กบฏโพกผ้าเหลือง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ศึกโจรโพกผ้าเหลือง)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
กบฏโพกผ้าเหลือง
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามยุคสิ้นราชวงศ์ฮั่น
Yellow Turban Rebellion.jpg
แผนที่ประเทศจีนในยุคกบฏโพกผ้าเหลือง
วันที่ ค.ศ. 184-205[1]
สถานที่ หลายสถานที่ในประเทศจีน
ผลลัพธ์ ราชวงศ์ฮั่นชนะ กบฏถูกปราบปราม
คู่ขัดแย้ง
ราชวงศ์ฮั่น กบฏโพกผ้าเหลือง
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
พระเจ้าเลนเต้
โฮจิ๋น
ฮองฮูสง
โลติด
จูฮี
เตียวก๊ก
เตียวโป้  
เตียวเหลียง  
กำลัง
350,000 คน 12,000,000 คน (มี 360,000 คนที่เป็นผู้ติดตามตั้งต้นของเตียวก๊ก)[2]
กำลังพลสูญเสีย
กล่าวกันว่ามียอดผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 3-7 ล้านคน[3][4]
กบฏโพกผ้าเหลือง
จีนตัวเต็ม 黃巾之亂
จีนตัวย่อ 黄巾之乱
ความหมายตามตัวอักษร "กบฏโพกผ้าเหลือง"

กบฏโพกผ้าเหลือง (อังกฤษ: Yellow Turban Rebellion; จีนตัวย่อ: 黄巾之乱; จีนตัวเต็ม: 黃巾之亂; พินอิน: Huáng Jīn Zhī Luàn) เป็นกลุ่มผู้ก่อการกบฏประมาณหลายล้านคนใน ค.ศ. 184–205[1] ในจักรวรรดิจีน มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างราชวงศ์ฮั่น เหตุที่เรียกว่ากบฏโพกผ้าเหลืองนั้น เพราะกลุ่มผู้ก่อการกบฏเหล่านี้ต่างโพกผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์ทุกคน เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสมาคมผู้ที่นับถือลัทธิเต๋าแบบไท่ผิง (太平道) และเป็นประวัติศาสตร์จุดหนึ่งที่สำคัญในลัทธิเต๋า

ในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก มีการปรากฏของเหตุการณ์กบฏโพกผ้าเหลืองในเรื่อง เรียกว่า โจรโพกผ้าเหลือง ในฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นโดยเตียวก๊ก

สาเหตุ[แก้]

สาเหตุหลักของการเกิดกบฏโพกผ้าเหลืองเนื่องจากวิกฤติการณ์เกษตรกร ซึ่งภาวะข้าวยากหมากแพงทำให้ชาวนาและอดีตทหาร ต้องอพยพจากทางเหนือเพื่อมาหางานทำทางใต้ ที่ซึ่งผู้มีฐานะเอาเปรียบค่าแรงกรรมกรและเกิดการครอบครองสะสมที่ดิน สถานการณ์น้ำท่วมจากแม่น้ำฮวงโหในพื้นที่ลุ่มต่ำ และซ้ำเติมด้วยการเก็บภาษีในอัตราสูงเพื่อการสร้างป้อมปราการและกำแพงป้องกันข้าศึกตามแนวเส้นทางสายไหม จากสถานการณ์เหล่านี้ทำให้ชาวนาและอดีตทหารทั้งมีและไร้แหล่งทำมาหากิน รวมตัวกันเป็นกลุ่มติดอาวุธ (ประมาณ ค.ศ. 170) ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการเอาเปรียบของผู้ที่มีฐานะ

ในขณะนั้น ราชวงศ์ฮั่นเริ่มเสื่อมอำนาจลงจากภายใน แม้อิทธิพลของการครอบครองที่ดินยังคงเป็นปัญหาอยู่อย่างยาวนาน (ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิซินเกาจู่) แต่สิ่งที่นำไปสู่การก่อกบฏโพกผ้าเหลืองคือ ขันทีในพระราชวังที่มักฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อให้ตนเองร่ำรวยขึ้น โดยเฉพาะขันทีที่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิในขณะนั้นคือพระเจ้าเลนเต้ กลุ่มของขันทีที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม 10 คนในชื่อ สิบขันที ซึ่งองค์จักรพรรดิทรงนับถือหนึ่งในนั้น (เตียวเหยียง) ว่าเป็น "พระชนกบุญธรรม" ด้วยเหตุดังนั้น การปกครองโดยจักรพรรดิจึงถูกมองว่าเป็นการปกครองที่เสื่อมทรามและไร้ความสามารถ การเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและสถานการณ์น้ำท่วม กลายเป็นตัวชี้วัดว่า จักรพรรดิได้หมดสิ้นความเป็นสมมติเทพจากสวรรค์แล้ว

นอกจากนั้นแล้วยังมีถูกซ้ำเติมด้วยภัยธรรมชาติติดต่อกันหลายปี อาณาประชาราษฎ์เดือนร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เป็นเหตุให้ต้องบีบคั้นต้องลุกขึ้นต่อสู้ต่อราชสำนัก

