกส จีน อาหรับ ฝรั่งเศส สเปน และภาษาในเอเชียใต้ เช่น ฮินดี อูรดู ปัญจาบี และเบงกอลี มีบทบาทในครัวเรือน โรงเรียน ธุรกิจ และชุมชนผู้อพยพในเมืองใหญ่ นอกจากนี้ยังมีภาษาเชลตาของชุมชนชาวไอริชทราเวลเลอร์ และภาษาอัลสเตอร์สกอตส์ ในบางพื้นที่ของเทศมณฑลดอนีกอล

ศาสนา

[แก้]
ศาสนาในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ สำมะโน ค.ศ. 2022[99]
ศาสนา/กลุ่ม สัดส่วน
โรมันคาทอลิก 69.1%
ไม่มีศาสนา 14.5%
โปรเตสแตนต์และคริสต์นิกายอื่นบางส่วน 4.0%
อิสลาม 1.6%
ไม่ระบุ 6.7%
อื่น ๆ 4.1%
อาสนวิหารนักบุญแพทริกในกรุงดับลิน

ประเทศไอร์แลนด์มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีอิทธิพลวัฒนธรรม การเมือง และวิถีชีวิตของชาวไอริชมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 สังคมไอร์แลนด์เปลี่ยนไปเป็นรัฐฆราวาสมากขึ้น และมีความหลากหลายทางศาสนาสูงขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศ

สำมะโนประชากรปี ค.ศ. 2022 ระบุว่าประชากรที่ระบุว่านับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมีมากกว่า 3.5 ล้านคน หรือร้อยละ 69 ของประชากรทั้งหมด ลดลงจากร้อยละ 79 ในปี ค.ศ. 2016[100] ผู้ระบุว่าไม่มีศาสนา มี 736,210 คน หรือมากกว่าร้อยละ 14 ของประชากร เพิ่มขึ้นร้อยละ 63 จาก ค.ศ. 2016 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 187 จาก ค.ศ. 2011[101]

กลุ่มศาสนาอื่น ๆ ที่มีจำนวนสำคัญ ได้แก่ คริสตจักรแห่งไอร์แลนด์/อังกฤษ แองกลิกัน และเอพิสโกพัล 124,749 คน, กลุ่มคริสตศาสนานิกายออร์ทอดอกซ์ มากกว่า 100,000 คน อิสลาม ฮินดู คริสตศาสนาโปรแตสแตนต์นิกายเพรสไบทีเรียน, คริสตศาสนาโปรแตสแตนต์นิกายอะพอสทอลิก หรือเพนเทคอสต์ และศาสนาพุทธ[102] โครงสร้างศาสนามีความแตกต่างตามวัยและพื้นที่ โดยคนอายุ 25–29 ปีมีสัดส่วนคาทอลิกต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งที่ร้อยละ 53 และมีผู้ไม่มีศาสนาสูงที่สุดที่ร้อยละ 26[103]

เทศมณฑลเมโยมีสัดส่วนคาทอลิกสูงสุดที่ร้อยละ 80 ตามด้วยเทศมณฑลทิปเพอแรรี เทศมณฑลออฟฟาลี เทศมณฑลรอสคอมมัน และเทศมณฑลกอลเวย์ ที่ร้อยละ 79 ส่วนนครดับลิน มีสัดส่วนคาทอลิกต่ำสุดที่ร้อยละ 53 ขณะที่เทศมณฑลดูนเลียรี-แรทดาวน์ มีผู้ไม่มีศาสนาร้อยละ 24 ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ[104]

ในประเทศไอร์แลนด์นั้น เสรีภาพในการนับถือศาสนาได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ไม่มีบทบัญญัติให้ศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1972 ได้ลบข้อความที่เคยระบุชื่อศาสนาบางกลุ่มออกจากรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญยังคงรับรองเสรีภาพทางศาสนา ห้ามรัฐไอร์แลนด์อุดหนุนศาสนาใดเป็นพิเศษ[105]

การศึกษา

[แก้]
วิทยาลัยทรินิตี ดับลิน หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของไอร์แลนด์

ระบบการศึกษาในไอร์แลนด์ประกอบด้วยการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา หลังประถมศึกษา การศึกษาต่อเนื่องและการฝึกอบรม และอุดมศึกษา รัฐสนับสนุนการศึกษาระดับประถมและหลังประถมอย่างกว้างขวาง แม้โรงเรียนจำนวนมากจะบริหารโดยคณะกรรมการท้องถิ่น องค์กรศาสนา หรือหน่วยงานการศึกษาอื่น[106] การศึกษาภาคบังคับใช้กับเด็กอายุ 6–16 ปี หรือจนกว่านักเรียนจะได้รับการศึกษาหลังประถมเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี แล้วแต่กรณีใดจะเกิดภายหลัง[107]

การศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการและเยาวชนไอร์แลนด์ ส่วนการศึกษาต่อเนื่อง การฝึกอบรม อุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรมอยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ไอร์แลนด์[108][109] คุณวุฒิของประเทศจัดอยู่ใน National Framework of Qualifications (NFQ) ซึ่งเป็นกรอบคุณวุฒิ 10 ระดับ[110]

ไอร์แลนด์มีภาคอุดมศึกษาที่ประกอบด้วยมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี และสถาบันเฉพาะทางหลายแห่ง ในปีการศึกษา 2024/25 มีนักศึกษาอุดมศึกษารวม 278,880 คน โดยมหาวิทยาลัยคอลเลจดับลินเป็นสถาบันที่มีจำนวนนักศึกษารวมมากที่สุด[111] ผลการประเมิน PISA 2022 ของ OECD ระบุว่านักเรียนอายุ 15 ปีของไอร์แลนด์มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ในคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์[112]

เศรษฐกิจ

[แก้]
สรุปเศรษฐกิจไอร์แลนด์
ประเทศไอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป (สีน้ำเงินเข้มและสีม่วง) และเขตยูโรโซน (เฉพาะสีน้ำเงินเข้ม)
ประเภทเศรษฐกิจเศรษฐกิจรายได้สูง เปิดกว้าง และพึ่งพาการค้าโลก
สกุลเงินยูโร
กลุ่มเศรษฐกิจสหภาพยุโรป, ยูโรโซน, โออีซีดี
ตัวชี้วัดสำคัญGDP, GNI* และอุปสงค์ภายในประเทศแปลงอัตรา
GNI* ปี 2024€321 พันล้าน[113]
สินค้าส่งออก ปี 2024€223.7 พันล้าน[114]
ภาคส่งออกสำคัญเภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ บริการคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ และอาหาร
ความท้าทายหลักที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน ค่าครองชีพ พลังงาน และการพึ่งพารายได้ภาษีจากบรรษัทข้ามชาติ

