ศาสนาในประเทศลาว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ศาสนาในประเทศลาว[1]
ศาสนา ร้อยละ
พุทธ
  
66%
ผี
  
30.7%
คริสต์
  
1.5%
อื่นๆ
  
1.8%

ศาสนาในประเทศลาวที่สำคัญคือศาสนาพุทธ ชาวลาวส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ส่วนชนเผ่าต่างๆนับถือศาสนาผี พบในกลุ่มผู้ที่พูดภาษาตระกูลจีน-ทิเบต และไท-กะได เช่น ชาวไทดำ ไทแดง เช่นเดียวกับกลุ่มที่พูดภาษากลุ่มเกาหลี-ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์

ศาสนาพุทธ[แก้]

พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาติลาว
วัดในพระราชวังหลวงในหลวงพระบาง

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในลาว มีวัดทั่วประเทศลาว 5,000 วัด ชายลาวที่นับถือศาสนาพุทธจะบวชเป็นพระภิกษุในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต มีพระภิกษุในประเทศราว 22,000 รูป และเป็นพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ราว ๆ 9,000 รูป มีสตรีที่บวชเป็นแม่ชี พระภิกษุส่วนใหญ่ในลาวเป็นมหานิกายหลัง พ.ศ. 2518 แต่ก็ยังมีที่เป็นธรรมยุติกนิกายอยู่บ้างเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ในเวียงจันทน์

พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ซึ่งเป็นพระเจดีย์แบบลาวจัดเป็นสถานที่ที่สำคัญทางพุทธศาสนาในลาว และมีงานฉลองในเดือนพฤศจิกายน วัดของศาสนาพุทธนิกายมหายานในลาวเป็นของชาวเวียดนาม 2 แห่ง ชาวจีน 2 แห่ง

ประวัติศาสตร์[แก้]

คาดว่าศาสนาพุทธเข้าสู่ประเทศลาวเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 โดยผ่านมาทางมอญและได้แพร่หลายไปจนทั่วประเทศในราวพุทธศตวรรษที่ 19 กษัตริย์ลาวทรงให้การสนับสนุนพุทธศาสนา ในอดีตพระสงฆ์ในลาวมีบทบาทด้านการให้การศึกษาแก่ประชาชน แต่หมดบทบาทไปเมื่อฝรั่งเศสจัดการศึกษาแบบตะวันตกขึ้น จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้ามาในลาว มีการจัดตั้งขบวนการชาตินิยมลาวโดยใช้พุทธศาสนาเป็นศูนย์กลาง วัดมีบทบาทในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราช[2]

ตั้งแต่ พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา ขบวนการปะเทดลาวพยายามนำพระสงฆ์มาอยู่ฝ่ายซ้าย ในขณะที่รัฐบาลราชอาณาจักรลาวก็พยายามควบคุมพระสงฆ์ หลังจากที่มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีการเปรียบเทียบคำสอนในพุทธศาสนากับลัทธิมาร์กซิสม์[2] พระสงฆ์บางส่วนถูกส่งไปค่ายสัมมนา พระสงฆ์บางส่วนลาสิกขาและหนีมาประเทศไทย การบวชพระและเณรลดลง วัดว่างเปล่ามากขึ้น

สถานการณ์ของพุทธศาสนาดีขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2522 โดยนโยบายของรัฐบาลให้อิสระมากขึ้น จำนวนพระสงฆ์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลัง พ.ศ. 2523 ทำให้การควบคุมทางการเมืองผ่อนคลาย การเฉลิมฉลองทางพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น รวมทั้งงานฉลองพระธาตุหลวงที่จัดขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2529 หลังจากถูกห้ามไปนาน

ศาสนาผี[แก้]

