ประวัติมหาวิทยาลัยมหิดล

ประวัติมหาวิทยาลัยมหิดล มีจุดเริ่มต้นจากการก่อตั้งโรงศิริราชพยาบาลในปี พ.ศ. 2431 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนจะพัฒนาสู่การเป็นโรงเรียนราชแพทยาลัย และสถาปนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2486 ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “มหิดล” เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก[1]
วิวัฒนาการของมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็นหลายยุคสมัย จากสถาบันการแพทย์เฉพาะทางสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสหวิทยาการที่ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ โดยมีเหตุการณ์สำคัญคือการขยายพื้นที่การศึกษาไปยังพื้นที่ศาลายาในปี พ.ศ. 2526[2] ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารและการเรียนการสอนหลักในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะในด้านแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยยังคงยึดถือปรัชญา “อัตตานัง อุปมัง กะเร” (พึงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนดังปฏิบัติต่อตนเอง) และพระราชปณิธานในการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”
ลำดับเหตุการณ์
[แก้]ต่อไปนี้คือสรุปเส้นทางและพัฒนาการที่สำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ยุคก่อนโรงเรียนราชแพทยาลัย (พ.ศ. 2429–2443)
[แก้]- 22 มีนาคม พ.ศ. 2429 – ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างโรงพยาบาล ณ วังหลัง[3]
- 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 – สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สิ้นพระชนม์[4]
- 25 ธันวาคม พ.ศ. 2431 – พระราชทานนามโรงศิริราชพยาบาลและให้สังกัดกรมพยาบาล[5]
- 18 มีนาคม พ.ศ. 2433 – จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ ณ โรงศิริราชพยาบาล สังกัดกรมพยาบาล[6]
- 5 กันยายน พ.ศ. 2433 – โรงเรียนแพทย์เปิดสอนวันแรก[6]
- 1 เมษายน พ.ศ. 2435 – ตั้งกระทรวงธรรมการ โดยรวมกรมพยาบาลไว้ในสังกัดด้วย
- 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 – ตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์ว่าโรงเรียนแพทยากร[7]
- 12 มกราคม พ.ศ. 2439 – จัดตั้งโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์และการพยาบาลไข้ สังกัดกรมพยาบาล[8]
ยุคโรงเรียนราชแพทยาลัย (พ.ศ. 2443–2459)
[แก้]- 3 มกราคม พ.ศ. 2443 – พระราชทานนามโรงเรียนใหม่เป็นโรงเรียนราชแพทยาลัย[9]
- พ.ศ. 2447 – โรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์และการพยาบาลไข้ล้มเลิกกิจการลง[10]
- พ.ศ. 2449[11]
- ยุบเลิกกรมพยาบาล
- รวมโรงศิริราชพยาบาลและโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้าด้วยกัน และให้สังกัดกรมศึกษาธิการ
- พ.ศ. 2451 – จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล สังกัดโรงเรียนราชแพทยาลัย[10]
- 8 ธันวาคม พ.ศ. 2456 – จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ปรุงยา สังกัดโรงเรียนราชแพทยาลัย[12]
ยุคสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2459–2485)
[แก้]- 26 มีนาคม พ.ศ. 2459
- สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[13]
- รวมโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้ากับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[14]
- 5 เมษายน พ.ศ. 2461 – มอบโรงพยาบาลศรีมหาราชาให้คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[15][16]
- พ.ศ. 2464 – เจ้าฟ้ามหิดลทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยเจรจากับมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ เพื่อขอความร่วมมือในการยกระดับหลักสูตรแพทย์ให้ถึงระดับปริญญา[17]
- พ.ศ. 2466 – เริ่มจัดการเรียนการสอนแพทยศาสตร์ระดับปริญญา[18]
- 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 – พบว่าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล (สังกัดคณะแพทยศาสตร์) เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนางพยาบาลและผดุงครรภ์ แต่ไม่ทราบว่าเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อใด[19]
- 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 – นักศึกษาแพทย์รุ่นแรกที่เรียนตามหลักสูตรใหม่สำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาบัตรเวชศาสตรบัณฑิต[20][21]
- 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475 – เปลี่ยนชื่อโรงเรียนแพทย์ปรุงยา (สังกัดคณะแพทยศาสตร์) เป็นโรงเรียนเภสัชกรรม[22]
- 16 เมษายน พ.ศ. 2478[23]
- จัดตั้งแผนกสัตวแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ยกฐานะโรงเรียนเภสัชกรรมเป็นแผนกเภสัชกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- เปลี่ยนชื่อคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล
- 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 – จัดตั้งแผนกทันตแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[24]
ยุคมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2485–2512)
[แก้]- 7 มีนาคม พ.ศ. 2485 – จัดตั้งกระทรวงการสาธารณสุข และกำหนดให้มีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อยู่ในสังกัด[25]
- 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 – สถาปนามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยตั้งจากคณะและแผนกอิสระของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดังนี้[26]
- คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล
- แผนกทันตแพทยศาสตร์ ตั้งเป็นคณะทันตแพทยศาสตร์
- แผนกเภสัชกรรมศาสตร์ ตั้งเป็นคณะเภสัชศาสตร์
- แผนกสัตวแพทยศาสตร์ ตั้งเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์
- 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 – จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[27]
- 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 – จัดตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์[28]
- 20 ธันวาคม พ.ศ. 2497 – โอนคณะสัตวแพทยศาสตร์ไปสังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[29][30]
- 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2499[31]
- จัดตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์ และคณะแพทยศาสตร์พิษณุโลก
- เปลี่ยนชื่อโรงเรียนนางพยาบาลและผดุงครรภ์เป็นโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย
- 29 มิถุนายน พ.ศ. 2500 – ยกฐานะโรงเรียนเทคนิคการแพทย์เป็นคณะเทคนิคการแพทย์[32]
- 14 ตุลาคม พ.ศ. 2501[33]
- จัดตั้งโรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์
- เปลี่ยนชื่อคณะแพทยศาสตร์พิษณุโลกเป็นคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่
- 28 สิงหาคม พ.ศ. 2502 – โอนมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี[34]
- 28 ตุลาคม พ.ศ. 2502 – จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่อย่างเป็นทางการ[35]
- 28 มีนาคม พ.ศ. 2503[36]
- จัดตั้งคณะอายุรศาสตร์เขตร้อน
- ยกฐานะโรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์
- 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 – โอนโรงพยาบาลนครเชียงใหม่มาสังกัดคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ และเปลี่ยนชื่อคณะเป็นคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่[37]
- 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 – จัดตั้งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน[38]
- พ.ศ. 2507 – ขอพระราชทานพระนามาภิไธย “มหิดล”
- 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 – จัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัย[39]
- พ.ศ. 2508 – จัดตั้งโรงเรียนกายภาพบำบัด
- 16 มีนาคม พ.ศ. 2508 – โอนคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ไปสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่[40]
- 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 – จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี[41]
- 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 – จัดตั้งศูนย์วิจัยประชากรและสังคม
- 20 ธันวาคม พ.ศ. 2510 – โอนคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไปสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[42]
- 7 มิถุนายน พ.ศ. 2511 – จัดตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ พญาไท และคณะเภสัชศาสตร์ พญาไท[43]
ยุคมหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2512 – ปัจจุบัน)
[แก้]พ.ศ. 2512–2530
[แก้]- 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 – ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2512 (ได้รับพระราชทานนาม “มหิดล”)[44]
- 15 ตุลาคม พ.ศ. 2512[45]
- เปลี่ยนชื่อคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นคณะวิทยาศาสตร์
- เปลี่ยนชื่อคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลเป็นคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
- จัดตั้งสำนักงานอธิการบดี
- 14 ธันวาคม พ.ศ. 2512 – จัดตั้งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์[46]
- 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 – จัดตั้งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม[47]
- 13 เมษายน พ.ศ. 2515 – โอนคณะเภสัชศาสตร์และคณะทันตแพทยศาสตร์ไปสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[48]
- 23 มิถุนายน พ.ศ. 2515 – ยกฐานะโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยเป็นคณะพยาบาลศาสตร์[49]
- 29 กันยายน พ.ศ. 2515 – โอนมหาวิทยาลัยมหิดลไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ[50]
- 26 กันยายน พ.ศ. 2516 – เริ่มโครงการศึกษาและวิจัยสิ่งแวดล้อม[51]
- พ.ศ. 2517 – เริ่มโครงการศูนย์ศึกษาวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์
- 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517[52]
- เปลี่ยนชื่อคณะอายุรศาสตร์เขตร้อนเป็นคณะเวชศาสตร์เขตร้อน
- เปลี่ยนชื่อคณะทันตแพทยศาสตร์ พญาไท เป็นคณะทันตแพทยศาสตร์
- เปลี่ยนชื่อคณะเภสัชศาสตร์ พญาไท เป็นคณะเภสัชศาสตร์
- 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 – รับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเข้าสมทบ[53]
- 13 มกราคม พ.ศ. 2520 – จัดตั้งสถาบันวิจัยโภชนาการ[54]
- 30 มกราคม พ.ศ. 2521 – ยกฐานะโครงการศึกษาและวิจัยสิ่งแวดล้อมเป็นคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์[55]
- 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 – เริ่มโครงการศูนย์คอมพิวเตอร์
- 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 – ยกฐานะโครงการศูนย์ศึกษาวิจัยภาษาและวัฒนธรรมอาเชียอาคเนย์เป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท[56]
- 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 – จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี[57]
- 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2526 – เปิดพื้นที่ศาลายาอย่างเป็นทางการ
- พ.ศ. 2528 – จัดตั้งศูนย์ประยุกต์และบริการวิชาการ[58]
- 25 มิถุนายน พ.ศ. 2528 – รับวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกเข้าสมทบ[59]
- 26 มีนาคม พ.ศ. 2529 – เริ่มโครงการศึกษาปริญญาตรีสำหรับนักศึกษานานาชาติ
- 8 สิงหาคม พ.ศ. 2529[60]
- จัดตั้งสำนักหอสมุด
- จัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์
- 15 กันยายน พ.ศ. 2530 – จัดตั้งสำนักสัตว์ทดลองแห่งชาติ[61]
พ.ศ. 2530–2550
[แก้]- 26 ตุลาคม พ.ศ. 2530 – ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2530[62]
- 6 ตุลาคม พ.ศ. 2531 – จัดตั้งสถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน[63]
- 8 ธันวาคม พ.ศ. 2532 – จัดตั้งศูนย์ศาลายา[58][64]
- 18 สิงหาคม พ.ศ. 2533 – จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์[65]
- พ.ศ. 2536 – จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการดนตรี
- 11 มีนาคม พ.ศ. 2536 – จัดตั้งวิทยาลัยราชสุดา[66]
- 30 เมษายน พ.ศ. 2536 – รับวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครเข้าสมทบ[67]
- 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 – เริ่มโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์[68]
- 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537
- รับวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ กรุงเทพมหานคร เข้าสมทบ[69]
- รับวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือเข้าสมทบ[70]
- 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 – รับวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศเข้าสมทบ[71]
- พ.ศ. 2538 – เริ่มโครงการจัดตั้งสถาบันทางการแพทย์และทันตกรรม[72]
- 20 มิถุนายน พ.ศ. 2538 – คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดตั้งวิทยาเขตที่จังหวัดกาญจนบุรี[73]
- 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 – จัดตั้งศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา[74]
- พ.ศ. 2539
- จัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
- พระราชทานนามสถาบันทางการแพทย์และทันตกรรมเป็นศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
- 27 มิถุนายน พ.ศ. 2539 – จัดตั้งวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา[75]
- 19 มิถุนายน พ.ศ. 2539 – ยกฐานะโครงการศึกษาปริญญาตรีสำหรับนักศึกษานานาชาติเป็นวิทยาลัยนานาชาติ
- 1 ตุลาคม พ.ศ. 2539 – จัดตั้งวิทยาลัยการจัดการ
- 8 ตุลาคม พ.ศ. 2539 – คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดตั้งวิทยาเขตที่จังหวัดนครสวรรค์และอำนาจเจริญ[76]
- 1 มกราคม พ.ศ. 2540 – จัดตั้งศูนย์ศาสนศึกษา
- 27 มิถุนายน พ.ศ. 2540 – รับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี 9 แห่งเข้าสมทบ[77]
- 15 กันยายน พ.ศ. 2540 – จัดตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ สถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว[78]
- 29 กันยายน พ.ศ. 2540 – เริ่มโครงการจัดตั้งวิทยาเขตกาญจนบุรี[79][80]
- 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 – รับวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี เข้าสมทบ[81]
- 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 – เริ่มโครงการจัดตั้งคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์
- 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 – รับสถาบันพระบรมราชชนกเข้าสมทบ[82]
- พ.ศ. 2545 – เริ่มโครงการจัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้
- 2 เมษายน พ.ศ. 2545 – เริ่มโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์[83]
- 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 – เริ่มโครงการพัฒนาศิริราชสู่สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์[84][85]
- 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 – ย้ายมหาวิทยาลัยมหิดลไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ[86]
- 17 ธันวาคม พ.ศ. 2546 – เริ่มโครงการจัดตั้งคณะศิลปศาสตร์[87]
- 2 มีนาคม พ.ศ. 2549 – ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกเริ่มเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ
- 3 ตุลาคม พ.ศ. 2550 – รับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี เข้าสมทบ[88]
พ.ศ. 2550 – ปัจจุบัน
[แก้]- 7 ตุลาคม พ.ศ. 2550 – ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 (ออกนอกระบบราชการและปรับโครงสร้างเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ)[89]
- พ.ศ. 2551 – เริ่มใช้ “ผังแม่บทมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา”[90]
- 4 มกราคม พ.ศ. 2551 – เปิดศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกและโรงพยาบาลทันตกรรมมหาจักรีสิรินธรอย่างเป็นทางการ[91]
- 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 – แยกศูนย์ประยุกต์และบริการวิชาการเป็นศูนย์บริหารทรัพย์สินทางปัญญา[92] และศูนย์พัฒนาปัญญาคม[93]
- 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552[94][95][96]
- จัดตั้งวิทยาเขตกาญจนบุรี, คณะศิลปศาสตร์, คณะกายภาพบำบัด, คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้
- เปลี่ยนชื่อสำนักสัตว์ทดลองแห่งชาติเป็นศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ[97]
- เปลี่ยนชื่อสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบทเป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
- เปลี่ยนชื่อสถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียนเป็นสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน
- รวมสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์เป็นสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล
- เปลี่ยนชื่อสำนักหอสมุดเป็นหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
- ยุบเลิกศูนย์ศาลายา[98] และถ่ายโอนภารกิจไปยังกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม สำนักงานอธิการบดี[99]
- ยุบเลิกสำนักคอมพิวเตอร์ และถ่ายโอนภารกิจไปยังคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและกองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอธิการบดี[100]
- 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553 – คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการพัฒนารามาธิบดีสู่คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในเอเชีย[101]
- 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 – จัดตั้งโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
- พ.ศ. 2554 – เริ่มโครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
- 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 – โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดดำเนินการ[102]
- 16 มีนาคม พ.ศ. 2556 – สถานบันการแพทย์ในโครงการพัฒนารามาธิบดีสู่คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในเอเชียได้รับพระราชทานชื่อ "สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์"[101]
- 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 – ยกเลิกการสมทบของคณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี[103]
- 18 กันยายน พ.ศ. 2556 – รวมศูนย์บริหารทรัพย์สินทางปัญญาและศูนย์พัฒนาปัญญาคมเป็นสถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล[104]
- พ.ศ. 2557 – ศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์เปิดทำการชั่วคราว
- 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557 – โรงพยาบาลในโครงการพัฒนารามาธิบดีสู่คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในเอเชียได้รับพระราชทานชื่อ "โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์"[101]
- 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558 – รับวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์เข้าสมทบ[105]
- 16 มีนาคม พ.ศ. 2559 – เปลี่ยนชื่อสถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม[106]
- 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560 – ย้ายศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกจากสำนักงานอธิการบดีไปสังกัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
- 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560 – เปิดสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทรอย่างเป็นทางการ[101]
- มกราคม พ.ศ. 2561 – โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทรเปิดดำเนินการ
- 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561 – ยกฐานะศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬาเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬา[107]
- 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 – ศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ[108]
- 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 – ยกเลิกการสมทบของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีของสถาบันพระบรมราชชนก[109]
- 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 – ยุบเลิกวิทยาลัยราชสุดา และจัดตั้งสถาบันราชสุดา สังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี[110][111]
- 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566 – รับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เข้าสมทบ[112]
ก่อนโรงเรียนราชแพทยาลัย (พ.ศ. 2429–2443)
[แก้]ก่อตั้งโรงศิริราชพยาบาล (พ.ศ. 2429–2431)
[แก้]ใน พ.ศ. 2424 อหิวาตกโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์กับข้าราชการอื่นรวม 48 คน จัดตั้งโรงรักษาผู้ป่วยหรือโรงพยาบาลชั่วคราวขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อการระบาดของโรคยุติลง โรงพยาบาลชั่วคราวต่างก็ปิดทำการ[113]
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภ์ที่จะให้มีโรงพยาบาลประจำท้องที่อย่างถาวรขึ้นต่อไป แต่ในขณะนั้นทรงไม่มันพระทัยว่า หากจะจัดตั้งโรงพยาบาลถาวรขึ้นแล้ว จะสามารถจัดการไปได้ตลอดหรือไม่[114]
ต่อมากรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงทำความเห็นเรื่องทั้งโรงพยาบาลขึ้นทูลเกล้าถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าวิธีการจัดนั้นจะสามารถทำได้สำเร็จ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะคอมมิตี้ เพื่อจัดสร้างโรงพยาบาล ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2429 ประกอบด้วย[3]
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศิริธัชสังกาศ
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ
- พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์
- พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงษ
- พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงษ
- พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์
- พระยาโชฏึกราชเสรษฐี
- หลวงสิทธินายเวร
- ดอกเตอ ปีเตอ เกาแวน (Dr. Peter Gowan)
ในการริเริ่มจัดตั้งโรงพยาบาล คณะคอมมิตี้ได้พิจารณาเห็นว่ากิจการโรงพยาบาลเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในสยามประเทศ จึงเห็นควรให้จัดตั้งขึ้นเพียงแห่งเดียวก่อนเพื่อให้ประชาชนได้ประจักษ์ถึงคุณประโยชน์ของการรักษาพยาบาล คณะคอมมิตี้ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานที่ดินบริเวณส่วนใต้ของพื้นที่วังหลังฝั่งธนบุรีซึ่งในขณะนั้นถูกทิ้งรกร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้าง พร้อมกันนี้ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินริมแม่น้ำบริเวณทิศเหนือของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเพื่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับอำนวยความสะดวกในการเดินทาง โดยกิจการนี้ได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 1,600 บาท เพื่อเป็นทุนประเดิมในการก่อสร้าง[114]
การดำเนินงานในระยะเริ่มต้นตกเป็นพระภาระของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาล คณะคอมมิตี้จึงมอบหมายให้พระองค์และพระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ทรงเป็นผู้ดำเนินงาน โดยกรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงรับหน้าที่ในด้านการก่อสร้าง ส่วนพระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ทรงรับหน้าที่จัดการภายในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของทุนเริ่มต้นจำนวน 1,600 บาท การก่อสร้างจึงดำเนินไปภายใต้แนวคิดการสร้างแต่พอให้ตั้งเป็นโรงพยาบาลได้ โครงสร้างพื้นฐานชุดแรกจึงประกอบด้วยเรือนคนไข้จำนวน 4 หลัง ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 50 คน พร้อมด้วยเรือนผสมยา เรือนผู้จัดการ และโรงครัวอย่างละ 1 หลัง[114]
หลังจากที่คณะคอมมิตี้ดำเนินงานจัดตั้งโรงพยาบาลได้ประมาณ 2 เดือน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430[4] ความสูญเสียในครั้งนี้เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งมั่นที่จะเร่งรัดการก่อสร้างโรงพยาบาลให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว ในการเตรียมงานพระเมรุ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างอาคารต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษโดยใช้ไม้จริงทั้งหมด ด้วยมีพระราชประสงค์ว่าเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว จะได้พระราชทานสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นมาดัดแปลงเป็นอาคารภายในโรงพยาบาล พร้อมกันนี้ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์อันเป็นส่วนมรดกของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นอีกจำนวน 700 ชั่ง (56,000 บาท) เพื่อสมทบเป็นทุนในการก่อสร้าง[114]
ในปีเดียวกัน เนื่องในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการครองราชสมบัติของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ชุมชนชาวอังกฤษในกรุงเทพมหานครได้รวบรวมเงินทูลเกล้าฯ ถวายจำนวน 10 ชั่ง เพื่อสมทบทุนสร้างเรือนผู้ป่วย นำมาสู่การก่อสร้างตึก "วิคตอเรีย" ซึ่งนับเป็นอาคารถาวรหลังแรกของโรงพยาบาล ในเวลาต่อมา เมื่อมีการจัดงานพระราชทานเพลิงพระศพพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ ทางเจ้าภาพได้บริจาคทรัพย์เพื่อสร้างเรือนผู้ป่วยเพิ่มเติมและขนานนามว่า "ตึกเสาวภาคย์นารีรัตน์" ส่งผลให้ในช่วงก่อนการเปิดรับผู้ป่วยอย่างเป็นทางการ โรงพยาบาลแห่งนี้มีตึกถาวรสำหรับรองรับผู้ป่วยแล้วจำนวน 2 หลัง นอกเหนือจากกลุ่มเรือนไม้เดิมที่มีอยู่หลายหลัง[114]
เมื่อการก่อสร้างอาคารและสถานที่ต่าง ๆ แล้วเสร็จ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ได้ทรงรับหน้าที่จัดหาบุคลากรทางการแพทย์มาประจำโรงพยาบาล โดยทรงแต่งตั้งให้ พระประสิทธิวิทยา (หนู) (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาประเสริฐศาสตร์ธำรง) ดำรงตำแหน่งแพทย์ใหญ่ประจำโรงพยาบาล สำหรับตำแหน่งแพทย์ผู้ช่วยนั้น พระประสิทธิวิทยาได้คัดเลือกแพทย์หนุ่มซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์มาร่วมปฏิบัติงานด้วยอีก 2 ท่าน ได้แก่ หมอคง และหมอนิ่ม[114]
ภายหลังจากที่โรงพยาบาลมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรทางการแพทย์ประจำการแล้ว จึงออกประกาศเปิดโรงพยาบาลในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431[115]
ในระหว่างนี้ โรงพยาบาลแห่งนี้มักถูกเรียกในนาม “โรงพยาบาลวังหลัง”[116][117]
ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2431 ได้มีการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน ตลอดจนสยบข่าวลือที่เป็นอุปสรรคต่อการสาธารณสุขในยุคเริ่มต้น ข่าวลือดังกล่าวประกอบด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจนหายดีแล้วจะถูกบังคับเกณฑ์ไปเป็นทหาร รวมถึงความเข้าใจผิดในหมู่เจ้านายที่ว่าการอนุญาตให้บ่าวไพร่ของตนไปรักษากับโรงพยาบาลจะทำให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสีย นอกจากนี้ ในประกาศฉบับเดียวกันยังได้แจ้งว่าได้รับพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่งในพื้นที่ย่านสำเพ็ง[118]
ต่อมาในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามโรงพยาบาลว่าโรงศิริราชพยาบาลตามประกาศตั้งกรมพยาบาล เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์สืบไป[5]
ก่อตั้งโรงเรียนแพทยากร (พ.ศ. 2432–2443)