ไอร์แลนด์เป็นประเทศรายได้สูงและมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดขนาดเล็ก ซึ่งพึ่งพาการค้า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และภาคบริการระหว่างประเทศอย่างมาก ประเทศเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปและยูโรโซน และใช้ยูโรเป็นสกุลเงิน เศรษฐกิจไอร์แลนด์มีลักษณะเฉพาะจากบทบาทสูงของบรรษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในเภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ อุปกรณ์การแพทย์ การเงิน และบริการธุรกิจระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ตัวเลข GDP ของไอร์แลนด์จึงได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของบรรษัทข้ามชาติอย่างมาก สำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์จึงใช้ตัวชี้วัดอย่างรายได้มวลรวมประชาชาติแปลงอัตรา หรือ GNI* เพื่อสะท้อนขนาดของเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีกว่า GDP ในบางบริบท[115]

ใน ค.ศ. 2024 GNI* ของไอร์แลนด์อยู่ที่ประมาณ 3.21 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้นจาก 2.91 แสนล้านยูโรในปีก่อนหน้า และมีอัตราเติบโตจริงร้อยละ 4.8[113] กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าเศรษฐกิจภายในประเทศของไอร์แลนด์ยังคงเติบโตได้ดีใน ค.ศ. 2024 โดย GNI* เติบโตราวร้อยละ 4 และอุปสงค์ภายในประเทศแปลงอัตราเพิ่มขึ้นจากการบริโภคและการจ้างงานที่แข็งแรง[116]

แกรนด์คาแนลด็อกในกรุงดับลิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติหลายแห่ง

การส่งออกเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจไอร์แลนด์ ใน ค.ศ. 2024 ไอร์แลนด์ส่งออกสินค้ามูลค่า 2.237 แสนล้านยูโร และนำเข้าสินค้ามูลค่า 1.347 แสนล้าน โดยสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มคู่ค้าสำคัญที่สุด ขณะที่สหรัฐเป็นคู่ค้ารายประเทศที่ใหญ่ที่สุด สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเภสัชภัณฑ์ มีมูลค่ามากกว่าสองในสามของการส่งออกสินค้าในปีดังกล่าว[114][117]

ไอร์แลนด์มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีของยุโรป โดยเฉพาะในกรุงดับลินและพื้นที่โดยรอบ เช่น แกรนด์คาแนลด็อก ซึ่งมักถูกกล่าวถึงในฐานะศูนย์รวมบริษัทเทคโนโลยีและดิจิทัลข้ามชาติ ในไอร์แลนด์มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกจำนวนมาก รวมถึงบริษัทในกลุ่มซอฟต์แวร์ เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์คอมพิวติง ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ และบริการดิจิทัล[118] ในรายงานประจำปี 2024 IDA Ireland ระบุว่าบริษัทข้ามชาติในเครือข่ายของหน่วยงานมีมากกว่า 1,800 แห่ง และจ้างงานโดยตรงมากกว่า 302,000 คน หรือราวร้อยละ 11 ของการจ้างงานทั้งประเทศ[119]

นอกเหนือจากบรรษัทข้ามชาติ ไอร์แลนด์ยังส่งเสริมธุรกิจเริ่มต้นและผู้ประกอบการเทคโนโลยีผ่านหน่วยงานอย่างเอนเตอร์ไพรส์ ไอร์แลนด์ (Enterprise Ireland) และเครือข่ายสำนักงานวิสาหกิจท้องถิ่น (Local Enterprise Offices) ใน ค.ศ. 2024 เอนเตอร์ไพรส์ ไอร์แลนด์ สนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ 157 แห่ง โดยร้อยละ 40 ตั้งอยู่นอกกรุงดับลิน และประกาศยุทธศาสตร์ห้าปีเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพใหม่ 1,000 แห่ง[120] ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไอร์แลนด์ได้รับแรงหนุนจากตลาดแรงงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ การเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป เงินทุนสนับสนุนจากรัฐ มหาวิทยาลัย และการมีอยู่ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยสร้างเครือข่ายแรงงาน ทักษะ และผู้ประกอบการในภาคดิจิทัล

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไอร์แลนด์เผชิญข้อจำกัดสำคัญจากปัญหาที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และค่าครองชีพ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจ้างงานสูง เช่น ดับลิน คอร์ก กอลเวย์ และลิเมอริก OECD ระบุว่าความสามารถในการซื้อและการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของไอร์แลนด์ยังไม่เพียงพอทำให้กลายเป็นวิกฤตการณ์อสังหาริมทรัพย์ในไอร์แลนด์ เป็นทั้งปัญหาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่กระทบความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ[121] งานวิจัยของ ESRI ประเมินว่าความต้องการที่อยู่อาศัยเชิงโครงสร้างในช่วง ค.ศ. 2023–2030 อยู่ที่ประมาณ 35,000–53,000 หลังต่อปี ขึ้นอยู่กับสมมติฐานด้านประชากรและขนาดครัวเรือน[122]

ความเสี่ยงระยะยาวอีกประการคือการพึ่งพารายได้จากภาษีนิติบุคคลและการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติในสัดส่วนสูง แม้ภาคเทคโนโลยีและเภสัชภัณฑ์จะช่วยให้ไอร์แลนด์มีฐานส่งออกและรายได้รัฐที่แข็งแรง แต่ความผันผวนของการวางแผนภาษีระหว่างประเทศ กฎระเบียบของสหภาพยุโรป และการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติอาจส่งผลต่อรายได้และการจ้างงานของประเทศ รัฐบาลและสถาบันเศรษฐกิจจึงมักเน้นการใช้ตัวชี้วัดที่ปรับผลของโลกาภิวัตน์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย พลังงาน ทักษะแรงงาน และการกระจายการเติบโตออกจากกรุงดับลินเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจในระยะยาว[116][121]

วัฒนธรรม

[แก้]
ขบวนพาเหรดวันนักบุญแพทริก ในดับลิน

วัฒนธรรมของไอร์แลนด์มีรากฐานจากวัฒนธรรมเกลิก และเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์เคลต์ ต่อมาหลังการเข้ามาของชาวแองโกล-นอร์มัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และการขยายอำนาจของอังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 วัฒนธรรมไอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอังกฤษ สกอตแลนด์ และยุโรปคาทอลิก แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางภาษา ดนตรี วรรณกรรม กีฬา และประเพณีพื้นบ้านของตนเองไว้ได้อย่างชัดเจน

