มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์
| ผู้ก่อตั้ง | จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์, John D. Rockefeller, Jr., Frederick Taylor Gates |
|---|---|
| ประเภท | Non-operating private foundation (IRS exemption status) : 501 (c) (3)[1] |
| ก่อตั้ง | พ.ศ. 2456 |
| สถานที่ | 420 Fifth Avenue, นครนิวยอร์ก |
| บุคคลสำคัญ | ประธานมูลนิธิ - Judith Rodin |
| จุดความสนใจ | "Smart Globalization" |
| พันธกิจ | "to promote the well-being of mankind throughout the world."[2] |
| วิธีการ | Endowment |
| การสนับสนุน | $3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (31 ธันวาคม พ.ศ. 2553)[1] |
| เว็บไซต์ | RockefellerFoundation.org |
มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ [3] (อังกฤษ: Rockefeller Foundation) เป็นองค์กรวิจัยเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดย จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ ในปี พ.ศ. 2456 มีการให้การสนับสนุนการวิจัยในด้านการแพทย์ทั่วโลก[2]
มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์เป็นมูลนิธิที่มุ่งเน้นเรื่องแหล่งพลังงานทั้งห้า ได้แก่
- พื้นฐานการอยู่รอด เช่น อาหาร น้ำและที่อยู่อาศัย
- สุขภาพ ในเรื่องของ ความเหมาะสมและความเป็นธรรมในด้านระบบหรือการบริหารด้านสุขภาพ
- ภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
- การเจริญเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว
- ประกันสังคมและเศรษฐกิจ
มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์และพัฒนาการด้านการแพทย์ไทย
[แก้]ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีจุดเชื่อมโยงผ่านการเข้ามาลงทุนของบริษัท สแตนดาร์ดออยล์[4] ซึ่งเป็นกิจการในเครือของตระกูลร็อกเกอะเฟลเลอร์ จากนั้นในปี พ.ศ. 2458 ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างไม่เป็นทางการได้เริ่มต้นขึ้น ภายใต้การนำของ ดร.วิกเตอร์ จี. ไฮเซอร์ (Dr. Victor G. Heiser) ผู้อำนวยการฝ่ายสาธารณสุขระหว่างประเทศภาคตะวันตกของมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ ร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานฝ่ายไทย โดยมีการนำคณะเสด็จดูงานด้านการแพทย์ที่ประเทศฟิลิปปินส์ การจัดส่งคณาจารย์ชาวต่างชาติ ได้แก่ ดร.สตรอง (Dr. Strong) ศาสตราจารย์ทางศัลยศาสตร์ และ ดร.เอ.จี. เอลลิส (Dr. A.G. Ellis) ศาสตราจารย์ทางพยาธิวิทยา เข้ามาปฏิบัติงานที่ราชแพทยาลัย ตลอดจนความร่วมมือกับสภากาชาดและกรมสุขาภิบาลในการปราบปรามโรคพยาธิปากขอในภาคเหนือ ทว่าด้วยข้อจำกัดของสถานะความช่วยเหลือที่ไม่เป็นทางการ การดำเนินงานในระยะนี้จึงยังไม่สามารถขยายผลได้อย่างเต็มรูปแบบ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2464 เมื่อรัฐบาลไทยต้องการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ โดยจำเป็นต้องมีผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ทั้งในแง่ของพระเกียรติยศ ทักษะภาษาต่างประเทศ และความรู้ทางการแพทย์ รัฐบาลจึงได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (พระอิสริยยศในขณะนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์) ซึ่งประทับอยู่ ณ เมืองเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ ให้ทรงรับตำแหน่งดังกล่าว พระองค์ทรงตอบรับและได้เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการเจรจากับผู้แทนมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ นำโดย ดร.จี.อี. วินเซนต์ (Dr. G.E. Vincent) และ ดร.ดับเบิลยู. โรส (Dr. W. Rose) การประชุมจัดขึ้นหลายวาระในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่การประชุมครั้งแรกที่กรุงลอนดอนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 จนนำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลง (Memorandum) ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปลายปี พ.ศ. 2465 ข้อตกลงนี้นำไปสู่การจัดหาอาจารย์แพทย์ การยกระดับหลักสูตรสู่ระดับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และการคัดเลือกนักเรียนแพทย์ไทยเพื่อรับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ
ในปี พ.ศ. 2466 สมเด็จพระบรมราชชนกทรงเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย เพื่อบริหารจัดการแผนการพัฒนาร่วมกับมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์อย่างใกล้ชิด โดยมูลนิธิฯ ได้สนับสนุนงบประมาณมหาศาล ทั้งในด้านการก่อสร้างอาคาร อุปกรณ์ทางการแพทย์ ทุนการศึกษา และการจัดหาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเพื่อพัฒนาคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ราชแพทยาลัยเดิม และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในปัจจุบัน) ในขณะเดียวกัน พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโรงพยาบาลศิริราช ทรงปฏิรูประบบการบริหารและการบริการทางการแพทย์ให้ได้มาตรฐานสากล ความร่วมมือดังกล่าวบรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อคณะแพทยศาสตร์สามารถผลิตบัณฑิตแพทย์ระดับปริญญารุ่นแรกได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2471 นับเป็นการวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่วงการแพทยศาสตร์ศึกษาและการสาธารณสุขของไทย
ปัจจุบัน มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ยังคงสานต่อความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย ผ่านการให้ทุนสนับสนุนแก่หน่วยงานภาครัฐและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนของ นายแพทย์สก็อตต์ ฮาลสเตด (Dr. Scott Halstead) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในการผลักดันกระทรวงสาธารณสุขให้จัดตั้งคณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ ซึ่งพัฒนามาสู่การก่อตั้งมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ นอกจากนี้ ขอบข่ายการสนับสนุนของมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ในประเทศไทยยังได้ขยายครอบคลุมไปถึงการพัฒนาในภาคการเกษตรและระบบการศึกษาอีกด้วย
มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์และพัฒนาการด้านอุดมศึกษาไทย
[แก้]ในปี พ.ศ. 2506 มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาอุดมศึกษา (University Development Program - UDP) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการการศึกษาเพื่อการพัฒนา (Education for Development Program - EDP) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับสถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย โครงการดังกล่าวเป็นโครงการระดับนานาชาติที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงถึง 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดระยะเวลา 16 ปี มูลนิธิมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างสถาบันอุดมศึกษาที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อผลิตบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญระดับท้องถิ่นในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ แพทยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว[5]
ประเทศไทยได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ต้น เนื่องจากมูลนิธิมีความทรงจำที่ดีต่อความสัมพันธ์อันราบรื่นกับรัฐบาลและประชาชนชาวไทยในอดีต รวมทั้งมองว่าประเทศไทยมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง ริชมอนด์ แอนเดอร์สัน รองผู้อำนวยการฝ่ายแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติของมูลนิธิได้ให้ความเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่เปิดรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีความผูกพันส่วนบุคคลระหว่างบุคลากรทางการศึกษาของไทย เจ้าหน้าที่รัฐ และมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ ยกตัวอย่างเช่น พระบำราศนราดูร (หลง เวชชาชีวะ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้แทนของไทยในการร่วมงานปราบปรามโรคพยาธิปากขอกับมูลนิธิ รวมถึง ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามเป็นมหาวิทยาลัยมหิดลในปี พ.ศ. 2512) ที่เคยเป็นนักศึกษาแพทย์ศิริราชในช่วงที่มูลนิธิเข้ามาช่วยพัฒนาสถาบันในทศวรรษที่ 1920
มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์เล็งเห็นว่าประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนานและมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นสถาบันวิจัยได้ ซึ่งวิสัยทัศน์นี้สอดคล้องกับเป้าหมายในแผนการศึกษาแห่งชาติระยะ 5 ปีของรัฐบาลไทยที่เริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2506 ในท้ายที่สุด ประเทศไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของโครงการ UDP โดยมูลนิธิได้ส่งบุคลากรเข้ามาประจำการในกรุงเทพมหานครสูงสุดถึง 35 คน และอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 24.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี พ.ศ. 2506 ถึงสิ้นปี พ.ศ. 2520 ภายใต้การนำของ เจ. จอร์จ ฮาร์ราร์ (J. George Harrar) ประธานมูลนิธิ ผู้มีความเชื่อมั่นในพลังของการศึกษา แม้ในตอนแรกฮาร์ราร์จะมุ่งหวังให้เกิดการควบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพมหานครเข้าด้วยกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนของการบริหาร แต่เมื่อพิจารณาถึงบริบททางการเมืองแล้วพบว่าเป็นไปได้ยาก โครงการจึงปรับเปลี่ยนมามุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยหลัก 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการสนับสนุนครั้งนี้ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวาระการศึกษา โดยผู้แทนจากมูลนิธิได้ทำงานร่วมกับบุคลากรชาวไทยในฐานะหุ้นส่วนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่ได้คาดคิดตามมา เมื่อเวลาผ่านไป โครงการเริ่มเผชิญกับข้อวิพากษ์วิจารณ์หลายประการ อาทิ ข้อครหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในการพัฒนาที่มหาวิทยาลัยมหิดล การวิจารณ์ว่าหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการเชิงปฏิบัติของเกษตรกรผู้ยากไร้ได้จริง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งเน้นทฤษฎีมากเกินไปและหลุดพ้นจากความเป็นจริง นอกจากนี้ มูลนิธิยังถูกวิจารณ์ในภาพรวมว่าส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาที่ละเลยปัญหาเร่งด่วนในขณะนั้น เช่น ความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ และมลภาวะ จากข้อวิจารณ์เหล่านี้ทำให้มูลนิธิทั้งในนิวยอร์กและในประเทศไทยนำมาทบทวน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “การศึกษาเพื่อการพัฒนา” (EDP) พร้อมทั้งริเริ่มให้ทุนสนับสนุนโครงการใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นปัญหาด้านสาธารณสุขโดยตรง เช่น โภชนาการ อนามัยชนบท และปัญหาการเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากร ในท้ายที่สุด การดำเนินโครงการนี้ได้ทำให้มูลนิธิมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความท้าทายในการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาในปัจจุบันและเน้นวิธีการแก้ปัญหาแบบท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
การริเริ่มโครงการพัฒนาอุดมศึกษาในประเทศไทย
[แก้]มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้ตัดสินใจริเริ่มโครงการพัฒนาอุดมศึกษา (UDP) ในประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2506 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ประเทศไทยมีสถานะที่โดดเด่นในภูมิภาคจากการเป็นดินแดนที่รักษาเอกราชมาอย่างยาวนาน มีรากฐานอารยธรรมและสถาบันทางสังคมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมยุคดั้งเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความมีเสถียรภาพทางการเมืองในช่วงหลังสงครามภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารได้ก่อให้เกิดกลุ่มผู้นำสายเทคโนแครตที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ทุ่มเทงบประมาณให้กับการจัดการศึกษาและการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก จนทำให้เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเล็งเห็นถึงศักยภาพของผู้นำชาวไทยในแวดวงการแพทย์ เศรษฐศาสตร์ และการเกษตร
เดิมทีรูปแบบของโครงการพัฒนาอุดมศึกษาของมูลนิธิจะมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เกิดการประสานงานและควบรวมสถาบันอุดมศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งมีมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมระดับหนึ่งอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิและทางการไทยจึงมีมติให้มุ่งสนับสนุนโปรแกรมการศึกษาของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครจำนวน 3 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่โดดเด่นชัดเจน แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการที่มูลนิธิเรียกว่า "การสร้างจุดยอดให้สูงขึ้น" (making the peaks higher) หรือการต่อยอดความสถาบันที่มีความเป็นเลิศอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยเป้าหมายทั้งสามแห่งประกอบด้วย มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล) ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเกษตร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนด้านเศรษฐศาสตร์ ในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะมีชื่อเสียง มีศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ และมีหลักสูตรที่หลากหลาย แต่ในมุมมองของการจัดสรรทุนในโครงการนี้ถูกประเมินว่ายังขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในระดับลึกที่เทียบเท่ากับสามสถาบันข้างต้น
การส่งเสริมสาขาวิชาแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์การแพทย์ถือเป็นเป้าหมายที่มูลนิธิต้องการให้ความสำคัญเร่งด่วน เจมส์ เอส. ดินนิง (James S. Dinning) ศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยอาร์คันซอ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนประสานงานของมูลนิธิประจำโครงการนี้ในกรุงเทพมหานคร ดินนิงเดินทางมาถึงในเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 และปฏิบัติหน้าที่อย่างยาวนานจนถึงปี พ.ศ. 2521 ก่อนที่โครงการจะทยอยสิ้นสุดลงตามนโยบายกำหนดกรอบเวลาการให้ทุน ดินนิงได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทนำในการทำงานร่วมกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยทั้งสามแห่ง ทิศทางการดำเนินงานของมูลนิธิยังสอดรับกับแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปีของรัฐบาลไทยที่เพิ่งประกาศใช้ในขณะนั้น ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขยายการฝึกอบรมทางการแพทย์ รัฐบาลและมูลนิธิจึงเห็นพ้องที่จะมุ่งเป้าไปที่การแพทย์เป็นอันดับแรก โดยรัฐบาลมีแผนระยะเริ่มต้นที่จะขยายขีดความสามารถของโรงเรียนแพทย์ที่มีอยู่เดิม 3 แห่ง (ในกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง และเชียงใหม่ 1 แห่ง) รวมทั้งเตรียมเปิดโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ในส่วนกลางเพิ่ม 1 แห่ง และก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ในส่วนภูมิภาคอีก 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
การพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล
[แก้]มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้ให้ความเห็นชอบเลือกมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) เป็นศูนย์กลางของโครงการพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน (Basic Medical Sciences) เจมส์ เอส. ดินนิง และคณะทำงานมองเห็นข้อได้เปรียบหลายประการที่สถาบันแห่งนี้มีเหนือกว่าสถาบันอื่นๆ ในขณะนั้น ข้อพิจารณาสำคัญคือการขาดแคลนคณาจารย์วุฒิปริญญาเอกในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานตามแบบแผนดั้งเดิม (Classical Pre-medical Science) ซึ่งดินนิงได้รายงานต่อมูลนิธิในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2507 ว่าภาควิชาเหล่านั้นแทบไม่มีงานวิจัยและไม่มีการวิจัยเชิงทดลองที่จำเป็นต่อการฝึกอบรมนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีคณาจารย์ที่มีคุณภาพสูงและสามารถดึงดูดนักศึกษาที่ทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ดีที่สุด ดินนิงจึงเสนอให้ควบรวมการศึกษาระดับเตรียมแพทย์และปรีคลินิกเข้าด้วยกันเป็นหลักสูตรวิทยาศาสตร์ชีวภาพพื้นฐานระยะเวลา 4 ปี ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากคณาจารย์ เนื่องจากสอดคล้องกับแผนการขยายการศึกษาแพทย์ของประเทศ
เป้าหมายหลักของโครงการที่มหาวิทยาลัยมหิดลคือการจัดตั้งภาควิชาด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพคุณภาพสูง 6 ภาควิชา ได้แก่ ชีววิทยา เคมี กายวิภาคศาสตร์ ชีวเคมี จุลชีววิทยา และสรีรวิทยา เพื่อผลิตนักศึกษาระดับปริญญาเอกและรับผิดชอบการสอนนักศึกษาแพทย์ชั้นปรีคลินิก ข้อตกลงนี้บรรลุผลในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2507 และมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ระหว่าง เจ. จอร์จ ฮาร์ราร์ ประธานมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ กับ พลเอก เนตร เขมะโยธิน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมการฝึกอบรมระดับบัณฑิตศึกษาในทุกสาขาของวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน ตลอดระยะเวลาที่โครงการ UDP ดำเนินการในไทย (พ.ศ. 2506–2521) มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับงบประมาณสนับสนุนถึง 13.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากทั้งหมด 25.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยร้อยละ 85 ของงบประมาณส่วนนี้ถูกจัดสรรให้แก่คณะวิทยาศาสตร์
โครงการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของรัฐบาลในปี พ.ศ. 2507 ที่จะก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ คือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งตั้งอยู่ติดกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยวางแผนรับนักศึกษาเข้าเรียนชั้นคลินิกหลังจากจบการศึกษาชั้นปรีคลินิกจากคณะวิทยาศาสตร์ ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ชิดกัน ทางการไทยจึงขอรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิในการวางแผนโรงพยาบาลแห่งใหม่ จัดทำหลักสูตรแพทยศาสตร์ และจัดตั้งโครงการอนามัยชุมชน ซึ่งรวมถึงการสร้างศูนย์อนามัยชุมชนห่างจากกรุงเทพฯ 36 ไมล์ เพื่อเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาแพทย์ และสนับสนุนการฝึกอบรมพยาบาลของโรงเรียนพยาบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ด้วย
ในช่วงสองปีแรก (พ.ศ. 2506–2508) ดินนิงทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ ศ.นพ.สวัสดิ์ แดงสว่าง คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ในการจัดทำแผนพัฒนาเพื่อเปิดสอนระดับปริญญาโทและเอกในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพแก่นักศึกษาทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ศ.นพ.ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดี พลเอก เนตร เขมะโยธิน และ นายบุญชนะ อัตถากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ในการประสานงานกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ
ขั้นตอนแรกคือการคัดเลือกนักศึกษาวิทยาศาสตร์ชาวไทยที่มีศักยภาพไปศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาในต่างประเทศ เนื่องจากในขณะนั้นคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์มีอาจารย์วุฒิปริญญาเอกในสาขาเคมีเพียง 5 ท่าน สาขาชีววิทยา 1 ท่าน และไม่มีอาจารย์วุฒิปริญญาเอกในสาขาใหม่ๆ อย่างชีวเคมีหรือจุลชีววิทยาเลย คณบดีสตางค์เป็นแกนนำในการคัดเลือกนักศึกษา ระหว่างที่รอให้นักศึกษาเหล่านี้สำเร็จการศึกษากลับมา โครงการได้จัดหาศาสตราจารย์อาคันตุกะและผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์เข้ามาช่วยสอน พัฒนาหลักสูตร และจัดหาอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการในช่วงปี พ.ศ. 2508–2513
โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปลายทศวรรษ 1970 โดยนักเรียนทุนร็อกเกอะเฟลเลอร์ชาวไทย 30 คนที่ไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา มีถึง 27 คน (ร้อยละ 90) ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์, ยูซีแอลเอ, เอ็มไอที, มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย, และมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน โดยมี 24 คนกลับมาเป็นอาจารย์และนักวิจัยในไทย (21 คนสังกัดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างเจมส์ เอส. ดินนิง และคณาจารย์ชาวไทย ซึ่งได้รับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ผ่านการเดินทางไปศึกษาดูงานโรงเรียนแพทย์ชั้นนำในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2508 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาความรู้วิทยาศาสตร์ที่ก้าวข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรมและสัญชาติ
โครงการพัฒนาอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