[แก้]ในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2432 (นับแบบปัจจุบันคือ พ.ศ. 2433) คณะคอมมิตี้จัดการโรงพยาบาลทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้งโรงเรียนแพทย์ โดยจ้าง นพ.โธมัส เฮย์เวิร์ด เฮส์ (Dr. Thomas Heyward Hays) มาเป็นครูสอนวิชาแพทย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชานุญาต ต่อมาโรงเรียนแพทย์เปิดสอนวันแรกวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2433 รับนักเรียนความรู้อ่านออกเขียนได้ หลักสูตร 3 ปี[6]
นพ.เฮย์ ไม่รู้ภาษาไทย นักเรียนก็ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ทำให้ลำบากในการสอนมาก นพ.เฮย์ จึงเขียนจดหมายไปชวน นพ.ยอร์ช บี แมคฟาร์แลนด์ (George B. McFarland) ซึ่งเรียนสำเร็จแพทย์ที่สหรัฐอเมริกาในเวลานั้น ให้มาสอนแทน นพ.แมคฟาร์แลนด์เข้ามาเป็นอาจารย์เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 (2435)[6]
นพ.ยอร์ช บี. แมคฟาร์แลนด์ เป็นบุตรของมิชชันนารี เกิดที่ธนบุรีและใช้ชีวิตในวัยเยาว์กับบิดามารดาที่จังหวัดเพชรบุรี ท่านเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนันทอุทยานในฝั่งธนบุรี ซึ่งบิดาของท่านดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่ เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงได้เดินทางไปศึกษาต่อยังสหรัฐอเมริกา ด้วยพื้นฐานที่เกิดและเติบโตในสยาม ทำให้ นพ.แมคฟาร์แลนด์ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาไทยอย่างแตกฉาน ทักษะทางภาษาที่โดดเด่นนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้การจัดการเรียนการสอนและการถ่ายทอดวิชาความรู้ของท่านดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและบังเกิดผลดีเยี่ยมต่อผู้เรียนชาวไทย[6]
ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 ได้มีการตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์ ณ โรงศิริราชพยาบาล ว่า โรงเรียนแพทยากร[7]
โรงเรียนแพทยากรในเวลานั้นมีการสอนทั้งวิชาแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน หม่อมเจ้าเจียก ทินกร เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายแพทย์แผนไทย นพ.ยอร์ช บี แมคฟาร์แลนด์ เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายแพทย์แผนปัจจุบัน โดยท่านเป็นแพทย์คนเดียวของโรงศิริราชพยาบาลในขณะนั้น[6]
โรงเรียนแพทยากรและโรงศิริราชพยาบาลพัฒนาขึ้นตามลำดับ มีครูเพิ่มขึ้น มีแพทย์เพิ่มขึ้นทั้งแพทย์ชาวต่างประเทศ แพทย์ไทยที่จบต่างประเทศ และศิษย์โรงเรียนแพทยากรที่ทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านหลังเรียนจบแล้วทำงานอยู่ในแผนกต่าง ๆ จนได้เป็นอาจารย์ ครูคนสำคัญรองจากนพ.แมคฟาร์แลนด์คือ นพ.แฮน อดัมเสน ที่เข้าสอนสูติศาสตร์ ภายหลัง นพ.แมคฟาร์แลนด์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระอาจวิทยาคม” นพ.แฮน อดัมเสน ได้เป็น “พระบำบัดสรรพโรค”[6]
ก่อตั้งและยุบเลิกโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์และการพยาบาลไข้ (พ.ศ. 2439–2447)
[แก้]สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงผ่านการประสูติการแผนใหม่เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2431 ในการนั้น นายแพทย์ปีเตอร์ เกาแวน (Dr. Peter Gowan) ได้ถวายการดูแลตามหลักวิชาการผดุงครรภ์แผนใหม่ ทำให้พระองค์ทรงเลิกธรรมเนียมการประทับ "อยู่ไฟ" แบบโบราณ และมีพระราชดำรัสว่าการไม่อยู่ไฟนั้นให้ความทรงพระสำราญกว่ามาก จากนั้นทรงชักชวนให้ข้าราชบริพารหันมารับบริการผดุงครรภ์แผนใหม่จนเริ่มเป็นที่นิยม[119]
อย่างไรก็ตาม ทรงตระหนักว่าระบบสาธารณสุขของไทยในขณะนั้นยังขาดแคลนแพทย์ผดุงครรภ์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานสากล สตรีทั่วไปยังคงต้องพึ่งพาวิธีการคลอดแบบโบราณและการอยู่ไฟ ซึ่งมักก่อให้เกิดอันตรายและภาวะแทรกซ้อนต่อสุขภาพมารดา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อจัดตั้ง "โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล" ขึ้นภายในบริเวณโรงศิริราชพยาบาล สังกัดกรมพยาบาล โดยเปิดทำการเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2439 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงแรกนั้นโรงเรียนเปิดรับเฉพาะสตรีที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 40 ปี โดยมีหลักสูตรการศึกษาครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาจนได้รับประกาศนียบัตรแล้ว จะต้องเข้ารับราชการปฏิบัติหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ต่อไปอีกเป็นเวลา 3 ปี[8]
ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ในพระองค์ให้ตั้ง โรงเรียนเด็กหญิง เป็นสาขาของโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์และการพยาบาลไข้ โดยรับเด็กหญิงที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อายุ 8 ถึง 16 ปีเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมจัดสรรเบี้ยเลี้ยงให้ และให้เรียนจนอายุครบ 21 ปี[120]
ระหว่าง พ.ศ. 2444–2447 โรงเรียนได้ย้ายไปจัดตั้งที่บ้านผู้หญิงพัน บุนนาค (ต่อมาได้ย้ายไปที่บ้านท่านเจ้าพระยาภาสกรวงศ์) เนื่องจากตามประเพณีโบราณชายและหญิงไม่ควรเรียนในสถานที่เดียวกันและมีการกล่าวสาเหตุว่า “โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ตั้งอยู่ที่ศิริราชพยาบาล เป็นผู้หญิงสาวตั้งอยู่ในสถานเดียวกับนักเรียนแพทย์ผู้ชายไม่เป็นที่เรียบร้อย...”[121] โดยตลอดระยะเวลาที่ย้ายไปอยู่ที่บ้านผู้หญิงพัน ไม่ได้มีการติดต่อกับทางโรงศิริราชพยาบาลเลย อีกทั้งยังไม่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาอบรม การฝึกหัด การสอบไล่เพื่อรับประกาศนียบัตร หรือจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด จนโรงเรียนเลิกล้มกิจการไปในปี พ.ศ. 2447[10][122]
โรงเรียนราชแพทยาลัย (พ.ศ. 2443–2459)
[แก้]ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดตึกโรงเรียนแพทย์ และพระราชทานนามโรงเรียนแพทยากรใหม่ว่า โรงเรียนราชแพทยาลัย[9] ในโอกาสนั้นโปรดเกล้าฯ พระราชทานประกาศนียบัตรให้แพทย์รุ่นที่ 8 จำนวน 9 คน และพยาบาลรุ่นแรก จำนวน 10 คน
ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคพระราชทรัพย์พระราชทานแก่โรงเรียนราชแพทยาลัยและโรงศิริราชพยาบาล เป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องมือและเครื่องทดลอง[123]
รวมโรงศิริราชพยาบาลและโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้าด้วยกัน (พ.ศ. 2449)
[แก้]ในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2449 (ร.ศ. 124) เจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้กราบบังคมทูลเสนอแนวทางการปฏิรูประบบสาธารณสุขและการแพทย์ ตามโครงร่างที่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นผู้ร่าง โดยมีสาระสำคัญคือการยุบเลิกกรมพยาบาลในกระทรวงธรรมการ และให้โอนย้ายกิจการโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร (ยกเว้นโรงศิริราชพยาบาล) ไปสังกัดกรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาล ส่วนการจัดการสาธารณสุข การรักษาโรค และการป้องกันโรคระบาดในส่วนภูมิภาค ให้กระจายอำนาจไปเป็นความรับผิดชอบของแต่ละมณฑลเทศาภิบาลโดยตรง[11][124]
ส่วนโรงศิริราชพยาบาล ให้รวมเข้ากับโรงเรียนราชแพทยาลัย และย้ายไปสังกัดกรมศึกษาธิการ ซึ่งมีพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดี[11]
ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาที่ 28/1922 ถึงเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เพื่อทรงมีพระบรมราชานุญาตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างการพยาบาลของประเทศ โดยมีความว่า “เรื่องที่จะเลิกกรมพยาบาลในกระทรวงธรรมการคิดจัดการเปลี่ยนแปลงใหม่ ขออนุญาตส่งการที่ควรจะส่งแก่กระทรวงนครบาล ตามข้อความที่ว่ามานั้น ทราบแล้ว อนุญาตให้จัดตามนี้ได้”[11]
ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล (พ.ศ. 2451)
[แก้]สืบเนื่องจากการล้มเลิกกิจการของโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์และการพยาบาลไข้ในปี พ.ศ. 2441 นั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 มีการรื้อฟื้นการเรียนการสอนด้านการพยาบาลขึ้นอีกครั้งในบริเวณโรงพยาบาลศิริราช โดยเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (อธิบดีกรมศึกษาธิการ) ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถเพื่อขอเปิดโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระราชูปถัมภ์ดังเดิม และให้เข้าสังกัดเป็นแผนกหนึ่งของโรงเรียนราชแพทยาลัย กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล[10][122]
ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ปรุงยา (พ.ศ. 2456)
[แก้]ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2456 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทรได้ทรงก่อตั้ง โรงเรียนแพทย์ปรุงยา ขึ้นในโรงเรียนราชแพทยาลัย[12] ในยุคเริ่มต้น หลักสูตรของโรงเรียนแพทย์ปรุงยากำหนดระยะเวลาการศึกษาไว้ 3 ปี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรเป็น “แพทย์ปรุงยา” ซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดเตรียมและปรุงยาตามใบสั่งของแพทย์[125]
สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2459–2486)
[แก้]คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล (คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
[แก้]ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รวมโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้าเป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัย[14] มีชื่อว่าคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ต่อมาในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2478 คณะได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล[23]
การพัฒนาหลักสูตรแพทย์ให้ถึงระดับปริญญา
[แก้]ในปี พ.ศ. 2464 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพื่อทรงเจรจากับผู้แทนของมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) เกี่ยวกับการยกระดับการศึกษาแพทย์ของประเทศไทย การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นที่กรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 โดยมีสมเด็จพระบรมราชชนกเป็นผู้แทนฝ่ายไทย ทรงเจรจากับ นพ.จอร์จ เอ็ดการ์ วินเซนต์ (Dr. George Edgar Vincent) และ นพ.วิกกลิฟฟ์ โรส (Dr. Wickliffe Rose) ผู้แทนมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ จากนั้นได้มีการประชุมหารืออย่างต่อเนื่องที่กรุงแบร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 กรุงปารีส เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2465 และนครนิวยอร์ก[17]
การเจรจาดังกล่าวนำไปสู่การร่างและการจัดทำบันทึกข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งได้รับการรับรองจากมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์และได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในช่วงปลายปี พ.ศ. 2465 ภายหลังความสำเร็จของข้อตกลงดังกล่าว สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงร่วมกับมูลนิธิฯ ในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งอาจารย์แพทย์ พร้อมทั้งทรงปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตร์ของไทยให้ได้มาตรฐานระดับเวชศาสตรบัณฑิต นอกจากนี้ยังทรงคัดเลือกนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาวิชาแพทย์อยู่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปให้เข้ารับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ เพื่อศึกษาและฝึกอบรมเพิ่มเติมสำหรับเตรียมความพร้อมในการกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ต่อไปในอนาคต[18]
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมราชชนกทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย[126] การเข้ารับตำแหน่งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ทรงสามารถประสานงานกับมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล)
ความร่วมมือกับมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยทางมูลนิธิฯ ได้ให้การสนับสนุนทุนงบประมาณสำหรับการก่อสร้างตึกและจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ การมอบทุนอุดหนุนเพื่อส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ รวมถึงการจัดหาอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติเข้ามาประจำการตามแผนกต่าง ๆ การสนับสนุนทั้งหมดนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงหลักสูตรและการให้ความช่วยเหลือด้านการจัดการเรียนการสอนแก่คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับการศึกษาแพทย์ของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับผู้แทนของมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2466 จนถึงกลางปี พ.ศ. 2469 โดยทรงมีบทบาทสำคัญในการประสานงานและแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างคณะทำงานฝ่ายไทยและฝ่ายมูลนิธิฯ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรับตำแหน่งประธานกรรมการโรงพยาบาลศิริราช เพื่อดำเนินการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการของโรงพยาบาลไปพร้อมกับการรับความช่วยเหลือจากทางมูลนิธิฯ
ความมุ่งมั่นและการทรงงานอย่างหนักของพระองค์ส่งผลให้เกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา โดยคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถผลิตนักศึกษาแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญารุ่นแรกได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2473[20]
ก่อตั้งแผนกเภสัชกรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2477)
[แก้]ด้วยการโอนย้ายโรงเรียนราชแพทยาลัยมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้นำโรงเรียนแพทย์ปรุงยามาสังกัดด้วย ในช่วงแรกการศึกษาด้านเภสัชกรรมศาสตร์กลับไม่ได้รับความนิยมนัก โดยมีผู้สมัครเพียงปีละ 2-3 คน ช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2460–2472 การศึกษาถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน
- ปีที่ 1 และ 2: ศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ณ บริเวณวังใหม่ (หอวัง) ร่วมกับนักศึกษาแพทย์และวิทยาศาสตร์ เน้นวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
- ปีที่ 3: ศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล เน้นวิชาชีพเฉพาะ เช่น เภสัชกรรมกาเลน การเตรียมยาสำหรับคนไข้ และการคำนวณเภสัชกรรม โดยมีอาจารย์ชาวอังกฤษ อาเธอร์ เฮนรี เฮล (Arthur Henry Hale) และอาจารย์ชาวไทย เช่น ขุนสิทธิโอสถ เป็นผู้สอนหลัก
ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2472 มีการก่อตั้ง เภสัชกรรมสมาคมแห่งกรุงสยาม และในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนคำศัพท์จาก “ปรุงยา” เป็น “เภสัชกรรม” อย่างเป็นทางการ
ต่อมาในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2478 มีการตราพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[23] ยกฐานะโรงเรียนแพทย์ปรุงยาเป็น แผนกเภสัชกรรมศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแผนกอิสระ ทว่ายังคงประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณและสถานที่ จนกระทั่งเมื่อ A.H. Hale หมดสัญญาในปี พ.ศ. 2479 แผนกฯ ก็เกือบต้องถูกยุบลง[12][125]
ในปี พ.ศ. 2480 ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นระดับอนุปริญญาเภสัชกรรมศาสตร์ เนื่องจากมีกลุ่มผู้จบเตรียมแพทย์สนใจเข้าศึกษาเภสัชกรรมศาสตร์มากขึ้น พร้อมกันนี้ แผนกเภสัชกรรมศาสตร์เริ่มได้รับงบประมาณสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล มีการเพิ่มวิชาใหม่ ๆ เช่น เภสัชวิทยา เภสัชเวท และนิติเภสัชกรรม โดยมีอาจารย์ชาวไทยเป็นผู้สอนหลัก และได้เชิญ ดร.อาร์โนลด์ วิชูเวอร์ (Dr. Arnold Vichouver) มาสอนวิชาเภสัชเวท
ในปี พ.ศ. 2482 จอมพล ป. พิบูลสงคราม อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพนี้ จึงแต่งตั้ง ดร.ตั้ว ลพานุกรม ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกเภสัชกรรมศาสตร์ ดร.ตั้ว ได้ทุ่มเทปฏิรูปการศึกษาจนสามารถยกระดับหลักสูตรสู่ระดับปริญญาตรี โดยใช้เวลาศึกษา 4 ปี และผลักดันให้มีการก่อสร้างตึกแผนกเภสัชกรรมศาสตร์ขึ้นภายในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2484
ก่อตั้งแผนกสัตวแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2478)
[แก้]แนวคิดการจัดการศึกษาสัตวแพทยศาสตร์ในระดับปริญญาของประเทศไทย ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในเอกสารการประชุมของคณะกรรมการดำริรูปการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งขึ้น โดยมีพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นประธาน ในระยะเริ่มต้นได้มีการประสานความร่วมมือระหว่างกรมตรวจกสิกรรมและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดการเรียนการสอนวิชากสิกรรมและสัตวแพทยศาสตร์ในระดับประกาศนียบัตร[127]
ต่อมา ด้วยดำริที่มุ่งหวังให้การศึกษาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ การศึกษาระดับปริญญาจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความริเริ่มและความร่วมมือของกลุ่มบุคคลสำคัญ ได้แก่ พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่, พลจัตวา หลวงสนั่นรักษ์สัตว์, พันเอก หลวงสนิทรักษ์สัตว์ และพันโท หลวงชัยอัศวรักษ์ นำไปสู่การจัดตั้ง แผนกสัตวแพทยศาสตร์ ตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2477 ซึ่งตราขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2478 โดยมี พันโท หลวงชัยอัศวรักษ์ เป็นหัวหน้าแผนก[128]
แผนกสัตวแพทยศาสตร์เริ่มเปิดรับสมัครนิสิตรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2478 โดยคัดเลือกจากผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมบริบูรณ์ (มัธยม 8) แผนกวิทยาศาสตร์ โครงสร้างหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษา 4 ปี แบ่งเป็นการศึกษาวิชาเตรียมสัตวแพทยศาสตร์ 2 ปี และวิชาสัตวแพทยศาสตร์ 2 ปี โดยมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้ ศ.หลวงพรตพิทยพยัต คณบดีคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น เป็นผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา ในชั้นเตรียมสัตวแพทยศาสตร์ปีที่ 1 และ 2 นิสิตจะต้องศึกษาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และภาษาต่างประเทศร่วมกับนิสิตเตรียมแพทยศาสตร์ ส่วนในชั้นปีที่ 3 มีการจัดการเรียนการสอนร่วมกับนิสิตเตรียมเภสัชศาสตร์ในบางรายวิชา สำหรับรายวิชาเฉพาะทางสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสัตวแพทย์ที่เปิดสอนในหลักสูตรเมื่อปี พ.ศ. 2480 ประกอบด้วย กายวิภาคศาสตร์ วิทยาเอ็มบริโอ จุลกายวิภาคศาสตร์หรือฮิสโตวิทยา สรีรวิทยา เภสัชวิทยา พยาธิวิทยา แบคทีเรียวิทยา และการเลี้ยงสัตว์[127]
ในปี พ.ศ. 2482 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงโครงสร้างการศึกษาสัตวแพทยศาสตร์ โดยขยายระยะเวลาการศึกษาจากเดิมขึ้นเป็นหลักสูตร 5 ปี ทั้งนี้ การศึกษาวิชาเตรียมสัตวแพทยศาสตร์ในช่วง 2 ปีแรกยังคงจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเดิม แต่ได้มีการเพิ่มเติมรายวิชาชีพเฉพาะทางให้มีความครอบคลุมและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ได้แก่ วิชาหลักอายุรศาสตร์ วิชาอายุรศาสตร์ วิชาศัลยศาสตร์ และวิชาการเลี้ยงบำรุงสัตว์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตบัณฑิตให้มีความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานทางคลินิก[129]
ต่อมาในช่วงที่เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา การจัดการศึกษาของแผนกได้เผชิญกับภาวะวิกฤต เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดครองพื้นที่และใช้อาคารเรียนของแผนกสัตวแพทยศาสตร์เป็นที่พักของทหาร สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ไม่สามารถใช้สถานที่เดิมในการจัดการศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม แผนกสัตวแพทยศาสตร์ได้รับการอนุเคราะห์ด้านสถานที่จากแผนกเภสัชกรรมศาสตร์ โดยได้ย้ายการจัดการเรียนการสอนไปดำเนินการชั่วคราว ณ อาคารของแผนกเภสัชกรรมศาสตร์ เพื่อให้นิสิตสามารถศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงักตลอดช่วงสถานการณ์สงคราม[129]
ก่อตั้งแผนกทันตแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2482–2483)
[แก้]เบื้องหลัง
[แก้]ในปี พ.ศ. 2460 พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยไซราคิวส์ (Syracuse University) จนสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (M.D.) จากนั้นได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาต่อด้านทันตแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) จนได้รับปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (D.D.S.) ในปี พ.ศ. 2468[130]
ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน พ.ท.สี สิริสิงห ได้รับพระราชทานทุนจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้เข้าศึกษาในสาขาทันตแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเช่นเดียวกัน[131]
ท่านทั้งสองได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญในการผลักดันให้เกิดการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ในประเทศไทย แม้ว่าในปี พ.ศ. 2471 พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ (ขณะดำรงตำแหน่งอาจารย์ในแผนกอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล) จะได้เสนอแนวคิดนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังไม่บังเกิดผล ต่อมาในปี พ.ศ. 2479 ขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการกองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 1 ท่านได้พยายามติดต่อกับ ศ.อุปการคุณ นพ.แอลเลอร์ กัสติน เอลลิส (Dr. Aller Gustin Ellis) อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น เพื่อผลักดันการจัดตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ[131]
ด้วยความมุ่งมั่น ท่านจึงเปลี่ยนยุทธวิธีโดยเสนอโครงการจัดตั้ง “โรงเรียนทันตแพทย์สำหรับราชการทหาร” ต่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น โครงการนี้ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการภายใต้กรมแพทย์ทหารบก และ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ยังได้รับอนุมัติให้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการจัดตั้งโรงเรียนทันตแพทย์ในประเทศชั้นนำ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 เดือนในปี พ.ศ. 2482 เมื่อท่านเดินทางกลับมา ประจวบเหมาะกับที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้ารับตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้มีการเปลี่ยนนโยบายจากการจัดตั้งโรงเรียนทันตแพทย์ในกรมแพทย์ทหารบก มาเป็นการจัดตั้งขึ้นภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแทน[131]
การก่อตั้ง
[แก้]ในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะอธิการบดี ได้ประกาศจัดตั้ง แผนกทันตแพทยศาสตร์ ขึ้นเป็นแผนกอิสระในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแต่งตั้งให้ ศ. พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เป็นหัวหน้าแผนกอิสระ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย[24][132]
ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ได้เริ่มต้นปีการศึกษาแรก โดยมีนิสิตทันตแพทย์รุ่นแรกจำนวน 8 คน เนื่องจากการขาดแคลนสถานที่ แผนกจึงต้องอาศัยตึกวิทยาศาสตร์ของคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นสถานศึกษาชั่วคราว การเรียนการสอนวิชาเฉพาะทางทันตแพทยศาสตร์ดำเนินโดย ศ. พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์, ศ.สี สิริสิงห และ ทพ.มาร์ติน ฮันฟ์ (Dr. Martin Hanf) (ทันตแพทย์ชาวเยอรมันที่ประกอบอาชีพในไทย) ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน (ชีวเคมี สรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์) นิสิตต้องเดินทางไปเรียนร่วมกับนักศึกษาแพทย์ ณ โรงพยาบาลศิริราช[130]
ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ได้มีพิธีเปิดอาคารเรียนหลังแรกของแผนกทันตแพทยศาสตร์ ณ ซอยจุฬาลงกรณ์ 11 ถนนพญาไท ซึ่งออกแบบโดย ศ.แอร์โกเล มันเฟรดี (Ercole Pietro Manfredi) จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยงบประมาณก่อสร้าง 149,000 บาท ทำให้แผนกมีสถานที่เรียนและฝึกหัดทางทันตกรรมเป็นของตนเอง[130]
ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 หลังจากเปิดใช้อาคารใหม่ได้เพียง 6 เดือน สงครามมหาเอเชียบูรพาก็ปะทุขึ้น กองทัพทหารญี่ปุ่นได้เข้ายึดอาคารเรียนเพื่อใช้เป็นที่ตั้งหน่วยทหาร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการจัดการศึกษา นิสิตชั้นปีที่ 1 ต้องกลับไปอาศัยเรียนที่โรงพยาบาลศิริราช นิสิตชั้นปีที่ 2 ได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงแพทย์โกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ให้ใช้สถานที่เรียน ส่วนนิสิตชั้นปีที่ 3 ต้องไปฝึกงานบำบัดผู้ป่วย ณ ตึกบำบัดโรคฟัน กองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 1 พญาไท[133]
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2485–2512)
[แก้]ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งที่ 4/2485 เรื่องตั้งกรรมการพิจารณาการปรับปรุงการแพทย์ โดยมีความประสงค์จะรวมกิจการแพทย์ทั้งสิ้นขึ้นเป็นหน่วยงานเดียว ซึ่งจะทำให้การทำงานร่วมแรงและประสานกันดีขึ้น[134]
ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 คณะกรรมการฯ ได้เสนอแผนการจัดตั้งกระทรวงการสาธารณสุขและกรมต่าง ๆ ในกระทรวง กรมหนึ่งในนั้นคือ กรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มีคำชี้แจงการจัดตั้งกรมว่า “กรมนี้จะได้จัดตั้งขึ้นโดยโอนการปกครองการศึกษาที่เกี่ยวกับการแพทย์มาตั้งเป็นกรมหนึ่ง คือ โอนคณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลศิริราช คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ กับคณะสัตวแพทยศาสตร์มาตั้งเป็นกองตามลักษณะแห่งการศึกษานั้น ๆ ส่วนการเตรียมเพื่อเข้าศึกษาวิชาเหล่านั้นยังคงขึนอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมนี้รวมทั้งสำนักงานเลขานุการจะเป็นหน่วยราชการซึ่งมีฐานะเป็นกอง 5 กอง”[135]

ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ขึ้นโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร โดยแยกคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล แผนกทันตแพทยศาสตร์ แผนกเภสัชกรรมศาสตร์ และแผนกสัตวแพทยศาสตร์ ออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจัดตั้งเป็น มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สังกัดกระทรวงการสาธารณสุข โดยประกอบไปด้วย 4 คณะดังนี้[26]
ในระยะเริ่มแรกของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 ยังคงเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แล้วจึงเข้าเรียนที่คณะและแผนกปลายทางเหมือนดังก่อนแยกมหาวิทยาลัย[133]
คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
[แก้]คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทิ้งระเบิดบริเวณสถานีรถไฟธนบุรี ทำให้ตึกเรียนและตึกคนไข้เสียหายหลายแห่งจนต้องหยุดการเรียนการสอนในบางชั้นปี และต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม คณะยังสามารถรักษามาตรฐานการศึกษาไว้ได้ด้วยการผลิตอุปกรณ์การเรียนใช้เอง
หลังสงครามสิ้นสุดลง คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลฟื้นตัวท่ามกลางซากปรักหักพัง จำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้องแบ่งเรียนเป็น 2 ผลัดในโรงไม้มุงหลังคาจาก ส่วนตึกผู้ป่วยก็ต้องต่อเติมเป็น 3 ชั้นเพื่อรองรับคนไข้ นอกจากนี้ คณะยังพึ่งพาตนเองด้วยการผลิตน้ำเกลือใช้เอง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยจากเหตุการณ์อหิวาตกโรคระบาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2501[133]