อิทธิพลของชาวไอริชพลัดถิ่น มีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่วัฒนธรรมไอร์แลนด์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐ แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ วัฒนธรรมไอริชสมัยใหม่จึงมีทั้งลักษณะท้องถิ่นแบบเกลิกและลักษณะสากลที่เชื่อมโยงกับโลกภาษาอังกฤษ ศาสนาคริสต์คาทอลิก ดนตรีสมัยนิยม ภาพยนตร์ วรรณกรรม และเทศกาลของชุมชนไอริชทั่วโลก

วรรณกรรมและละคร

[แก้]
โจนาทาน สวิฟต์ (ค.ศ. 1667–1745) ผู้ประพันธ์ การเดินทางของกัลลิเวอร์
วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ (ค.ศ. 1865–1939) กวีคนสำคัญของขบวนการฟื้นฟูวรรณกรรมไอริชและผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
เจมส์ จอยซ์ ผู้ประพันธ์ ยูลิสซีส

ไอร์แลนด์มีบทบาทสำคัญต่อวรรณกรรมโลกทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไอริช โดยสร้างนักเขียนที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของนวนิยาย กวีนิพนธ์ เรื่องสั้น และบทละครตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา วรรณกรรมร้อยแก้วสมัยใหม่ของไอร์แลนด์ในภาษาอังกฤษเริ่มมีบทบาทเด่นชัดจากผลงานของโจนาทาน สวิฟต์ โดยเฉพาะ การเดินทางของกัลลิเวอร์ (ค.ศ. 1726) ซึ่งผสมผสานวรรณกรรมการเดินทางกับการเสียดสีการเมือง สังคม และธรรมชาติของมนุษย์ นักเขียนสำคัญร่วมสมัยกับสวิฟต์ยังรวมถึงลอเรนซ์ สเติร์น ผู้ประพันธ์ The Life and Opinions of Tristram Shandy, Gentleman และโอลิเวอร์ โกลด์สมิท ผู้ประพันธ์ The Vicar of Wakefield ซึ่งต่างมีบทบาทต่อพัฒนาการของนวนิยายภาษาอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 18

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักประพันธ์ชาวไอริชมีจำนวนและความหลากหลายเพิ่มขึ้น เช่น มาเรีย เอดจ์เวิร์ธ ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนานวนิยายว่าด้วยชีวิตและสังคมไอริช ตลอดจนจอห์น แบนิม เจอรัลด์ กริฟฟิน ชาลส์ คิกแฮม วิลเลียม คาร์ลตัน จอร์จ มัวร์ และนักเขียนคู่เอดิท ซอเมอร์วิลล์กับไวโอเล็ต มาร์ติน ซึ่งใช้นามร่วมกันว่า Somerville and Ross ขณะที่ออสการ์ ไวลด์สร้างชื่อจากทั้งบทละคร นวนิยาย และงานร้อยแก้ว ส่วนแบรม สโตกเกอร์เป็นที่รู้จักทั่วโลกจากนวนิยายกอทิกเรื่อง แดร็กคูลา (ค.ศ. 1897)

ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นยุคสำคัญของการฟื้นฟูวรรณกรรมไอริช ซึ่งสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาติ นักเขียนคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ จอห์น มิลลิงตัน ซินจ์ และนักเขียนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฟื้นฟูวรรณกรรมและการละครของไอร์แลนด์

ในด้านนวนิยายสมัยใหม่ เจมส์ จอยซ์เป็นหนึ่งในนักเขียนไอริชที่มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมโลกมากที่สุด ผลงานสำคัญของเขา ยูลิสซีส ซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1922 นำโครงสร้างของมหากาพย์ โอดิสซีย์ ของโฮเมอร์มาตีความใหม่ผ่านเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันซึ่งเกิดขึ้นในดับลินเพียงหนึ่งวัน และกลายเป็นผลงานหลักของวรรณกรรมสมัยใหม่นิยม

ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักเขียนหญิงและนักเขียนร้อยแก้วชาวไอริชมีบทบาทเพิ่มขึ้น เอดิท ซอเมอร์วิลล์ยังคงเขียนงานต่อหลังการเสียชีวิตของไวโอเล็ต มาร์ตินใน ค.ศ. 1915 ขณะที่แอนนี เอ็ม. พี. สมิทสันเป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายรักที่ได้รับความนิยมในคริสต์ทศวรรษ 1920 และ 1930 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักประพันธ์สำคัญประกอบด้วยไบรอัน โอโนแลน ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามปากกา แฟลนน์ โอไบรอัน เอลิซาเบธ โบเวน และเคต โอไบรอัน

ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา วรรณกรรมไอริชยังคงมีนักประพันธ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เช่น เอ็ดนา โอไบรอัน จอห์น แม็กกาฮาน เมฟ บินชี โจเซฟ โอคอนเนอร์ ร็อดดี ดอยล์ โคล์ม โทบิน และจอห์น แบนวิลล์ ขณะที่ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นักเขียนรุ่นใหม่ เช่น ซอลลี รูนีย์ ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติจากนวนิยายที่สำรวจความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ชนชั้น และชีวิตของคนหนุ่มสาวในสังคมไอร์แลนด์ร่วมสมัย

เรื่องสั้นเป็นรูปแบบวรรณกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประเพณีการเขียนของไอร์แลนด์ นักเขียนเรื่องสั้นที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ฌอน โอเฟอลาน แฟรงก์ โอคอนเนอร์ และวิลเลียม เทรเวอร์ ซึ่งต่างมีบทบาทในการพัฒนาเรื่องสั้นภาษาอังกฤษให้เป็นรูปแบบที่สามารถถ่ายทอดชีวิตประจำวัน ความทรงจำ ความขัดแย้งทางสังคม และประสบการณ์ของชุมชนไอริชได้อย่างกระชับ

วรรณกรรมสำหรับเด็กก็เป็นอีกสาขาหนึ่งที่นักเขียนชาวไอริชได้รับความสำเร็จ แพทริเชีย ลินช์เป็นนักเขียนวรรณกรรมเด็กที่มีผลงานจำนวนมากในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ส่วนอีออยน์ คอลเฟอร์ได้รับความสำเร็จในระดับนานาชาติจากหนังสือชุด Artemis Fowl ซึ่งมียอดจำหน่ายมากกว่า 25 ล้านเล่ม[123]