ศาสนาผีมีอิทธิพลต่อชาวลาวทุกกลุ่ม แม้แต่ชาวลาวลุ่มที่นับถือพุทธศาสนา แต่ก็นับถือผีควบคู่ไปด้วย เช่น ความเชื่อเรื่องขวัญ มนุษย์จะมีขวัญประจำตัว เมื่อขวัญออกจากร่างกายจะต้องทำพิธิสู่ขวัญ ศาสนาของชาวลาวเทิงและชาวลาวสูงหลายเผ่าเป็นการนับถือผี ทั้งในธรรมชาติและผีบรรพบุรุษ อาการเจ็บไข้ได้ป่วยจะเกี่ยวข้องกับการกระทำของผี

ศาสนาคริสต์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ศาสนาคริสต์ในประเทศลาว

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของชนกลุ่มน้อยในลาว นิกายที่พบได้แก่โรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ เช่น คริสตจักรสายประกาศข่าวประเสริฐลาว และคริสตจักรเซเวนต์เดย์แอดเวนทิสต์ เป็นต้น

คริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกมีประมาณ 45,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวญวน อยู่ในเขตเมืองหลักและบริเวณรอบ ๆ แม่น้ำโขง ทางภาคกลางและภาคใต้ ส่วนในภาคเหนือมีผู้นับถือศาสนาคริสต์จำนวนน้อย คริสตชนนิกายโปรเตสแตนต์มีน้อยแต่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น คาดว่ามีประมาณ 100,000 คน คริสตจักรเพรสไบทีเรียน มักเป็นชนเผ่าที่พูดภาษาในกลุ่มมอญ-เขมร โดยเฉพาะชาวขมุทางภาคเหนือและชาวบรูทางภาคกลาง และกำลังเพิ่มจำนวนในหมู่ชาวม้งและชาวเย้า ผู้นับถือนิกายโปรเตสแตนต์พบในเวียงจันทน์ ไชยบุรี หลวงพระบาง เชียงขวาง บอลิคำไซ สุวรรณเขต จำปาศักดิ์ และอัตตะปือ

ศาสนาอิสลาม[แก้]

มีมุสลิมน้อยมากในลาวคิดเป็นร้อยละ 0.01 ของประชากรทั้งหมด[3] ส่วนใหญ่พบในเวียงจันทน์ซึ่งมีมัสยิดเป็นของตนเอง มีมุสลิมที่เป็นชาวจามบางส่วนอพยพหนีภัยในยุคเขมรแดงจากกัมพูชามาสู่ลาว[4]

ศาสนาบาไฮ[แก้]

ศาสนาบาไฮเริ่มเข้าสู่ลาวเมื่อ พ.ศ. 2498[5] มีกลุ่มชนที่นับถือศาสนานี้ราว 8000 คน ในเวียงจันทน์ เมืองไกสอนพมวิหาร และปากเซ

อื่น ๆ[แก้]

ปราสาทวัดภูซึ่งสร้างในสมัยจักรวรรดิเขมรในลาวใต้ เดิมใช้ในการบูชาพระศิวะแต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดในพุทธศาสนา

ดินแดนบางส่วนของลาวเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเขมร และยังคงมีโบสถ์พราหมณ์เหลืออยู่ ในเมืองใหญ่มีกลุ่มคนที่นับถือลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ

อ้างอิง[แก้]

  1. [1], Pew Research Center - Global Religious Landscape 2010 - religious composition by country
  2. 2.0 2.1 ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์. พุทธศาสนากับสังคมการเมืองในอุษาคเนย์ ใน อุษาคเนย์ที่รัก. สุเจน กรรพฤทธิ์ และ สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ, บก. กทม. คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2553
  3. “2008 Report on International Religious Freedom,” Bureau of Democracy, Human Rights, and Labor, Under Secretary for Democracy and Global Affairs, United States Department of State, September 2008.
  4. [2]
  5. `Abdu'l-Bahá (1991). Tablets of the Divine Plan (Paperback ed.). Wilmette, Illinois, USA: Bahá'í Publishing Trust. pp. 40–42. ISBN 0-87743-233-3.  Unknown parameter |origdate= ignored (|origyear= suggested) (help)