[แก้]เจ. จอร์จ ฮาร์ราร์ (J. George Harrar) ประธานมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์และคณะทำงาน ได้คัดเลือกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอุดมศึกษา (UDP) เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในการเป็นกลไกแก้ปัญหาความหิวโหยและการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากร ซึ่งเป็นนโยบายหลักของมูลนิธิตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 การตัดสินใจลงทุนในมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านการเกษตรเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ง่าย เพราะเป็นแนวทางที่ชัดเจนที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความซับซ้อนกว่าที่มหาวิทยาลัยมหิดลมาก เนื่องจากมีเป้าหมายที่หลากหลาย มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากทั้งจากมูลนิธิและบุคลากรของมหาวิทยาลัย รวมทั้งความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนระหว่างมหาวิทยาลัยกับกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนมีหน่วยงานให้ทุนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารโลก, USAID, มูลนิธิฟอร์ด, และหน่วยงานพัฒนาจากญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์
ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับกระทรวงเกษตร เป็นประเด็นที่ทั้งมหาวิทยาลัยและมูลนิธิให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนปี พ.ศ. 2501 มหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตร และทำหน้าที่หลักในการผลิตบุคลากรป้อนกระทรวง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจแยกมหาวิทยาลัยออกเพื่อขยายบทบาทให้กว้างขึ้น ได้สร้างความไม่พอใจแก่เจ้าหน้าที่กระทรวงบางส่วนที่มองว่ามหาวิทยาลัยทำงานซ้ำซ้อนและแย่งงบประมาณการวิจัยและงานส่งเสริมการเกษตรของกระทรวง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยขาดแคลนทุนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เคยได้รับ การเข้ามาของมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์จึงเป็นโอกาสสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีพื้นฐานความร่วมมือที่ดีกับสถาบันอเมริกันมาก่อนหน้าแล้ว ทั้งจากความร่วมมือกับ Oregon State College (สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและพัฒนาหลักสูตร) และ University of Hawaii (เน้นงานวิจัยประยุกต์) ภายใต้การสนับสนุนของ USAID ในช่วงทศวรรษ 1950
ในระยะแรก มูลนิธิมุ่งเป้าไปที่งานวิจัยประยุกต์เพื่อเพิ่มผลผลิตพืชอาหารหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด และข้าวฟ่าง โดยบูรณาการงบประมาณร่วมกับโครงการเดิม เช่น โครงการข้าวโพดเอเชีย (Inter-Asian Corn Program) และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ภายใต้โครงการ UDP คือการสนับสนุนให้เกิดการก่อสร้าง ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ (National Corn and Sorghum Research and Training Center) หรือ "ไร่สุวรรณ" บนพื้นที่ 300 เอเคอร์ ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การนำของ ไดวต์ ฟินฟร็อก (Dwight Finfrock) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของมูลนิธิ ศูนย์แห่งนี้กลายเป็นสถานีวิจัยและฝึกอบรมภาคสนามทางการเกษตรชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เน้นการปรับปรุงพันธุ์พืชและทดสอบโรคพืช และยังเปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติที่ดึงดูดทุนสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน สร้างบุคลากรทางการเกษตรกระจายไปทั่วภูมิภาค
โครงการ UDP ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเข้มข้น ระหว่างปี พ.ศ. 2507-2521 มีนักศึกษาปริญญาโทและอาจารย์ 66 คนได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดย 54 คนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก รวมทั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ อีก 20 คนที่ได้รับทุน (17 คนจบปริญญาเอก) นอกจากนี้ มูลนิธิยังได้จัดสรรทุน "ศาสตราจารย์วิจัย" (Research Professorships) แก่อาจารย์ที่มีความโดดเด่น 15 ท่าน เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อลดภาระงานสอนและให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยและเข้าร่วมประชุมนานาชาติ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศและยกระดับมาตรฐานงานวิจัยของมหาวิทยาลัย