กวีนิพนธ์เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมวรรณกรรมไอริชมายาวนาน กวีสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้แก่ แพทริก คาวานาห์ โทมัส แม็กคาร์ที เดอร์มอต โบลเจอร์ วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ และเชมัส ฮีนีย์ เยตส์และฮีนีย์ต่างได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม โดยฮีนีย์เกิดในไอร์แลนด์เหนือและต่อมาใช้ชีวิตและทำงานส่วนหนึ่งในดับลิน

ไอร์แลนด์มีนักเขียนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมหลายคน ได้แก่ วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ ใน ค.ศ. 1923 จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ใน ค.ศ. 1925 ซามูเอล เบ็คเค็ทท์ ใน ค.ศ. 1969 และเชมัส ฮีนีย์ใน ค.ศ. 1995 ผลงานของนักเขียนเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่กวีนิพนธ์ บทละคร และงานวิจารณ์สังคม ไปจนถึงวรรณกรรมแนวทดลองในคริสต์ศตวรรษที่ 20

นอกจากวรรณกรรมภาษาอังกฤษแล้ว วรรณกรรมภาษาไอริชยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมของประเทศ นักเขียนสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ปาแดรก โอ โคแนรา มาร์ตีน โอ คาอิน เชมัส โอ กรีอันนา และนูลา นี โดว์นาลล์ ซึ่งมีผลงานครอบคลุมทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย และกวีนิพนธ์ และมีบทบาทต่อการรักษาและพัฒนาวรรณกรรมภาษาไอริชให้ดำรงอยู่ในบริบทร่วมสมัย

ประวัติศาสตร์การละครของไอร์แลนด์ในความหมายของโรงละครแบบตะวันตกมีความสัมพันธ์กับการขยายตัวของฝ่ายบริหารอังกฤษในดับลินตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในระยะแรกการแสดงละครจำนวนหนึ่งมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองและเกี่ยวพันกับสังคมของฝ่ายปกครอง แต่เมื่อโรงละครและฐานผู้ชมขยายตัว รูปแบบการแสดงก็มีความหลากหลายมากขึ้น โรงละครในดับลินจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับวงการละครในลอนดอน และละครที่ประสบความสำเร็จในบริเตนมักถูกนำมาแสดงในไอร์แลนด์ ขณะเดียวกัน นักเขียนบทละครชาวไอริชจำนวนมากในช่วงแรกต้องเดินทางไปยังลอนดอนเพื่อสร้างชื่อเสียง

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โอลิเวอร์ โกลด์สมิทและริชาร์ด บรินสลีย์ เชอริแดนเป็นนักเขียนบทละครชาวไอริชที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงบนเวทีลอนดอน โดยเฉพาะสุขนาฏกรรมของโกลด์สมิท She Stoops to Conquer และผลงานของเชอริแดน เช่น The School for Scandal ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของละครภาษาอังกฤษแบบแผน

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการละครไอริช เมื่อเกิดคณะละครที่มุ่งสร้างและจัดแสดงผลงานของนักเขียนชาวไอริชโดยเฉพาะ โรงละครแอบบีย์ในดับลินซึ่งเปิดใน ค.ศ. 1904 กลายเป็นสถาบันสำคัญของขบวนการฟื้นฟูวรรณกรรมไอริช และช่วยให้นักเขียน นักแสดง และผู้กำกับสามารถพัฒนาผลงานและสร้างชื่อเสียงในไอร์แลนด์ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเวทีในบริเตนหรือสหรัฐอเมริกา

นักเขียนบทละครชาวไอริชมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ละครภาษาอังกฤษตั้งแต่ออสการ์ ไวลด์และจอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ไปจนถึงซามูเอล เบ็คเค็ทท์ ซึ่งผลงานของเขามีความสำคัญต่อละครแห่งความไร้สาระ นักเขียนบทละครรุ่นต่อมา ได้แก่ จอห์น มิลลิงตัน ซินจ์ ฌอน โอเคซี เบรนแดน บีแฮน ไบรอัน ฟรีเอล เดนิส จอห์นสตัน ทอมัส คิลรอย ทอม เมอร์ฟี ฮิว เลียวนาร์ด แฟรงก์ แม็กกินเนส จอห์น บี. คีน เซบาสเตียน แบร์รี คอเนอร์ แม็กเฟอร์สัน และบิลลี โรช ซึ่งต่างมีส่วนทำให้ละครไอริชมีบทบาททั้งในเวทีระดับชาติและนานาชาติ[124]

ดนตรีและการเต้น

[แก้]
การบรรเลงดนตรีไอริชในผับไอริชที่กรุงโตเกียว ปี 2016

ดนตรีพื้นเมืองไอริช เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมไอริชที่มีชีวิตชีวาที่สุด เครื่องดนตรีที่พบได้บ่อย ได้แก่ ซอไอริช ขลุ่ย ขลุ่ยไม้ ปี่สกอต กลองโบว์รอน หีบเพลงชัก และฮาร์ปเกลิก ดนตรีไอริชมีบทบาทในงานสังคม เทศกาล ผับ และการแสดงร่วมสมัย และยังมีอิทธิพลต่อดนตรีพื้นเมืองอเมริกัน ดนตรีคันทรี ดนตรีร็อก และดนตรีโฟล์กสมัยใหม่

ไอร์แลนด์ยังผลิตศิลปินดนตรีสมัยนิยมที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น ยูทู เอนยา เดอะแครนเบอร์รีส์ ชิเนด โอคอนเนอร์ เดอะคอรร์ส โฮซิเยร์ ทินลิซซี และเวสต์ไลฟ์ ประเทศไอร์แลนด์มีประวัติความสำเร็จในการประกวดเพลงยูโรวิชัน โดยไอร์แลนด์เคยชนะการแข่งขันหลายครั้ง และการแสดงช่วงพักของยูโรวิชัน ค.ศ. 1994 ได้กลายเป็นจุดกำเนิดของปรากฏการณ์ริเวอร์แดนซ์[125]

การแสดงริเวอร์แดนซ์ช่วยทำให้การเต้นไอริชแบบสเต็ปแดนซ์เป็นที่รู้จักทั่วโลก

การเต้นไอริช เป็นการเต้นเพื่อการสังสรรและการแสดง รูปแบบการเต้นงานสังสรร ได้แก่ การเต้นแบบเซลลิแดนซ์ และ การเต้นแบบเซ็ตแดนซ์ ส่วนการเต้นเพื่อการแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ การเต้นสเต็ปแดนซ์แบบไอริช มีการเคาะจังหวะเท้าอย่างรวดเร็วและแม่นยำ นิยมใช้รองเท้าแข็ง ผู้เต้นมักรักษาลำตัวตรง แขนแนบลำตัว และเน้นการเคลื่อนไหวรวดเร็วของเท้าเป็นหลัก