การก่อกบฏ[แก้]

การก่อกบฏเกิดจากที่เตียวก๊กไปเก็บสมุนไพรในป่าแล้วพบกับเซียนหนานหัว เซียนหนานหัวให้คัมภีร์ไทแผงเยาสุดแก่เตียวก๊กไปเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เตียวก๊กได้ศึกษาคัมภีร์จนแตกฉานถึงขนาดเรียกลมเรียกฝนได้ หลังจากนั้นก็ได้ออกเดินทางไปใช้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาไปช่วยราษฏร์ที่กำลังประสบทุกข์ภัยทั่วทุกที่ ชาวบ้านต่างยกย่องสรรเสริญจึงได้ขอเป็นศิษย์กันมากมาย เตียวก๊กได้แต่งตั้งตัวเองเป็นจอมพลสวรรค์ และได้แต่งตั้งเตียวโป้น้องคนกลางเป็นจอมพิภพและเตียวเหลียงน้องสุดท้ายท้องเป็นจอมพลบาดาล เตียวก๊กได้ร้องเพลงปลุกระดมแก่ชาวบ้าน มีเนื้อร้องว่า"ฟ้าสีฟ้าสูญสิ้นสลด ฟ้าสีเหลือง ปรากฏเลื่องลือปีนี้ปฐพีจะเจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านที่ได้เข้าร่วมกับเตียวก๊กได้พากันโพกหัวผ้าเหลืองกันหมดทุกคนจนถูกเรียกกันว่า "โจรโพกผ้าเหลือง" มีกำลังมากถึงห้าแสนคน เป็นกลุ่มโจรขนาดใหญ่และเข้มแข็งมากจนกองทัพหลวงไม่สามารถเข้าปราบและถูกตีแตกในที่สุด เป้าหมายคือ โค่นล้มราชวงศ์ฮั่น แต่หลังจากนั้นกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองได้เปลี่ยนไปทำการออกปล้นสะดมภ์พวกชาวบ้านที่ไม่ได้เข้าร่วมจนสร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ปฏิกิริยาของการทหาร[แก้]

หลังทราบข่าวการก่อการกบฏของโจรโพกผ้าเหลือง พระเจ้าเลนเต้ได้ส่งสาส์นไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ให้ช่วยยกทัพมาปราบกบฏโพกผ้าเหลือง และอีกทั้งยังปิดประกาศขอรับสมัครชายผู้ต้องการปกป้องชาติให้เป็นทหารอาสาสมัคร ซึ่งทำให้ เล่าปี่ (劉備) , กวนอู (關羽) , เตียวหุย (張飛) ได้มาพบกัน และสาบานเป็นพี่น้องกันในสวนดอกท้อ จากนั้นก็นำกองทหารอาสาจำนวนหนึ่งทำการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองเพื่อราชวงศ์ฮั่น และนอกจากนั้นยังเป็นทางสร้างโอกาสที่ทำให้เหล่าขุนศึกได้ริเริ่มตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดินจีน ได้แก่ โจโฉ อ้วนเสี้ยว ตั๋งโต๊ะ เป็นต้น

ผลสุดท้าย[แก้]

โดยความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งขุนพลและกุนซือก่อนแยกออกเป็น 3 ก๊กที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพฝ่ายราชวงศ์ฮั่นสามารถปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองได้อย่างราบคาบซึ่งก่อนจะตั้งตนเป็นใหญ่แยกเป็น 3 ก๊กในอนาคตต้องร่วมมือกันปราบทัพใหญ่ก่อน และสามารถกอบกู้สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ให้กลับมาดีขึ้นได้รวมทั้งทำให้บ้านเมืองรุ่งเรืองกว่าเดิมแล้วยังเป็นการสร้างโอกาสให้ขุนพลซ่องสุมกำลังพลเพื่อตั้งตนเป็นใหญ่ในอนาคต ต่อมาไม่นานอำนาจของราชวงศ์ฮั่นก็ได้เหลือเพียงแต่ในนาม อำนาจการปกครองก็ไม่เหลือแม้แต่น้อย เหล่าเจ้าเมืองและขุนศึกต่างก็ได้ซ่องสุมกำลังเพื่อทำการแย่งชิงอำนาจกัน

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Smitha, Frank E. "DYNASTIC RULE and the CHINESE (9 of 13)". Macrohistory and World Timeline. สืบค้นเมื่อ 19 February 2015. By the year 205 (21 years after it had begun) the Yellow Turban Rebellion was over, and rule by the Han family was shattered and at its end.
  2. Ropp, Paul S (10 June 2010). China in World History. Oxford University Press. p. 40. ISBN 9780199798766.
  3. Tom. "The 10 Most Lethal Civil Wars Ever Fought". Realitypod. สืบค้นเมื่อ 9 January 2015.
  4. Singh, Gunjesh. "Bloodiest War's Fought through History". Quora. สืบค้นเมื่อ 9 January 2015.

ดูเพิ่ม[แก้]