ก่อตั้งและโอนย้ายคณะสัตวแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2486–2497)
[แก้]ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 แผนกสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยมีร้อยเอก หลวงชัยอัศวรักษ์ ดำรงตำแหน่งคณบดีท่านแรก
ภายหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง คณะสัตวแพทยศาสตร์ได้รับมอบอาคารเรียนคืนจากกองทัพญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2490 จึงได้ย้ายกลับมาจัดการเรียนการสอน ณ สถานที่ตั้งเดิมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมากรมการแพทย์มีโครงการขยายเขตพื้นที่ให้บริการของโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งอาณาบริเวณได้ขยายมาจนถึงพื้นที่ของคณะ จึงได้มีการขอซื้อกลุ่มอาคารตึกเดิมของคณะสัตวแพทยศาสตร์ไปเพื่อใช้ในกิจการทางการแพทย์ กระทั่งในปี พ.ศ. 2494 พันเอก หลวงวาจวิทยาวัฒน์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ ได้อนุเคราะห์แบ่งพื้นที่บริเวณถนนสนามม้า จุฬาลงกรณ์ ซอย 12 เพื่อให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดตั้งสถานศึกษาและโรงพยาบาลสัตว์แห่งใหม่ คณะสัตวแพทยศาสตร์จึงได้ย้ายสถานที่ทำการและเริ่มเปิดการดำเนินการ ณ สถานที่ตั้งแห่งใหม่นี้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2495 เป็นต้นมา[127][133]
อย่างไรก็ตาม ด้วยนโยบายเร่งรัดพัฒนาการเกษตรของรัฐบาลในขณะนั้น จึงมีการขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2497[30] ทำให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ถูกโอนย้ายไปสังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตร โดยการเรียนการสอนในชั้นเตรียมสัตวแพทยศาสตร์ถูกมอบหมายให้คณะกสิกรรมและสัตวบาล เป็นผู้รับผิดชอบ ในขณะที่การศึกษาระดับปรีคลินิกและระดับคลินิกยังคงดำเนินการอยู่ที่อาคารเดิมบนถนนสนามม้าเช่นเดิม[29]
ก่อตั้งคณะเภสัชศาสตร์ (พ.ศ. 2486)
[แก้]ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 แผนกเภสัชกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์[26]
ในปี พ.ศ. 2486 เภสัชกรระดับปริญญารุ่นแรกได้สำเร็จการศึกษา และในปี พ.ศ. 2493 คณะเภสัชศาสตร์ได้เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาโท สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ เป็นครั้งแรก[125]
ในปี พ.ศ. 2490 มีการแบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก ได้แก่[27]
- แผนกอำนวยการ
- แผนกเภสัชกรรม
- แผนกเภสัชเคมี
- แผนกเภสัชวิทยา
- แผนกเภสัชเวท
- แผนกเภสัชอุตสาหกรรม
หลักสูตรการศึกษาได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการทดลองเพิ่มระยะเวลาการศึกษาเป็น 5 ปีในช่วงปี พ.ศ. 2497–2498 และนำมาใช้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นหลักสูตร 5 ปีแบบต่อเนื่อง (ไม่ต้องเรียนเตรียมเภสัชศาสตร์) ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้ปรับโครงสร้างเป็นการเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 ปี (ร่วมกับคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่นๆ) และวิชาเภสัชศาสตร์อีก 3 ปี[136]
ก่อตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2486)
[แก้]ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 แผนกทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยมี ศ. พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ดำรงตำแหน่งคณบดีท่านแรก และสามารถผลิตทันตแพทยศาสตรบัณฑิตรุ่นแรกจำนวน 6 คนได้สำเร็จในปีเดียวกัน
เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง คณะฯ ได้รับอาคารเรียนคืนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2489[132] และได้เริ่มพัฒนาระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแบ่งส่วนราชการออกเป็น 12 แผนก ได้แก่[27]
- แผนกอำนวยการ
- แผนกทันตวิภาคศาสตร์ วิทยาฮิลโตทันตกรรม และทันตพยาธิวิทยา
- แผนกเภสัชวิทยา มะเตเรียเมดิกะและวิชาการรักษา
- แผนกทันตกรรมหัตถการ
- แผนกทันตกรรมประดิษฐ์
- แผนกทันตกรรมจัดฟัน
- แผนกศัลยศาสตร์
- แผนกรังสีวิทยา
- แผนกกายวิภาคศาสตร์
- แผนกสรีระวิทยาและชีวะเคมี
- แผนกวิทยาบัคเตรีพยาธิ
- แผนกโรงเรียนทันตานามัย (ซึ่งรับโอนกิจการมาจากกรมการแพทย์)[137]
ในปี พ.ศ. 2493 เพื่อบูรณาการการจัดการเรียนการสอน ได้มีการย้ายสถานที่เรียนสำหรับชั้นปีที่ 3 และ 4 จากถนนราชดำเนินมารวมกับชั้นปีที่ 1 และ 2 ณ อาคารในซอยจุฬาลงกรณ์ 11 โดยปรับปรุงอาคารที่ถนนราชดำเนินเป็นคลินิกบริการประชาชน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2494 คณะได้เริ่มสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Dr. Joseph F. Volker คณบดีโรงเรียนทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษา
ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2496–2498 คณะได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารทันตกรรม (อาคารทันต. 1) และหอพักนักศึกษา (อาคารทันต. 11) โดยทำพิธีเปิดในปี พ.ศ. 2498 อาคารทันตกรรมแห่งใหม่นี้กลายเป็นศูนย์กลางการฝึกปฏิบัติงานคลินิกของแผนกต่าง ๆ ทั้งทันตกรรมประดิษฐ์ ทันตกรรมหัตถการ รังสีวิทยา ศัลยศาสตร์ และทันตกรรมจัดฟัน
ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2499 มีการจัดตั้ง โรงพยาบาลโรคฟัน อย่างเป็นทางการ และเริ่มให้บริการทันตกรรมเชิงรุกโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการจัดซื้อรถยนต์ขนาดใหญ่เพื่อทำเป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่[138]
ในปี พ.ศ. 2503 คณะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ International Dental Seminar เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 25 ปี ของการริเริ่มการเรียนการสอน
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะจัดฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ชุดเสด็จเยือนญี่ปุ่นและจีน เพื่อระดมทุน โดยสามารถรวบรวมเงินได้กว่า 1 ล้านบาท ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานเงินจำนวนดังกล่าวให้เป็นทุนประเดิมสำหรับการก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการหลังใหม่ คณะได้จัดหางบประมาณสมทบอีก 4 ล้านบาท และพระองค์ได้พระราชทานนามอาคารแห่งนี้ว่า “ทันตรักษ์วิจัย”
ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2507–2509 มีการขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีพิธีเปิดตึกรังสีวิทยาในปี พ.ศ. 2507 (ปัจจุบันรื้อถอนแล้ว) และตึกกายวิภาคศาสตร์ในปี พ.ศ. 2509 (ปัจจุบันรื้อถอนแล้ว)
ในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ตึกทันตรักษ์วิจัย (อาคารทันต. 2)
ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ) เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตึกทันตรักษ์วิจัย และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." ไว้หน้าอาคารด้านถนนอังรีดูนังต์ อาคารแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของภาควิชาทางคลินิก (ยกเว้นศัลยศาสตร์และทันตกรรมประดิษฐ์ที่ยังคงใช้อาคารเดิม)[130]
ก่อตั้งและโอนย้ายคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (พ.ศ. 2490–2510)
[แก้]เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489 ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "...พระองค์มีพระราชประสงค์ให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ผลิตแพทย์ผู้ได้สำเร็จหลักสูตรให้มีปริมาณมากขึ้น เพื่อออกมาช่วยเหลือประเทศชาติ..."
เพื่อสนองพระราชประสงค์ดังกล่าว รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวนหนึ่งให้แก่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพื่อให้สามารถผลิตแพทย์เป็นจำนวนมากพอกับความต้องการของประเทศชาติ และมีการเสนอแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวไว้ 3 แนวทางด้วยกัน ได้แก่
- ขยายกิจการของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
- จัดสร้างโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่
- จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นในโรงพยาบาลแห่งใดแห่งหนึ่งที่มีอยู่ในขณะนั้น
เมื่อพิจาณาจาก 3 แนวทางขั้นต้น พบว่า แนวทางที่ 3 เป็นแนวทางที่ใช้เวลาและงบประมาณไม่มากนัก รวมทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้รวดเร็วที่สุด โดยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ของสภากาชาดไทย มีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่และอุปกรณ์ ด้วยเคยใช้เป็นโรงเรียนแพทย์ทหารบกมาก่อน สามารถพัฒนาให้เป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของประเทศต่อไปได้
ศ.นพ.เฉลิม พรมมาส อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในขณะนั้น จึงได้ติดต่อประสานงานการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ผ่านทางผู้อำนวยการกองบรรเทาทุกข์และอนามัย สภากาชาดไทย ศ.อุปการคุณ พลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ โดยขอความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอน คณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ จึงก่อกำเนิดขึ้นในนาม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์[27] และสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ ภายใน 9 เดือนเศษนับจากวันที่ได้เริ่มมีการติดต่อครั้งแรก และได้เปิดการภาคเรียนเป็นปฐมฤกษ์ ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2490 มีนักศึกษาปีแรก 67 คน
ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ได้มีการยุบเลิกคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[139] และโอนกิจการ ทรัพย์สิน บุคคลากร และงบประมาณไปยังคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[42]
ก่อตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์ (พ.ศ. 2491)
[แก้]สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเล็งเห็นความสำคัญของเวชศาสตร์ป้องกัน จึงพระราชทานทุนให้ ศ.นพ.เฉลิม พรหมมาส และ ศ.นพ.สวัสดิ์ แดงสว่าง ไปศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) สหรัฐอเมริกา ทั้งสองท่านได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์ โดยมี ศ.นพ.สวัสดิ์ แดงสว่าง ดำรงตำแหน่งคณบดีท่านแรก[140][141]
ในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 ได้มีการจัดตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อย่างเป็นทางการ[28] ในระยะเริ่มแรกได้เปิดสอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต ซึ่งพัฒนาโครงสร้างมาจากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ เพื่อมุ่งเน้นการฝึกอบรมแพทย์สำหรับปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรค[141] โดยรับผู้สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตเข้าศึกษาต่อ
ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2491 มีการจัดวางระเบียบราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยโครงสร้างระยะแรกของคณะสาธารณสุขศาสตร์แบ่งออกเป็น 9 แผนกวิชา ได้แก่[142]
- แผนกบักเตรีวิทยาและอิมมูโนโลยี
- แผนกปาราสิตวิทยา
- แผนกมิโคโลยีและวิรุสวิทยา
- แผนกสถิติพยากรณ์ชีพ
- แผนกสุขาภิบาล
- แผนกโรคระบาดวิทยา
- แผนกอาหารวิทยา
- แผนกบริหารงานสาธารณสุขและทารกสงเคราะห์
- แผนกโรงเรียนพยาบาลและพนักงานสาธารณสุข
ในช่วงแรก คณะได้รับการโอนกิจการผลิตผู้ช่วยแพทย์จากกรมสาธารณสุขที่ดำเนินการในช่วง พ.ศ. 2478–2490 หลักสูตรผู้ช่วยแพทย์หรือนักเรียนสุขาภิบาลเป็นหลักสูตร 1 ปี ซึ่งรับผู้ที่มีความรู้ตั้งแต่ชั้นมัธยม 3 ขึ้นไป (ก่อนปี พ.ศ.2485 เป็นหลักสูตร 6 เดือน และรับสมัครจากผู้ที่มีประกาศนียบัตรพยาบาลจากกรมแพทย์ทหารบกและกองแพทย์ทหารเรือ) ภายหลังที่คณะได้รับโอนกิจการดังกล่าวมาแล้ว ได้พัฒนาเป็นหลักสูตรวิชาการสุขาภิบาล (เปิดสอน พ.ศ. 2492) และหลักสูตรพยาบาลสาธารณสุข (เปิดสอน พ.ศ. 2496)[143]
การจัดการเรียนการสอนในยุคบุกเบิกต้องอาศัยพื้นที่ของห้องปฏิบัติการแบคทีเรียวิทยา บริเวณชั้นล่างฝั่งตะวันออกของศาลาปาโถโลยี แผนกพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล เป็นสถานที่ศึกษาหลัก ต่อมาเมื่อมีการขยายหลักสูตรเพิ่มขึ้นในช่วงปีการศึกษา 2493–2494 คณะจึงได้ย้ายสถานที่จัดการเรียนการสอนไปยังชั้น 3 ของตึกพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมทั้งใช้อาคารของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมด้วยอีกแห่งหนึ่ง[144]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2496 พล.ต.วิบูลย์ชีพ บุญหลง ได้เป็นผู้แทนของคณะเข้าเจรจาขอใช้ที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บริเวณถนนราชวิถี ซึ่งได้กลายมาเป็นสถานที่ตั้งถาวรของคณะสาธารณสุขศาสตร์ในปัจจุบัน การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเริ่มจาก “อาคาร 1” ซึ่งได้รับการออกแบบโดย ศ.หม่อมหลวงโสภิต นพวงศ์ ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกสุขาภิบาลและพยาบาลสาธารณสุข โดยนำแนวคิดและสถาปัตยกรรมต้นแบบมาจากอาคารของมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์[144]
ในทศวรรษแรกของการก่อตั้งคณะฯ มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการมอบทุนสนับสนุนการศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อให้คณาจารย์นำองค์ความรู้ระดับสากลกลับมาพัฒนาหลักสูตร[141]
ก่อตั้งคณะเทคนิคการแพทย์และโรงเรียนรังสีเทคนิค (พ.ศ. 2499–2508)
[แก้]ในปี พ.ศ. 2487 คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ขาดแคลนบุคลากรที่จะทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ จึงโยกย้ายพยาบาลบางส่วนมาฝึกหัดตรวจวิเคราะห์ ก่อให้เกิดปัญหาการใช้บุคลากรไม่ตรงตามเป้าหมายการผลิต หลวงลิปิธรรมศรีพยัตต์ (ลิ ศรีพยัตต์) คณบดีคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลขณะนั้น ได้นำปัญหาดังกล่าวเสนอพระอัพภันตราพาธพิลาศ (กำจร พลางกูร) อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาปัญหาและร่างหลักสูตร เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงตามสายงาน แต่โครงการต้องระงับไป เพราะขาดแคลนงบประมาณเนื่องจากอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[145]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 หลวงเฉลิมคัมภีรเวชช์ (ศ.นพ.เฉลิม พรมมาส) อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์คนต่อมา ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นมาใหม่ โดยขอความช่วยเหลือจากองค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (USOM) ซึ่งได้รับการตอบสนองให้ความสนับสนุนด้วยดี ทางมหาวิทยาลัยจึงร่างหลักสูตรตามแบบที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาขณะนั้น คือรับบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มาฝึกอบรมระดับอนุปริญญาต่ออีก 3 ปี และเพื่อเตรียมความพร้อมในหลักสูตรดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2498 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้ส่ง นพ.วีกูล วีรานุวัตติ์ และ นพ.เชวง เดชะไกศยะ ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับเทคนิคการแพทย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 ปี
USOM ลงนามให้ความช่วยเหลือเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2499 และเริ่มก่อสร้างโรงเรียนเพื่อฝึกอบรมขึ้นที่คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลและที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมกันนั้น USOM ได้ส่ง ดร.โรเบิร์ต พริชาร์ด (Dr. Robert W. Prichard) มาเป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยมี นพ.สวัสดิ์ แดงสว่าง, พันโทนิตย์ เวชชวสิสติ, ศ.นพ.กำธร สุวรรณกิจ และ นพ.วีกูล วีรานุวัตติ์ เป็นคณะกรรมการร่างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้ใช้ชื่อว่า "เทคนิคการแพทย์" หลักสูตรในระยะแรก ตั้งแต่รุ่นที่ 2 ถึงรุ่นที่ 7 มีการสอนถ่ายภาพเอกซ์เรย์และล้างฟิล์มร่วมด้วย[145]
นักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทยมีเพียง 5 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ได้รับโอนมาจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มาเรียนเตรียมเทคนิคการแพทย์ปีที่ 1 โดยใช้สถานที่และอาจารย์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทย
ในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 มีการจัดตั้ง "โรงเรียนเทคนิคการแพทย์" ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์[31] โดยใช้พื้นที่ภายในโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[146]
จุดมุ่งหมายสำคัญในการตัดตั้งคือเพื่อผลิตนักเทคนิคการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำขึ้น และให้บริการตรวจสอบทางเวชศาสตร์ชันสูตรแก่โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[133]
ต่อมาในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2500 เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้อนุมัติหลักสูตรวิชาเทคนิคการแพทย์ ชั้นปริญญาและอนุปริญญาแล้ว จึงมีการจัดตั้ง คณะเทคนิคการแพทย์ ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อย่างเป็นทางการ[32] โดยมี นพ.วีกูล วีรานุวัตติ์ เป็นคณบดีท่านแรก
ในระยะแรก คณะเทคนิคการแพทย์จัดการเรียนการสอนเพียงระดับอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ จนปี พ.ศ. 2503 จึงเริ่มสอนปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต เทคนิคการแพทย์[133]
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2508 ได้จัดตั้ง โรงเรียนรังสีเทคนิค ขึ้นในสำนักงานเลขานุการ คณะเทคนิคการแพทย์ ในการดําเนินการจดตั้งโรงเรียน องค์การอนามัยโลกได้ส่งนายกอร์ดอน วอร์ด (Mr Gordon W. Ward) ผู้เชี่ยวชาญทางการถ่ายภาพรังสีมาเป็นที่ปรึกษา พร้อมทั้งส่งอุปกรณ์ในการสอนมาให้จํานวนหนึ่ง[147]
ก่อตั้งและโอนย้ายคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ (พ.ศ. 2499–2508)
[แก้]ในปี พ.ศ. 2499 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เสนอขอจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่สาม โดยมีจุดมุ่งหมายว่า เพื่อให้แพทย์ได้สัมผัสกับชีวิตในส่วนภูมิภาคตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา มีจิตใจรักภูมิภาค และด้วยความหวังว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะยังคงประกอบอาชีพในส่วนภูมิภาค จึงเสนอโครงการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่สามที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้พิจารณาให้จัดตั้งที่จังหวัดพิษณุโลกแทนจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้เสนอไป ในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 จึงมีการออกพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2499 และกำหนด คณะแพทยศาสตร์พิษณุโลก เป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์[31]
ในปีเดียวกันนั้น ศ.นพ.เฉลิม พรมมาส อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้ติดต่อองค์การบริหารวิเทศกิจของสหรัฐอเมริกา (USOM) โดยมี ดร.โรเบิร์ต พริชาร์ด (Dr. Robert W. Prichard ; Technical Advisor ของโครงการอบรมเทคนิคการแพทย์) ช่วยประสานงาน เพื่อขอความช่วยเหลือในการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่สามนี้ จึงนำไปสู่การทำสัญญากัน เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2499 โดยมีสาระสำคัญว่าทางสหรัฐอเมริกาจะสนับสนุนความช่วยเหลือด้านวิชาการและด้านการเงิน 65 ล้านบาท โดยให้รัฐบาลไทยจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่สามที่จังหวัดเชียงใหม่แทนพิษณุโลก เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีความเจริญ และมีรายได้ของประชากรต่อหัวมากกว่าจังหวัดพิษณุโลก การช่วยเหลือหลัก ๆ ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะมอบให้มีดังนี้[148][149]
- ค่าก่อสร้างอาคารเป็นเงินครึ่งหนึ่ง
- จัดหาครูชาวอเมริกันมาช่วยสอน จนกว่าฝ่ายไทยจะสามารถดำเนินการได้เอง โดยใช้เวลาประมาณ 6-8 ปี
- จัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาให้
- จ้างบริษัท Litchfield Whiting Brownes Associated เป็นผู้ออกแบบอาคารโรงเรียนแพทย์
- ให้ทุนอาจารย์แพทย์และพยาบาลไทย ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 กรมวิเทศสหการได้ยืนยันความตกลงเป็นทางการกับ USOM และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ก็ยืนยันความต้องการที่จะสร้างโรงเรียนแพทย์ที่เชียงใหม่ จึงเสนอกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนี้ จึงนำไปสู่การเปลี่ยน คณะแพทยศาสตร์พิษณุโลก เป็น คณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2501[33] และจัดตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2502[35] ซึ่งในปีถัดมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ พร้อมทั้งโอนโรงพยาบาลนครเชียงใหม่จากกรมการแพทย์มาสังกัดคณะแพทยศาสตร์ดังกล่าวด้วย[37]
ในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2508 ได้มีการโอนคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ไปสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่[40]
ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์และการดำเนินการในช่วงแรก (พ.ศ. 2501–2511)
[แก้]การก่อตั้ง (พ.ศ. 2501–2503)
[แก้]ในการเตรียมการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ ทำให้เกิดการก่อตั้ง โรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในปี พ.ศ. 2501[33] เพื่อจัดการศึกษาเตรียมแพทย์และเตรียมประเภทวิชาอื่น ๆ เป็นเวลา 2 ปี โดยรับเฉพาะนักศึกษาที่จะไปศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่เท่านั้น โดยมี ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน[149] ซึ่งในปีแรกได้รับนักศึกษาเตรียมแพทย์รุ่นแรกเป็นจำนวน 65 คน แต่มีมีอาจารย์ผู้สอนอยู่เพียง 9 ท่าน ได้แก่[150]
- อาจารย์ผดุง ว่องพยาบาล
- อาจารย์ไพบูลย์ เลปนานนท์
- อาจารย์วารุณี เลิศศิริ (บุษปวานิช)
- อาจารย์วิทยา สุภาพ
- อาจารย์สมศรี ศรีรัฐ
- อาจารย์ลาวรรณ จันทรสุต
- อาจารย์ผ่องสรรพ์ เต็งไตรรัตน์
- อาจารย์สรรเสริญ ต่างใจ
- อาจารย์บังอร จันทนะภุมมะ
ในช่วงเริ่มดำเนินการ ต้องอาศัยอาคารเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นการชั่วคราว จนกระทั่ง ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข ได้ดำเนินการขอโอนที่ดินเนื้อที่ราว 7 ไร่ครึ่ง ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริเวณถนนศรีอยุธยา และดำเนินการจนได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้งบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนและจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทาง วิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน โรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ย้ายมายังอาคารเรียนใหม่ ณ ถนนศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2502[151]
ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2503 ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์[36] และเปิดหลักสูตรการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถึงระดับปริญญาตรี-โท (และเอก ในเวลาต่อมา) โดยมี ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข ดำรงตำแหน่งคณบดีท่านแรก
การดำเนินการในช่วงแรก
[แก้]ในปี พ.ศ.2505 ทางคณะฯ ได้เริ่มทาบทามขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ โดย นพ.ดร.ริชมอนด์ แอนเดอร์สัน (Dr. Richmond Anderson) รองผู้อำนวยการทาง Natural and Medical Sciences ของมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้พิจารณาโครงการวิจัยของคณะฯ ทางมูลนิธิฯ ได้อนุมัติเงินช่วยในการวิจัยครั้งแรก 15,000 เหรียญ และได้ส่ง ศ.ดร.เจมส์ ดินนิ่ง (Dr. James S. Dinning) มาช่วยการสอนและการวิจัยในสาขาวิชาชีวเคมี และต่อมาทางมูลนิธิฯ ประจำประเทศไทย มีสำนักงานอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกด้วย[152][151]
ในปี พ.ศ. 2507 คณะฯ ริเริ่มนโยบายจัดตั้งภาควิชาปรีคลินิกโดยให้นักศึกษาเรียนพื้นฐาน 2 ปีและปรีคลินิกอีก 2 ปี เพื่อรับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์การแพทย์ แผนนี้มุ่งหวังจะสร้างทั้งอาจารย์รุ่นใหม่ที่จบปริญญาเอกและเตรียมความพร้อมให้ผู้ที่จะไปเรียนต่อแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี[153] ซึ่งกำลังจะเปิดใหม่ในขณะนั้น แม้สุดท้ายความตั้งใจที่จะผลิตอาจารย์จะไม่ประสบผลสำเร็จเพราะนักศึกษาเลือกเรียนต่อแพทย์กันทั้งหมด แต่การผลักดันให้คณะก้าวขึ้นเป็นสถาบันชั้นนำในระดับภูมิภาคกลับประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม[154]
ตั้งแต่ พ.ศ. 2508 มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้ส่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในฐานะศาสตราจารย์อาคันตุกะระดับหัวหน้าภาควิชามาประจำที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประกอบด้วย[155]
- Prof. Dr. Robert C. Holland (Anatomy)
- Prof. Dr. James A. Olsen (Biochemistry)
- Prof. Dr. Walter D. Root (Physiology)
- Prof. Dr. Ward W. Moore (Physiology)
- Prof. Dr. Russell A. Huggins (Physiology)
- Prof. Dr. Albert S. Kuperman (Pharmacology)
- Prof. Dr. William D. Sawyer (Microbiology)
ย้ายสถานที่ตั้งคณะ (พ.ศ. 2508–2511)
[แก้]คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็วจนผลิตนักศึกษาเตรียมแพทย์ได้เป็นจำนวนมาก พร้อมมีแผนขยายการเรียนการสอนไปสู่สาขาพยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และเทคนิคการแพทย์เพิ่มเติม ส่งผลให้พื้นที่คณะเริ่มคับแคบและไม่เพียงพอต่อจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้พื้นที่ภายในยังต้องรองรับสำนักงานของหน่วยงานภายนอกหลายแห่ง เช่น สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา[156] สำนักงานจัดตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น[157] สำนักงานแผนการโคลัมโบ (สนับสนุนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) และมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ ทำให้สถานที่เดิมเริ่มรองรับกิจกรรมและการขยายตัวของคณะได้ไม่เพียงพอ จึงเป็นที่มาของการขออนุมัติงบประมาณและที่ดินสำหรับการก่อสร้างคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งใหม่ขึ้น[150]
ใน พ.ศ. 2508 รัฐบาลอนุมัติเงินงบประมาณและที่ดินที่ถนนพระรามที่ 6 ให้ก่อสร้างคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ขึ้นใหม่คือสถานที่ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2508 การก่อสร้างเป็นตึก 6 ชั้น อาคาร 5 หลัง และมีอาคารเรียนรวมเป็นตึกชั้นเดียวทรงกลมรูปร่างแปลกตา เป็นจุดสนใจสำหรับคณะสร้างใหม่ เรียกกันว่า ตึกกลม หรือ ตึกจานบิน ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ถึง พ.ศ. 2510[158]
ในปี พ.ศ. 2511 คณะฯ ได้ย้ายสถานที่ตั้งมาพื้นที่บนถนนพระรามที่ 6 ตรงข้ามกระทรวงอุตสาหกรรม โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีเปิดตึกทดลองวิทยาศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนที่ดิน 40 ไร่ และงบประมาณร่วมกับมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ ก่อสร้างอาคารบรรยาย และอาคารทดลองวิทยาศาสตร์ พร้อมอุปกรณ์วิจัยที่ทันสมัย นอกจากนี้ ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข ยังได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากองค์กรต่างประเทศอื่น ๆ เพื่อขอความสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรและการวิจัย จนทำให้คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นฐานปฏิบัติการวิจัยที่สำคัญที่สุดของประเทศและของภูมิภาคในขณะนั้น