การแสดงริเวอร์แดนซ์ (Riverdance) และลอร์ดออฟเดอะแดนซ์ (Lord of the Dance) ทำให้การเต้นสเต็ปแดนซ์แบบไอริช เป็นที่รู้จักทั่วโลกตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 โดยผสมผสานการเต้นแบบดั้งเดิมกับเวทีสมัยใหม่ แสง สี เสียง และการออกแบบท่าเต้นขนาดใหญ่ ปัจจุบันโรงเรียนสอนเต้นไอริชมีอยู่ทั้งในไอร์แลนด์และในชุมชนไอริชพลัดถิ่นทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐ แคนาดา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

สถาปัตยกรรมและมรดกทางวัฒนธรรม

[แก้]
คัสตอมเฮาส์ดับลิน เป็นสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่สำคัญของปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18
ห้องลองรูม หอสมุดวิทยาลัยทรินิตี ดับลิน

สถาปัตยกรรมไอร์แลนด์สะท้อนชั้นประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคร่วมสมัย อนุสรณ์หินยุคหินใหม่ เช่น บรูนาโบอิน นิวเกรนจ์ และพูลนาบรอน ดอลเมน เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโบราณที่สำคัญที่สุดของประเทศ ในยุคคริสต์ศาสนาตอนต้น มีการสร้างอาราม หอคอยกลมไอริช มหากางเขนแบบเคลติก และชุมชนศาสนา เช่น โคลนแม็คนอยส์ เกล็นดาล็อก และเกาะสเกลลิกไมเคิล

หลังการเข้ามาของชาวนอร์มัน ได้มีการสร้างปราสาท เมืองกำแพง และอาคารศาสนารูปแบบกอทิกและแบบนอร์มัน เช่น ปราสาททริม ปราสาทแคเฮอร์ ปราสาทดับลิน ปราสาทคิลเคนนี และอาสนวิหารนักบุญแพทริก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 เป็นยุคเฟื่องฟูของสถาปัตยกรรมจอร์เจียนและนีโอคลาสสิกในไอร์แลนด์ โดยเฉพาะในดับลิน ลิเมอริก และคอร์ก อาคารสำคัญในกรุงดับลิน เช่น คัสตอมเฮาส์ดับลิน โฟร์คอตส์ ที่ทำการไปรษณีย์กลาง ดับลิน และจัตุรัสรูปแบบจอร์เจียนในเมือง ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งนี้

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของไอร์แลนด์มักเชื่อมโยงกับกระท่อมหลังคามุงจาก ครานน็อก บ้านหินชนบท และโครงสร้างเกษตรกรรม ขณะที่สถาปัตยกรรมร่วมสมัยมีบทบาทมากขึ้นในพื้นที่ฟื้นฟูเมือง เช่น ดับลินด็อกแลนส์ แกรนด์คาแนลด็อก ศูนย์การประชุมดับลิน แคปิทอลดอก ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไอร์แลนด์จากสังคมเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจบริการและเทคโนโลยี

สื่อ ภาพยนตร์ และวัฒนธรรมร่วมสมัย

[แก้]
สตูดิโอประกาศข่าวของ RTÉ องค์การกระจายเสียงสาธารณะหลักของไอร์แลนด์

สื่อของไอร์แลนด์มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไอริช องค์การกระจายเสียงสาธารณะหลักคือ Raidió Teilifís Éireann (RTÉ) ซึ่งให้บริการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ ช่อง TG4 เป็นสถานีโทรทัศน์บริการสาธารณะภาษาไอริช ขณะที่สื่อเอกชน เช่น Virgin Media Television, Today FM และ Newstalk มีบทบาทในตลาดสื่อระดับชาติ นอกจากนี้ BBC Northern Ireland ยังสามารถรับชมได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตชายแดนและผ่านระบบโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก

ภาพยนตร์ไอริชเติบโตอย่างมากตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยมีทั้งภาพยนตร์ที่สร้างโดยผู้กำกับไอริชและการดึงดูดโปรดักชันต่างชาติ ภาพยนตร์และผู้สร้างภาพยนตร์ไอริชได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติผ่านงาน เช่น My Left Foot, The Commitments, The Wind That Shakes the Barley, Once, Room, The Banshees of Inisherin และ An Cailín Ciúin หรือ The Quiet Girl ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาษาไอริชที่ได้รับความสนใจระดับโลก

วัฒนธรรมร่วมสมัยของไอร์แลนด์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ทั้งการลดอิทธิพลของคริสตจักรคาทอลิก การขยายตัวของเมือง การย้ายถิ่นเข้า การเติบโตของวัฒนธรรมดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงด้านเพศ ครอบครัว และอัตลักษณ์ การลงประชามติเรื่องสมรสเพศเดียวกันใน ค.ศ. 2015 และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ใน ค.ศ. 2018 มักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของไอร์แลนด์สมัยใหม่

อาหาร

[แก้]
เบียร์ดำกินเนสส์เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่เป็นที่จดจำของประเทศไอร์แลนด์มากที่สุด

อาหารไอร์แลนด์มีพื้นฐานจากวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม อาหารทะเล ธัญพืช ผัก โดยเฉพาะมันฝรั่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์และสังคมไอร์แลนด์[126] อาหารดั้งเดิมมักเรียบง่าย เน้นอิ่มท้อง ปรุงด้วยการต้ม เคี่ยว หรืออบ เมนูที่พื้นบ้านของไอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ สตูไอริช โคลแคนนอน แชมป์ บ็อกซ์ตี โซดาเบรด และอาหารเช้าไอริชเต็มรูปแบบ

อาหารไอร์แลนด์ร่วมสมัยให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตามฤดูกาล เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมจากทุ่งหญ้า อาหารทะเลจากชายฝั่ง และการปรุงแบบสมัยใหม่ เครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับไอร์แลนด์ ได้แก่ ชาไอริช เบียร์ดำกินเนสส์ วิสกี้ไอริช และกาแฟไอริช โดยวัฒนธรรมผับยังคงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตทางสังคมและอาหารการกินของไอร์แลนด์

กีฬา

[แก้]
สนามกีฬาโครกพาร์กในดับลิน เป็นสำนักงานใหญ่ของสมาคมกีฬาเกลิก

กีฬามีบทบาทสำคัญในอัตลักษณ์ของไอร์แลนด์ โดยเฉพาะกีฬาเกลิก เช่น แกลิกฟุตบอล และเฮอร์ลิง ซึ่งบริหารโดยสมาคมกีฬาเกลิก (GAA) ทั้งในประเทศไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ สนามกีฬาโครกพาร์กในกรุงดับลินเป็นสนามกีฬาสำคัญและเป็นศูนย์กลางของการกีฬาเกลิก