การดำเนินงานที่ซับซ้อนนี้ได้รับการขับเคลื่อนโดยผู้นำชาวไทย 3 ท่านที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากวิทยาลัยเกษตรกรรมขนาดเล็กสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่ได้รับการยอมรับ ได้แก่ ดร.อินทรี จันทรสถิตย์ (อธิการบดีในทศวรรษ 1960), หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (อดีตคณบดีคณะเกษตร อธิการบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ) และ ดร.ประเสริฐ ณ นคร (รองอธิการบดี ผู้กำหนดมาตรฐานงานวิจัยที่เข้มงวด) ควบคู่ไปกับผู้แทนจากมูลนิธิ เช่น ดร.เออร์เนสต์ ดับเบิลยู. สปราก (Dr. Ernest W. Sprague) และ ดร.เจมส์ เอช. เจนเซน (Dr. James H. Jensen)
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มหาวิทยาลัยเผชิญปัญหาพื้นที่วิทยาเขตบางเขนแออัด ธนาคารโลกได้เสนอแผนให้กู้ยืมเงินเพื่อย้ายมหาวิทยาลัยทั้งหมดไปตั้งวิทยาเขตใหม่ที่กำแพงแสน (ห่างออกไป 50 ไมล์) และให้ปิดวิทยาเขตบางเขน แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ โดยเฉพาะ ดร.เจนเซน ได้คัดค้านข้อเสนอนี้ โดยให้เหตุผลว่าธนาคารโลกไม่เข้าใจโมเดลมหาวิทยาลัยที่เน้นการปฏิบัติ (Land-grant University) แบบอเมริกัน อีกทั้งการย้ายบุคลากรทั้งหมดออกนอกเมืองจะส่งผลกระทบต่อรายได้ครอบครัวของอาจารย์ที่คู่สมรสยังต้องทำงานในเมืองและอาจทำให้เกิดการต่อต้านจากคณาจารย์ ในที่สุดจึงตกลงกันว่าจะคงวิทยาเขตบางเขนไว้เป็นศูนย์กลางงานวิจัยหลัก (สร้างห้องปฏิบัติการและสถาบันวิจัย) และขยายพื้นที่ปฏิบัติการทางการเกษตรไปยังวิทยาเขตใหม่ โดยธนาคารโลกยังคงเป็นผู้ให้เงินกู้ก้อนใหญ่ (15.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สมทบกับงบประมาณของรัฐบาลไทยรวม 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แม้ธนาคารโลกจะเป็นแหล่งทุนหลักในการสร้างวิทยาเขตใหม่ แต่มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและเข้าใจบริบทของไทยอย่างลึกซึ้ง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันและเปลี่ยนโฉมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็นสถาบันการเกษตรและงานวิจัยชั้นนำได้อย่างแท้จริง
โครงการพัฒนาอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[แก้]รูปแบบความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารชาวไทยและมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีบุคคลสำคัญที่มีบทบาทนำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงคือ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปัญญาชนชั้นนำและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปนิกผู้วางรากฐานความเจริญทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงหลังสงคราม การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งระดับสูงเพื่อมาร่วมงานกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. 2507 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับชาติที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับปรุงวิชาการ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีรากฐานมาจากโรงเรียนกฎหมายในกระทรวงยุติธรรมที่ก่อตั้งขึ้นในยุคปฏิรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนจะได้รับการสถาปนาเป็น มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ในปี พ.ศ. 2477 โดยนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกที่มุ่งเน้นการสอนวิชากฎหมาย (ธรรมศาสตรบัณฑิต) จากนั้นได้ขยายหลักสูตรครอบคลุมปริญญาโท รัฐศาสตร์ การบัญชี และเศรษฐศาสตร์ จนนำไปสู่การกระจายอำนาจตั้งเป็นคณะวิชาต่างๆ ในปี พ.ศ. 2492 ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 มหาวิทยาลัยได้ริเริ่มจัดตั้ง คณะศิลปศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาการจัดการศึกษาที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากเกินไป โดยเปิดสอนวิชาพื้นฐานทางมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เพื่อเปิดโลกทัศน์ของนักศึกษาก่อนเข้าศึกษาวิชาเฉพาะทาง
ประธานมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ เจ. จอร์จ ฮาร์ราร์ เล็งเห็นความสำคัญและต้องการสนับสนุนการพัฒนาด้านศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2507 มูลนิธิได้สนับสนุนให้ วิลเลียม แอล. แบรดลีย์ (William L. Bradley) นักวิชาการด้านศาสนาเปรียบเทียบผู้มีภูมิหลังผูกพันกับประเทศไทย (เป็นเหลนของหมอบรัดเลย์) เข้ามาเป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะ ตามคำขอของ ศาสตราจารย์ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ในขณะนั้น ดร.อดุล ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เข้ามาจัดระเบียบมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาแบบตลาดวิชากว่า 40,000 คน โดยการนำระบบสอบเข้า การขึ้นค่าเทอม และการจำกัดจำนวนนักศึกษามาใช้เพื่อมุ่งเน้นนักศึกษาภาคปกติ พร้อมทั้งเชิญคณาจารย์จากต่างประเทศมาสอนและจัดสัมมนาเพื่อขยายวิชาการด้านศิลปศาสตร์