ย้ายไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2502)
[แก้]ในวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2502 สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่ในฐานะรัฐสภาในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีมติเห็นชอบให้ตรากฎหมายเพื่อโอนย้ายมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งแต่เดิมเคยกระจายกันสังกัดอยู่ในหลายกระทรวง ให้ย้ายเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรีแต่เพียงแห่งเดียว[34]
มหาวิทยาลัยและกระทรวงเดิมที่เคยสังกัด ได้แก่
- มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ กระทรวงการสาธารณสุข
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตร
- มหาวิทยาลัยศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
การดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการจัดตั้งสภาการศึกษาแห่งชาติขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลได้เล็งเห็นว่าการที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ แยกย้ายกันไปสังกัดตามกระทรวงต่าง ๆ นั้น ทำให้เกิดความยุ่งยากและเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง ตลอดจนการควบคุมมาตรฐานการศึกษาให้ทัดเทียมกัน การรวมศูนย์อำนาจการบริหารสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมดมาไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรีจึงมุ่งหวังที่จะสร้างความเป็นเอกภาพ เพื่อให้เกิดความสะดวกและคล่องตัวในการดำเนินงานทั้งในด้านวิชาการและงานธุรการ ตลอดจนเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาของชาติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องและบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสภาการศึกษาแห่งชาติอย่างแท้จริง
ก่อตั้งคณะอายุรศาสตร์เขตร้อน (พ.ศ. 2503)
[แก้]ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2503 ได้มีการก่อตั้ง คณะอายุรศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ตามพระราชกฤษฎีกา[36] โดยการริเริ่มของ ศ.นพ.จำลอง และ ศ.พญ.คุณหญิงตระหนักจิต หะริณสุต[159]
พันธกิจหลักในช่วงก่อตั้งคือการจัดการเรียนการสอนและฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเชี่ยวชาญด้านโรคเขตร้อน ทั้งในด้านการรักษาและการป้องกัน รวมถึงการทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางในการรักษาผู้ป่วยและให้คำปรึกษาแก่สถาบันการแพทย์อื่น ๆ เกี่ยวกับโรคเขตร้อนโดยเฉพาะ[149]
ในช่วงแรก คณะฯ ได้ใช้พื้นที่ของโรงเรียนเทคนิคการแพทย์เป็นสำนักงานชั่วคราว ก่อนจะย้ายมายังตึกเวชกรรมเมืองร้อน บนถนนราชวิถีในปีถัดมา ซึ่งยังคงเป็นที่ตั้งของคณะฯ จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 ทางคณะฯ ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน โดยมี ศ.พญ.คุณหญิงตระหนักจิต หะริณสุต เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนแรก โรงพยาบาลเปิดรับรักษาเฉพาะผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ถูกส่งมาจากโรงพยาบาลศิริราช หรือสถานพยาบาลอื่น ๆ[38]
ก่อตั้งบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ศ. 2505)
[แก้]ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2505 สภามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในคราวประชุมครั้งที่ 77/2505 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ โครงการจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัย และได้รับการอนุมัติจากสภาการศึกษาแห่งชาติในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2505[160][161]
วัตถุประสงค์สำคัญของการก่อตั้งคือการผลิตบุคลากรสายวิชาการและอาจารย์ที่มีคุณภาพสูง เพื่อรองรับความต้องการของโรงเรียนแพทย์และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยในช่วงเริ่มต้นได้เปิดสอนในระดับปริญญาโทเน้นหนักไปทางด้านวิชาปรีคลินิก รวมถึงหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิกด้วย[133]
ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 บัณฑิตวิทยาลัยได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัย[39] โดย ศ.นพ.สวัสดิ์ สกุลไทย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีท่านแรก เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 ในระยะแรก สำนักงานบัณฑิตวิทยาลัยตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลศิริราช[162] รวมอยู่กับสำนักงานคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 ได้มีสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย สาขาแห่งแรก ตั้งที่่ที่คณะวิทยาศาสตร์ โดยใช้พื้นที่ห้องเล็ก ๆ ตึกปรีคลินิกชั้นล่าง[163]
งานด้านบัณฑิตศึกษาในระยะเริ่มแรก ได้รับความช่วยเหลือด้านการจัดการเรียนการสอนจากมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ ในสาขาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งจัดการเรียนการสอนในลักษณะหลักสูตรนานาชาติ ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนและมีชาวต่างประเทศเข้ามาร่วมศึกษา[164]
ก่อตั้งโรงเรียนกายภาพบำบัด (พ.ศ. 2503–2508)
[แก้]ในปี พ.ศ. 2503 มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยความช่วยเหลือและประสานของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ณ อยุธยา ได้ช่วยเหลือในการขยายอาคารของหน่วยศัลยศาสตร์ออร์โธปิติคส์ แผนกศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสมเด็จพระบรมราชชนนีฯ ได้เสด็จมาเปิดตึกศรีสังวาลย์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503[165] ซึ่งต่อมาใช้เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอนของโรงเรียนกายภาพบำบัด
ในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2506 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้มีการแยกหน่วยศัลยศาสตร์ออร์โธปิติคส์ ออกจากแผนกศัลยศาสตร์[166] และก่อตั้งเป็นแผนกวิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิติคส์และกายภาพบำบัด[167] โดยมี ศ.นพ.เฟื่อง สัตย์สงวน เป็นหัวหน้าภาควิชา
ศ.นพ.เฟื่อง สัตย์สงวน ได้ศึกษาดูงาน ณ สหรัฐอเมริกา จึงเล็งเห็นความสำคัญของการรักษาทางกายภาพบำบัดต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย ในระยะเริ่มต้นได้มอบหมายให้ ผศ.สมสิริ ทับแสง พยาบาลและอาจารย์กายภาพบำบัดคนไทยคนแรก เป็นผู้ศึกษาตำราและบุกเบิกการปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย แม้ในขณะนั้นจะมีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรอย่างมากก็ตาม
ต่อมาในปีเดียวกัน สมาพันธ์กายภาพบำบัดโลก (WCPT) ได้ส่งนางสาวมูเรียล จอยซ์ นีลสัน (Miss Muriel Joyce Neilson) ซึ่งเป็นเลขาธิการสมาพันธ์ในขณะนั้น[168] มาสำรวจเพื่อหาที่ตั้งของสถานศึกษา ในที่สุดก็ได้เลือกโรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานกายภาพบำบัด ประกอบกับมีสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก เกี่ยวกับการเรียนการสอนต่าง ๆ ทางกายภาพบำบัดพร้อม
ในปี พ.ศ. 2508 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนกายภาพบำบัด ภายใต้สังกัดภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์[169][170] ซึ่งเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 17 คน โดยเป็นการรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาศึกษาต่อจนจบหลักสูตรในปี พ.ศ. 2510 ภายใต้การบริหารของ ศ.นพ.เฟื่อง สัตย์สงวน ในฐานะผู้อำนวยการ ในระยะเริ่มต้นนั้นรายวิชาด้านการแพทย์พื้นฐานและวิชาการแพทย์ทั่วไปมีเนื้อหาเช่นเดียวกับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและสอนโดยภาควิชาเจ้าของรายวิชานั้น ๆ สำหรับวิชาเฉพาะทางอย่างกายภาพบำบัดด้านไฟฟ้าได้รับการถ่ายทอดจากแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ส่วนวิชาคิเนสิโอโลจี (Kinesiology) มี ศ.นพ.เฟื่อง สัตย์สงวน เป็นผู้สอนและเป็นประธานในการนำเสนอรายงานผู้ป่วย โดยมี รศ.นพ.ประพันธ์ จิตต์จำนง ทำหน้าที่อาจารย์ผู้ปกครอง[171]
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2508 หลักสูตรได้รับความสนับสนุนจาก Mr. A.H. Hopker ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอังกฤษที่เข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอน โดยมี ผศ.สมสิริ ทับแสง เป็นกำลังหลักในการประสานงาน จัดทำตารางสอน ตลอดจนสอนวิชาปฏิบัติ เช่น การนวดและการพันผ้า รวมถึงควบคุมการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกและปฏิบัติหน้าที่นักกายภาพบำบัดประจำหอผู้ป่วยด้วยตนเอง แม้การดำเนินงานในรุ่นแรกจะเผชิญอุปสรรคหลายประการ ทั้งความคับแคบของสถานที่ การขาดแคลนตำรา และบุคลากรที่มีจำกัดเนื่องจากเป็นสาขาวิชาใหม่ที่อาจารย์แพทย์ต้องควบตำแหน่งนักกายภาพบำบัดไปพร้อมกัน แต่อาจารย์แพทย์กลุ่มนี้ก็ได้วางรากฐานความรู้ที่สำคัญให้แก่สาขาวิชา ก่อนที่จะมีการรับนักศึกษารุ่นที่สองเข้ามาอีก 7 คนในปีถัดมาด้วยระบบการคัดเลือกรูปแบบเดียวกัน
พ.ศ. 2509 เป็นปีแรกที่โรงเรียนกายภาพบำบัดรับนักศึกษาผ่านระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Entrance) จำนวน 25 คน โดยนักศึกษาต้องศึกษาวิชาพื้นฐานในชั้นปีที่ 1 และ 2 ณ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก่อนจะโอนย้ายมาศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ภายหลังจากที่นักศึกษารุ่นแรกสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2510 ประเทศไทยยังคงประสบปัญหาขาดแคลนนักกายภาพบำบัดอย่างหนัก เนื่องจากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษามีน้อยและบางส่วนได้เปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น ส่งผลให้ในพื้นที่ภูมิภาคขาดแคลนบุคลากรอย่างยิ่ง โดยมีเพียง 10 จังหวัดที่มีนักกายภาพบำบัดประจำการในโรงพยาบาลขนาด 150 เตียงขึ้นไป ด้วยเหตุนี้ องค์การอนามัยโลกจึงเข้ามาสนับสนุนผ่านโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ (Project Thailand 0093) ในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 5 ปี ภายใต้การดูแลของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (พ.ศ. 2507–2508)
[แก้]ในระหว่างวันที่ 17–22 สิงหาคม พ.ศ. 2507 ได้มีการประชุมอบรมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 2[172] ซึ่งพบปัญหาการขาดแคลนอาจารย์ปรีคลินิกอย่างหนัก โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงมีแนวคิดที่จะผลิตอาจารย์สายวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานที่ไม่ใช่แพทย์ขึ้นมาช่วยสอน ในขณะนั้น ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จึงได้ขยายหลักสูตรจากเดิมที่เป็นเพียงการเรียนเตรียมแพทย์ ให้เป็นการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานเพิ่มอีก 2 ปี (รวมเป็น 4 ปี) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตในสาขาต่าง ๆ โดยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญมาเป็นหัวหน้าภาควิชา อาทิ ดร.คูเปอร์แมน และ ดร.เจมส์ ดินนิ่ง เป็นต้น[153]
นอกจากนี้ ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2507 เพื่อตอบสนองแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 2[173] ที่ต้องการเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ คณะรัฐมนตรีโดยมีจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นนายกรัฐมนตรีจึงมีมติให้จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็นโครงการต่อเนื่องกับคณะวิทยาศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายให้นักศึกษาที่จบปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์เลือกได้ว่าจะศึกษาต่อในระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต หรือเข้าเรียนต่ออีก 2 ปีในคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่เพื่อเป็นแพทย์
วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2507 พลเอกเนตร เขมะโยธิน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด เพื่อวางรากฐานการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ โดยชุดแรกดูแลด้านปรีคลินิก นำโดย ศ.นพ.ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และ ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข ส่วนชุดที่สองดูแลด้านคลินิก นำโดย ศ.นพ.ชัชวาล และมี นพ.อารี วัลยะเสวี เป็นเลขานุการ
ในระยะแรกมีแนวคิดจะปรับปรุงโรงพยาบาลหญิงและเด็กให้เป็นโรงพยาบาลหลักของคณะฯ แต่จากการพิจารณาของ นพ.ชัชวาลและ นพ.อารี พบว่าไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้
- ความแออัด: หากขยายเพื่อรองรับผู้ป่วยชายเพิ่ม จำนวนเตียงจะสูงถึง 1,750 เตียง ซึ่งต้องขยายระบบสนับสนุนอื่นๆ ตามไปจนเกินกำลัง
- โครงสร้างไม่รองรับการศึกษา: โรงพยาบาลเดิมเน้นการบริการ จึงขาดห้องเรียน ห้องปฏิบัติการวิจัย และหอพักสำหรับนักศึกษาและแพทย์
- งบประมาณ: ค่าปรับปรุงสูงถึง 54 ล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับการสร้างโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขนาด 600 เตียงขึ้นใหม่ที่มีความพร้อมด้านการสอนมากกว่า
- การบริหารจัดการ: โรงพยาบาลเดิมเป็นสถานฝึกอบรมของกรมการแพทย์อยู่แล้ว หากโอนย้ายจะกระทบต่อภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข
ด้วยเหตุนี้ คณะผู้ก่อตั้งจึงเสนอให้สร้างโรงพยาบาลใหม่บนที่ดินหน้ากรมทางหลวงแผ่นดิน (เนื้อที่ประมาณ 80 ไร่) ซึ่งสามารถแบ่งใช้พื้นที่ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ โดยคณะรัฐมนตรีได้ลงมติรับหลักการเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2508 โดย ศ.นพ.ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดีในขณะนั้น ได้ลงนามสัญญาจ้างบริษัท เทพดุสิต จำกัด ให้ดำเนินการก่อสร้างด้วยงบประมาณ 56.78 ล้านบาท และเริ่มวางรากฐานอาคารในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน นอกจากอาคารหลักแล้ว ในระยะแรกยังมีการก่อสร้างอาคารอื่นเพิ่มอีก 5 หลัง ได้แก่ อาคารโรงเรียนพยาบาล 1 หลัง และหอพักพยาบาลอีก 4 หลัง (รวมเป็น 5 หลังในชุดแรก) โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัด วัฒนาภา เป็นผู้รับเหมาด้วยงบประมาณ 16.83 ล้านบาท[174]
หลังจากนั้นได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการเรื่องแบบแปลนอาคารร่วมกับสถาปนิก รวมถึงจัดทำหลักสูตรและคัดเลือกบุคลากร โดยมีอาจารย์แพทย์และเจ้าหน้าที่หลายท่านเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในรุ่นบุกเบิก อาทิ นพ.รจิต บุรี นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนพ.สมพนธ์ บุณยคุปต์ เป็นต้น
พื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในปัจจุบัน เดิมเป็นที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์ (โฉนดเลขที่ 11479) ครอบคลุมเนื้อที่ 120 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวาในแขวงทุ่งพญาไท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ขายแก่กระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยกระทรวงการคลังจึงได้จัดสรรที่ดินให้หน่วยราชการดังนี้[175]
- ให้องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียอาคเนย์ (สปอ.) จำนวน 38 ไร่ โดยมีกำหนดเช่า 30 ปี (ที่ดินแห่งนี้ปัจจุบันเป็นที่ตั้งส่วนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ)
- ที่ดินที่เหลือทั้งหมดให้เป็นของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้แบ่งให้
- คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ 40 ไร่
- คณะแพทยศาสตร์ใหม่ควรจะได้ส่วนที่เหลือทั้งหมด คือ 42 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ซึ่งแบ่งให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติด้วยบางส่วน
ในสมัยรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร มีนโยบายขจัดชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานคร โดยสลัมย่านสะพานเสาวนี (บริเวณหน้ากรมทางหลวงแผ่นดิน) เป็นพื้นที่แรกที่ถูกรื้อถอน จากนั้นเทศบาลได้นำขยะมาถมและปรับหน้าดินเพื่อเตรียมใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารเรียนของคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์และโรงพยาบาลรามาธิบดี อย่างไรก็ตาม การรื้อถอนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจนเกิดการรวมตัวฟ้องร้องเทศบาลนครกรุงเทพ ซึ่งในท้ายที่สุดชาวบ้านเป็นฝ่ายชนะคดี ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยและจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการไล่ที่ในครั้งนั้น[176]
ในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนาม “รามาธิบดี” ให้ใช้เป็นชื่อโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลแห่งใหม่นี้[177] ต่อมาในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 มีการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งกำหนดให้คณะฯ จัดการศึกษาทั้งฝ่ายแพทยศาสตร์และฝ่ายพยาบาล ผดุงครรภ์ และอนามัย[41]
ขอพระราชทานพระนามาภิไธย “มหิดล” (พ.ศ. 2507–2511)
[แก้]ในปี พ.ศ. 2507 คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ นำโดย ศ.นพ.ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดี ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อถวายรายงาน และในโอกาสนั้น ได้ขอพระราชทานพระนามาภิไธย “มหิดล” ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นชื่อของมหาวิทยาลัย ในการนั้น พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชกระแสรับสั่งว่า “…ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ปรับขยายให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์เสียก่อน เพื่อให้สมพระเกียรติ แต่ขอให้เป็นไปในทางประหยัด...”[178]
ต่อมาในการประชุมสภามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เพื่อเป็นการรับพระราชกระแสรับสั่งดังกล่าวมาดำเนินการ ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ได้อนุมัติให้จัดตั้งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ แต่ด้วยหน้าที่ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2486 ไม่ครอบคลุมไปถึงวิชาอื่น ๆ จึงได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยใหม่ เพื่อขยายมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์ตามพระราชกระแสรับสั่ง และขอพระราชทานพระนามาภิไธยใหม่อีกครั้งในโอกาสเดียวกันด้วย[179]
โดยในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2511 คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และเลขาธิการสภาการศึกษา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอีกครั้งหนึ่ง เพื่อถวายรายงานเรื่องการขอพระราชทานพระนามาภิไธย “มหิดล” เป็นชื่อมหาวิทยาลัย ซึ่งพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามที่มีพระราชกระแสว่า “…เมื่อพร้อมแล้ว และทางรัฐบาลเห็นสมควรก็ไม่ขัดข้อง…”
ก่อตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ พญาไท และคณะเภสัชศาสตร์ พญาไท (พ.ศ. 2511)
[แก้]7 มิถุนายน พ.ศ. 2511 จัดตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ พญาไท และคณะเภสัชศาสตร์ พญาไท ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ขึ้นใหม่อีก 2 คณะ[43]
มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2512 – ปัจจุบัน)
[แก้]
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์ โดยจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ เรียกว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มีขอบเขตดำเนินงานกว้างขวางยิ่งขึ้น ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2512[44] ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “มหิดล” อันเป็นพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นชื่อมหาวิทยาลัยแทนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เดิม ในช่วงนี้มีการจัดตั้งคณะต่าง ๆ อีกมากมายเพื่อให้ครอบคลุมทุกสาขาวิชาทั้งสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ขยายสู่พื้นที่ศาลายา (พ.ศ. 2513–2526)
[แก้]เพื่อให้การขยายตัวทางการศึกษาและบริการวิชาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลจึงมีแนวคิดรวมศูนย์คณะต่าง ๆ ที่เดิมกระจายตัวอยู่ในพื้นที่จำกัด ออกสู่พื้นที่นอกเมืองที่มีความคล่องตัวในการเดินทาง โดยได้พิจารณาที่ดินบริเวณตำบลศาลายาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งในขณะนั้นตั้งราคาขายไว้ที่ไร่ละ 30,000 บาท เพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับการเติบโตของมหาวิทยาลัยในอนาคต[133]
ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงเป็นประธานและได้ทรงช่วยเจรจาต่อรองราคากับผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ จนลดลงเหลือเพียงไร่ละ 10,000 บาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ขนาดพื้นที่: 1,240 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา
- ราคาที่ดินรวม: 12,420,475 บาท
- เงื่อนไขการชำระ: จ่ายล่วงหน้าครึ่งหนึ่งในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือผ่อนชำระภายในระยะเวลา 5 ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี
การพัฒนาพื้นที่ศาลายาให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาเป็นอันดับแรก อาคารเรียนได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมให้มีรูปแบบที่เป็นระเบียบเดียวกัน เน้นความยืดหยุ่นในการใช้งาน เพื่อรองรับนักศึกษาจำนวน 3,000 คนในระยะเริ่มต้น และเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับนักศึกษาได้สูงสุดถึง 15,000 คนในอนาคต
ในปี พ.ศ. 2517 มีการทำผังแม่บทขึ้น และเริ่มต้นการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. 2519 แม้โครงการจะเผชิญกับข้อจำกัดทางงบประมาณ ตลอดจนวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในขณะนั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างและสภาวะขาดแคลนแรงงาน แต่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสามารถผลักดันโครงการให้ดำเนินไปจนสำเร็จลุล่วง
ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ศ.ดร.สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ผู้แทนพระองค์ ได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารอำนวยการ หลังจากนั้นได้มีการขยายการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมกลุ่มอาคารวิชาการ สถาบันวิจัย ศูนย์ทดลอง สนามกีฬา หอพัก และระบบสาธารณูปโภคแบบครบวงจร
ต่อมาในปีการศึกษา 2525 มหาวิทยาลัยสามารถเปิดรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 รุ่นแรกจำนวน 1,000 คน เข้าศึกษาและพักอาศัย ณ พื้นที่ศาลายา และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพื้นที่ศาลายาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2526
นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิชาการ มหาวิทยาลัยยังได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ได้แก่:
- สวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ: ศูนย์กลางทางพฤกษศาสตร์สำหรับการรวบรวมและศึกษาสมุนไพรพื้นบ้านของไทย พร้อมทั้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ระบบนิเวศซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกนานาชนิด
- เรือนไทย: สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่จัดภูมิทัศน์อย่างร่มรื่น ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม งานพิธีการ และเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงนิเวศสำหรับนักท่องเที่ยวและบุคลากร
ก่อตั้งศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ (พ.ศ. 2514–2552)
[แก้]ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2514 มีบันทึกความเข้าใจระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ให้มหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงสัตว์ทดลองขึ้นในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ณ ศาลายา จังหวัดนครปฐม เพื่อผลิตสัตว์ทดลองที่ปราศจากเชื้อก่อโรคเฉพาะ (Specific Pathogen Free) สำหรับรองรับงานวิจัยทางชีวการแพทย์ (Biomedical Research)[180]
ต่อมาใน พ.ศ. 2517 คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้ง โครงการศูนย์สัตว์ทดลอง โดยมี ผศ.ดร.ประดน จาติกวนิช ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการท่านแรก โครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อก่อสร้างกลุ่มอาคารเลี้ยงสัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ใน พ.ศ. 2519 และสามารถเริ่มปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเพื่อผลิตสัตว์ทดลองได้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2521
เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางพันธุศาสตร์สัตว์ทดลองระดับสากล ศูนย์ฯ ได้เริ่มนำเข้าสายพันธุ์มาตรฐานจากศูนย์เพาะเลี้ยงต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยใน พ.ศ. 2523 ได้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์หนูแรทสายพันธุ์ Wistar ซึ่งเป็นประเภทสายพันธุ์ห่าง (Outbred stock) จากประเทศเดนมาร์ก และหนูเมาส์สายพันธุ์ ICR จากประเทศญี่ปุ่น ตามด้วยการนำเข้าหนูแรทสายพันธุ์ Sprague Dawley จากประเทศนอร์เวย์ใน พ.ศ. 2527
ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2530 ทบวงมหาวิทยาลัยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกฐานะโครงการขึ้นเป็น สำนักสัตว์ทดลองแห่งชาติ มีศักดิ์เทียบเท่าคณะวิชา ภายใต้การอำนวยการของ ผศ.ดร.ประดน จาติกวนิช (พ.ศ. 2530–2538) มีการก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยายเพื่อเชื่อมโยงระบบการเลี้ยงทั้ง 4 อาคารเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
ต่อมาภายใต้การบริหารงานของ สัตวแพทย์หญิง วันทนีย์ รัตนศักดิ์ (พ.ศ. 2538–2546) ได้มีการขยายขีดความสามารถทางชีววิทยาและการผลิตจาก 2 ชนิด 3 สายพันธุ์ เป็น 5 ชนิด 13 สายพันธุ์ โดยมีการนำเข้าพันธุกรรมที่สำคัญ ได้แก่ หนูตะเภาสายพันธุ์ Dunkin Hartley จาก B&K Universal Limited ประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2540) ตลอดจนหนูเมาส์ประเภทสายพันธุ์ชิด (Inbred strain) จำนวน 6 สายพันธุ์ ได้แก่ BALB/cA, AKR/J, C57BL/6J, DBA/2J, C3H/HeN และหนูเมาส์ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficient mice) สายพันธุ์ Nude (BALB/c-nu) จาก Central Institute for Experimental Animals (CIEA) ประเทศญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2542 และกระต่ายสายพันธุ์ New Zealand White จาก Harlan ประเทศเนเธอร์แลนด์ใน พ.ศ. 2543 ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 สำนักได้ขึ้นทะเบียนสายพันธุ์สัตว์ทดลองโดยใช้รหัสสถาบัน "Mlac" ต่อสถาบัน Institute for Laboratory Animal Research (ILAR) ชุดแรกจำนวน 5 สายพันธุ์ ถือเป็นการยอมรับเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมของประเทศไทยในเวทีโลก
ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ภายใต้การอำนวยการของ นางกาญจนา เข่งคุ้ม องค์กรได้รับงบประมาณสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเลี้ยงและการใช้สัตว์ทดลองให้สอดคล้องกับข้อกำหนด Guide for the Care and Use of Laboratory Animals
ใน พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยมหิดลได้ปรับโครงสร้างการบริหารงาน ส่งผลให้สำนักฯ เปลี่ยนสถานะเป็นส่วนงานภายใต้ชื่อ ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ
ในระยะเวลาต่อมา ศูนย์ฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสูงหลายมิติ อาทิ มาตรฐานการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (มอก. 18001:2542 และ OHSAS 18001:2007) มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001:2008 และมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2005 สำหรับห้องปฏิบัติการทดสอบทางจุลชีววิทยา ในขอบข่ายการทดสอบ Aerobic Plate Count, Coliform และ Salmonella spp. ในอาหารสัตว์ทดลอง รวมทั้งผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงทางชีวภาพ (Thailand Biorisk Management Champion)
ต่อมาในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงและการใช้สัตว์ทดลองจากโปรแกรม AAALAC International อย่างเต็มรูปแบบครอบคลุมทั้งสถาบันเป็นหน่วยงานแรกของประเทศ และได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก ICLAS Laboratory Animal Quality Network (PEP Network) ในปีเดียวกันยังได้เกิดความร่วมมือระดับนานาชาติโดยจัดตั้งบริษัท เอ็มเคลีย ไบโอรีซอร์ส จำกัด (MCBC) ร่วมกับ CLEA Japan, INC และ Nomura Jimusho ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ทดลองให้มีความเสถียรภาพทางชีวภาพสูงสุด
ในปี พ.ศ. 2560 ศูนย์ฯ ได้รับงบประมาณภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 จำนวนกว่า 28 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของทั้งระบบการเลี้ยงสัตว์และห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ (Laboratory testing facility) ส่งผลให้ศูนย์ฯ กลายเป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยทดสอบความปลอดภัยตามหลักการ OECD GLP จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์[181]
ก่อตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ (พ.ศ. 2515)
[แก้]การก่อตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีรากฐานมาจากโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2451[10] ต่อมาในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย[31] และได้เริ่มเปิดสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเป็นหลักสูตร 4 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (พยาบาล) และหากต้องการเป็นผดุงครรภ์ต้องศึกษาต่ออีก 6 เดือนเพื่อรับประกาศนียบัตรผดุงครรภ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 โรงเรียนฯ ได้เริ่มเปิดสอนหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางหลังปริญญาตรีเป็นครั้งแรกในสาขาการพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก ก่อนจะขยายเพิ่มเป็น 15 สาขาในเวลาต่อมา รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดหลักสูตรนานาชาติเพื่อพัฒนาบุคลากรพยาบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2515 จึงได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยขึ้นเป็นคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล[49][182]
หลังการจัดตั้งคณะ ได้มีการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2520 ได้เปิดสอนหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (พยาบาล) สาขาการพยาบาลอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรมหาบัณฑิตทางการพยาบาลทางคลินิกหลักสูตรแรกของประเทศ จากนั้นในปี พ.ศ. 2521 ได้รวมหลักสูตรอนุปริญญาพยาบาลและอนามัย ประกาศนียบัตรผดุงครรภ์ และปริญญาตรีเข้าด้วยกันเป็นหลักสูตรเดียว (วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาพยาบาลและผดุงครรภ์) จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2530 คณะพยาบาลศาสตร์ร่วมกับโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ได้ปรับปรุงหลักสูตรตามเกณฑ์ของทบวงมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อปริญญาเป็น "พยาบาลศาสตรบัณฑิต" และเปลี่ยนชื่อหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาเป็น "พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต" ในปี พ.ศ. 2535 ทั้งนี้ คณะฯ ยังได้ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรีอีกครั้งในปี พ.ศ. 2540 โดยเพิ่มรายวิชาเฉพาะทาง เช่น การส่งเสริมสุขภาพและการพยาบาลผู้สูงอายุ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพ[182]
ในด้านบัณฑิตศึกษาระดับปริญญาเอก คณะพยาบาลศาสตร์ ได้เป็นแกนนำร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดทำโครงการร่วมผลิตบัณฑิตระดับปริญญาเอก สาขาพยาบาลศาสตร์ ขึ้นเป็นครั้งแรกของวิชาชีพพยาบาลในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2532 ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2543 จะได้ร่วมมือกับโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการพยาบาล (หลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ) โดยเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกในปี พ.ศ. 2544[182]
นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ปรับปรุงหลักสูตรมหาบัณฑิตตามนโยบายของสภาการพยาบาลในปี พ.ศ. 2545 เพื่อมุ่งเน้นการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง (Advanced Practice Nursing) ใน 5 สาขาหลัก พร้อมทั้งขยายความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานภายนอกในปี พ.ศ. 2546 โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิตเปิดสอนสาขาสุขภาพจิตและจิตเวช (ภาคพิเศษ) และร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดสอนหลักสูตรการจัดการสุขภาพมหาบัณฑิต[182]
ก่อตั้งคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ (พ.ศ. 2516–2521)
[แก้]ผลจากการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2516 ประกอบกับการขยายตัวของปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในช่วงนั้น เช่น กรณีเรือน้ำมันลมในอ่าวไทย การล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่นเรศวร แม่น้ำแม่กลองเน่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา วิจัย และการบริหารจัดการด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดตั้งโครงการการศึกษาและวิจัยสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2516[58]
ในระยะแรกโครงการมีที่ทำการชั่วคราวที่อาคาร 72 ปี โรงพยาบาลศิริราช ต่อมาย้ายไปเช่าโรงแรมราชศุภมิตร ถนนหลานหลวง (ปัจจุบันคือโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส) เพื่อเปิดการเรียนการสอนในระดับมหาบัณฑิตทางด้านเทคโนโลยีการบริหารสิ่งแวดล้อม[183]
ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2521 ได้มีการยกฐานะโครงการเป็นคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์[55] โดยมีสถานที่ของตนเองคืออาคารคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ณ ศาลายา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นมา
รับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเข้าสมทบ (พ.ศ. 2517–2518)
[แก้]เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 กรมแพทย์ทหารบกได้มีหนังสือเลขที่ กห 0329/11768 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การสอบสมทบเพื่อรับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต โดยมีสาระสำคัญเพื่อขอให้นักศึกษาแพทย์ของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า สามารถเข้าสอบสมทบเพื่อรับพระราชทานปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปีการศึกษา 2523 เป็นต้นไป
ต่อมา มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีหนังสือตอบกลับไปยังกรมแพทย์ทหารบก ตามหนังสือเลขที่ สร.ทม. 0801/16685 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2517 แจ้งว่ามหาวิทยาลัยได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพิจารณา และยินดีให้ความร่วมมือตามที่ร้องขอ ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้มีมติเห็นชอบในหลักการดังกล่าวแล้วในการประชุมครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2517[184]
ในที่สุด มหาวิทยาลัยมหิดลได้อนุมัติรับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเข้าเป็นสถาบันสมทบอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การรับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2518[53]
ก่อตั้งสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย (พ.ศ. 2517–2552)
[แก้]ในปี พ.ศ. 2517 บัณฑิตวิทยาลัยได้จัดตั้ง “โครงการบัณฑิตศึกษาสาขาวิชาภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์และภาษาเอเชียอาคเนย์)” เป็นโครงการเฉพาะกิจในสังกัดบัณฑิตวิทยาลัย เพื่อจัดทำหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์และภาษาเอเชียอาคเนย์)[163] โดยมีอาจารย์ ดร.คุณหญิงสุริยา รัตนกุล เป็นผู้อำนวยการ
โครงการเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปี พ.ศ. 2519 นับเป็นหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตหลักสูตรแรกที่ริเริ่มศึกษาภาษาเอเชียอาคเนย์ โดยในระยะเริ่มแรกได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจากสถาบันภาษาศาสตร์ภาคฤดูร้อน (Summer Institute of Linguistics: SIL) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ส่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาศาสตร์เอเชียอาคเนย์มาช่วยสอนและให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง[185]
วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 โครงการได้รับการยกฐานะเป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท โดยมีฐานะเทียบเท่าคณะ[56]
ต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจของสถาบันฯ ที่มีการขยายขอบเขตงานกว้างขวางมากขึ้น[94]
นักศึกษามหิดลในเหตุการณ์ 6 ตุลา (พ.ศ. 2519)
[แก้]ช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล (เช่น นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) ได้ประเมินแนวโน้มความรุนแรงตั้งแต่การเดินทางกลับเข้าประเทศของจอมพลประภาส จารุเสถียร และต่อมาคือจอมพลถนอม กิตติขจร แกนนำนักศึกษาได้ปรับกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมยืดเยื้อในพื้นที่จำกัดที่อาจถูกล้อมปราบได้ง่าย และได้จัดทำโครงการเคาะประตูบ้านเพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นดังกล่าว[186]
เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดและมีการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลได้ปฏิบัติหน้าที่หลักใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน (พ.ม.ช.) และวงกรรมาชน
หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน (พ.ม.ช.) จัดตั้งจุดปฐมพยาบาลบริเวณใต้ตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในช่วงรุ่งเช้าเวลาประมาณ 05.30 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม เริ่มมีการใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม โดยมีระเบิด M79 ตกกลางสนามฟุตบอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทันทีจำนวนมาก นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อยื้อชีวิตผู้บาดเจ็บ ทว่าเวชภัณฑ์ที่มีเตรียมไว้อย่างจำกัด เช่น น้ำเกลือ ไม่เพียงพอต่อการรับมือบาดแผลฉกรรจ์จากอาวุธสงคราม ท่ามกลางความวุ่นวาย ทีมแพทย์และพยาบาลจำเป็น ได้พยายามลำเลียงผู้บาดเจ็บขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉินที่สามารถฝ่าเข้าไปได้ราว 5-6 คัน เพื่อส่งข้ามฟากไปยังโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลอื่น ๆ[187]
ส่วนวงกรรมาชนรับหน้าที่เล่นดนตรีบนเวทีเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ชุมนุม และยังคงทำการแสดงอยู่จนกระทั่งมีการยิงระเบิดและสาดกระสุนเข้ามาในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนที่จะต้องสลายวงอย่างถาวรในเวลาต่อมา[188]
นอกจากนี้ ในพื้นที่ฝั่งโรงพยาบาลศิริราชยังมีรายงานการแฝงตัวของกลุ่มจัดตั้งฝ่ายขวา ซึ่งคอยติดตามและดักทำร้ายนักศึกษาแพทย์ที่เดินทางกลับจากพื้นที่ชุมนุมด้วย
จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม มีนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลเสียชีวิตในพื้นที่เกิดเหตุจำนวน 5 คน ได้แก่:
- สุรสิทธิ์ สุภาภา (นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 3)[189] - เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและผู้ช่วยหน่วย พ.ม.ช. ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณใต้ตึกคณะบัญชีฯ
- อับดุลรอเฮง สาตา (นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 2)[190] - เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่
- สัมพันธ์ เจริญสุข[191] (นักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ ชั้นปีที่ 1) - เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่
- วีระพล โอภาสพิไล[192] (นักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ ชั้นปีที่ 1) - เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่
- วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ (นักศึกษาโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ชั้นปีที่ 3)[193] - เจ้าหน้าที่หน่วย พ.ม.ช. ถูกยิงเสียชีวิตขณะว่ายน้ำข้ามฟากไปยังศิริราช
หลังเหตุการณ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลจำนวนมากถูกจับกุมและนำตัวไปคุมขังที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนและโรงเรียนพลตำรวจนครปฐม ขณะที่นักศึกษาอีกส่วนหนึ่งรวมถึงสมาชิกวงกรรมาชนส่วนใหญ่ ได้ตัดสินใจเดินทางเข้าป่าเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งในเวลาต่อมา มีนักศึกษามหิดลเสียชีวิตจากการต่อสู้ในเขตป่าเขาเพิ่มเติมอีก 15 คน
ก่อตั้งสถาบันโภชนาการ (พ.ศ. 2520–2552)
[แก้]สถาบันโภชนาการมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตปัญหาทุพโภชนาการ โดยเฉพาะโรคขาดสารอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสาธารณสุขและศักยภาพของประชากรไทย ปัญหานี้ได้รับการขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) บุคคลสำคัญที่ร่วมผลักดันแนวทางแก้ไข ได้แก่ นายอุทัย พิศัลยบุตร ผู้อำนวยการกองโภชนาการ (กระทรวงสาธารณสุข), นพ.อมร นนทสุต จากกระทรวงสาธารณสุข, ดร.สาโรช บัวศรี จากกระทรวงศึกษาธิการ และ ศ.นพ.อารี วัลยะเสวี จากมหาวิทยาลัยมหิดล[194]
ต่อมาสรุปกันว่า การแก้ไขปัญหาโรคขาดสารอาหารไม่สามารถอาศัยเพียงกลไกทางสาธารณสุขเพียงมิติเดียวได้ แต่จำเป็นต้องบูรณาการปัจจัยแวดล้อมทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน เช่น พฤติกรรมการบริโภค การเลี้ยงดูทารก การศึกษา และการพัฒนางานวิจัยเชิงลึก การตระหนักถึงความจำเป็นเชิงสหวิทยาการนี้ ส่งผลให้เกิดการผลักดันยุทธศาสตร์ด้านอาหารและโภชนาการระดับชาติ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 ได้รับการบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520–2524) เพื่อเป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประเทศอย่างเป็นระบบ[194][195]
การบรรจุวาระด้านโภชนาการในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงและกรมต่าง ๆ แต่ยังนำไปสู่ข้อกำหนดให้จัดตั้ง "สถาบันอาหารและโภชนาการแห่งชาติ" เพื่อรับผิดชอบด้านการวิจัย การผลิตบุคลากร และการบริการวิชาการโดยตรง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพันธกิจหลักเน้นหนักไปที่การศึกษาวิจัยและการจัดฝึกอบรม จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดตั้งหน่วยงานนี้ในรูปแบบสถาบันวิชาการภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัย เพื่อให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวและประสานงานกับภาคส่วนอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ[194]
เมื่อรัฐบาลได้ประเมินความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ในขณะนั้น พบว่ามหาวิทยาลัยมหิดลมีความพร้อมและศักยภาพสูงสุด จึงมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งสถาบันวิจัยโภชนาการขึ้นภายในมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ศ.นพ.อารี วัลยะเสวี คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในขณะนั้น เป็นแกนนำสำคัญ ร่วมกับ ศ.พญ.สาคร ธนมิตต์ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญที่นำประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านโภชนาการระดับสากลมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานวิจัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง[194]
ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2520 มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยโภชนาการขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.อารี วัลยะเสวี เป็นผู้อำนวยการท่านแรก[196]
ในระยะเริ่มแรกของการก่อตั้ง สถาบันวิจัยโภชนาการได้ใช้พื้นที่ของศูนย์วิจัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสำนักงานชั่วคราว ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2524 จึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารทำการถาวรขึ้น ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และได้ย้ายเข้าปฏิบัติงานในอาคารแห่งใหม่นี้ในปี พ.ศ. 2529 เมื่อการเตรียมการต่าง ๆ แล้วเสร็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอาคารสถาบันวิจัยโภชนาการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2530[196]
สถาบันวิจัยโภชนาการได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันโภชนาการ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ตามประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การจัดตั้งส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เพื่อให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550[95]
ก่อตั้งคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (พ.ศ. 2523–2552)
[แก้]ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 มหาวิทยาลัยเริ่มโครงการศูนย์คอมพิวเตอร์ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นสำนักคอมพิวเตอร์ ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2529[60] นำโดย ศ.เกียรติคุณ ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์คนแรก โดยมีเป้าหมายหลักในการให้บริการงานคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนการเรียน การสอน การวิจัย และเป็นคลัง ข้อมูลบริหารเพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพยากร และการวางแผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดล[58][197]
ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2532 มีการจัดตั้งภาควิชาคอมพิวเตอร์ขึ้นในคณะวิทยาศาสตร์[198] ซึ่งดำเนินการจัดการเรียนการสอน โดยเปิดหลักสูตรดังนี้[197]
- พ.ศ. 2532 เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
- พ.ศ. 2537 เปิดหลักสูตรระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
- พ.ศ. 2545 เปิดหลักสูตรระดับปริญญาเอก วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (นานาชาติ)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งจัดให้มีการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นานาชาติ) ขึ้นเป็นหลักสูตรแรก จนกระทั่งในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยอนุมัติให้จัดตั้งเป็น คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมี รศ.ดร.เจริญศรี มิตรภานนท์ เป็นคณบดีท่านแรก[95][199]
ในปีเดียวกันนี้ภาควิชาคอมพิวเตอร์ก็ได้โอนย้ายหลักสูตรทั้งหมดไปสังกัดคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร[150] พร้อมทั้งยุบเลิกสำนักคอมพิวเตอร์และโอนภารกิจมายังคณะนี้ส่วนหนึ่งและโอนไปยังกองบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ สังกัดสำนักงานอธิการบดี[94][100]
ก่อตั้งสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล (พ.ศ. 2524–2552)
[แก้]การก่อตั้งสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุลมีจุดเริ่มต้นมาจากการควบรวมสองสถาบันเข้าด้วยกัน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์
ก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พ.ศ. 2524)
[แก้]เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 ได้มีการจัดตั้ง สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี[57] ขึ้น ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อสนับสนุนคณาจารย์และนักวิชาการในการทำงานค้นคว้าวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุล โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ณัฐ ภมรประวัติ เป็นผู้อำนวยการท่านแรก ภารกิจหลักของสถาบันคือการส่งเสริมการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการพึ่งพาตนเอง และเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่วิชาการ
ในระยะต่อมา สถาบันได้เป็นจุดกำเนิดของโครงการวิจัยระดับแนวหน้ามากมาย อาทิ ในปี พ.ศ. 2525 ได้จัดตั้งโครงการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ชีวการแพทย์ นำโดย ศ.ดร.นพ.ชูศักดิ์ เวชแพศย์ ตามด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยธาลัสซีเมียในปี พ.ศ. 2527 ซึ่งมี ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี เป็นผู้อำนวยการท่านแรก และในปี พ.ศ. 2532 ได้มีริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.อมเรศ ภูมิรัตน[150][200]
นอกจากโครงการหลักข้างต้น สถาบันยังสนับสนุนโครงการวิจัยในหลากหลายสาขา ได้แก่ โครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีน โครงการวิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม โครงการศูนย์ปฏิบัติการเครื่องมือรวม โครงการวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โครงการวิจัยและพัฒนายาสังเคราะห์ โครงการศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโพลิเมอร์ โครงการวิจัยและผลิตน้ำยาตรวจวิเคราะห์โรคระดับอุตสาหกรรม โครงการวิจัยชีววิทยาการขยายพันธุ์ของพืชเศรษฐกิจ โครงการวิจัยชีววิทยาระบบสืบพันธุ์ของสัตว์บกเศรษฐกิจ โครงการวิจัยชีววิทยาระบบสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ โครงการวิจัยชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ โครงการวิจัยและพัฒนาเซรามิคเทคโนโลยีชั้นสูง โครงการห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับธาตุที่มีปริมาณน้อย
ในด้านการจัดการศึกษา สถาบันได้เปิดสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ช่างอุปกรณ์การแพทย์) ระดับปริญญาตรี (เทคโนโลยีการเพาะขยายพันธุ์สัตว์) ระดับปริญญาโท (อุปกรณ์ชีวการแพทย์, ประสาทวิทยาศาสตร์หลักสูตรนานาชาติ, และเทคโนโลยีการเพาะขยายพันธุ์สัตว์) ไปจนถึงระดับปริญญาเอกในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2535 เมื่อสถาบันได้รับงบประมาณ 392 ล้านบาท พร้อมครุภัณฑ์อีก 24 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารวิจัยเต็มรูปแบบหลังแรกในพื้นที่ศาลายา ซึ่งกลายเป็นศูนย์รวมห้องปฏิบัติการวิจัยสาขาต่าง ๆ อย่างครบถ้วน[201]
ก่อตั้งสถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ (พ.ศ. 2538–2540)
[แก้]ในปี พ.ศ. 2538 มีการก่อตั้งโครงการวิจัยอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ขึ้นภายในสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น สถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2540[78] โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.สกล พันธุ์ยิ้ม เป็นผู้อำนวยการ สถาบันแห่งนี้มุ่งเน้นการวิจัยพื้นฐานและวิจัยประยุกต์เพื่อสร้างต้นแบบ ให้บริการจัดเก็บสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตพื้นบ้าน บริการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน
ในด้านการผลิตบัณฑิต สถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ได้เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติในสาขาวิชาอณูพันธุศาสตร์และพันธุวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งในระดับวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ปริญญาโท) และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก)
การควบรวม (พ.ศ. 2552)
[แก้]ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ได้มีการปรับโครงสร้างมหาวิทยาลัย ทำให้มีการรวมสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์เข้าด้วยกันเป็นสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล[95]
ก่อตั้งสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (พ.ศ. 2528–2559)
[แก้]ก่อตั้งศูนย์ประยุกต์และบริการวิชาการ (พ.ศ. 2528)
[แก้]จุดเริ่มต้นของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มีรากฐานมาจากการก่อตั้ง ศูนย์ประยุกต์และบริการวิชาการ ในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งจัดตั้งขึ้นในฐานะหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระและสามารถบริหารจัดการตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ ภายใต้ระเบียบการดำเนินงานที่ได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์และพันธกิจดังนี้[58]
- การบริการสังคม: มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ทางวิชาการที่หลากหลายของมหาวิทยาลัยมาให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง
- การส่งเสริมบุคลากร: สนับสนุนคณาจารย์และนักวิจัยที่มีศักยภาพสูงในแต่ละสาขาวิชาให้มีโอกาสถ่ายทอดความเชี่ยวชาญสู่ภาคปฏิบัติภายนอกสถาบัน
- การพึ่งพาตนเอง: พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้ก้าวไปสู่การเป็นหน่วยงานที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์
ในระยะแรก ศูนย์ฯ ได้จัดให้มีการบริการทางวิชาการที่ครอบคลุมหลายด้านที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เช่น
- ด้านการแพทย์และสาธารณสุข: การจัดบริการวิชาการและการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์
- ด้านสิ่งแวดล้อม: การวิเคราะห์และวิจัยเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
- ด้านโภชนาการและความปลอดภัย: การวิจัยคุณค่าทางโภชนาการและการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร
- ด้านอุตสาหกรรมและเภสัชภัณฑ์: การให้บริการทางห้องปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรม เภสัชภัณฑ์ ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตร
แยกหน่วยงาน (พ.ศ. 2551)
[แก้]ต่อมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ได้มีการแยกศูนย์ประยุกต์และบริการวิชาการออกเป็น 2 หน่วยงานสังกัดสำนักงานอธิการบดี ได้แก่
ศูนย์บริหารทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ดังนี้[92]
- การสร้างสรรค์: ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรเกิดการสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง
- การใช้ประโยชน์: ผลักดันให้เกิดการนำผลงานนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้จริง รวมถึงดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคมและภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
- การคุ้มครอง: ดำเนินการประเมินคุณค่าทางวิชาการและพาณิชย์ พร้อมทั้งให้การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยตามกฎหมาย
- การสร้างเครือข่าย: ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สอดคล้องตามนโยบายการพัฒนามหาวิทยาลัยในภาพรวม
ศูนย์พัฒนาปัญญาคม ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ 4 ประการ ดังนี้[93]
- การบริหารจัดการฐานข้อมูลความเชี่ยวชาญ: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลผลงานที่มีศักยภาพและจัดหมวดหมู่ความเชี่ยวชาญของบุคลากรในทุกมิติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีฐานข้อมูลทรัพยากรบุคคลที่พร้อมต่อการใช้งาน
- การสร้างเครือข่ายและการจัดทำข้อเสนอนโยบาย: มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญทั้งจากหน่วยงานภายในและภายนอก เพื่อร่วมกันจัดการความรู้ วิเคราะห์ และสังเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ ตลอดจนผลักดันข้อเสนอเหล่านั้นไปสู่การพัฒนาระดับนโยบายและระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