กีฬาอื่นที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ฟุตบอลสมาคม, รักบี้ยูเนียน, คริกเก็ต, กอล์ฟ, มวยสากล, แข่งม้า, กรีฑา และจักรยาน รักบี้และคริกเก็ตจัดทีมชาติในรูปแบบทั้งเกาะไอร์แลนด์ ขณะที่ฟุตบอลสมาคมมีทีมชาติแยกต่างหากระหว่างสาธารณรัฐไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ ไอร์แลนด์มีนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เช่น แพดริก แฮร์ริงตัน, เชน โลว์รี, เคที เทย์เลอร์, โซเนีย โอซัลลิแวน, ไบรอัน โอดริสคอลล์ และรอย คีน

สัญลักษณ์ประจำชาติ

[แก้]
ต้นแชมร็อกสามกลีบ สัญลักษณ์ของไอร์แลนด์

สัญลักษณ์ของประเทศไอร์แลนด์จำนวนมากเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ อาทิเช่น สีเขียว แชมร็อก ฮาร์ปเกลิก สุนัขไอริชวูล์ฟฮาวนด์ กางเขนเคลติก หอคอยกลมไอริช และลวดลายปมเคลต์ ฮาร์ปเกลิกเป็นตราแผ่นดินของไอร์แลนด์และถูกใช้ในเอกสารราชการ เหรียญยูโรของไอร์แลนด์ และตราประทับประธานาธิบดี

ธงชาติไอร์แลนด์เป็นธงไตรรงค์สีเขียว ขาว และส้ม สีเขียวแทนประเพณีเกลิกและชาตินิยมไอริช สีส้มแทนผู้สนับสนุนวิลเลียมแห่งออเรนจ์และชุมชนโปรเตสแตนต์ในไอร์แลนด์ ส่วนสีขาวแทนความปรารถนาสันติภาพระหว่างสองประเพณี ธงนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และได้รับความสำคัญมากขึ้นจากการใช้ในการลุกฮืออีสเตอร์ ค.ศ. 1916

เพลงชาติของไอร์แลนด์คือ เอารานนาวีอัน แปลว่า “เพลงของทหาร” เป็นเพลงที่มีรากจากช่วงปฏิวัติไอร์แลนด์ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20[127] โดยในพิธีรัฐ การแข่งขันกีฬา และงานทางการ มักจะนิยมใช้เพลงฉบับภาษาไอริชเพียงเท่านั้น[128]

วันหยุดราชการ

[แก้]
ขบวนพาเหรดวันนักบุญแพทริกในกรุงดับลิน วันนักบุญแพทริกถือเป็นวันชาติของไอร์แลนด์

วันหยุดราชการในประเทศไอร์แลนด์กำหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบเวลาทำงาน ค.ศ. 1997 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง[129] ปัจจุบันไอร์แลนด์มีวันหยุดราชการประจำปี 10 วัน ได้แก่:

วันหยุดราชการในประเทศไอร์แลนด์
วัน วันที่จัด ค.ศ. 2026
วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 1 มกราคม
วันนักบุญบริจิด วันจันทร์แรกของเดือนกุมภาพันธ์

หรือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หากตรงกับวันศุกร์

2 กุมภาพันธ์
วันนักบุญแพทริก 17 มีนาคม 17 มีนาคม
วันจันทร์อีสเตอร์ วันจันทร์ถัดจากวันอาทิตย์อีสเตอร์ 6 เมษายน
วันหยุดเดือนพฤษภาคม วันจันทร์แรกของเดือนพฤษภาคม 4 พฤษภาคม
วันหยุดเดือนมิถุนายน วันจันทร์แรกของเดือนมิถุนายน 1 มิถุนายน
วันหยุดเดือนสิงหาคม วันจันทร์แรกของเดือนสิงหาคม 3 สิงหาคม
วันหยุดเดือนตุลาคม วันจันทร์สุดท้ายของเดือนตุลาคม 26 ตุลาคม
วันคริสต์มาส 25 ธันวาคม 25 ธันวาคม
วันนักบุญสเทเฟน 26 ธันวาคม 26 ธันวาคม