ในช่วงแรก มูลนิธิมุ่งให้ทุนสนับสนุนด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมถึงทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ แต่มีจำนวนน้อยกว่าที่ให้แก่มหาวิทยาลัยอื่น (จนถึงปี 2521 มีผู้ได้รับทุน 20 คน และเกือบครึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก) โครงการด้านศิลปศาสตร์สูญเสียแรงขับเคลื่อนเมื่อ ดร.อดุล ย้ายไปรับตำแหน่งในสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ โครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ มูลนิธิได้สนับสนุนทีมงานจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (University of Pittsburgh) เข้ามาปรับปรุงหลักสูตร อบรมอาจารย์ และจัดระเบียบการสอนใหม่ในคณะศิลปศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ทีมงานนี้ยังร่วมมือกับคณะกรรมการพัฒนาการอุดมศึกษาของรัฐบาลและมูลนิธิฟอร์ด ก่อตั้ง สถาบันภาษาอังกฤษกลาง (Central Institute of English Language - CIEL) ในปี พ.ศ. 2511 ซึ่งแม้จะเผชิญกับกระแสชาตินิยมและปัญหาการเมืองในช่วง พ.ศ. 2516-2519 แต่ท้ายที่สุดโครงการนี้ได้ช่วยให้การสอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีระบบที่ดีขึ้น ขนาดชั้นเรียนเล็กลง มีการวัดผลที่ได้มาตรฐาน และมีห้องปฏิบัติการทางภาษาที่ทันสมัย
ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของโครงการ UDP ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ การพัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์ ภายใต้การนำของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้มีบารมีและวิสัยทัศน์ระดับนานาชาติ ดร.ป๋วย ร่วมมือกับเจมส์ ดินนิง และวิลเลียม แบรดลีย์ ผู้แทนจากมูลนิธิ วางเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับปริญญาตรีและก่อตั้งหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก) ที่เน้นตอบสนองปัญหาของประเทศและภูมิภาค โดยมุ่งผลิตนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ทั้งในระดับนโยบาย วิชาการ และภาคธุรกิจ ดร.ป๋วย เชื่อมั่นว่าคณะเศรษฐศาสตร์ที่เข้มแข็งจะเป็นฐานในการยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยโดยรวม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสถาบันอุดมศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พัฒนาการของคณะเศรษฐศาสตร์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2507 ที่ ดร.ป๋วย เข้ารับตำแหน่งคณบดี มีอาจารย์ประจำเพียง 5 ท่าน แต่ภายในปี พ.ศ. 2521 จำนวนอาจารย์ประจำเพิ่มขึ้นเป็น 58 ท่าน มูลนิธิได้สนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกาแก่นักศึกษา 28 คน ซึ่ง 24 คนสำเร็จการศึกษา และยังสนับสนุนศาสตราจารย์อาคันตุกะจากต่างประเทศ คณาจารย์ของคณะได้สร้างผลงานวิจัยประยุกต์ที่สำคัญในประเด็นต่างๆ เช่น การค้าระหว่างประเทศ การจ้างงาน ภาษีอากร นโยบายการคลัง และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความก้าวหน้าของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พัฒนาไปในทิศทางเดียวกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 FoundationCenter.org, The Rockefeller Foundation, accessed 2012-07-05
- 1 2 Rockfound.org, history, 1913-1919
- ↑ สะกดชื่อตามเสียงอ่านของมูลนิธิ โดยในประเทศไทยมีการเขียนชื่อหลายแบบ เช่น มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ มูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ หรือ มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์
- ↑ https://cuir2.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/52066/1/anuk_pi.pdf
- ↑ Becker, William H. Innovative Partners: The Rockefeller Foundation and Thailand. New York, New York: The Rockefeller Foundation, 2013. William H. Becker.