- การเชื่อมโยงแหล่งทุน: ดำเนินการเชิงรุกในการแสวงหาแหล่งทุนสนับสนุนจากภายนอก เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพ ช่วยส่งเสริมให้เกิดโครงการวิจัยและบริการวิชาการที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างชุมชนต้นแบบ: ทำหน้าที่เป็นแม่ข่ายหลักในการจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้รวมถึงเทคโนโลยีสู่ชุมชน พร้อมทั้งประสานงานให้เกิดการสร้าง "งานลักษณะแม่แบบ" (Model) ในพื้นที่ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และขยายผลการพัฒนาไปยังชุมชนอื่นอย่างยั่งยืน
ก่อตั้งสถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2556)
[แก้]ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556 สภามหาวิทยาลัยมหิดล ในคราวการประชุมครั้งที่ 476 (9/2556) ได้มีมติให้จัดตั้ง สถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต่อยอดองค์ความรู้และผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงสังคมและพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างรายได้กลับคืนมาสนับสนุนงานวิชาการให้เกิดความยั่งยืน มีกลยุทธ์การดำเนินงานหลักดังนี้[104]
- การบริหารจัดการที่เป็นอิสระ: จัดตั้งเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย เพื่อให้มีโครงสร้างที่คล่องตัว ยืดหยุ่น และรวดเร็วในการให้บริการแก่นักวิจัยและภาคอุตสาหกรรม
- การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือ (Focal Point): ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักในการประสานงานด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามศาสตร์ (Multi-discipline network) ภายในมหาวิทยาลัย
- บทบาท Solution Partner: ยกระดับจากการให้บริการทั่วไปสู่การเป็นคู่คิดทางธุรกิจ โดยสนับสนุนด้านการให้คำปรึกษา การตลาด การบริหารโครงการ และการสื่อสารกับภาคอุตสาหกรรม
- การวิเคราะห์โอกาสเชิงรุก: จัดทำแผนที่โอกาส (Opportunity map) เพื่อจับคู่งานวิจัยกับความต้องการของภาคธุรกิจ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนภายนอก
- ความเป็นมืออาชีพ: มุ่งสร้างบุคลากรด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีมืออาชีพที่มีความเข้าใจทั้งบริบทวิชาการและโลกธุรกิจ ผ่านการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก
ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556 สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้ออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารสถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2556 โดยกำหนดวัตถุประสงค์และภาระหน้าที่ดังนี้[202]
- วัตถุประสงค์
- การสร้างคุณค่าจากองค์ความรู้: สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา โดยนำงานวิจัยและทรัพยากรของมหาวิทยาลัยไปขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติและสร้างประโยชน์ต่อสังคม
- การคุ้มครองและเพิ่มมูลค่า: ส่งเสริมการปกป้องสิทธิทางปัญญาและนำทรัพยากรไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม การบริการ และหน่วยงานรัฐ
- การพัฒนาการศึกษาและวิจัย: นำโจทย์ความต้องการจริงจากภาคสังคมและอุตสาหกรรม กลับมาพัฒนาหลักสูตรการผลิตบัณฑิตและทิศทางการวิจัยของมหาวิทยาลัย
- ความยั่งยืนทางการเงิน: สร้างรายได้จากการบริหารจัดการสินทรัพย์และบริการข้อมูล เพื่อกลับมาสนับสนุนการเติบโตตามวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย
- ภาระหน้าที่
- ระบบบริหารจัดการระดับสากล: พัฒนาระบบการทำงานให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และมีจริยธรรม เพื่อให้บริการแก่นักวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ
- ที่ปรึกษาทางธุรกิจและนวัตกรรม: ให้คำปรึกษาด้านการตลาด การบริหารโครงการ และการสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงส่วนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคอุตสาหกรรม
- การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ: ผลักดันการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ผ่านการสร้างพันธมิตรกับภาครัฐและเอกชนภายนอก
- การบริหารจัดการข้อมูลและสินทรัพย์:
- จัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยและทรัพยากรเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนพัฒนา
- ประเมินมูลค่าและดำเนินการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
- บริหารจัดการโครงการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ก่อตั้งสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (พ.ศ. 2559)
[แก้]สภามหาวิทยาลัยมหิดล ในคราวการประชุมครั้งที่ 506 (3/2559) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559 ได้มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้[203]
- อนุมัติให้ยุบเลิก 2 หน่วยงาน คือ ศูนย์บริหารทรัพย์สินทางปัญญา และศูนย์พัฒนาปัญญาคม
- อนุมัติให้ปรับเปลี่ยนฐานะสถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดลขึ้นเป็นส่วนงานของมหาวิทยาลัยและเปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Institute for Technology and Innovation Management หรือ iNT)
- เห็นชอบร่างข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการดำเนินงานของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม พ.ศ. 2559[204]
ก่อตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ (พ.ศ. 2530–2539)
[แก้]เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับโอน รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข จากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มาปฏิบัติงานที่สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท เพื่อเป็นหัวหน้าโครงการพัฒนาวิชาการดนตรี โดยมีห้องทำงานที่สถาบันสาธารณสุขมูลฐานอาเซียน[205]
ในช่วงแรกเริ่ม ยังไม่มีความตื่นตัวด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยมากนัก ทำให้ รศ.ดร.สุกรี มีอิสระในการทำงานและมีเสรีภาพทางวิชาการสูง โดยได้ริเริ่มผลงานหลายด้าน เช่น[205]
- การเขียนบทความวิชาการและบทวิจารณ์ดนตรีในสื่อต่างๆ
- การก่อตั้งวงดนตรี Bangkok Saxophone Quartet เพื่อรับงานแสดง บันทึกเสียง และเล่นดนตรีเปิดหมวก
- การเริ่มร่างหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตทางวัฒนธรรมดนตรีเป็นครั้งแรก
ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2530 ได้มีการจัดสัมมนาวิชาการดนตรีขึ้น ณ หอประชุมณัฐ ภมรประวัติ โดยมี รศ.นพ.พูนพิศ อมาตยกุล เป็นผู้นำทางวิชาการ การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการนำเสนอผลงานวิชาการดนตรีอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยนำรูปแบบมาจากการประชุมทางการแพทย์ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับวิชาชีพดนตรีจากการเป็นเพียงศิลปะเพื่อความบันเทิง ให้ก้าวสู่การเป็นสาขาวิชาการที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ[205]
โครงการพัฒนาวิชาการดนตรีเริ่มต้นจากการเปิดสอนวิชาดนตรีให้เป็นวิชาเลือกสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยมีรายวิชาดังต่อไปนี้ ดนตรีวิจักษ์ การขับร้องประสานเสียง การรวมวงมโหรี และการรวมวงปี่พาทย์ จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2532 สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท ได้เปิดสอนหลักสูตรมหาบัณฑิตทางวัฒนธรรม (ดนตรี) อย่างเป็นทางการ โดยรับนักศึกษาปริญญาโทในรุ่นแรกจำนวน 14 คน ซึ่งมีทั้งศิลปินและอาจารย์ผู้ใหญ่เข้าร่วมศึกษา ซึ่งนับเป็นหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาทางด้านดนตรีแห่งแรกของประเทศไทย[206]
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2536 รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการด้วยเหตุผลด้านค่าตอบแทนและการขาดโอกาสในการสอนดนตรีอย่างเต็มรูปแบบ แต่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี อธิการบดีในขณะนั้นได้ทัดทานและให้อิสระในการดำเนินงานทางดนตรีตามความตั้งใจ ข้อตกลงนี้นำไปสู่การเสนอโครงการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาดนตรีในบัณฑิตวิทยาลัย ควบคู่ไปกับโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ (ตามคำสั่งที่ 3925/2536 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536) เพื่อเป็นหน่วยงานใหม่ที่ดำเนินงานคู่ขนานกันไป[205]
ในช่วงเริ่มต้น โครงการจัดตั้งวิทยาลัยฯ ได้ผลักดันงานด้านวิชาการและกิจกรรมทางดนตรีที่สำคัญหลายประการ โดยได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 2.3 ล้านบาท จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในโครงการเรื่องเสียงและระบบเสียงดนตรีไทย ซึ่งนับเป็นทุนวิจัยด้านดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในระบบการศึกษาไทยขณะนั้น นอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณจัดทำสื่อบันทึกเสียงบทเพลงประจำชาติ และจัดการประกวดดนตรีไทยรายการแสงทิพย์ประลองปี่พาทย์ และยังได้เริ่มตีพิมพ์วารสารเพลงดนตรีฉบับแรกในนามโครงการจัดตั้งวิทยาลัยฯ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2537[205]
ต่อมาในวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2537 สภามหาวิทยาลัยมหิดล ในคราวการประชุมครั้งที่ 247 มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ในสังกัดสำนักงานอธิการบดีอย่างเป็นทางการ จึงถือว่าเป็นวันสถาปนาวิทยาลัย[207]
ช่วงปลายปี พ.ศ. 2538 โครงการจัดตั้งวิทยาลัยฯ ได้ริเริ่มโครงการวิจัยพรสวรรค์ศึกษา โดยเปิดโรงเรียนสอนดนตรีในศูนย์การค้าเป็นแห่งแรกของไทย ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น โครงการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการดนตรีได้เปิดรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาดนตรี เป็นครั้งแรก[205]
ในสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน มีนโยบายที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ โครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้ถูกผลักดันให้เป็นหน่วยงานนอกระบบราชการเป็นหน่วยแรก และได้ตัดชื่อ “โครงการจัดตั้ง” ออก เหลือเพียง “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” และกลายเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของมหาวิทยาลัยมหิดลในปี พ.ศ. 2539[205]
หลังจากนั้น วิทยาลัยได้รับงบประมาณจัดสร้างอาคารภูมิพลสังคีต แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ทำให้งบประมาณถูกตัดลดลงจนสร้างอาคารได้เพียงหลังเดียวจากแผนเดิมที่วางไว้สามหลัง[205]
ในปี พ.ศ. 2541 โครงการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการดนตรีได้ปิดลง พร้อมกับการโอนหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาดนตรี ไปสังกัดวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ในปีเดียวกันนี้ วิทยาลัยก็ยังเดินหน้าเปิดหลักสูตรปริญญาตรีใหม่ถึง 4 แขนงวิชา ทำให้ต้องแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ด้วยการไปเช่าอาคารหลังเก่าวิทยาลัยนานาชาติ และในปี พ.ศ. 2542 ก็ต้องเช่าพื้นที่เพิ่มจากอาคารมูลนิธิราชสุดา ชั้น 2-3 ซึ่งเป็นห้องแถว (4 ห้อง)[205]
ในปี พ.ศ. 2541 ได้เริ่มจัดการประกวดเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นในปี พ.ศ. 2542 ได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติชิงถ้วยพระราชทาน เพื่อยกระดับวงการดนตรีของไทยและส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไปพร้อมกัน[205]
เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2543 สำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ได้มีหนังสือเลขที่ รล 0003/125 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล โดยอ้างอิงถึงหนังสือจากทางมหาวิทยาลัย ที่ ทม 0801/7579 ลงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2542 เพื่อแจ้งเรื่องการพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อวิทยาลัยดุริยางคศิลป์เป็น “วิทยาลัยภูมิพลสังคีต” อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 ได้มีการเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” ตามเดิม โดยคงเหลือชื่อพระราชทาน “ภูมิพลสังคีต” ไว้ใช้เป็นชื่ออาคารเรียนแทน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มหาวิทยาลัยมหิดลยังได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแสดงดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 32 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ถึง 21 มกราคม พ.ศ. 2544 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางดนตรีของมหาวิทยาลัยในช่วงเวลานั้น[205]
เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2544 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ได้ย้ายออกจากพื้นที่เช่าของวิทยาลัยนานาชาติและมูลนิธิราชสุดา เพื่อเข้าใช้อาคารใหม่อย่างเป็นทางการ ในช่วงแรกของการย้ายเข้า อาคารยังมีความไม่พร้อมในหลายด้าน เช่น ลิฟต์ที่ยังไม่สามารถใช้งานได้ และระบบเครื่องปรับอากาศที่ยังไม่ติดตั้ง ทำให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาต้องนำพัดลมส่วนตัวมาใช้งานเองจนเกิดปัญหาพัดลมสูญหายบ่อยครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักศึกษาในยุคนั้นได้รับการขนานนามกันเองว่า “รุ่นพัดลม” อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างมีความยินดีที่วิทยาลัยได้มีอาคารเรียนเป็นของตนเองเป็นครั้งแรก[205]
ในปีการศึกษาเดียวกัน (พ.ศ. 2544) วิทยาลัยได้ริเริ่มเปิดสอนหลักสูตรเตรียมอุดมดนตรี เพื่อรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าศึกษาต่อทางด้านดนตรีโดยเฉพาะ โครงสร้างหลักสูตรถูกออกแบบให้มีสัดส่วนของวิชาดนตรีร้อยละ 70 ซึ่งเรียกว่า “วิชาคนเก่ง” และวิชาการศึกษาทั่วไปร้อยละ 30 ซึ่งเรียกว่า “วิชาคนดี” การเปิดหลักสูตรเตรียมอุดมดนตรีในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ต่อมาได้กลายเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษาด้านดนตรีของประเทศไทยในระดับสากล[205]
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 วิทยาลัยได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 98.2 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างหอแสดงดนตรี เรือนกระจก ศาลากลางน้ำ และห้องสมุด การอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายตัดลดงบประมาณการก่อสร้างอาคารของสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ของอธิการบดีที่เปิดโอกาสให้คณบดีสามารถดำเนินการจัดหางบประมาณด้วยตนเองในทุกช่องทาง จึงทำให้การผลักดันงบประมาณส่วนนี้ประสบความสำเร็จ[205]
เพื่อให้การก่อสร้างอาคารภูมิพลสังคีตในส่วนที่เหลือเสร็จสมบูรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำหนังสือเสนอต่อสำนักงบประมาณ โดยขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงร้อยละ 80 ของมูลค่าโครงการ และทางมหาวิทยาลัยยินดีที่จะสมทบทุนในส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 ข้อตกลงและการสมทบทุนในครั้งนี้ส่งผลให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ต้องรับภาระหนี้สินกับทางมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งภาระผูกพันดังกล่าวยังคงสืบเนื่องต่อมาจนถึงปี พ.ศ. 2555[205]
ก่อตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (พ.ศ. 2533–2543)
[แก้]โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลและกรมสามัญศึกษา โดยมีการลงนามข้อตกลงเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2533 เพื่อจัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาบนพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้[208]
- เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมต้นจากทั่วประเทศที่มีความถนัดด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาต่อและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
- เพื่อสร้างรูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับเด็กไทย
- เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นกำลังสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ โดยมีความรู้ลึกซึ้ง ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลได้สนับสนุนด้านวิชาการ รวมถึงให้สิทธิใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด และสนามกีฬา
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามโรงเรียนนี้ว่า มหิดลวิทยานุสรณ์ ตามคำกราบบังคมทูลของกรมสามัญศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 โรงเรียนได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ใช้พระราชลัญจกร “มหิดล” เป็นตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน
ในปี พ.ศ. 2534 โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนรุ่นแรก โดยได้รับความอนุเคราะห์ให้ใช้สถานที่ปฏิบัติธรรมของวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ได้ย้ายมาตั้งอยู่บนพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จนถึงปัจจุบัน
ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2543 ให้มีสถานภาพเป็นองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ที่นี่กลายเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย[209]
ก่อตั้งคณะกายภาพบำบัด (พ.ศ. 2533–2552)
[แก้]คณะกายภาพบำบัด มีจุดกำเนิดมาจากโรงเรียนกายภาพบำบัดซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2508
ในระยะแรกของการก่อตั้งโรงเรียนกายภาพบำบัด ระหว่างปี พ.ศ. 2508–2515 สถานที่จัดการเรียนการสอนตั้งอยู่บนชั้น 3 ของตึกศรีสังวาลย์เดิม ซึ่งเป็นอาคารขนาด 3 ชั้นและมีพื้นที่ค่อนข้างคับแคบ ในเวลาต่อมา อาคารแห่งนี้จึงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างขึ้นใหม่ให้เป็นอาคารสูง 8 ชั้น
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2516–2530 โรงเรียนกายภาพบำบัดได้ย้ายสถานที่เรียนไปยังชั้น 4 ของตึกสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้นภายใต้การดูแลของภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด พื้นที่แห่งใหม่นี้มีความกว้างขวางมากขึ้นและสามารถรองรับจำนวนนักศึกษาที่ขยายตัวขึ้นได้อย่างเหมาะสม ในช่วงเวลาดังกล่าวยังได้เกิดธรรมเนียมที่นักศึกษาเรียกกันว่า “การรับน้องห้องเขียว” ซึ่งมีที่มาจากสภาพแวดล้อมของห้องบรรยายที่ใช้โต๊ะ เก้าอี้ กระดาน และผ้าม่านเป็นสีเขียวทั้งหมด
ในปี พ.ศ. 2530 การก่อสร้างตึกศรีสังวาลย์หลังใหม่ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นตึกศรีสังวาลย์ใหญ่ (อาคารสูง 8 ชั้น) และมีการปรับปรุงบริเวณตึกสระว่ายน้ำเดิมให้เป็นตึกศรีสังวาลย์เล็ก (อาคารสูง 4 ชั้น) ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดกลุ่มอาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2530
หลังจากนั้นในภาคการศึกษาที่ 2 ของปี พ.ศ. 2530 โรงเรียนกายภาพบำบัดได้ย้ายออกจากตึกสลากกินแบ่งรัฐบาล เข้ามาจัดการเรียนการสอนที่ตึกศรีสังวาลย์ใหญ่อย่างเป็นทางการ โดยใช้พื้นที่บริเวณชั้น 6 7 และ 8 รวมทั้งพื้นที่ชั้น 3 และ 4 ของตึกศรีสังวาลย์เล็ก นอกจากนี้ยังได้จัดสรรพื้นที่บางส่วนบริเวณชั้น 1 ของตึกผู้ป่วยนอกหลังเก่า เพื่อเปิดเป็นคลินิกกายภาพบำบัด สำหรับใช้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกของนักศึกษาให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานจริงต่อไป
ในปี พ.ศ. 2533 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มอบหมายให้โรงเรียนกายภาพบำบัดจัดทำแผนพัฒนาหน่วยงาน เพื่อบรรจุในแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535–2539)[210] ทางโรงเรียนจึงได้จัดการสัมมนาคณาจารย์ขึ้นที่จังหวัดระยอง เพื่อวางกรอบการขยายงานในช่วงต้นของแผนพัฒนา และเตรียมการยกฐานะขึ้นเป็นคณะในช่วงการปรับแผนพัฒนา พ.ศ. 2537
ระหว่างกระบวนการเตรียมการดังกล่าว ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจากทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งต้องการแยกหน่วยงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูออกจากภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดเพื่อตั้งเป็นภาควิชาใหม่ โดยมีแนวคิดที่จะควบรวมหน่วยกายภาพบำบัดเข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกันก็มีความพยายามจัดตั้ง “สถานศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ” และจะโอนย้ายโรงเรียนกายภาพบำบัดเข้าไปสังกัด
อย่างไรก็ตาม บุคลากรวิชาชีพกายภาพบำบัดได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการควบรวมกับหน่วยงานที่อาจขาดความเข้าใจในบริบทของวิชาชีพอย่างแท้จริง ส่งผลให้หน่วยกายภาพบำบัดยังคงสังกัดภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดตามเดิม ในส่วนของโรงเรียนกายภาพบำบัด รศ.ชนัตถ์ อาคมานนท์ ได้เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเชิงวิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย เพื่อจัดทำหนังสือคัดค้านการเข้าร่วมกับสถานศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพเสนอต่อผู้บริหารระดับคณะและระดับมหาวิทยาลัย
เพื่อหาทางออกของปัญหา ผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัยได้เสนอแนวทางใหม่โดยให้โรงเรียนกายภาพบำบัดควบรวมกับคณะเทคนิคการแพทย์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะสหเวชศาสตร์” ทว่าแนวทางนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากทั้งบุคลากรของโรงเรียนกายภาพบำบัดและคณาจารย์ของคณะเทคนิคการแพทย์ จนทำให้เกิดความวุ่นวายภายในขึ้นระยะหนึ่ง
ในท้ายที่สุด ทางโรงเรียนกายภาพบำบัดจึงได้ทำหนังสือเสนอต่ออธิการบดีโดยตรง เพื่อชี้แจงทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าในการพัฒนาการศึกษากายภาพบำบัด นำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานใหม่ โดยเสนอขอจัดตั้งเป็น “คณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์” ซึ่งบูรณาการหน่วยงานกิจกรรมบำบัดและนันทนาการบำบัดเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อนำเสนอเข้าสู่แผนพัฒนาการศึกษาฯ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540–2544) ต่อไป[211]
โรงเรียนกายภาพบำบัดได้พยายามผลักดันการยกฐานะหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอุปสรรคจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาระยะที่ 8 (พ.ศ. 2540–2544) ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายระงับการตั้งหน่วยงานใหม่ อย่างไรก็ตาม ด้วยการสนับสนุนจาก ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิการบดีในขณะนั้น ซึ่งมีความเข้าใจในวิชาชีพกายภาพบำบัดเป็นอย่างดี ประกอบกับเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังเตรียมปรับเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทางโรงเรียนฯ จึงได้ปรับปรุงรายละเอียดโครงการและนำเสนอขึ้นไปใหม่เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2542
ความพยายามดังกล่าวประสบผลสำเร็จเมื่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 306 ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้ง โครงการจัดตั้งคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ ขึ้นในสังกัดสำนักงานอธิการบดี จากนั้นได้มีการออกประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2542 และมีคำสั่งที่ 1747/2542 ลงวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2542 แต่งตั้ง รศ.กานดา ใจภักดี ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งฯ[171]
ในระหว่างการดำเนินการแยกส่วนงานออกจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.เกียรติคุณ นพ.พรชัย มาตังคสมบัติ อธิการบดีท่านต่อมา ได้อนุมัติให้ใช้อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลเดิม บริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า (ปัจจุบันคืออาคารศูนย์กายภาพบำบัด) เป็นที่ทำการของโครงการจัดตั้งคณะฯ พร้อมทั้งเปิดให้บริการเป็นคลินิกกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด โดยท่านอธิการบดีได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2545
ต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 โครงการจัดตั้งคณะฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 170 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างอาคารคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ ณ พื้นที่ศาลายา (ระยะเวลาตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2549)
อาคารดังกล่าวเป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 14,015 ตารางเมตร ภายในได้รับการออกแบบอย่างครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อรองรับพันธกิจของการเป็นคณะวิชา ประกอบด้วย ห้องประชุมขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ห้องบรรยายศาสตราจารย์ นายแพทย์เฟื่อง สัตย์สงวน ห้องบรรยายขนาดกลาง ห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง (ได้แก่ ห้องปฏิบัติการไฟฟ้า ห้องปฏิบัติการพลบำบัด ห้องปฏิบัติงานจัด ดัด ดึง และห้องปฏิบัติการกิจกรรมบำบัด) นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด ห้องพักอาจารย์ ห้องพักนักศึกษา และห้องวิจัยอีกหลายห้องสำหรับรองรับการทำงานของคณาจารย์และนักศึกษาระดับหลังปริญญา
ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยมหิดล ได้เห็นชอบให้ยกฐานะโครงการจัดตั้งคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกตเป็นคณะกายภาพบำบัด[95]
ก่อตั้งกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2532–2552)
[แก้]ศูนย์ศาลายา ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2532 โดยมีภารกิจหลักครอบคลุมการดำเนินงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเป็นหน่วยงานกลางที่คอยประสานงานด้านการจัดการศึกษาวิชาขั้นพื้นฐานสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคณะในชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 ซึ่งจัดการเรียนการสอนรวมกันในพื้นที่ศาลายา นอกจากนี้ ศูนย์ศาลายายังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบริหารและให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ณ พื้นที่ศาลายา รวมถึงเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานด้านการจัดการศึกษาต่อเนื่องในลักษณะสหสาขาวิชา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันแบบบูรณาการของมหาวิทยาลัย[58]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยมหิดลในคราวการประชุมครั้งที่ 427 และ 428 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 และ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ตามลำดับ มีมติยุบเลิกศูนย์ศาลายา และก่อตั้งกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานอธิการบดี โดยโอนย้ายภารกิจจากศูนย์ศาลายามายังหน่วยงานใหม่นี้ พร้อมทั้งโอนย้ายงานวางผังแม่บทจากกองแผนงานมาสังกัดในหน่วยงานนี้ด้วย[98][99]
ขยายโอกาสการเข้าสู่การศึกษาในพื้นที่ต่างจังหวัด (พ.ศ. 2538 – ปัจจุบัน)
[แก้]ในช่วงปี พ.ศ. 2538–2539 ทบวงมหาวิทยาลัยอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการอุดมศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชนของทบวงมหาวิทยาลัยให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่กำหนดในแผนดังกล่าวคือ “การขยายโอกาสการเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาและความเท่าเทียมกันของโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Access and Equity)”[212]
ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2538 ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 ทบวงมหาวิทยาลัยได้เสนอเรื่อง “ขออนุมัติขยายวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยไปในส่วนภูมิภาค” ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติในหลักการให้มหาวิทยาลัย/สถาบัน 10 แห่ง ขยายเขตการศึกษาไปยังส่วนภูมิภาคได้ใน 11 จังหวัด คือ จังหวัดหนองคาย พะเยา จันทบุรี แพร่ สุราษฎร์ธานี ตรัง สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี ชุมพร และปราจีนบุรี ทั้งนี้ หนึ่งในมหาวิทยาลัย/สถาบัน 10 แห่งนั้น คือ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งต้องการจัดตั้งวิทยาเขตที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการ[73]
ต่อมาในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2539 ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในหลักการขยายวิทยาเขตไปยังส่วนภูมิภาคได้อีก 18 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอยุธยา สระบุรี นราธิวาส ชลบุรี ลำปาง สุพรรณบุรี สุรินทร์ ระยอง บุรีรัมย์ นครสวรรค์ อำนาจเจริญ กระบี่ อุดรธานี ลพบุรี มุกดาหาร กำแพงเพชร ร้อยเอ็ด และนครพนม โดยมหาวิทยาลัยมหิดลได้รับมอบหมายให้จัดตั้งวิทยาเขตที่จังหวัดนครสวรรค์และอำนาจเจริญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการ[76]
ก่อตั้งวิทยาเขตกาญจนบุรี (พ.ศ. 2540–2552)
[แก้]วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2538 คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยและคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ที่จังหวัดเสนอไว้ทั้ง 3 แห่งและต่อมาได้มีมติให้เลือกพื้นที่บริเวณอำเภอไทรโยค ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านไตรรัตน์ หมู่ที่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอโทรโยค เนื้อที่ประมาณ 6,000 ไร่ และบางส่วนอยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 323 (กาญจนบุรี – ทองผาภูมิ) เป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล ณ กาญจนบุรี[213]
ในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2540 มหาวิทยาลัยได้เริ่มโครงการจัดตั้งวิทยาเขตกาญจนบุรี[79][80]
ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ได้เริ่มก่อสร้างอาคารเรียนรวมและอาคารอำนวยการขึ้นเป็นจุดแรกของพื้นที่ก่อสร้าง และในด้านพื้นที่ที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัย ณ กาญจนบุรี เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอไทรโยค สภาพเป็นที่ราบสูงและภูเขา เป็นที่ดินจำนวน 58 แปลงเนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่ นอกจากนี้เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีสถานที่สวยงานสำหรับการประชุมและสัมมนา ชาวจังหวัดกาญจนบุรียังได้จัดซื้อที่ดินริมแม่น้ำแควน้อย ในเขตสุขาภิบาลลุ่มสุ่ม อำเภทโทรโยค จำนวน 24 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา มอบให้แก่มหาวิทยาลัยอีกด้วย
ในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) เสด็จแทนพระองค์มาทรงวางศิลาฤกษ์ ณ พื้นที่ตั้งของวิทยาเขต[214]
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2544–2545 วิทยาเขตได้เริ่มเปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยช่วงแรกเป็นการบริหารงานภายใต้สังกัดคณะเดิมของมหาวิทยาลัย ได้แก่
- พ.ศ. 2544: เปิดหลักสูตรการจัดการและบัญชี (สังกัดวิทยาลัยการจัดการ)
- พ.ศ. 2545: เปิดหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ เทคโนโลยีการอาหาร, วิทยาศาสตร์การเกษตร และชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ (สังกัดคณะวิทยาศาสตร์)
- พ.ศ. 2547: ขยายขอบเขตสู่วิทยาศาสตร์โลกด้วยหลักสูตรธรณีศาสตร์
ปี พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยมีมติให้เปลี่ยนสถานภาพจากโครงการจัดตั้งเป็น วิทยาเขตกาญจนบุรี อย่างเป็นทางการ โดยมีโครงสร้างเทียบเท่าคณะและบริหารหลักสูตรเองทั้งหมด[95]
หลังจากนั้นวิทยาเขตได้พัฒนาหลักสูตรให้มีความหลากหลายและทันสมัยยิ่งขึ้น
- พ.ศ. 2557: เริ่มสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ
- พ.ศ. 2563: ขยายสู่ระดับบัณฑิตศึกษาด้วยหลักสูตรปริญญาโท สาขาความยั่งยืนทางทรัพยากรอาหารและระบบนิเวศ
ก่อตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ (พ.ศ. 2540 – ปัจจุบัน)
[แก้]จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เมื่อทบวงมหาวิทยาลัยได้ออกคำสั่งที่ 74/2540 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการขยายการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ ต่อมาในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2542 ทบวงมหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณ 2.6 ล้านบาท ให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำแผนแม่บทโครงการจัดตั้งวิทยาเขตในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญและนครสวรรค์ จากนั้นจึงได้มีคำสั่งที่ 1283/2542 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายการเงินและรณรงค์จัดหาทุนสนับสนุน[215]
ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 316 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 ที่ประชุมได้อนุมัติให้จัดตั้ง โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์ ขึ้นภายใต้สังกัดสำนักงานอธิการบดีอย่างเป็นทางการ และในเวลาต่อมาได้มีคำสั่งที่ 581/2545 ลงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2545 แต่งตั้ง ผศ.ไพโรจน์ สุวรรณสุทธิ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งฯ[83]
หลังจากเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนในวิทยาเขตได้ 3 รุ่น พื้นที่จัดการศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ได้ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนัก ทำให้อาคารเรียนได้รับความเสียหาย มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องยุติการรับนักศึกษาในพื้นที่ตั้งแต่ปีการศึกษา พ.ศ. 2550 และย้ายนักศึกษาทั้งหมดไปศึกษาต่อที่พื้นที่ศาลายาและวิทยาเขตกาญจนบุรีแทน เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัย
เพื่อหาทางออกของปัญหานี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2550 กลุ่มนครสวรรค์สร้างสรรค์สังคมได้เข้าพบนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อหารือแนวทางดำเนินการ นายชนินทร์ บัวประเสริฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ในขณะนั้น จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานของจังหวัดขึ้นเพื่อร่วมขับเคลื่อนโครงการไปพร้อมกับ ผศ.นคร เหมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขต
ต่อมาในวันที่ 20–21 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดการประชุมสัญจรขึ้น ณ อาคารอำนวยการบึงเสนาท โดยที่ประชุมได้ให้คำแนะนำว่าควรจัดหาที่ตั้งวิทยาเขตแห่งใหม่ นำไปสู่การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 21–22 มีนาคม พ.ศ. 2551 ในเวทีเสวนาหัวข้อ “สานพลังมหิดล-คนนครสวรรค์ สรรค์สร้างแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดลจังหวัดนครสวรรค์ มองปัจจุบัน สู่อนาคต” ซึ่งที่ประชุมมีมติให้จังหวัดนครสวรรค์สำรวจพื้นที่จัดตั้งวิทยาเขตหลักแห่งใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่บริเวณตำบลเก้าเลี้ยว ตำบลเขาเขียว และตำบลเขาทอง
ในที่สุด วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552 ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ และตัวแทนภาคประชาสังคม ได้มีมติตัดสินใจร่วมกันที่จะย้ายสถานที่ตั้งหลักของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ไปยังพื้นที่แห่งใหม่ ณ ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะยังคงใช้ประโยชน์จากพื้นที่เดิมบริเวณตำบลบึงเสนาทและตำบลเนินยายผาด อำเภอเก้าเลี้ยว ควบคู่กันต่อไป
เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยมหิดลได้แต่งตั้ง นพ.สมพงษ์ ยูงทอง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีและรองอธิการบดีตามลำดับ เพื่อรับผิดชอบโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ ต่อมาในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552 ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และนายอำนาจ ศิริชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 60 ล้านบาท สำหรับใช้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554–2556
ความคืบหน้าด้านสถานที่ตั้งมีความชัดเจนขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับอนุมัติจากกรมธนารักษ์ให้ใช้พื้นที่จำนวน 1 พันไร่เศษเพื่อดำเนินการจัดตั้งวิทยาเขต และในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 42.611 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมในการเปิดหลักสูตรของโครงการจัดตั้งวิทยาเขต จากนั้นในช่วงระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ทางโครงการจัดตั้งฯ ได้ดำเนินการออกแบบอาคารศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์และอาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์จนแล้วเสร็จ
ในช่วงปี พ.ศ. 2555–2557 ได้มีการเริ่มลงทุนก่อสร้างบนพื้นที่แห่งใหม่ ณ ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้งบประมาณที่จำกัด โดยมีการก่อสร้างอาคารสำนักงาน ที่พักอเนกประสงค์ อาคารศูนย์ผู้สูงอายุ บริการสุขภาพ ไอที และระบบสาธารณูปโภคในระยะเริ่มต้น พร้อมกันนี้ ในปีการศึกษา พ.ศ. 2555 ได้เริ่มเปิดรับนักศึกษารุ่นที่ 1 เข้าศึกษาในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการโครงการพัฒนาวิทยาเขตนครสวรรค์และศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์ แผนกผู้ป่วยนอกในระยะเริ่มต้น ด้วยกรอบงบประมาณทั้งสิ้น 2,102 ล้านบาท
การพัฒนาวิทยาเขตดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558 ได้มีการแต่งตั้ง นพ.เกษตร อมันตกุล ให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ทางวิทยาเขตได้รับจัดสรรงบประมาณตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 สำหรับการก่อสร้างอาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ จำนวน 270 ล้านบาท อาคารบริการผู้ป่วยนอกระยะเริ่มต้น 50 ล้านบาท และจัดซื้อครุภัณฑ์ 10 ล้านบาท
ต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 วิทยาเขตได้รับงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์ จำนวน 380 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษา 16.5 ล้านบาท และจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ทั่วไประบบดิจิตอลขนาด 500 mA พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลและรับส่งภาพทางการแพทย์ (PACS) จำนวน 4.3 ล้านบาท โดยศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์ได้รับอนุมัติให้เปิดดำเนินการในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 จากนั้นในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ได้มีการแต่งตั้ง พญ.มนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ เป็นรักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ เพื่อบริหารงานมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์พร้อมการตกแต่งได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จากนั้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ได้รับงบประมาณจากมหาวิทยาลัยมหิดลจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย และได้รับงบประมาณจากสำนักงบประมาณอีก 20 ล้านบาท สำหรับจัดหาครุภัณฑ์รองรับการดำเนินงานของศูนย์การแพทย์ฯ
ในส่วนของการบริหารจัดการภายใน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ได้รับอนุมัติให้แบ่งโครงสร้างการบริหารงานภายในโครงการจัดตั้งวิทยาเขตฯ (ประกาศ ณ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562) และในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562[216] ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อหน่วยงานภายในจาก “ศูนย์การแพทย์มหิดลนครสวรรค์” เป็น “ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์” โดยมีประกาศอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562
รับวิทยาลัยพยาบาลเข้าเป็นสถาบันสมทบ (พ.ศ. 2540)
[แก้]เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2540 นายมนตรี ด่านไพบูลย์ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ได้ออกประกาศอนุมัติให้รับวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าเป็นสถาบันสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่ปีการศึกษา 2535 เป็นต้นไป รายชื่อวิทยาลัยที่เข้าสมทบประกอบด้วย[77]
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ศรีธัญญา
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี
- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
- วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี
ก่อตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬา (พ.ศ. 2541–2561)
[แก้]ศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2541 เพื่อเตรียมการรับเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และตั้งเป็นศูนย์ถาวรเพื่อควบคุมการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬาไทยและภูมิภาค ศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬาได้รับความอนุเคราะห์จากคณะวิทยาศาสตร์ โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.พรชัย มาตังคสมบัติ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ขณะนั้น เป็นผู้ที่สนับสนุนและผลักดันการจัดตั้งศูนย์ฯ อย่างเข้มแข็งตลอดมาตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานของคณะกรรมการโอลิมปิกสากกล (IOC) ต้องประกอบด้วยเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน รวมทั้งกระบวนการปฏิบัติการที่มีมาตรฐาน ซึ่งใน พ.ศ. 2541 มีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองของ IOC เพียง 25 แห่งในโลก โดยศูนย์ฯ ได้รับการรับรองเป็นแห่งที่ 23[150]
ในระยะแรก ศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬามีสถานที่ทำการอยู่ที่ชั้น 6 ตึกชีววิทยาใหม่ คณะวิทยาศาสตร์[58]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 ได้มีการยกสถานะศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬาเป็น สถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬา[107]
ออกนอกระบบราชการ (พ.ศ. 2541–2550)
[แก้]แนวคิดการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2507 โดยคณะผู้บริหารและคณาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้เสนอหลักการต่อจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะไม่ได้รับการอนุมัติ แต่ได้ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นเพื่อทำหน้าที่กำดูแลมหาวิทยาลัยแทนสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังคงดำเนินงานภายใต้ระเบียบระบบราชการ ซึ่งส่งผลต่อความคล่องตัวในการบริหารงาน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย นโยบายการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบกลายเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในข้อตกลงกู้ยืมเงินกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รัฐบาลในขณะนั้นมีเป้าหมายเพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยสนับสนุนให้หน่วยงานที่สามารถพึ่งพาตนเองได้เข้าสู่ระบบการบริหารจัดการงบประมาณอิสระ
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ได้มีความพยายามในการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดลฉบับใหม่เพื่อให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ โดยสภาคณาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้จัดเวทีรับฟังความเห็นเพื่อพิจารณาและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติจนถึงร่างที่ 8 ที่ได้เข้าสู่ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไข จากนั้นก็ได้ส่งเข้ารัฐสภา และมีการตั้งคณะกรรมการเรียบเรียงที่ติดตามนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ เข้ามาบรรจุปรับเปลี่ยนมาตราต่าง ๆ คณะกรรมการรดังกล่าว ประกอบไปด้วยกรรมการทั้งหมด 7 ท่าน เช่น ผศ.สิงหพันธุ์ ทองสวัสดิ์ ประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้น และ ศ.คลินิก อำนาจ กุสลานันท์ อดีดประธานสภาคณาจารย์[217]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดลให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งพิจารณาร่างดังกล่าวเป็นเวลา 3 ปี จนในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ได้ส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และในที่สุดก็เข้าสู่ขั้นตอนของรัฐสภา โดยจะส่งพร้อมกับร่างของมหาวิทยาลัยอื่นอีก 8 แห่ง[217]
ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้มีการก่อรัฐประหารและสั่งยุบรัฐสภา ทำให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหยุดชะงักไป
ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธการ ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยมหิดลออกนอกระบบราชการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. .... ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ทำหน้าที่แทนรัฐสภาในขณะนั้น) เพื่อพิจารณา จนวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 สภานิติบัญญติแห่งชาติในคราวการประชุมที่ 13/2549 ได้มีมติรับหลักการของพระราชบัญญัติดังกล่าวและมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อกลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติต่อไป[218][217]
ในการพิจารณานำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยรัฐที่ก่อตั้งมานานโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยมหิดลมักมีความวิตกกังวลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การบริหารงานบุคคล: ขอบเขตอำนาจของสภามหาวิทยาลัยในการสรรหา บรรจุแต่งตั้ง ถอดถอน การกำหนดสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ อัตราเงินเดือน และการวางแผนกำลังคน
- การบริหารงบประมาณและทรัพย์สิน: ขอบเขตอำนาจในการจัดการระบบการเงิน การจัดหาและจัดสรรทรัพยากร ทั้งจากงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้จากแหล่งอื่น ๆ
- การบริหารงานวิชาการ: ขอบเขตอำนาจในการอนุมัติหลักสูตร การจัดตั้งหรือยุบเลิกหน่วยงาน และการประกันคุณภาพการศึกษา โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพทางวิชาการและมาตรฐานของหน่วยงานกลาง
มหาวิทยาลัยมหิดลใช้เวลาเตรียมการถึง 10 ปีเต็มในการศึกษาสถาบันที่ออกนอกระบบไปแล้ว และมีกระบวนการที่สำคัญก่อนปรับเปลี่ยนสถานภาพดังนี้
- การรับฟังความคิดเห็น: มีการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาคมเป็นการทั่วไปถึง 4 ครั้ง และเปิดช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ
- การประเมินความเสี่ยงทางการเงิน: ศึกษาความเป็นไปได้ของรายรับและรายจ่ายอย่างละเอียด โดยเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งมีภารกิจหลักในการรักษาพยาบาลประชาชนและเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จึงต้องมั่นใจว่าหากออกนอกระบบ รัฐบาลจะยังคงสนับสนุนเงินอุดหนุนที่เพียงพอ นอกเหนือไปจากเงินเดือนบุคลากร
มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก้าวพ้นจากการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550[89]
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมีหลักประกันความมั่นคงทางการเงินตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในมาตรา 16 (1) ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปให้เป็นรายปี พร้อมทั้งมีข้อกำหนดกำกับไว้เพิ่มเติมในวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และโดยเฉพาะวรรคห้าของมาตราเดียวกัน เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินภารกิจต่อไปได้อย่างสมบูรณ์[219]
สาระสำคัญที่แตกต่างจากพระราชบัญญัติเดิม ซึ่งพบในร่างพระราชบัญญัติที่ออกนอกระบบมักเกี่ยวข้องกับลักษณะการบริหารหน่วยงาน ที่มาของผู้บริหาร เรื่องการบริหารรายได้ และมีการระบุว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น
ก่อตั้งคณะศิลปศาสตร์ (พ.ศ. 2546–2552)
[แก้]ในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2546 สภามหาวิทยาลัยมหิดลมีมติเห็นชอบให้จัดตั้ง โครงการจัดตั้งคณะศิลปศาสตร์ ขึ้น โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Faculty of Arts ทำหน้าที่ “...ผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกด้านภาษาและมนุษยศาสตร์สาขาต่าง ๆ”[87]
ในระยะแรกได้มีการโอนย้ายบุคลากรจากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบทและภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มาสังกัดโครงการจัดตั้งฯ รวมทั้งรับบุคลากรเพิ่มเติม จนกระทั่งสามารถเริ่มเปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาภาษาอังกฤษและสาขาวิชาภาษาไทยรุ่นแรกได้ในปีการศึกษา พ.ศ. 2547 และได้รับอนุมัติให้โอนย้ายหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ประยุกต์มาจัดการเรียนการสอนที่คณะศิลปศาสตร์ในปี พ.ศ. 2548[87]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ภายหลังจากมหาวิทยาลัยมหิดลปรับเปลี่ยนสถานภาพจากส่วนราชการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยได้ยกฐานะโครงการจัดตั้งคณะศิลปศาสตร์เป็นคณะศิลปศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Faculty of Liberal Arts เพื่อให้ทำหน้าที่จัดการศึกษาทางด้านศิลปศาสตร์ (Liberal Arts Education) ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมอบหมายให้อธิการบดีเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้คณะศิลปศาสตร์ “...เป็น Faculty of Liberal Arts อย่างสมบูรณ์”[87][94][95]
ก่อตั้งสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ (พ.ศ. 2551–2555)
[แก้]โครงการสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์มีจุดเริ่มต้นจากการที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมปฏิบัติงานกับโครงการลูกพระดาบสและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของสำนักราชเลขาธิการ โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้ประสานงาน จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนและกลุ่มผู้ใช้แรงงานในเขตอุตสาหกรรมของจังหวัดสมุทรปราการรวมถึงภาคตะวันออก ขาดแคลนโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐ เนื่องจากสถานพยาบาลในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงไม่มีศูนย์บริการทางการแพทย์ระดับโรงเรียนแพทย์ที่สามารถรองรับปัญหาสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และอาชีวอนามัยได้อย่างเพียงพอ ประกอบกับโรงพยาบาลรามาธิบดีเดิมบนถนนพระราม 6 ประสบปัญหาความแออัดหลังจากเปิดให้บริการมากว่า 40 ปี ทำให้พื้นที่สำหรับการเรียนการสอน การปฏิบัติงานทางคลินิก และหอพักนักศึกษาไม่เพียงพอต่อการขยายตัวในอนาคต
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในขณะนั้น ได้นำเสนอโครงการการใช้ที่ดินที่ราชพัสดุ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ต่อคณะกรรมการประจำคณะฯ และกำหนดให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา หลังจากผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เมื่อได้ข้อสรุปถึงความเป็นไปได้ จึงได้ดำเนินการขออนุญาตเข้าใช้ที่ราชพัสดุ กระทั่งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้ส่งมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินราชพัสดุจำนวน 5 แปลง เนื้อที่รวม 291 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ แก่คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ดำเนินโครงการ "พัฒนารามาธิบดีสู่คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในเอเชีย" (โครงการรามาธิบดี-บางพลี) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
- สถานที่ตั้ง: ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
- ระยะเวลาดำเนินการ: 5 ปี (พ.ศ. 2554–2558)
- กรอบวงเงินงบประมาณ: รวมทั้งสิ้น 6,212.75 ล้านบาท (แบ่งเป็นงบประมาณแผ่นดิน 3,127.65 ล้านบาท และเงินรายได้ของคณะฯ 3,085.10 ล้านบาท)
- กลไกการบริหาร: จัดตั้งคณะกรรมการกำกับโครงการฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ
สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ถูกออกแบบให้ทำงานเชื่อมโยงและบูรณาการกับรามาธิบดี (พระราม 6) ที่จะมุ่งเน้นการศึกษาแพทย์ระดับหลังปริญญาและการรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน โดยสถาบันแห่งใหม่ที่บางพลีมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่:
- ด้านการศึกษา: ขยายพื้นที่จัดการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ตอบสนองความต้องการของประเทศ
- ด้านบริการสุขภาพ: ก่อสร้างโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง เพื่อให้บริการด้านสุขภาพและสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานแก่ประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการและภูมิภาคตะวันออก
- ด้านเครือข่ายระดับภูมิภาค: สร้างต้นแบบการรักษาที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และมุ่งเป็นศูนย์กลางเครือข่ายการเรียนรู้และการบริการวิชาการ เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลเอกชนในภาคตะวันออก เพื่อเป็นต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย
- ด้านการพัฒนาบุคลากร: เป็นศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษา ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นศูนย์บริการวิชาการด้านสุขภาพที่สำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป
ในวันเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ (29 มิถุนายน พ.ศ. 2553) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกันแถลงข่าวความสำเร็จของก้าวแรกในการริเริ่มโครงการประวัติศาสตร์นี้ต่อสื่อมวลชน ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี[101]
จากนั้น คณบดีได้แต่งตั้งคณะกรรมการวางแผนและพัฒนาโครงการรามาธิบดี-บางพลี และให้นำเสนอความคืบหน้าของโครงการต่อที่ประชุมคณะกรรมการประจำคณะฯ ทุกสัปดาห์ ขณะเดียวกัน คณะได้รับความช่วยเหลือจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการด้วย เนื่องจากพื้นที่ ณ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ถือว่าเป็นเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกและเป็นเมืองอุตสาหกรรมหลักสำคัญ การพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบจากภายนอกที่จะมีต่อโครงการ และผลกระทบจากโครงการที่จะมีต่อชุมชนด้วย
ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ และต่อมาได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "จดหมายเหตุประวัติของมหาวิทยาลัย". มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "จากพญาไทสู่ศาลายา". พิพิธภัณฑ์สตางค์ มงคลสุข (Stang Mongkolsuk Museum). สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- 1 2 ว่าด้วยกอมิตีผู้จัดการโรงพยาบาล ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งโรงพยาบาล ที่วังกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขฝ่ายหลัง (วังหลัง), 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2430, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 4, ตอนที่ 5, หน้า 34
- 1 2 ชาวสิ้นพระชนมสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 4 แผ่นที่ 10 วันอาทิตย์ เดือน 7 ขึ้น 15 ค่ำ ปีกุนนพศก 1249.