วันหยุดเนื่องในวันนักบุญบริจิดเริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 2023 เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลอิมโบลก์ (Imbolc) และวันนักบุญบริจิด ซึ่งตามประเพณีไอริชถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ[130] ส่วนวันที่ 17 มีนาคมหรือวันนักบุญแพทริกถือเป็นวันชาติของไอร์แลนด์ เพื่อรำลึกถึงนักบุญแพทริก นักบุญองค์อุปถัมภ์ของประเทศ มีการจัดขบวนพาเหรด เทศกาล และกิจกรรมทางวัฒนธรรมทั้งในไอร์แลนด์และชุมชนชาวไอริชทั่วโลก[131]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ประกาศว่าชื่อรัฐคือ ไอร์แลนด์; มาตรา 2 ของรัฐบัญญัติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ค.ศ. 1948 ระบุว่า สาธารณรัฐไอร์แลนด์ เป็น “คำบรรยายรัฐ”
  2. มาตรา 8 ระบุว่าภาษาไอริชเป็น “ภาษาประจำชาติ” และ “ภาษาทางการภาษาแรก” และภาษาอังกฤษเป็น “ภาษาทางการลำดับที่สอง”
  3. ก่อน ค.ศ. 2002 ไอร์แลนด์ใช้สกุลเงินปอนด์ไอริช สกุลเงินยูโรเริ่มนำมาใช้ใน ค.ศ. 1999
  4. ยังใช้โดเมน .eu ร่วมกับรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Population Usually Resident and Present in the State". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 2 มิถุนายน 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. "Catherine Connolly". President of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. 1 2 "Government Ministers". Government of Ireland. 5 พฤษภาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. "Judges". Supreme Court of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. "Population and Migration Estimates, April 2025". Central Statistics Office (Ireland). 26 สิงหาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "Census of Population 2022 – Summary Results". Central Statistics Office (Ireland). 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. 1 2 "GDP (PPP) by Country (2026) – IMF". Worldometer. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. 1 2 "GDP by Country (2026) – IMF". Worldometer. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. "Gini coefficient of equivalised disposable income – EU-SILC survey". ec.europa.eu. Eurostat. สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. "Human Development Report 2025" (PDF). United Nations Development Programme. 6 พฤษภาคม 2025. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 6 พฤษภาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2025.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. "Population and Migration Estimates, April 2025" [ประมาณการจำนวนประชากรและการย้ายถิ่นฐาน เมษายน ค.ศ. 2025]. cso.ie. Central Statistics Office (Ireland). 26 สิงหาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  12. "Ireland Joins the United Nations – December 1955" [ไอร์แลนด์เข้าร่วมองค์การสหประชาชาติ – ธันวาคม 1955]. nationalarchives.ie. National Archives of Ireland. 28 กรกฎาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. "Ireland". Human Development Reports. United Nations Development Programme. 28 กรกฎาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  14. "Modified GNI". Central Statistics Office. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. 1 2 "Ireland – EU country profile". European Union. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. "Ireland at the Council of Europe". Ireland.ie. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  17. "Ireland and the OECD". OECD. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  18. Room, Adrian (2006). Placenames of the World: Origins and Meanings of the Names for 6,600 Countries, Cities, Territories, Natural Features and Historic Sites. McFarland. ISBN 9780786422487.
  19. Koch, John T. (2006). Celtic Culture: A Historical Encyclopedia. ABC-CLIO. ISBN 9781851094400.
  20. "Constitution of Ireland". electronic Irish Statute Book. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. Freeman, Philip (2001). Ireland and the Classical World. University of Texas Press. ISBN 9780292725188.
  22. "The Republic of Ireland Act, 1948, Section 2". electronic Irish Statute Book. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  23. "Ireland". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  24. "History of Forestry in Ireland". Teagasc.
  25. "History of Forestry in Ireland". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 มกราคม 2012. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. 1 2 "Forest Statistics – Ireland 2017" (PDF). Department of Agriculture, Food and the Marine. น. 3, 63. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 20 ตุลาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  27. "Native trees cover just 2% of Ireland. How can this be increased?". The Irish Times, 6 July 2018.
  28. "Forestry – Did you know?". coillte.ie. Coillte. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 เมษายน 2020. สืบค้นเมื่อ 3 ธันวาคม 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  29. "Hedgerows". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 26 กรกฎาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  30. Dinerstein, Eric (2017). "An Ecoregion-Based Approach to Protecting Half the Terrestrial Realm". BioScience. 67 (6): 534–545. doi:10.1093/biosci/bix014. PMC 5451287. PMID 28608869.
  31. "Agriculture in Ireland". Teagasc.ie. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 4 ตุลาคม 1999. สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2010.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  32. "Land cover and land use". Environmental Protection Agency. 2000. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 16 กันยายน 2008. สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม 2007.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  33. "Ireland". The World Factbook. Central Intelligence Agency. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-01-09. สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. "Protected Sites in Ireland". National Parks and Wildlife Service. สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  35. 1 2 "Climate in Ireland". Met.ie. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  36. "The Ireland Climate and What to Wear". TravelInIreland.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2009-09-19. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  37. "Temperature in Ireland". Met.ie. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-07. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. "Wind over Ireland". Met.ie. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  39. "Sunshine and Solar Radiation". Met.ie. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-01-22. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2018.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  40. "History of Ireland". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  41. "Prehistoric Ireland". World History Encyclopedia. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  42. "Act of Union". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  43. "Great Famine". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  44. "Anglo-Irish Treaty". Documents on Irish Foreign Policy. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  45. "The Republic of Ireland Act, 1948". Irish Statute Book. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  46. "Ireland – EU country profile". European Union. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  47. "The Belfast Agreement". Government of the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  48. "Local Government: Structure and Functions". Department of Housing, Local Government and Heritage. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  49. "Your Council". Department of Housing, Local Government and Heritage. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  50. "Census of Population 2022 Profile 1 – Background Notes". Central Statistics Office. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  51. "Census of Population 2022 – Summary Results". Central Statistics Office (ภาษาอังกฤษ). Government of Ireland. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  52. "Local Government: Structure and Functions". gov.ie (ภาษาอังกฤษ). Department of Housing, Local Government and Heritage. 23 ธันวาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  53. "Factsheet on the Irish Parliament". Houses of the Oireachtas. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  54. "Presidential election". An Coimisiún Toghcháin / The Electoral Commission. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  55. "Constitutional Role". President of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  56. "Inauguration Of President Catherine Connolly". President of Ireland. 11 พฤศจิกายน 2025. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  57. "Main institutions of the Irish State". Citizens Information. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  58. "Political system at national level". Citizens Information. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  59. "Government Ministers". Government of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  60. "TDs & Senators". Houses of the Oireachtas. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  61. "Ireland's voting system". An Coimisiún Toghcháin / The Electoral Commission. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  62. "General elections". An Coimisiún Toghcháin / The Electoral Commission. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  63. "Post Electoral Event Review: Seanad 2025" (PDF). An Coimisiún Toghcháin / The Electoral Commission. 2025. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  64. "Ireland – EU country". European Union. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  65. "Travelling and Visiting". Government of Ireland. 14 พฤษภาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  66. "Schengen area - Migration and Home Affairs - European Commission". home-affairs.ec.europa.eu (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-07.
  67. "Democracy Reports". V-Dem Institute. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  68. "Ireland". Transparency International. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  69. "The Courts". Courts Service of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  70. "Constitution of Ireland – Article 34". Irish Statute Book. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  71. "An Garda Síochána". An Garda Síochána. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  72. "Armed Support Unit". An Garda Síochána. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  73. "Global Peace Index 2025". Institute for Economics and Peace. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  74. "Irish citizenship through birth or descent" [สัญชาติไอริชโดยกำเนิดหรือโดยสายเลือด]. Citizens Information. 30 พฤษภาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  75. "Defence Forces". Defence Forces Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)[ลิงก์เสียถาวร]
  76. "Defence". Department of Defence. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  77. "Strength of Defence Forces rises in 2025, but remains well short of target". Irish Examiner. 10 กุมภาพันธ์ 2026. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  78. "Census of Population 2022 – Summary Results". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  79. 1 2 3 4 5 6 "Population and Migration Estimates, April 2025". Central Statistics Office. 26 สิงหาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  80. "Census of Population 2022 – Summary Results: Population Changes". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  81. "Census of Population 2022 Profile 1 – Population Distribution". Central Statistics Office. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  82. "Population Density and Area Size F1013". Central Statistics Office. 29 มิถุนายน 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  83. "Census of Population 2022 – Summary Results: Population Changes". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  84. "Census of Population 2022 – Summary Results: Population Changes". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  85. "Population and Labour Force Projections 2023–2057". Central Statistics Office. 16 กรกฎาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  86. "Census of Population 2022 – Summary Results: Household Size and Marital Status". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  87. "Census of Population 2022 – Summary Results: Household Size and Marital Status". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  88. "Census of Population 2022 Profile 3 – Households, Families and Childcare". Central Statistics Office. 31 สิงหาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  89. "Census of Population 2022 Profile 3 – Households, Families and Childcare". Central Statistics Office. 31 สิงหาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  90. "Health in Ireland: Key Trends – Demographics". Department of Health. 27 มกราคม 2026. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  91. "Census of Population 2022 Profile 5 – Diversity, Migration, Ethnicity, Irish Travellers & Religion". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  92. "Census of Population 2022 Profile 5 – Ethnic Group/Background". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  93. "Census of Population 2022 Profile 5 – Ethnic Group/Background". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  94. "Census of Population 2022 Profile 5 – Irish Travellers". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  95. "Constitution of Ireland". Irish Statute Book. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  96. "Census 2022 Profile 8 – The Irish Language and Education". Central Statistics Office. 19 ธันวาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  97. "Census 2022 Profile 8 – The Irish Language and Education". Central Statistics Office. 19 ธันวาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  98. "Census 2022 Profile 8 – The Irish Language and Education". Central Statistics Office. 19 ธันวาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  99. "Population Usually Resident and Present in the State – Religion FY032". Central Statistics Office. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  100. "Census of Population 2022 Profile 5 – Religion". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  101. "Census of Population 2022 Profile 5 – Religion". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  102. "Census of Population 2022 Profile 5 – Religion". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  103. "Census of Population 2022 Profile 5 – Religion". Central Statistics Office. 26 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  104. "Census of Population 2022 – Summary Results: Migration and Diversity". Central Statistics Office. 30 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  105. "Constitution of Ireland". Irish Statute Book. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  106. "Ireland: Overview". Eurydice, European Commission. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  107. "Education". Government of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  108. "Department of Education and Youth". Government of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  109. "Department of Further and Higher Education, Research, Innovation and Science". Government of Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  110. "National Framework of Qualifications". Quality and Qualifications Ireland. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  111. "Key Facts & Figures 2024/25". Higher Education Authority. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  112. "PISA 2022 Results: Ireland". OECD. 5 ธันวาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  113. 1 2 "GNI* and De-Globalised Results: Annual National Accounts 2024". Central Statistics Office. 8 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  114. 1 2 "Ireland's Trade in Goods 2024: Key Findings". Central Statistics Office. 25 มีนาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  115. "Modified GNI". Central Statistics Office. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  116. 1 2 "Ireland: 2025 Article IV Consultation—Press Release and Staff Report" (PDF). International Monetary Fund. 6 มิถุนายน 2025. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  117. "Ireland's Trade in Goods 2024: Exports and Imports by Product". Central Statistics Office. 25 มีนาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  118. "Ireland: a beacon drawing in tech's best and brightest names". IDA Ireland. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  119. "Annual Report 2024". IDA Ireland. 2 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  120. "€27.6 Million Invested Start-Ups in 2024". Enterprise Ireland. 20 สิงหาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  121. 1 2 "OECD Economic Surveys: Ireland 2025 – Making housing more affordable and resilient for all". OECD. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  122. "Between 35,000 and 53,000 dwellings needed per year based on various projected population growth scenarios". Economic and Social Research Institute. 2 กรกฎาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  123. "Eoin Colfer signs Artemis Fowl spin-off series deal". The Irish Times (ภาษาอังกฤษ). 11 เมษายน 2018. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2020. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  124. Houston, Eugenie (2001). Working and Living in Ireland (ภาษาอังกฤษ). Working and Living Publications. น. 299. ISBN 0-9536896-8-9.
  125. "Riverdance Scenes | All The Show Acts". Riverdance (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2020-05-13. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  126. Mac Con Iomaire, Máirtín; Óg Gallagher, Pádraic (2009-11-30). "The Potato in Irish Cuisine and Culture". Journal of Culinary Science & Technology (ภาษาอังกฤษ). 7 (2–3): 152–167. doi:10.1080/15428050903313457. ISSN 1542-8052.
  127. Maxwell, Nick (2013-01-24). "The Story of the National Anthem". History Ireland (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-06-21.
  128. "Irish National Anthem: History, Lyrics & Meaning". Walking Holiday Ireland (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-06-21.
  129. "Organisation of Working Time Act, 1997: Second Schedule". Irish Statute Book (ภาษาอังกฤษ). Office of the Attorney General. สืบค้นเมื่อ 2026-07-15.
  130. "S.I. No. 50/2022 — Organisation of Working Time (Covid-19 Commemoration) Regulations 2022". Irish Statute Book (ภาษาอังกฤษ). Office of the Attorney General. 2022-02-07. สืบค้นเมื่อ 2026-07-15.
  131. "Happy St. Patrick's Day". gov.ie (ภาษาอังกฤษ). Office of Public Works. 2024-03-17. สืบค้นเมื่อ 2026-07-15.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Gilland, Karin (2001). Ireland: Neutrality and the International Use of Force. Routledge. ISBN 0-415-21804-7.
  • Greenwood, Margaret (2003). Rough guide to Ireland. Rough Guides. ISBN 1-84353-059-7.
  • Mangan, James Clarence (2007). James Clarence Mangan – His Selected Poems. Read Books. ISBN 978-1-4086-2700-6.
  • Meinardus, Otto Friedrich August (2002). Two thousand years of Coptic Christianity. American Univ in Cairo Press. ISBN 977-424-757-4.
  • Moody, Theodore William (2005). A New History of Ireland: Prehistoric and early Ireland. Oxford University Press. ISBN 0-19-821737-4.

หนังสืออ่านเพิ่ม

[แก้]
  • Constitution of Ireland (the 1937 constitution)
  • The Irish Free State Constitution Act, 1922
  • J. Anthony Foley and Stephen Lalor (ed), Gill & Macmillan Annotated Constitution of Ireland (Gill & Macmillan, 1995) (ISBN 0-7171-2276-X)
  • Geary, Michael J. (2009). An Inconvenient Wait: Ireland's Quest for Membership of the EEC, 1957–73. Institute of Public Administration. ISBN 978-1-904541-83-7.
  • FSL Lyons (1 January 1985). Ireland Since the Famine. ISBN 978-0006860051.
  • Ward, Alan J. (1994). The Irish Constitutional Tradition: Responsible Government and Modern Ireland 1782–1992. Irish Academic Press. ISBN 0-7165-2528-3.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

รัฐบาล

[แก้]
  • Irish Stateเว็บไซต์ทางการของรัฐบาล
  • Áras an Uachtaráin – เว็บไซต์ทางการของประธานาธิบดี
  • Taoiseach – เว็บไซต์ทางการของนายกรัฐมนตรี

ข้อมูลทั่วไป

[แก้]