อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ
ประเภทสวนสมุนไพร, สวนสาธารณะ
ที่ตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
เนื้อที่140 ไร่
เปิดทำการ8 สิงหาคม พ.ศ. 2531
สถานะเปิดให้บริการ
ผู้ดำเนินการมหาวิทยาลัยมหิดล

อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ เป็นสวนสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางด้านพฤกษศาสตร์และสมุนไพร ตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม อยู่ภายใต้การดำเนินการของภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 140 ไร่ รวบรวมพันธุ์สมุนไพรไว้ประมาณ 800 ชนิด

ประวัติ[แก้]

โครงการปลูกสวนสมุนไพร เกิดจากการวางรากฐานของ ศ.นพ.ดร.ณัฐ ภมรประวัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในระยะนั้น และศ.พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ หัวหน้าภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ พวกเขามีความคิดที่จะใช้พื้นที่ศาลายาเป็นพื้นที่นันทนาการ และเขียนหนังสือ "สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ" เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา เมื่อ พ.ศ. 2539

สวนสมุนไพรเริ่มดำเนินการใน พ.ศ. 2524 หลังจากปลูกไม้ร่มเงาแล้วจึงนำสมุนไพรไทยทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่มจัดปลูกลงตามที่สถาปนิกวางรูปแบบไว้ รวบรวมสมุนไพรที่มีศักยภาพและมีรายงานการวิจัยสนับสนุนในพื้นที่ 12 ไร่ พืชสมุนไพรเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานชื่อว่า "สิรีรุกขชาติ" ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดสวนสมุนไพรแห่งนี้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2531

ใน พ.ศ. 2550 ได้ยกระดับพื้นที่สวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติและพื้นที่อนุรักษ์ข้างเคียงบริเวณด้านทิศใต้จนมีขนาด 140 ไร่[1] ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติระดับชาติและระดับนานาชาติในลักษณะสวนพฤษศาสตร์ เพื่อเป็นอุทยานการเรียนรู้ทางธรรมชาติวิทยาและภูมิปัญญาไทยของจังหวัดนครปฐม ต่อมาในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อสวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติเป็น อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ[2]

พื้นที่[แก้]

ปัจจุบัน อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 140 ไร่ รวบรวมพันธุ์สมุนไพรไว้ประมาณ 800 ชนิด ภายในมีทั้งพรรณไม้สมุนไพรที่พบทั่วไปและสมุนไพรที่หาได้ยาก พื้นที่ในสวนสมุนไพรแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

  • ส่วนแรก เป็นเรือนเพาะชำ ซึ่งปลูกสมุนไพรที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ไม่ต้องการแสงแดดจัด และขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น ดองดึง หญ้าหวาน รวมทั้งพืชที่มีพิษ เช่น ช้างร้อง สลอด เป็นต้น
  • ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่สวนหย่อมสมุนไพร จัดปลูกสมุนไพรเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม้เลื้อย และไม้ล้มลุกที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามเหมาะกับการพักผ่อน และเรียนรู้พืชสมุนไพร ได้แก่ มะเกลือ ส้มเสี้ยว กันเกรา สารภี สีเสียด เป็นต้น
  • ส่วนสุดท้าย ปลูกในลักษณะสวนป่าเพื่อแสดงระบบนิเวศที่สมุนไพรเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นไม้ต้น และไม้เล็กที่ขึ้นแซมไม้ใหญ่ ให้ความร่มรื่นเหมาะกับผู้ที่สนใจศึกษาสมุนไพรอย่างเป็นธรรมชาติ พืชในส่วนนี้ เช่น สมอไทย สมอพิเภก สมอดีงู การบูร อบเชย โมกมัน เป็นต้น

นอกจากนี้อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มีสมุนไพรที่หาชมได้ยากหลายชนิด เช่น โมกราชินี สิรินธรวัลลี สามสิบกีบน้อย และจิกดง ซึ่งเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก มะลิซาไกสมุนไพรหายากที่ใช้เป็นยาคุมกำเนิดของชนเผ่าซาไก กำแพงเจ็ดชั้น กวาวเครือขาว และกวาวเครือแดงสมุนไพรบำรุงกำลังของไทย รวมทั้งสมุนไพรที่เป็นพืชผักพื้นบ้านอีกหลากหลายชนิด

สถานที่[แก้]

ประกอบด้วย 7 อาคาร 7 ลาน ดังนี้

  • อาคารใบไม้สามใบ เป็นอาคารต้อนรับผู้เข้าเยี่ยมชมเข้าสู่อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ พร้อมจัดแสดงนิทรรศการถาวร "สมุนไพร ภูมิปัญญาไทยสู่สากล"
  • ลานนานาสมุนไพร เป็นลานจัดแสดงสมุนไพรไม้พุ่ม และไม้ล้มลุก ในกระถางขนาดใหญ่รูปดอกไม้บนลานหินกว้าง
  • บ้านหมอยา เป็นอาคารให้บริการ ส่งเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย และให้คำปรึกษาการใช้ยาสมุนไพร พร้อมการนวดรักษาแบบราชสำนัก
  • สวนสมุนไพร จัดปลูกในรูปแบบสวนสาธารณะ มีไม้ยืนต้นเป็นหลัก พร้อมทั้งไม้เลื้อยขนาดใหญ่และพรรณไม้ชนิดอื่น ๆ
  • พื้นที่ชุ่มน้ำของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ เป็นแหล่งพักพิงของนกหลายชนิด มีหอดูนก 2 หอที่ใช้เฝ้าดูและสังเกตพฤติกรรมของนก
  • ลานไม้เลื้อย เป็นลานรวบรวมไม้เลื้อยสมุนไพรขนาดกลางและเล็กปลูกไว้ด้วยกันเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ
  • ลานสมุนไพรวงศ์ขิง เป็นลานปลูกกลุ่มพืชหัววงศ์ขิง ซึ่งมีคุณค่าเป็นยา และเป็นพืชในเขตร้อนที่มีความสำคัญทั้งในการใช้ระดับชุมชนและการวิจัยพัฒนายาใหม่
  • อาคารใบไม้ใบเดียว เป็นอาคารสาธิตการขยายพันธุ์และห้องปฏิบัติการสำหรับการฝึกอบรมต่าง ๆ
  • ลานสมุนไพรเพื่อคนพิการ เป็นลานสมุนไพรที่อำนวยความสะดวกในการศึกษาสมุนไพรสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ
  • ศาลาหมอชีวกโกมารภัจจ์ ประดิษฐานรูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระโคตมพุทธเจ้า และเป็นครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ
  • ลานสมุนไพรเพื่อสุขภาพ รวบรวมสมุนไพรจำนวน 69 ชนิดที่สามารถนำไปใช้ป้องกันและรักษาอาการป่วยพื้นฐานได้
  • อาคารสัมมนาห้องอบรมเชิงปฏิบัติการเฉพาะทางเรื่องการใช้ประโยชน์สมุนไพรไทย มีห้องอาหาร 180 ที่นั่ง
  • อาคารวิจัยและพิพิธภัณฑ์พืช ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 เป็นห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์สมุนไพร (Herbarium) ที่รวบรวมตัวอย่างพรรณไม้สมุนไพรแห้ง เพื่อเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบให้บริการตรวจสอบชนิดและสร้างเครือข่ายติดต่อกับพิพิธภัณฑ์พืชในต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

รางวัล[แก้]

ใน พ.ศ. 2536 อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการบริการ และใน พ.ศ. 2539 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาให้เป็นโครงการดีเด่นแห่งชาติ สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ด้านสมุนไพร)

ในระดับนานาชาติ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติได้รับการยกย่องเป็น Medicinal Plant Garden แห่งเดียวของประเทศไทยที่ผ่านเกณฑ์ที่ที่ประชุมร่วมอาเซียนกำหนดขึ้น

อ้างอิง[แก้]

  1. "ประวัติอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ". สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  2. http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/index.php?page=about

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]