- 1 2 ประกาศตั้งกรมพยาบาล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 5 ตอนที่ 40 หน้า 342 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2431
- 1 2 3 4 5 6 7 แสงวิเชียร, ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์สรรใจ. "ประวัติโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย". แพทยสภา. สืบค้นเมื่อ 2026-05-06.
- 1 2 แจ้งความกระทรวงพระธรรมการ พแนกกรมพยาบาล เปิดโรงเรียนแพทยากร ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 10 หน้า 91-92
- 1 2 แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกพยาบาล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 13 แผ่นที่ 43 ลงวันที่ 24 มกราคม ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) หน้า 523-524
- 1 2 การเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนแพทยาลัย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 17 แผ่นที่ 43 ลงวันที่ 20 มกราคม ร.ศ. 119 หน้า 614-615
- 1 2 3 4 5 บุนนาค, ภาวิณี (23 มิถุนายน 2021). "ประวัติศาสตร์การพยาบาลและการผดุงครรภ์ในสยาม พ.ศ. 2439 ถึง 2478: การทำให้ทันสมัยในบริบทอาณานิคม". วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์. 8 (1): 48–81 – โดยทาง ThaiJO.
- 1 2 3 4 บรรณประเสริฐ, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ถนอม. "ระบบราชการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย". แพทยสภา.
- 1 2 3 "ประวัติคณะ". คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 2026-04-19.
- ↑ ประกาศประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโอนไปขึ้นอยู่ในกระทรวงธรรมการ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 หน้า 20 ลงวันที่ 15 เมษายน 2460
- 1 2 ประกาศกระทรวงธรรมการ เรื่อง รวมโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้ากับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2460, 15 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 34 หน้า 21-22.
- ↑ "ประวัติโรงพยาบาล". โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย. สืบค้นเมื่อ 2026-05-06.
- ↑ แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกกรมมหาวิทยาลัย เรื่อง ทรงมอบโรงพยาบาลศรีมหาราชาแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพระราชทานพระราชทรัพย์บำรุง ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 35 ง หน้า 33 ลงวันที่ 6 เมษายน 2461
- 1 2 "มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์กับระบบสาธารณสุขไทย". Hfocus.org. 2015.
- 1 2 แสงวิเชียร, ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์สรรใจ. "สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับการแพทย์แผนปัจจุบัน". แพทยสภา. สืบค้นเมื่อ 2026-05-01.
- ↑ แจ้งความกระทรวงศึกษาธิการ แผนกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง พระราชทานเงินใช้จ่ายเงินบำรุงโรงเรียนนางพยาบาลและผดุงครรภ์ในโรงพยาบาลศิริราช ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 42 ง หน้า 3456 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486
- 1 2 "25 ตุลาคม 2473 พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม". สำนักงานพระคลังข้างที่. สืบค้นเมื่อ 2026-05-01.
- ↑ พระบรมราโชวาทในการพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชชบัณฑิตของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 47 หน้า 2703 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2473
- ↑ ประกาศกระทรวงธรรมการ เปลี่ยนชื่อแผนกปรุงยาในคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49 ง หน้า 3918 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475
- 1 2 3 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2477. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 52 หน้า 82-96
- 1 2 "ประวัติความเป็นมา". คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2021-08-12. สืบค้นเมื่อ 2026-04-20.
- ↑ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2485 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 59 ตอนที่ 16 ก หน้า 661-665
- 1 2 3 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยสาตร พ.ศ. 2486. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 60 ตอนที่ 7. หน้า 212–227.
- 1 2 3 4 พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในกระทรวงการสาธารณสุข (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2490 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 64 ตอนที่ 25 ก หน้า 413-419
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในกระทรวงการสาธารณสุข (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2491 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 65 ตอนที่ 31 ก 1 มิถุนายน 2491 หน้า 325-331
- 1 2 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2497 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 71 ตอนที่ 86 หน้า 1860-1866
- 1 2 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2497 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 71 ตอนที่ 86 หน้า 1856 ลงวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2497
- 1 2 3 4 พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2499, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 73, ตอน 40 ก, 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2499, หน้า 602
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2500, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 74, ตอน 60 ก, 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2500, หน้า 1143-1145
- 1 2 3 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2501 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอนที่ 82 ก 21 ตุลาคม พ.ศ. 2501 หน้า 572
- 1 2 พระราชบัญญัติโอนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2502 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 ตอนที่ 85 ฉบับพิเศษ หน้า 9 ลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2502
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2502 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 ตอนที่ 102 ก 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 หน้า 15
- 1 2 3 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะอายุรศาสตร์เขตร้อนและคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2503 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 77 ตอนที่ 28 ก 5 เมษายน 2503 หน้า 285-288
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2503 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 77 ตอน 63 หน้า 489-492
- 1 2 "ประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาล". โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล. 2026-03-31. สืบค้นเมื่อ 2026-04-19.
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2507 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 81 ตอนที่ 15 ก หน้า 9
- 1 2 พระราชบัญญัติโอนคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไปสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2508 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 82 ตอนที่ 26 หน้า 154-156
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2508, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 82 ตอนที่ 61 ก, 3 สิงหาคม พ.ศ. 2508, หน้า 604
- 1 2 พระราชบัญญัติโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปเป็นของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 84 ตอนที่ 126 ฉบับพิเศษ หน้า 5-7
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์พญาไท และคณะเภสัชศาสตร์พญาไท ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2511 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 85 ตอนที่ 54 ก หน้า 388-391
- 1 2 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2512. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 86 ตอนที่ 17 ฉบับพิเศษ หน้า 4-27
- ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 86 ตอนที่ 102 ก ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2512 หน้า 934-935
- ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 87 ตอนที่ 3 ลงวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2512 หน้า 34-36
- ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดตั้งสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 88 ตอนที่ 136 ก หน้า 810
- ↑ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 121 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอนที่ 60 ฉบับพิเศษ หน้า 9-10 ลงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2515
- 1 2 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล (23 มิถุนายน พ.ศ. 2515) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอนที่ 103 ก หน้า 16 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2515
- ↑ ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอนที่ 145 วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2515
- ↑ ระเบียบวาระการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 17 พ.ศ.2516. 26 กันยายน พ.ศ. 2516
- ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและภาควิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 91 ตอนที่ 37 ฉบับพิเศษ หน้า 46 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517
- 1 2 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การรับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2518 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอนที่ 119 หน้า 186
- ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและภาควิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2520) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 94 ตอนที่ 8 ก หน้า 23 ลงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2520
- 1 2 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและภาควิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล (30 มกราคม พ.ศ. 2521) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 95 ตอนที่ 18
- 1 2 ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและภาควิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2524 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 126 ฉบับพิเศษ หน้า 3
- 1 2 ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและภาควิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2524 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 205 ฉบับพิเศษ หน้า 13
- 1 2 3 4 5 6 7 ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน อำนาจหน้าที่ วิธีการดำเนินงานของหน่วยงานและสถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำในการติดต่อกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนพิเศษ 77 ง หน้า 22
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล ราชกิจจานุเบกษา
- 1 2 ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและภาควิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2529 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 103 ตอนที่ 140 หน้า 20-22
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและภาควิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2530 เล่ม 104 ตอนที่ 191 ก ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2530 หน้า 13
- ↑ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2530 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 104 ตอนที่ 229 ฉบับพิเศษ หน้า 1 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2531 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105 ตอนที่ 164 ฉบับพิเศษ หน้า 1 ลงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2531
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์ศาลายา มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2532 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 106 ตอนที่ 227 ฉบับพิเศษ หน้า 1 ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2532
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2533 ราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 107 ตอนที่ 158 หน้า 23
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2536 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 110 ตอนที่ 35 หน้า 5 ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2536
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานคร เข้าเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2536 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 110 ตอนที่ 63 ฉบับพิเศษ หน้า 12 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2536
- ↑ "Mahidol Music History". วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2021-07-17. สืบค้นเมื่อ 2026-04-26.
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 111 ตอนพิเศษ 55 ง หน้า 24 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2537 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 111 ตอนพิเศษ 55 ง หน้า 23 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ เข้าเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2537 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 111 ตอนพิเศษ 56 ง หน้า 19 ลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2537
- ↑ "ประวัติความเป็นมา โรงพยาบาลทันตกรรม มหาจักรีสิรินธร". คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2022-08-22. สืบค้นเมื่อ 2026-04-26.
- 1 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. "ขออนุมัติขยายวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยไปในส่วนภูมิภาค". ค้นหาข้อมูลมติคณะรัฐมนตรี.
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล ทบวงมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2538 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 48ก หน้า 4-5 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล ทบวงมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 113 ตอนที่ 25 ก หน้า 8 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2539
- 1 2 "มหาวิทยาลัยคุณภาพสู่ภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้าน: ความเป็นสากลของการอุดมศึกษาและการประกันคุณภาพ" (PDF). อนุสารอุดมศึกษา. 22 (220). ISSN 0125-2461 – โดยทาง จดหมายเหตุ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
- 1 2 ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยพยาบาล ในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 9 แห่ง เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2540 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 54 ง หน้า 15 ลงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2540
- 1 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล ทบวงมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2540 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนที่ 52 ก หน้า 5
- 1 2 "ประวัติวิทยาเขตฯ". มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี. สืบค้นเมื่อ 2026-04-16.
- 1 2 "ประวัติและพัฒนาการมหาวิทยาลัยมหิดล | ฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล". สืบค้นเมื่อ 2026-05-01.
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี ในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2542 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 66 ง หน้า 26 ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2542
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การรับสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2542 ราชกิจจานเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 73 ง หน้า 15 ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2542
- 1 2 "ประวัติความเป็นมา". มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์. สืบค้นเมื่อ 2026-05-01.
- ↑ "ศิริราชและการรถไฟฯ ร่วมพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเหนือพื้นดิน เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาศิริราชสู่สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์ สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช". คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-29.
- ↑ ขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์การบริจาคเงินสมทบทุนสถาบันการแพทย์สยามินทราธิวาส คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- ↑ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนที่ 62 ก หน้า 1 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2546
- 1 2 3 4 รายงานประจำปี 2558 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 35 ง หน้า 36 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
- 1 2 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 68 ก หน้า 4-30
- ↑ "ผังแม่บทมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พ.ศ. 2551". กองกายภาพและสิ่งแวดล้อม สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-16.
- ↑ "ประวัติศูนย์การแพทย์". ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก. สืบค้นเมื่อ 2026-04-26.
- 1 2 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยศูนยบริหารทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยศูนย์พัฒนาปัญญาคม พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 3 4 ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
- 1 2 3 4 5 6 7 ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การจัดตั้งส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การจัดตั้งส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2552 ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 126 ตอนพิเศษ 169 ง หน้า 120-121
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การจัดตั้งส่วนงานภายในของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2552 วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
- 1 2 รายงานการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 424 (5/2552). 20 พฤษภาคม 2552
- 1 2 "ประวัติความเป็นมา". กองกายภาพและสิ่งแวดล้อม สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. 2018-08-16. สืบค้นเมื่อ 2026-04-11.
- 1 2 "ประวัติความเป็นมา". กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-16.
- 1 2 3 4 5 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (2560). 9 ปี สู่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์. ISBN 978-616-443-072-3 – โดยทาง คลังข้อมูลจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ↑ เธียรสุคนธ์, วาทินี (2565). "การเปลี่ยนผ่านโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐไปเป็นหน่วยงานบริการระบบพิเศษภายใต้แนวคิดเสรีนิยมใหม" (PDF). คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง ยกเลิกการเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2556 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 121 ง หน้า 62
- 1 2 มหาวิทยาลัยมหิดล. (2556). สรุปมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 476 (9/2556) เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556. นครปฐม: สำนักงานสภามหาวิทยาลัยมหิดล.
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การรับเข้าเป็นสถาบันสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2558 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนพิเศษ 26 ง หน้า 15
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การจัดตั้งส่วนงานของมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนพิเศษ 112 ง ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559 หน้า 8
- 1 2 ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การจัดตั้งส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 172 ง หน้า 6
- ↑ "ประวัติความเป็นมา". ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์. สืบค้นเมื่อ 2026-05-01.
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง ยกเลิกการสมทบของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 167 ง ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 หน้า 45
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การยุบเลิกส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 126 ง หน้า 51
- ↑ รายงานการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 587 (12/2565). 21 ธันวาคม 2565
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การรับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ในกำกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 219 ง ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566 หน้า 30
- ↑ กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม (2025-04-26). "26 เมษายน 2431 กำเนิดโรงพยาบาลศิริราช". สืบค้นเมื่อ 2026-04-15.
- 1 2 3 4 5 6 ตปนียากร, ยุวดี (2522). "วิวัฒนาการของการแพทย์ไทย ตั้งแต่สมัยเริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว". วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. doi:10.58837/CHULA.THE.1979.554 – โดยทาง คลังปัญญาจุฬาฯ.
- ↑ บอกเปิดโรงพยาบาล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 5 ตอนที่ 5 หน้า 42 ลงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2431
- ↑ "ประวัติโรงพยาบาลศิริราช". คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-29.
- ↑ แจ้งความโรงพยาบาลสยาม ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 5 ตอนที่ 35 หน้า 305 ลงวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2431
- ↑ โรงพยาบาล ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 5 ตอนที่ 15 หน้า 125
- ↑ "เกี่ยวกับภาควิชา: ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์ - นรีเวชวิทยา". คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-05-06.
- ↑ แจ้งความกระทรวงธรรมการ ตั้งโรงเรียนเด็กหญิงเป็นกิ่งของโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ (26 กุมภาพพันธ์ ร.ศ. 119) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 17 ตอนที่ 50 ลงวันที่ 10 มีนาคม ร.ศ. 119 หน้า 724-725
- ↑ บุนนาค, ภาวิณี. "เพศสภาพและชนชั้นของอาชีพนางผดุงครรภ์ นางพยาบาลในสยาม พ.ศ. 2439-2478". มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
- 1 2 ลานพิกุล, สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลศิริราช, วันที่ 13 มีนาคม 2564
- ↑ พแนกโรงเรียนราชแพทยาลัยและศิริราชพยาบาล 11 กุมภาพันธ์ 2455 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 33 น่า 3325
- ↑ แจ้งความกระทรวงธรรมการ [เรื่อง ส่งโรงพยาบาล คือ โรงบูรพาพยาบาล โรงพยาบาลสามเสน โรงพยาบาลบางรัก กับเนอสซิงโฮมไปสมทบอยู่ในกระทรวงนครบาล] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 23 ตอนที่ 9 หน้า 161 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2449
- 1 2 3 หงษ์สามารถ, สุนันท์ (1986) "72 ปีของการพัฒนาการศึกษาเภสัชศาสตร์ในประเทศไทย" The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences: Vol. 11: Iss. 4, Article 4.
- ↑ ตั้งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย (11 ตุลาคม พ.ศ. 2466) ราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 เล่ม 40 หน้า 2205
- 1 2 3 รายงานประจำปี 2564 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ↑ "ประวัติความเป็นมา". คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 2026-04-20.
- 1 2 รายงานประจำปี 2565 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 1 2 3 4 รายงานประจำปี 2567 คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 1 2 3 รายงานประจำปี 2567 คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 1 2 ทัศนบรรจง, ศ.คลินิก(เกียรติคุณ) พ.ท. ทพ. เศวต (2534). "ประวัติทันตแพทยศาสตร์ในประเทศไทย". ประวัติทันตแพทยศาสตร์ (ยุคโบราณ ถึง ปัจจุบัน). คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. ISBN 974-587-202-4.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 "มหาวิทยาลัยในพระนามาภิไธย : มหาวิทยาลัยมหิดล". เทิดพระนาม มหิดล (PDF). ศาลายา: มหาวิทยาลัยมหิดล. 2552.
- ↑ "ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย". history.tmc.or.th. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ พุ่มบ้านเช่า, ศ.(พิเศษ) ชาญณรงค์. มหาวิทยาลัยมหิดล... ที่มาแห่ง "อตฺตานํ อุปมํ กเร" (PDF). มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ↑ "คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย". คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | nuttapongmanee. สืบค้นเมื่อ 2026-05-04.
- ↑ "ประวัติความเป็นมาภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก". คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2021-08-12. สืบค้นเมื่อ 2026-05-07.
- ↑ "เกี่ยวกับโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์". คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2021-08-13. สืบค้นเมื่อ 2026-05-07.
- ↑ พระราชกฤษฎีกาเลิกล้มคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2510 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 84 ตอนที่ 127 ฉบับพิเศษ หน้า 14-16
- ↑ รายงานผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2555 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 3 รายงานประจำปีงบประมาณ 2567 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในกระทรวงการสาธารณสุข (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2491
- ↑ วงศ์เสงี่ยม, ธันวา (2553). "รัฐไทยกับสุขภาพพลเมือง พ.ศ. 2475-2500". วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. doi:10.58837/CHULA.THE.2010.2101 – โดยทาง คลังปัญญาจุฬาฯ.
- 1 2 รายงานประจำปีงบประมาณ 2554 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 "ประวัติเทคนิคการแพทย์ไทย". ภาควิชาเคมีคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 2026-05-07.
- ↑ "เกี่ยวกับคณะเทคนิคการแพทย์". คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-19.
- ↑ ประวัติภาควิชารังสีเทคนิค (2553) คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ "ประวัติความเป็นมา: การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์". คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- 1 2 3 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์: รุ่งอรุณ ก่อนเก่า เรามหิดล (PDF). ฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิด. 2563.
- 1 2 3 4 5 เลิศศิร, สิทธิวัฒน์ (2561). 6 ทศวรรษ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (PDF). คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. ISBN 978-616-443-192-8.
- 1 2 "คณะวิทยาศาสตร์เมื่อแรกเริ่ม". พิพิธภัณฑ์สตางค์ มงคลสุข (Stang Mongkolsuk Museum). สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ Becker, William H. Innovative Partners: The Rockefeller Foundation and Thailand. New York, New York: The Rockefeller Foundation, 2013. William H. Becker.
- 1 2 "หนังสือ รามาธิบดี 2508-2522 : บทที่ 1 การก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี". หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี (Ramathibodi Archives and Museum) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "ประวัติและความเป็นมา". คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ และ ดร.เจมส์ ดินนิ่ง ผู้ร่วมก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์". พิพิธภัณฑ์สตางค์ มงคลสุข (Stang Mongkolsuk Museum). สืบค้นเมื่อ 2026-05-03.
- ↑ "ประวัติความเป็นมา". สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (Office of the Education Council). สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ อนุสรณ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น (PDF). มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2517.
- ↑ "ตึกกลม ศูนย์รวมใจชาววิทยาศาสตร์". พิพิธภัณฑ์สตางค์ มงคลสุข (Stang Mongkolsuk Museum). สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "ประวัติคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล". คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ↑ งานประชุมและพิธีการ, มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานอธิการบดี กองบริหารงานทั่วไป (1961). "การประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล การประชุมสภามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ครั้งที่ 77 พ.ศ. 2505".
{{cite journal}}: Cite journal ต้องการ|journal=(help) - ↑ รายงานประจำปี 2563 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ รายงานประจำปี 2567 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 "40 ปี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล". 2020-05-01.
{{cite journal}}: Cite journal ต้องการ|journal=(help) - ↑ "ประวัติบัณฑิตวิทยาลัย". บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-01-22. สืบค้นเมื่อ 2026-04-19.
- ↑ รายงานการดำเนินงานประจำปี 2563. มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ในพระราชปูถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี. 2563.
- ↑ "ประวัติความเป็นมา". ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ พระราชกฤษฎีกาเพิ่มแผนกวิชาในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2506 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 80 ตอนที่ 124 ฉบับพิเศษ หน้า 41-43
- ↑ Ruscoe, Glenn (2026-01-14). "The Indefatigable Miss Neilson". history.physio (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-05-07.
- ↑ ศรีสุข, รศ.สุรศักดิ์. ปี 2527 โรงเรียนกายภาพบำบัด อนุสรณ์ 20 ปี.
- ↑ "กายภาพบำบัด ศิริราช". ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- 1 2 50 ปี กายภาพบำบัด มหิดล. คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ↑ รายงานการประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 2 พ.ศ. 2507 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
- ↑ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 -2514)". คลังจดหมายเหตุการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พุทธศักราช 2507 คณะรัฐมนตรีได้ลงมติอนุมัติให้จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ใหม่อีกคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และวันที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2508". หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี (Ramathibodi Archives and Museum) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "หนังสือ รามาธิบดี 2508-2522 : บทที่ 2 การก่อสร้างอาคารและสถานที่". หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี (Ramathibodi Archives and Museum) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "พื้นที่ก่อนการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี". หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี (Ramathibodi Archives and Museum) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "25 มิถุนายน 2508 วันพระราชทานนาม"รามาธิบดี" แก่ คณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ พญาไท มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์". หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี (Ramathibodi Archives and Museum) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
- ↑ "นิทรรศการ "จากอดีตมุ่งสู่อนาคต" (Mahidol to the future)". หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ "สู่มหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ | นิทรรศการเนื่องในวันพระราชทานนาม มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2563". 2020-02-27. สืบค้นเมื่อ 2026-04-29.
- ↑ "เกี่ยวกับศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ". ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-05-06.
- ↑ รายงานประจำ ปี 2563 ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 3 4 รายงานประจำปี 2548 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ "เกี่ยวกับคณะ". คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-04-29.
- ↑ พล.ท. ศ.พิเศษ ทพ.พิศาล เทพสิทธา, ความเป็นมาในการจัดตั้งวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
- ↑ "ประวัติความเป็นมา". สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ↑ ปูมประวัติศาสตร์มหิดลเพื่อประชาธิปไตย : (พ.ศ. 2516-2526). คณะกรรมการปูมประวัติศาสตร์มหิดลเพื่อประชาธิปไตย. 2547.
- ↑ "บันทึกเดือนตุลา..." นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ @Rama. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ↑ "ประวัติ วงกรรมาชน (ตี้ กรรมาชน)". annop.me (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 1998-04-06. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ "สุรสิทธิ์ สุภาภา". บันทึก 6 ตุลา. 2018-04-13. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ "อับดุลรอเฮง สาตา". บันทึก 6 ตุลา. 2017-09-23. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ "B009 นายสัมพันธ์ เจริญสุข". บันทึก 6 ตุลา. 2017-12-18. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ "B015 นายวีระพล โอภาสวิไล". บันทึก 6 ตุลา. 2017-12-18. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ "วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์". บันทึก 6 ตุลา. 2018-01-05. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- 1 2 3 4 รายงานประจำปี 2555 สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 -2524)". คลังจดหมายเหตุการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 2026-05-08.
- 1 2 รายงานประจำปี 2560 สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 รายงานประจำปี 2567 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยมหิดล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2532 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 106 ตอนที่ 52 ฉบับพิเศษ หน้า 20 ลงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2532
- ↑ "ประวัติความเป็นมาคณะ". คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-05-08.
- ↑ "ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อมเรศ ภูมิรัตน". พิพิธภัณฑ์สตางค์ มงคลสุข (Stang Mongkolsuk Museum). สืบค้นเมื่อ 2026-05-01.
- ↑ "ประวัติความเป็นมา". สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 2026-05-01.
- ↑ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารสถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2556 มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2559). สรุปมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 506 (3/2559) วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559.
- ↑ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการดำเนินงานของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม พ.ศ. 2559 มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 รายงานประจำปี 2555 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ "วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล". กระทรวงศึกษาธิการ.
- ↑ รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2562 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ "ประวัติ". โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์. สืบค้นเมื่อ 2026-04-29.
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2543 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนที่ 79 ก หน้า 1-17
- ↑ ทบวงมหาวิทยาลัย. "แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539)". คลังจดหมายเหตุการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 2026-05-02.
- ↑ ทบวงมหาวิทยาลัย. "แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)". คลังจดหมายเหตุการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 2026-05-02.
- ↑ ทบวงมหาวิทยาลัย. "แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)". คลังจดหมายเหตุการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ "มหาวิทยาลัยในหุบเขา มหาวิทยาลัยมหิดล". 2020-05-08 – โดยทาง คลังข้อมูลจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล.
{{cite journal}}: Cite journal ต้องการ|journal=(help) - ↑ "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงวางศิลาฤกษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ กาญจนบุรี". คลังข้อมูลจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล. 2020-03-22.
- ↑ รายงานประจำปี 2561 โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ↑ ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การแบ่งหน่วยงานภายในส่วนงานของมหาวิทยาลัย (สำนักงานอธิการบดี) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 มหาวิทยาลัยมหิดล
- 1 2 3 ภูมิพิชญ์ ยาสิทธิ์; ภัณฑิลา กิติโยดม. "เอกสารประกอบการพิจารณาในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล". คลังสารสนเทศรัฐสภา. สืบค้นเมื่อ 2026-05-29.
- ↑ "����Է�����㹡ӡѺ�ͧ�Ѱ". mahidol.ac.th. สืบค้นเมื่อ 2026-05-28.
{{cite web}}: replacement character ใน|title=ที่ตำแหน่ง 1 (help) - ↑ เอกสารประกอบการพิจารณา เรื่อง มหาวิทยาลัยนอกระบบสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร